Jesse Marlow กับการเป็นพรีเซนเตอร์ให้ Leica Q

1434615839846
ภาพจาก : kristiandowling.com

Jesse Marlow นี่ถือว่าเป็นช่างภาพสตรีทยุคหลังที่โด่งดังมากคนนึงในวงการ ด้วยการที่เป็นหนึ่งในช่างภาพสตรีทกลุ่ม In-Public ด้วยแล้ว ชื่อชั้นระดับนี้ ย่อมไม่ธรรมดา ด้วยสไตล์น้อยๆ ทิ้ง Space งามๆ คู่สีตัดสวยๆ มีอารมณ์ขันหน่อยๆ ทำให้เขาเป็นช่างภาพสตรีทที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ชอบถ่ายภาพแนวสตรีทรุ่นใหม่ๆมากมาย (ต้นปีหน้านี้ Jesse Marlow ก็จะมาเมืองไทยเพื่อ Workshop โดยกลุ่มช่างภาพสตรีทของไทย Loopers Collective เป็นผู้จัด)

และที่น่าสนใจมาก เมื่อ Leica ได้ออกกล้องดิจิตอล Leica Q มา ซึ่งเจ้ากล้องรุ่นนี้ถือได้ว่าเกิดมาได้มีคุณสมบัติเสียดแทงใจชาวสตรีททั่วโลกยิ่งนัก ไม่ว่าจะการเป็นมีขนาดเหมาะมือ มาพร้อมเลนส์ในตัว 28mm. ระยะใช่ๆของชาวสตรีท คุณภาพไฟล์ที่เห็นแล้วน้ำลายไหลกันเป็นแถบ ปิดท้ายด้วยราคาที่เรียกว่ากัน “สมเหตุสมผล” ที่สุดของกล้องดิจิตอล Leica กันเลยทีเดียว

Leica เองก็เข้าใจจุดนี้ดี เลยตั้งใจเพิ่มการโฟกัสมากลุ่มแฟนสตรีททั่วโลกโดยการดึงเอา Jesse Marlow มาช่วยพรีเซนต์เจ้าตัวนี้ซะเลย

วันนี้ก็เลยขอนำเอาบทสัมภาษณ์ของ Leica Team จากเวบ blog.leica-camera.com มาแปลให้อ่านกัน เป็นบทสัมภาษณ์ที่ได้ความรู้และไอเดียที่ดีเลยล่ะ มาลองอ่านพลังความ “เนิร์ด” ระดับตัวเป้งๆกันดูหน่อย

Q : ปกติแล้วคุณใช้กล้องอะไรอยู่?

A : ถ้าเป็นงานส่วนตัว ผมก็จะใช้ Leica M6 ตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมานะ ผมเพิ่งจะมาใช้เจ้า Leica Q ซึ่งเป็นกล้องดิจิตอลสำหรับถ่ายสตรีท ซึ่งก็ชอบมากเลย ทั้งเหมาะมือ เป็น Full Frame ด้วย

Q : คุณอธิบายถึงงานภาพถ่ายของคุณให้ฟังได้มั๊ย?

A : หลักๆเลย ความชอบส่วนตัวผมถ่ายแนว Street Photography มาหลายปีแล้ว แต่งานหลักจริงๆคือการถ่าย Documentary เป็นโปรเจคยาวๆ ซึ่งผมก็ถ่ายแนวสตรีท คู่ไปกับงานหลักด้วย

1621

Q : คุณถ่ายรูปจริงๆจังๆก่อนที่จะเป็นอาชีพแล้ว อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจว่าต้องทำเป็นอาชีพ?

A : ผมชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็กๆ พอผมจบชั้นมัธยม ผมก็ไปเรียนต่อด้านถ่ายภาพโดยตรงเลยที่ Melbourne Photography School อยู่สองสามปี ก่อนที่จะเข้ามาสู่การทำงานจริงๆ ซึ่งโปรเจคส่วนตัวนี่ ผมจะทำคู่ไปกับการหลักตลอด

Q : คุณเริ่มหันมาสนใจการถ่ายรูปในเชิงแสดงออกถึงความรู้สึก เชิงศิลปะ หรือแบบมืออาชีพอะไรแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

A : อย่างที่เล่าให้ฟังไปก่อนแล้วว่า ผมถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็กๆเลย ผมเคยได้หนังสือเกี่ยวกับงานกราฟิตี้ในรถไฟใต้ดินของนิวยอร์ค ที่ชื่อว่า “Subway Art” มาจากลุงตอนวันเกิดอายุสัก 8 ขวบ ซึ่งมันเป็นแรงบันดาลใจมากเลย ผมเริ่มถ่ายกราฟิตี้ตามกำแพงในเมลเบิร์นบ้าง ผมแฮปปี้มากที่ได้ออกไปถ่ายรูปตามถนน พกกล้องไปตัวนึงแล้วถ่ายพวกงานกราฟิตี้จนกระทั่งอายุ 18 ตอนที่เริ่มไปเรียนถ่ายภาพโดยตรงแล้วได้เห็นงานจากอาจารย์ทั้งหลาย ผมก็เริ่มเรียนรู้ได้ทันทีเลยว่า ผมต้องถ่ายให้มากขึ้น แล้วก็ต้องออกไปถ่ายอะไรที่มันมากกว่าแค่กำแพง🙂

Q : คุณได้เรียนอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับการถ่ายภาพจากอาจารย์คนไหน หรือ คุณเรียนรู้เอง จากช่างภาพ หรือภาพแนวไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับงานของคุณบ้าง?

A : ตอนผมเรียนที่ Melbourne Photography School ผมค่อนข้างโชคดีที่ได้แรงบันดาลใจสำคัญจาก Reimund Zunde ซึ่งเขาเป็นช่างภาพในเมลเบิร์นนี่ และเป็นคนสอนในคลาส Photojournalism ผมจำได้เลยว่าเขาโชว์งานของ HCB ( Henri Cartier-Bersson ) , Alex Webb และ Josef Koudelka ให้ดู ซึ่งมันเป็นการเปิดโลกให้ผมเลย ทำให้ผมอยากออกไปถ่ายรูปบนถนน แล้วก็เริ่มถ่ายในแนวของช่างภาพเหล่านั้น

1331

Q : คุณสามารถจำกัดความหรือประเภทของงานของคุณได้มั๊ย?

A : ส่วนประกอบหลักๆในงานทั้งหมดของผมคือ งานภาพถ่ายแนว Street Photography ซึ่งมันเป็นการถ่ายแบบ Candid และเกือบทั้งหมดก็ถ่ายบนถนนของเมลเบิร์นนั่นแหล่ะ แต่ผมก็ยังถ่ายงานสารคดีอยู่นะ ในหัวข้อที่ผมสนใจ

Q : คุณเริ่มมาสนใจในกล้อง Leica ได้ยังไง?

A : ช่วงที่ผมเริ่มการถ่ายภาพอย่างจริงจังในช่วงปีแรกๆ ผมเริ่มรู้แล้วว่า Leica เป็นกล้องที่มีประโยชน์ต่องานที่ผมอยากจะถ่าย ผมเคยถ่ายงานที่เป็นซีรีย์เกี่ยวกับความวุ่นวายในสถานีรถไฟของเมลเบิร์น ซึ่งช่วงนั้นประมาณปลายๆยุค 90s ผมต้องการกล้องที่มันเงียบ ไว แล้วก็ไม่เป็นที่เตะตาผู้คนด้วย แล้ว Leica นี่แหล่ะที่ใช่ๆเลย ผมเริ่มต้นใช้ Leica M4P ก่อน มันไม่มีที่วัดแสงในตัว จุดนี้แหล่ะที่ช่วยให้ผมพัฒนาการถ่ายรูปของตัวเองมาก ผมต้องเรียนรู้ว่า ค่าแสงเท่าไหร่ในสภาพแสงตรงนี้ๆ ไม่กี่ปีต่อมา ผมก็เปลี่ยนมาใช้ Leica M6 แล้วก็ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้เลย

1253

Q : อะไรที่เป็นตัวผลักดันให้คุณถ่ายรูป หรือการถ่ายรูปมันมีความหมายกับคุณยังไงบ้าง?

A : มันเป็นสิ่งที่ผมรักและอยากจะทำมันเสมอ ผมรักในความคาดเดาไม่ได้ของการถ่ายสตรีท องค์ประกอบภาพต่างๆที่เราไม่รู้ล่วงหน้าคือแรงผลักดัน และทำให้ผมตื่นเต้นกับมันเสมอๆ

Q : ด้วยความที่กล้องขนาดเล็ก คล่องตัว และเงียบ จุดเด่นและคาแรคเตอร์ของ Leica M6 อันไหนที่มันพิเศษมากๆสำหรับงานของคุณอีก และเลนส์แบบไหน ฟิล์มอะไรที่คุณใช้ในการถ่ายของคุณ?

A : ผมรักในความเรียบง่ายของดีไซน์กล้อง Leica มาตลอด ผมไม่สนใจเลยกับกล้องปุ่มประหลาดๆ หรือฟังก์ชั่นใหม่ๆ ซึ่ง M6 เข้ากับตัวผมมากๆ และมันก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยมไปเลย งาน “Don’t Just Tell Them, Show Them” ซึ่งผมถ่ายมันเมื่อ 9 ปีก่อน ผมใช้ M6 นี่แหล่ะถ่าย ผมใช้เลนส์ 35mm F2 Summicron ASPH และฟิล์ม Fuji Superia 400

Q : หลายๆรูปในภาพที่โชว์อยู่นี้ก็จัดว่าเป็นงานแนวสตรีทล่ะ แต่อีกหลายๆรูปก็ดูเป็นงาน Abstract ที่มีกราฟฟิค มาประกอบให้แข็งแรง บ้างก็เป็นการเปรียบเทียบกัน (Juxtapositions) คิดว่าคุณตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้นมั๊ย? หรืออะไรทำให้คุณคิดใส่องค์ประกอบพวกนั้นเข้าไป และคุณถ่ายมันที่ไหนบ้าง ถ่ายจากหลายๆที่มาประกอบกันหรือเปล่า?

A : ภาพซีรีย์นี้ ผมถ่ายตามถนนในเมลเบิร์นตลอดกว่าอาทิตย์นึง เพื่อเปิดตัว Leica Q เวลาที่ผมถ่ายรูปไปตามถนน ก็จะพยายามมองหาพวกพื้นหลังที่เป็นกราฟฟิคหรือ Abstract ซึ่งมันจะช่วยให้ดูเป็นภาพบรรยากาศเมืองๆ แล้วรอจังหวะที่ใครสักคนจะเดินเข้ามาเติมองค์ประกอบจนครบ นั่นแหล่ะ คือรูปในแบบของผม เกิดจากการ Candid และไม่ได้แพลนไว้

2510

Q : กลับมาเรื่องการถ่ายสตรีทในเมืองที่คุณอยู่นี่หน่อย บอกได้มั๊ยว่าโปรเจคสารคดีไหนที่คุณกำลังทำอยู่ หัวข้อหรือประเด็นไหนที่คุณกำลังสนใจเป็นพิเศษ และอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณอยากทำโปรเจค Melbourne Railway ตอนช่วงปลายๆยุค 90s

A : โปรเจค “Melbourne’s busiest railway station” ( สถานี Flinders St ) เริ่มต้นโปรเจคคือด้วยความที่ผมอยากที่จะเป็นช่างภาพข่าวมาตลอด ผมเดินถ่ายรูปไปตามถนนในเมลเบิร์น และรู้สึกดีที่สุดเวลาได้นั่งอยู่ตามขั้นบันไดที่สถานีแล้วมองดูคนที่เดินผ่านไปมา คือนอกจากการถ่ายสตรีทของผมแล้ว ผมยังมีความสนใจเป็นพิเศษกับคนพื้นถิ่น วิถีชีวิตของเค้าด้วย ผมถ่ายเก็บไว้เรื่อยๆเป็นโปรเจคยาว อย่างโปรเจคเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลของคนออสเตรเลียตามชนบท ( อธิบายเพิ่ม : กีฬาที่คล้ายๆรักบี้ เป็นกีฬาที่คนออสเตรเลียคลั่งไคล้ที่สุด แต่เรียกว่าฟุตบอล ) การถ่ายรูปในโปรเจคฟุตบอลนี้แหล่ะ ที่ทำให้เห็นมุมมองในด้านวิถีชีวิตของคนพื้นถิ่น ซึ่งผมก็ทำอยู่หลายๆโปรเจคต่างกันออกไป

Q : คุณเคยได้ตีพิมพ์หนังสือภาพเล่มแรกที่ชื่อ “Centre Bounce : Football from Australia’s Heart” ตอนปี 2003 แล้วก็หนังสือภาพแนวสตรีทที่ชื่อ “Wounded” ตอนปี 2005 ซึ่งแน่นอนล่ะ งานหนังสือภาพเล่มแรกนั้นเกี่ยวกับฟุตบอล ที่อเมริกาเราเรียกว่า Soccer นั่นแหล่ะ แต่อะไรคือจุดที่คุณโฟกัสในงานนั้น? และทำไมงานต่อมาคุณจู่ๆก็กระโดดไปทำโปรเจค “Wounded” ต่อ ลักษณะภาพในโปรเจคนั้นมันเป็นยังไง?

A : ใช่ครับ “Centre Bounce : Football from Australia’s Heart” นี่เกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลของคนออสเตรเลียนั่นแหล่ะ จริงๆฟุตบอลของประเทศเราต่างกับ Soccer นะ  เป็นกีฬาเก่าแก่ที่ชนพื้นเมืองเล่นกันในทะเลทรายทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ส่วน “Wounded” คือโปรเจคงานสตรีทที่ผมใช้เวลากับมันสองสามปี ถ่ายในช่วงกลางยุค 2000’s หลังจากที่ผมบาดเจ็บที่แขนเลยทำให้ถ่ายอะไรไม่ได้ไปหลายอาทิตย์ มันเป็นไอเดียให้ผมเริ่มมองหาจากคนที่เดินอยู่ตามท้องถนนในชีวิตประจำวันนี่แหล่ะ คนที่ใชัชีวิตเหมือนเดิมๆรูทีน ทุกๆที่ที่ผมไปมาตลอดกว่าสองปี ผมเจอคนได้รับผลจากการบาดเจ็บต่างๆอยู่ทุกๆที่ ชายหาด ตลาด สนามฟุตบอล ตามถนน ฯลฯ เป็นโปรเจคที่มองดูผู้คนที่เค้าฟื้นจากอาการบาดเจ็บแล้วกลับมาใช้ชีวิตได้ยังไง

Q : คุณเป็นหนึ่งในสมาชิกช่างภาพแนวสตรีทระดับนานาชาติที่ชื่อว่า In-public.com และกลุ่ม M.33, Melbourne ด้วย แนวทางของกลุ่มที่คุณอยู่นี่เค้ามีผลก็การคิดงานของคุณยังไงบ้าง?

A : M.33 เป็นกลุ่มช่างภาพออสเตรเลียเล็กๆ และพวกเค้าทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการขายภาพและการตีพิมพ์ภาพต่างๆ อย่าง ‘Don’t Just Tell Them, Show Them.’ ส่วน In-public.com เป็นกลุ่มช่างภาพสตรีท Online มันเริ่มต้นช่วงปี 2000 และผมก็เข้าร่วมกับเค้าตอนปี 2001 ตอนนั้นอายุ 23 ในบอร์ดของกลุ่ม เราจะคุยกัน โชว์งานกัน สำหรับผมแล้วตั้งแต่ผมเริ่มเข้ามาเป็นสมาชิกตั้งแต่วัยรุ่น การวิจารณ์งานโดยช่างภาพเจ๋งๆหลายๆคน ช่วยให้ผมมีพัฒนาที่ดี และสำคัญที่สุดเลย การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม In-public ทำให้ผมมีเพื่อนที่มีความชอบแบบเดียวกันอยู่ทั่วทุกมุมโลก

1170

Q : อย่างรูปนี้ มันดูตลกดี แต่ก็ดูหวาดเสียวๆหน่อยๆ ด้วยมุมภาพที่หลอกว่าจริงๆแล้ว ผู้ชายคนนั้นยืนอยู่บนลวดจริงๆหรือเป็นเส้นที่ทับซ้อนเข้ามาเฉยๆ ช่วยอธิบายตรงนี้นิดนึงว่า คุณคิดอะไรอยู่ตอนถ่ายภาพนี้

A : ตอนที่ผมออกไปถ่ายรูป ผมจะมองหาประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ ภาพที่จะทำให้เราต้องมองซ้ำอีกครั้ง หยุดให้เราต้องคิด ตั้งคำถาม อย่างเช่นใบนี้ ผมค่อนข้างพิถีพิถันที่จะหามุมที่ใช่ที่สุดที่จะทำให้มันรู้สึกกำกวม ซึ่งก็ต้องอดทนรอให้เกิดโมเม้นท์นั้นๆ อย่างช็อตนี้ ผู้ชายคนนั้นกำลังปีนลงมา เจ้าเส้นลวดนั้นตัดกลางเฟรมพอดี มันเป็นสายไฟของรถ Tram ส่วนกระจกนั่นก็เป็นหลังคาของที่พักรอรถ Tram มันเป็นสิ่งง่ายๆเลยที่สามารถมองหามุมที่ให้ความน่าสนใจและตำแหน่งที่สนุกๆได้

1052

Q : อันนี้เป็นการวางตำแหน่งที่มีพลังมากเลย ทั้ง Texture และสี ที่ทำให้มันดูพิเศษมากกว่าการที่เป็นแสงจากพระอาทิตย์ตัดกับท้องฟ้าครื้มๆ คือเงาของคนที่กำลังเกาะรั้วอยู่ เป็นจุดที่ดึงความสนใจไปที่พื้นคอนกรีต คุณถ่ายรูปนี้ที่ไหน และทำไมคุณถึงขึ้นว่าช็อตนี้จะน่าสนใจ?

A : ผมถ่ายที่กลางเมืองเมลเบิร์น ตอนถ่ายนี่คือกำลังไปกับกองถ่ายที่ตามถ่ายผมสำหรับคลิป Leica Q คือทุกครั้งที่กองถ่ายตามมาด้วย ผมจะค่อนข้างรู้สึกกดดันนิดหน่อยที่ต้องมองหาภาพสำหรับซีรีย์นี้ ผมเริ่มมองหาแสงตอนเช้าที่ไปตกกระทบกำแพง และเงาของสะพาน แล้วผมก็ทำตามปกติที่ถ่ายสตรีท ก็คืออดทนรอให้เกิดจังหวะที่ดีที่สุด

1719

Q : ใบนี้ดูน่ารักดี เป็นการจับฟีลของฤดูใบไม้ร่วงของเมลเบิร์น เป็นมุมที่ตรงไปตรงมา คุณคิดว่านี่เป็นธรรมชาติของการมองสิ่งรอบๆตัวคุณหรือเป็นการสไตล์ภาพของคุณมั๊ย และคุณช่วยบอกหน่อยว่าภาพนี้คุณใช้เลนส์อะไร ตั้งค่าอะไรยังไง?

A : เป็นสองสามที่ที่ผมรู้ว่าในเมลเบิร์น ทุกๆฤดูใบไม้ร่วงจะมีใบไม้เป็นกลุ่มๆแบบนี้ และมันจะหมุนๆเป็นวงกลม ผมพยายามจะจัดองค์ประกอบให้คลีนและเรียบง่ายที่สุด แล้วถ่ายจากมุมที่ชัดๆ เน้นไปที่บรรยากาศของภาพ ภาพนี้ผมใช้ Crop เอาด้วยเฟรม 35mm. (อธิบายเพิ่ม : เป็นฟังก์ชั่นนึงในกล้อง Leica Q ที่สามารถ Crop ในสัดส่วนของเลนส์ระยะอื่น) ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/15 , รูรับแสง F16

2013

Q : รูปนี้ เก็บอารมณ์และบรรยากาศของที่นั่นด้วยชัดตื้น พื้นหลังเบลอไปกับแสงไฟ ซึ่งดูเป็นโบเก้สวยงาม คุณใช้เลนส์และปรับรูรับแสงยังไงเพื่อให้ได้เอฟเฟคนี้ และ Subject สำคัญของรูปนี้จริงๆคืออะไร?

A : ใบนี้เป็นช่วง Rush Hour ของตอนเช้าๆ ซึ่งอยู่ตรงแยกไฟแดงของสถานีรถไฟ Flinders St. ช็อตสวยๆนี่ใช้ Leica Q ถ่าย ซึ่งชัตเตอร์มันเงียบมาก ผมสามารถกดถ่ายคนได้โดยที่พวกเค้าไม่รู้ตัวเลยในระยะ 2 ฟุต จังหวะที่คนกำลังยืนรอสัญญาณไฟ รูปนี้ใช้ Crop เอาด้วยเฟรม 50mm. ใช้รูรับแสง F1.7

2610

Q : รูปแบบของเส้นแสงพวกนี้ ทำให้นึกถึงรูปวาดของ Jackson Pollack ถึงจะไม่ได้เหมือนซะทีเดียว แต่ด้วยรูปแบบที่ไม่ตายตัวนี้ เลยดูเป็นเอฟเฟคที่คล้ายๆกัน และนั่นแหล่ะ มันเป็นตัวอย่างคลาสสิคๆของการทำให้อะไรที่ธรรมดาๆ ดูไม่ธรรมดา ผมจินตนาการไปเองว่า แสงพวกนั้นออกมาจากเงาของต้นไม้ที่สะท้อนบนกระจก เดาถูกมั๊ย? รูปประมาณนี้ คุณมองหามันได้ยังไงกัน?

A : ผมนึกถึงข้อมูลในหัวที่มีเกี่ยวกับกำแพงหรือสถานที่ในเมลเบิร์นที่น่าสนใจ แล้วผมก็เห็นหน้าต่างที่เป็นแถวๆนี่ มันทำให้นึกถึงอะไรประมาณนี้ที่แสงมันจะช่วยให้ภาพดูมีอะไรขึ้น อะไรที่มันจะดึงดูดให้ผมค่อยๆเล็งภาพนี้เพื่อจะจับจังหวะที่ธรรมชาติกับของที่ประดิษฐ์ๆดูขัดแย้งๆกันได้ ซึ่งมันก็มักจะเป็นโทนภาพพวกกราฟฟิกสีสันๆ มุมที่ถ่ายหน้าต่างเป็นมุมที่สะท้อนต้นไม้และแสงจากหลอดไฟพวกนั้นซึ่งเป็นไฟจากห้องใต้ดินพอดี

283

Q : รูปนี่ค่อนข้างต่างจากรูปอื่นๆ มันดูเป็นรูปวาดแนว Abstract กลางศตวรรษที่ 20 คุณว่ามันเป็นภาพที่ทำให้นึกถึงงานเก่าๆช่วงที่เป็น “Wall period” ของคุณหรือเปล่า? แล้วอะไรที่คุณคิดว่ามันแตกต่างจากงานแนวสตรีทกราฟิตี้บนกำแพงที่ผ่านๆมาของคุณหรือเปล่า

A : ใช่เลย มันเป็นงานในแบบที่ช่วงวัยเด็กของผมชอบถ่ายกราฟิตี้ตามกำแพง ผมคิดว่ามันน่าสนใจอยู่ตลอดแหล่ะนะ ทั้งโทนสี Texture หรือ Pattern ต่างๆ ครอบครัวผม ความช่างเลือกของแม่ผม การปลูกฝังจากที่บ้านนี่ทำให้ผมเลือกสีและรูปทรงที่ดี ที่บ้านผมมีร้านเสื้อผ้าผู้หญิงเล็กที่ชื่อ “Blonde Venus” อยู่ในเมลเบิร์นเมื่อสัก 40 ปีก่อน แม่ผมออกแบบเสื้อผ้าเองและแม่ก็ภูมิใจในการสร้างดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งโทนสีหรือรูปทรงของชุด แน่นอนว่ารูปพวกนี้ชวนให้นึกถึงงานศิลปะในยุคอิมเพรสชั่นนิส

292

Q : คุณมีแพลนที่จะแสดงงานของรูปพวกนี้หรือซีรีย์อื่นที่แกลอรี่ในออสเตรเลีย หรือที่ไหนบ้างหรือเปล่า? หรืองานที่ได้ตีพิมพ์ ออนไลน์ หรือหนังสือภาพ งานพิมพ์รูปขายอะไรแบบนี้ แล้วก็ คุณพิมพ์รูปงานคุณสำหรับส่วนตัวหรือ Exhibition บ้างหรือเปล่า?

A : ผมโชว์งานขอผมในออสเตรเลียอยู่เรื่อยๆนะ ทั้งแบบกลุ่มและงานเดี่ยว สำหรับงานซีรีย์ของ Leica Q นี่ยังไม่มีแพลนเลย แต่ผมชอบนะที่ได้ใช้ Leica Q ถ่ายงาน มันทำให้ผมถ่ายรูปได้มีอิสระมากขึ้น ส่วนปกติแล้วโปรเจคงานที่พิมพ์ของผมก็จะอยู่กับทาง M.33.net.au

Q : คุณคิดว่างานของคุณพัฒนาขึ้นอย่างไรบ้างในช่วงสัก 3 ปีนี้? และคุณมีแพลนที่จะลองถ่ายงานแนวอื่นๆ หัวข้ออื่นๆ หรือสถานที่อื่นๆบ้างหรือเปล่า? มีโปรเจคไหนที่กำลังทำอยู่แล้วสามารถพูดถึงได้?

A : ผมคิดว่านะ งานของผมเปลี่ยนไปจากเมื่อสัก 15 ปีก่อน มันคือความเป็น Abstract กับรูปทรงต่างๆที่รวมอยู่ในงาน กลายเป็นภาพถ่ายในแบบของผม เมื่อสักสองปีก่อน ผมได้เริ่มทำโปรเจคยาวโปรเจคใหม่ ซึ่งทำให้ผมหันกลับไปถ่ายขาวดำ และก็พบว่า สีสัน กราฟฟิคต่างๆที่ผมมองหานี่มันทำให้งานของผมมีกรอบ ผมไม่เคยไปถ่ายในที่ที่น่าตื่นเต้นหรือประเทศอื่นๆเลย เคยที่แต่ถ่ายในที่ที่ผมอยู่นั่นแหล่ะ

สัมภาษณ์โดย : Leica Team

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s