บทสัมภาษณ์คุณลุง Bruce Gilden สตรีทสายโหดกับงานชิ้นล่าสุด Face

ตอนแรกๆที่เราเริ่มถ่ายสตรีทอย่างจริงจัง การที่ต้องฝึกเข้าใกล้ Subject นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากเลย จะว่ามากที่สุดสำหรับภาคสนามก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านั้นเราว่าคนส่วนใหญ่ที่ถ่ายรูปจะมีปัญหาเรื่องการเข้าหา Subject ใกล้ๆ คนปกติเขาก็คงไม่ได้กล้าเอากล้องไปจ่อหน้าใครแน่ๆ ยกเว้นพวกเนิร์ดๆแบบพวกเรานี่แหล่ะ

การบิ้วให้เรามีความกล้ามากขึ้นย่อมต้องดูตัวอย่างก่อน Bruce Gilden คือมาสเตอร์ของสิ่งนั้น เราเปิดดูคลิปลุง Bruce นับครั้งไม่ถ้วน ลุงสตรีทสายโหด ที่มาพร้อมกล้อง Leica M6 พ่วงแฟลช Vivitar ตลอดเวลา แกจะเดินไปเรื่อยๆตามถนนในนิวยอร์ค มือหนึ่งถือกล้อง มือหนึ่งถือแฟลช เมื่อเจอ subject ที่ถูกใจ แกจะรอให้ subject อยู่ใกล้มากพอ แล้วก็หันขวับอย่างรวดเร็วไปจ่อหน้า พร้อมสาดแฟลชใส่อย่างไม่ให้ใครตั้งตัว ภาพสตรีทขาวดำเมามันแบบนั้น บิ้วให้เรามีความกล้ามากขึ้น ต้องขอบคุณลุง Bruce สำหรับมาสเตอร์แห่งความใกล้ subject จริงๆ และเราเชื่อว่า คนถ่ายสตรีทรุ่นใหม่ๆแทบทุกคนต้องศึกษาความใจกล้าจากลุง Bruce นี่แหล่ะ

เราก็เลยอยากจะหาบทความดีๆที่จะทำให้สตรีทไทยทั้งหลาย ได้รู้จักลุง Bruce ได้ดียิ่งขึ้น บังเอิญว่ามีบทความหนึ่งของ Gup Magazine ซึ่งสัมภาษณ์โดย Katherine Oktober Matthews เอาไว้เมื่อเร็วๆ น่าสนใจมาก เพราะเราอาจจะหาอ่านเกี่ยวกับลุง Bruce ในสมัยเฟี้ยวฟ้าวของแกได้ทั่วไปในอินเตอร์เน็ต แต่เราอยากรู้ว่าวันนี้ แนวความคิดและการทำงานในวันนี้ของแกเป็นยังไง? และนี่แกก็เล่าถึงงานล่าสุดของแกที่กำลังจะวางจำหน่ายด้วย นั่นคือ “Face” งานที่แกบอกว่า มันดีที่สุดในชีวิตแกเลย อาจจะไม่ใช่งานสตรีทเหมือนเดิมอีก เพราะเป็นงาน Portrait จ๋าๆเลยล่ะ แต่ก็มีกลิ่นอายของลุง Bruce ไม่เสื่อมคลาย ลองมาอ่านกันหน่อย

I would like to thank you Katherine Oktober Matthews (Chief Editor of GUP Magazine) for permission of this article and thank you to MAGNUM Photo , Dewi Lewis for permission of photos from Bruce Gilden’s Photo Book ‘Face’.

IN YOUR FACE: AN INTERVIEW WITH BRUCE GILDEN

บทความโดย Katherine Oktober Matthews

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Bruce Gilden ช่างภาพที่เกิดในบรู๊คลินแท้ๆ (1948) แกมีชื่อเสียงมากๆในแนวทางการถ่ายภาพสตรีทขาวดำที่ใช้แฟลชกับ Subject ในระยะเผาขนไม่เกิดหนึ่งช่วงแขน Bruce ถ่ายแบบไม่ตั้งตัวและไม่แคร์ใครทั้งนั้น . งานล่าสุดของแก ‘Face’ เพิ่งจะตีพิมพ์ออกมาโดย Dewi Lewis Publishing เมื่อสิงหาคม 2558 เช่นเคย..งานนี้ยังเข้าใกล้คนไม่ต่างจากเดิม แต่คราวนี้เป็นภาพสี . Bruce Gilden นั่งคุยอยู่ตรงนี้แล้วกับ Katherine Oktober Matthews  กับการค้นหาตัวตนในผู้คนที่ถูกถ่ายเหล่านั้น กับขีดจำกัดในการถ่ายสตรีทเมื่อเริ่มแก่ขึ้น

Q : คุณกำลังจะออกหนังสือใหม่ ‘Face’ ช่วยขยายความหน่อยว่าใบหน้าของคนเหล่านั้นหมายถึงอะไร?

A : หลายต่อหลายปีแล้วล่ะ ผมชอบภาพถ่ายแนวๆบันทึกประวัติผู้ต้องหาของตำรวจเอามากๆ ผมก็เลยค่อยๆทำงานนี้เก็บสะสมไปเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะประมาณ 20 – 30 ปีมาแล้วล่ะ แต่อยู่ๆตอนที่ผมอยู่ที่ไมอามี่ ทำงานถ่ายโปสการ์ดให้กับ Magnum ในโปรเจค America ซึ่งพวกเขาก็มีกล้อง Leica S อยู่ มันเป็นกล้อง Digital Midsize เอาไว้ใช้ถ่าย Portrait แล้วผมโคตรชอบเลย ถ่ายเป็นสีนะ.. ผมไม่ได้ถ่ายงานภาพสีเลยมาตั้งแต่โน่นน่ะ อายุ 19 คิดดูว่าตอนนี้ 68 แล้ว (สัก 65 หรือ 66 ปีนี่ล่ะ) ผมเคยเริ่มโปรเจคนี้มาก่อนแล้วนะ กับภาพขาวดำในโปรเจค Middlesex ของ Timonthy Prus สำหรับองค์กร Archive of Modern Conflict แต่ตอนนั้นผมใช้กล้อง Nikon แล้วก็คิดว่าควรจะใช้เลนส์ระยะ 35mm. ซึ่งภาพที่ได้มันไม่ค่อยเต็มเฟรมเท่าไหร่ แต่สำหรับอันนี้มันเต็มเฟรมมาก มันเลยเป็นภาพที่โคตรแข็งแรง โคตรมีพลังเลย

คือ ผมถ่ายภาพคนพวกนี้นี่ ไม่ใช่แค่เป็นคนที่มีอะไรอยู่บ้างในชีวิตนะ แต่คนพวกนี้คือ เรียกว่า “ไม่มีตัวตน” เลยดีกว่า เพราะไม่มีใครอยากจะรู้จัก ไม่มีใครอยากจะเจอคนพวกนี้หรอก ซึ่งภาพที่ออกมานี่ก็ทำได้ดีเลยล่ะ มันน่าจะปริ๊นท์เป็นขนาดใหญ่ๆ สัก 40×60 นิ้ว 50×70 อะไรประมาณนั้น คือกล้องต้องใช่ ตัวแบบต้องใช่ ซึ่งนี่มันลงตัวเลย เหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อกันพอดี

 

Q : อะไรที่คุณชอบในการที่ได้ถ่าย ‘คนที่ไม่มีตัวตนในสังคม’ กลุ่มนี้?

A : ผมชอบคนที่สถานะต้อยต่ำในสังคม คนพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสังคมดีๆ และก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเป็นรูปของชนชั้นล่างในสังคมนะ แต่ยังมีรูปตอนที่ผมถูกจ้างไปถ่ายงานใน Midlands ในกลุ่มที่ชื่อว่า Multistory. ซึ่งมีคนที่มีปัญหาการขาดสารอาหารเยอะมากใน Midlands เพราะที่นั่นมีโรงงานใหญ่ๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมโน่น ซึ่งตอนนี้มันก็แย่ไปหมด คนก็ไม่มีงานทำ หลายๆคนก็รู้สึกโกรธแค้น ผมรู้สึกว่าที่นั่นน่าสนใจมาก เพราะผมมองว่า ที่ไหนในโลกตอนนี้มันก็ดูเหมือนๆกันนั่นแหล่ะ แต่ที่นั่น คนยังมีความแปลกแยก ที่นิวยอร์ค ที่ลอนดอน ในดับบลินหรืออัมสเตอร์ดัม ผมว่าพวกนี้นี่คืออีกหน่อยมันก็กลายเป็นที่ของชนชั้นกลางไปหมด อีกหน่อยคนที่ไม่มีเงินก็ต้องถูกถีบออกมา อย่างที่ผมเจอๆมา ผมเพิ่งปล่อยอพาร์ทเม้นต์ในโซโหที่นิวยอร์คต่อให้คนอื่นไปแล้ว ไม่ใช่เพราะผมไม่ต้องไปอยู่ แต่คือมันถึงเวลาของผมที่ควรจะออกมาจากที่นั่นสักที ซึ่งผมทำใจยากนะ ผมอยู่มาตั้งแต่ปี 1979

และนี่คือผมพิสูจน์ให้เห็นด้วยภาพของคนเหล่านี้ จริงๆแล้วนี่ผมเหมือนถ่ายรูปตัวเองเลยนะ คนที่ผมสนใจ ผมชอบพวกเขา แล้วพวกเขาก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเลย เพราะเวลาที่ผมถ่ายงานต่างๆที่เป็นอาชีพผมจริงๆนะ ผมไม่ได้มีความสนใจอะไรพวกนั้นหรอก.

Q : คุณมองเห็นอะไรในใบหน้าของคนเหล่านั้น ที่คุณมองว่าเป็นชนชั้นล่างในสังคม?

A : คือ คุณจะรู้สึกได้เลยนะ คุณจะเห็นเลยล่ะ ผมตีพิมพ์งานเป็นหนังสือไว้เยอะมากนะ ที่ถ่ายตามงาน State Fairs (คล้ายๆงานวัดใหญ่ๆบ้านเรา : ผู้แปล)  ต้องขอบคุณ สมาคม Guggenheim ที่อนุญาตให้ผมเข้าไปถ่ายในงาน  5-6 ที่ในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว เหตุผลที่ผมเลือกงาน State Fairs พวกนี้เพราะมีคนมากมายเลยยังให้ความสนใจคนพวกนี้แหล่ะ ซึ่งมันเป็นโอกาสที่ผมจะได้เจอคนที่ผมสนใจอยากจะถ่ายภาพ แต่เอาจริงๆคือผมก็ถ่ายไม่ได้มากหรอก ผมถ่ายสัก 5-15  รูปต่อวันเท่านั้นแหล่ะ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

“ผมชอบด้านมืดในชีวิตคนนะ ผมชอบอะไรที่มันไม่ใช่ธรรมดาๆ”

 

Q : ถ้าอย่างที่คุณบอกนะ นี่คือภาพถ่ายของตัวคุณเอง ภาพทั้งหมดนี่คือภาพ Portrait ของ Bruce Gilden …. เรารู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง? เขาเป็นคนยังไง?

A : ผมว่าเขากำลังเปิดเผยตัวตนของเขาให้เห็น ซึ่งนั่นแหล่ะคือสิ่งที่ผมชอบในการถ่ายรูป มีคนถ่ายภาพ portrait เยอะแยะไปในนิวยอร์คน่ะ แต่เขาก็มักจะให้คนเหล่านั้นพยายามแสดงอะไรออกมา ผมไม่ชอบอะไรแบบว่า “ผมกำกับคุณอยู่นะ เข้าใจมั๊ย” ผมตรงมาตรงไปกับงานตัวเอง โอเคล่ะ..ผมเป็นคนชอบความรุนแรง ผมอยากเห็นตัวตนพวกเขา ผมก็โชว์ตัวตนของผม ผมตรงมาตรงไป คุณคุยกับผม คุณจะรู้เลยว่าผมเป็นคนยังไง คุณจะรู้เลยว่าผมชอบอะไรไม่ชอบอะไร ผมนี่โคตรตรงเลยล่ะ แต่ผมไม่ใช่คนก้าวร้าวนะ แล้วผมก็ไม่ชอบคนที่ก้าวร้าวด้วย คุณชอบยังไงคุณก็จะได้อย่างนั้นแหล่ะ. ผมใช้เวลากับการอยู่บ้านเยอะ อยู่กับแมวสามตัว ผมชอบอ่านหนังสือ ดูกีฬา แล้วคิดดูสิ.. ผมโชคดีมากนะที่รู้ตลอดน่ะว่าตัวเองอยากถ่ายอะไร ผมชอบด้านมืดในชีวิตคนนะ ผมชอบอะไรที่มันไม่ใช่ธรรมดาๆ

 

Q : คุณรู้สึกมั๊ยว่ารูปของคุณนี่มันดู ‘ดาร์ค’ ?

A : คือโลกนี้มันไม่ได้สวยหรูนะ ลองดูสิ ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างในโลก สิ่งแวดล้อม..นี่ก็พวกเรานี่แหล่ะกำลังสร้างมลพิษ ใช้ความรุนแรง แล้วพวกคุณก็ยังมีรัฐบาล มีนักการเมืองเฮงซวยอีก.. ไม่เคยมีใครพูดความจริงกัน เอาแต่สร้างภาพ โปรโมตตัวเอง สิ่งที่ผมกำลังจะสื่อก็คือ เฮ้ย! ดูนี่! รูปของผมนี่มันกำลังโชว์ให้เห็นปัญหาของโลกใบนี้ ผมคิดว่านี่เป็นวิธีที่คุณจะสามารถแก้ปัญหาพวกนี้ได้ ด้วยการเผชิญหน้ากับมัน นี่เรียกว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีนะ

 

Q : แล้วคุณคาดหวังว่าจะเกิดอะไรดีๆขึ้นบ้าง?

A: อืม ผมเป็นคนแบบนี้มาตลอดนะ คาดหวังว่ามันจะมีอะไรดีๆขึ้นบ้างจากรูปที่ผมถ่าย ถ้าคุณจับผมโยนไปในสถานการณ์นั้นๆ ไม่ว่ายังไงผมก็จะพยายามแก้ปัญหาให้ได้ ผมไม่ได้คิดถึงปัญหาบนโลกนี้นะ ผมหมายถึงปัญหาของผมเองนี่แหล่ะ ในแบบของผมเอง คือศิลปินนี่นะ จริงๆก็ค่อนข้างเห็นแก่ตัว แต่ผมไม่คิดว่าผมโคตรจะเห็นแก่ตัวขนาดนั้น ผมก็ยังแคร์สังคมอยู่ คือคนมันก็มีขอบเขตล่ะ ผมก็เชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยคนที่พยายามช่วยตัวเอง ประเด็นนี้มันฟังดูอธิบายยากน่ะ อย่าให้มันอยู่ในบริบทที่ผิดนะ โอเคมั๊ย? เพราะผมเชื่อว่าทุกคนมีข้อจำกัดตัวเองอยู่ แต่ถ้าคุณรู้ตัวว่าอะไรที่ทำให้คุณเข้มแข็งได้ อะไรทำให้คุณอ่อนแอได้ แล้วคุณก็มองหาจุดแข็งของตัวเองเจอ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Q : ในมุมมองของคุณนี่ ดูเหมือนว่าคุณสื่อกับสังคม ผู้คน ผ่านรูปถ่ายของคุณ คุณคิดว่าที่ผ่านมา อะไรที่เปลี่ยนพวกเขาไปบ้าง?

A : อย่างที่ผมบอกไปนะ ที่เห็นๆ คนดูเหมือนๆกันไปหมดมากขึ้น คุณจะเห็นบริษัทระดับโลกมากขึ้น อย่าง สตาร์บัคส์ หรือ กางเกงยีนส์ยี่ห้อดังๆอย่างนี้ เรากำลังสูญเสียความเป็นตัวตนไปเรื่อยๆ หลายๆอย่างกำลังถูกล้างใหม่ ผมเคยอยู่ในที่ที่ผมมีความสุขมากเลย ผมก็อยู่ที่นี่มา 36 ปีแล้ว แล้วผมก็จะต้องย้ายออก ตอนที่ผมออกมา ผมสังเกตเห็นว่าตึกพวกนี้ถูกเข้าไปทำความสะอาดเรียบร้อยเลย มันดูเหมือนตึกของเล่นไปเลย ไม่ใช่ว่าตัวผมเองสกปรกอะไรนะ แต่ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ต้นๆยุค ’80s ปลายๆ ’70s ซึ่งสมัยนั้นน่ะ นิวยอร์คนี่เละเทะมากนะ มีพวกไม่มีบ้านอยู่เต็มไปหมด สกปรกมากจริงๆ รถจอดพังเต็มไปหมด แต่มันก็มีชีวิตในแบบของมัน มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แต่ตอนนี้ทุกคนมันดูเห่ยๆ คุณจะเห็นคนขับรถรูปร่างแปลกๆอะไรก็ไม่รู้ หมาทำขนประหลาดๆ มันขาดการมีวัฒนธรรมน่ะ คนเอาแต่อยู่กับโทรศัพท์ คนเดินชนคุณเขาก็ไม่แคร์หรอก..

ไอ้ตึกที่มันดูสะอาดสะอ้านน่ะ มันดูเหมือนที่ๆถูกระเบิดทิ้งแล้วสร้างใหม่ เสน่ห์มันหายไปหมด คือมันก็สวยนะ ปลอดภัยกว่า มีร้านอาหารให้เลือกเยอะแยะ แต่มันแบนมาก! มันไม่มีเสน่ห์เลย ไม่มีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์อะไรเลย

 

Q : ในเรื่องการถ่ายภาพแบบแคนดิดของคุณ ในวิดีโอต่างๆนี่จะเห็นวิธีที่คุณถ่าย ว่าคุณจะเดินไปเรื่อยๆตามถนน เล็งคนที่คุณกะจะถ่ายแล้วก็เข้าไปถ่ายอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งถือกล้อง อีกมือหนึ่งถือแฟลช เรียกว่าจ่อไปที่หน้าของคนนั้นเลย อันนี้นี่คือลักษณะเฉพาะตัว เคยหยุดคุยกับแบบที่จะถ่ายก่อนมั๊ย?

A : คืออย่างนี้นะ.. ไอ้เรื่องวิธีการในการถ่ายรูปนี่คือมันมานั่งถกเถียงกันยาก สำหรับงานของผมทั้งหมดที่ถ่ายนี่ ผมก็เจอการต่อว่าบ้าง ทะเลาะบ้าง เพราะผมสบายใจที่จะทำงานลักษณะนี้ ผมไม่ถ่ายรูปใครเพื่อจะหาเงิน ผมจะไม่ถ่ายรูปใครเพื่อจะแสดงออกมาให้เห็นว่าคนนี้เจ๋งไปเลย หรือคนนี่เลวจังเลย คือคนที่ผมถ่ายเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่ผมสนใจ ซึ่งนั่นแหล่ะ ผมสบายใจแบบนั้น บางทีผมก็ทำเป็นตลกใส่เขาตอนที่ถ่าย ซึ่งมันก็ช่วยให้ง่ายขึ้น และผมว่านะ คนส่วนใหญ่ไม่แคร์ที่ถูกถ่ายเลย แค่บางคนเท่านั้นแหล่ะที่จะมีปัญหา.

ยกตัวอย่างนะ ถ้าผมเดินถ่ายอยู่แล้วเห็นว่าเป็นพวกค้ายายืนอยู่ ผมก็ไม่ไปถ่ายนะ อยู่ให้ห่างๆเลยล่ะ ผมพยายามจะอยู่ห่างตำรวจด้วย คือคุณแยกแยะได้น่ะ บางอย่างที่ผมไม่ถ่ายแน่ๆเพราะรู้ว่าคนพวกนี้จะมาหาเรื่องคุณได้ แน่นอนล่ะ การที่คุณมาถ่ายรูปแบบนี้ คนจะมองคุณดูทำตัวลับๆล่อๆ ซึ่งคุณจะคอยบอกใครๆหรือว่า “นี่ครับ! ผมกำลังจะเข้าไปถ่ายนะครับ นี่กล้องของผมครับ!” ก็แค่เข้าไปถ่ายเลย ผมว่ามันเวิร์คแล้วล่ะ ผมรู้ตัวว่าต้องทำยังไง.

 

และผมก็ยังสบายใจที่จะทำในแบบของผม. คนเราน่ะ รับรู้ได้เวลาที่เราทำด้วยความสบายใจ เพราะถ้าเวลาคุณไม่สบายๆ แล้วคุณกังวลนะ คุณจะรู้สึกว่าคุณกำลังทำอะไรผิดอยู่ คนเขาก็จะรู้สึกไปด้วย ยกตัวอย่างนะ หลายปีก่อน ผมไปที่ลิมา ประเทศเปรู ผมเดินไปตามถนนในเมืองบาร์ริโอ ซึ่งมันดูไม่มีคนเลย ผมก็เลยเดินออกจากถนนตรงนั้น เพราะคิดแล้วว่าอีกสักสิบนาที อาจจะมีใครสักคนเดินเอามีดมาจ่อคอผมก็ได้ ซึ่งคุณรู้สึกได้อยู่แล้ว นึกออกมั๊ย? มันมีเซนท์น่ะ ถ้าคุณรู้เข้าใจอะไรบนถนนหนทางนี่ คุณจะรู้สึกได้เลย คุณต้องระวังตัว บนถนนนี่มันเจ๋งมากเลย แต่บางทีมันก็โหดเอามากๆ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Q : ฉันเคยอ่านมา ที่คุณเคยบอกว่า คุณเชื่อในคำพูดของ Robert Capa ที่ว่า “ถ้ารูปคุณยังไม่ดีพอ แสดงว่าคุณยังเข้าใกล้ไม่พอ” และมุมมองของคุณที่ว่า “ยิ่งแก่ ยิ่งใกล้” คุณคิดว่าถึงวันนี้แล้ว คุณเข้าใกล้พอหรือยัง? หรือยังคิดว่าอยากจะใกล้เข้าไปอีก?

A : ไม่รู้สินะ เวลาเท่านั้นแหล่ะที่จะบอกได้ ผมเข้าใกล้เพราะผมพยายามที่จะให้ใกล้ถึงตัวตนของคนเหล่านั้น และสื่อออกมาในภาพของผม ซึ่งมันก็ยังคงเป็นอย่างนั้นนะ คือผมไม่ไปนับถืออะไรกับคนที่ใช้เลนส์ Tele แล้วถ่ายรูปจากอีกฟากหนึ่งของถนน คือผมคิดว่า คุณควรที่จะคอยยืนซุ่มรอถ่ายรูปมากกว่าน่ะ.

งานเก่าๆของผม คนอาจจะบอกได้ว่ามันดูคล้ายจะเป็นการเซ็ตฉาก คนดูดูแล้วรู้สึกเหมือนได้ดูการแสดงน่ะ ซึ่งเดี๋ยวนี้นะ ผมวางคนดูไว้ตรงกลางเลย คนดูกลายเป็นส่วนหนึ่งในภาพ แล้วภาพพวกนี้มันใกล้เท่าที่จะใกล้จนคนดูรู้สึกเท่ากับที่ผมไปยืนถ่ายมาเลย การที่มันใกล้นี่มันกลายเป็นเหมือนหลักการในการถ่ายของผมเลย ซึ่งผมไม่ได้ตั้งใจจะไปยึดว่าเป็นของตัวเองอะไรแบบนั้นนะ  ใครๆก็ทำได้ แค่มันไม่ใช่งานของผม มันมีรูปแบบของมัน ช่างภาพที่ดีในมุมมองของผมนะ คือวางเฟรมได้ดีและมีคอนเทนต์ที่สื่ออารมณ์ได้แข็งแรงด้วย ณ เวลานี้ ผมจบอยู่ที่งานหน้าคนเหล่านี้ และผมก็ต้องหาอย่างอื่นทำต่อไป ก็รอดูกัน.

 

Q : อะไรที่คุณคิดว่านี่คือรางวัลสำหรับคุณในการถ่ายรูปสไตล์นี้

A : คือผมบอกคุณอย่างนี้ งานนี้อาจจะเป็นงานที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย มันแข็งแรงมาก และภาพพวกนี้มันถูกทำให้แข็งแรงขึ้นไปอีก ตอนที่ผมเริ่มทำงานนี้ ผมหลงใหลมันมาก อยากทำมันให้ดี แล้วพอได้ทำไปๆ มันก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น แข็งแรงขึ้น เพราะผมก็ยิ่งพยายามมันมากขึ้นไปอีก

 

Q : พยายามผลักดันตัวเอง หรือ พยายามจะให้ได้รูปที่ดีขึ้น?

A : ผมหมายถึงรูปนะ ผมผลักดันตัวเองตลอดอยู่แล้ว เวลาที่คุณได้ทำอะไร คุณก็ได้เรียนรู้มันไปด้วย ผมหยุดถ่ายแคนดิดคนในนิวยอร์คเลย เพราะผมใช้วิธีพุ่งตัวเข้าไปถ่ายคนเยอะไป อายุมากขึ้น ร่างกายมันก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวเหมือนตอนอายุน้อยๆ แล้วคุณก็จะเคลื่อนไหวอะไรยากๆไม่ได้ มันจะแย่เอา และผมก็เพิ่งจัดการปัญหานี้ไป โดยมานั่งทบทวนตัวเอง.

ผมทำโปรเจคนี้มาสองปี เห็นภาพพวกนี้มันแข็งแรงขึ้นๆ ผมเองก็พยายามมากขึ้นเพื่อจะได้อะไรที่ดี ยกตัวอย่างนะ ถ้าผมไปเฮติ ผมไปที่นั่นมา 22 ครั้งแล้วในชีวิตนี้ หลังจากที่ได้ไปครั้งแรกกลับมา ผมพูดว่า “เฮ้ย.. มันเยี่ยมไปเลย!” ซึ่งมันไม่ใช่แค่นั้น.. คุณจะทำดีขึ้นเท่าที่คุณได้อยู่กับมัน เพราะคุณมีประสบการณ์มากขึ้น คุณจะรู้เลยว่าจะได้อะไรเมื่อไปที่นั่น ซึ่งมันก็เหมือนกันเลยกับการถ่าย Portrait.

 

Q : มาที่ประเด็นเรื่องงานของคุณ ไม่ว่าจะงานที่ตีพิมพ์ งาน Exhibition รางวัลที่คุณได้ คุณยังรู้สึกว่ายังต้องพิสูจน์อะไรอีกมั๊ย?

A :  แน่นอน ผมยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป ครอบครัวสมัยผมเด็กๆ เรียกได้ว่าย่ำแย่มาก และผมคิดว่านั่นเป็นจุดที่ทำให้ผมรักในความเป็นชนชั้นล่างในสังคม ตอนที่ผมอายุ 5 ขวบ ผมอยากเป็นนักมวยและพ่อผมค่อนข้างนักเลงๆ เขาไม่อยากให้ผมเป็นนักมวย เพราะมันทำให้สมองผมพังได้ ผมอยากจะตีกลอง ผมอยากซน ในความรู้สึกของผมคือผมโตมาในแบบลำบากลำบน ซึ่งงานของผมมันก็ฉายภาพตรงนั้นออกมา ตอนที่คุณเป็นเด็ก การเลี้ยงดูของครอบครัวนี่เป็นอย่างเดียวที่บ่มเพาะคุณมา คุณมักจะคิดว่าคนอื่นๆจะคิดอะไรเหมือนกับคุณ แต่พอวันนึงคุณโตขึ้น คุณรู้แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผมเข้าใจโลกมากพอจะตัดประเด็นนี้ออกไปได้ แต่มันก็ยังอยู่ในตัวผมน่ะ ความเกรี้ยวกราดอะไรแบบนั้น แต่ผมก็ยังอยู่กับภรรยาผมมาได้ 25 ปีแล้ว เรามีชีวิตคู่ที่ดี ผมมีลูกสาวคนนึง ตอนนี้ก็อายุ 22 แล้ว ผมมีแมว 3 ตัวที่ผมชอบอยู่กับมัน ซึ่งพอผมมองตัวเองในกระจกแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ผมผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ.

ผมเล่าอะไรให้คุณฟังอย่างหนึ่ง ผมอ่านเจอเมื่อหลายปีแล้วล่ะ ว่าคุณจะถ่ายรูปหรือทำอะไรก็ตามด้วยความรัก หรือเพราะมี Passion ถ้าเราทำมันด้วยความรักสิ่งนั้นมันจะยืนยาว ถ้าทำด้วย Passion วันหนึ่งไฟมันก็หมดไป ไฟผมยังไม่หมด ผมยังอยากทำอะไรต่อไป ซึ่งมันยากนะที่จะรักษา Passion นั้นไว้.

ผมรู้ขีดจำกัดตัวเองดี ซึ่งนั่นแหล่ะ คุณก็จะรู้ว่าพอแก่ขึ้น ผมเองก็ไม่สามารถจะไปลุยแบบนั้นเหมือนที่เคย เดินวันละ 10 ชั่วโมงทุกวันตลอดสามเดือน พอมันถึงเวลานี้ “โอเคล่ะ.. ฉันเหนื่อยแล้วล่ะ” เพราะผมเดินมาเยอะมาก อย่างที่ผู้ช่วยผมชอบพูด “ผมทำแบบคุณไม่ได้แน่ๆล่ะ ซึ่งผมเพิ่งจะอายุ 30 นะ! ผมนึกไม่ออกเลยว่าตอนที่คุณอายุเท่าผมนี่คุณจะขนาดไหน” เขาพูดถูกเลย แต่ก็เพราะนั่นมันผมเป็นคนเดินน่ะ แต่ตอนนี้ผมไม่จำเป็นต้องออกไปเดินขนาดนั้นแล้ว พอผมไม่ได้ออกไปเดิน ผมก็ไม่ได้มองหาภาพแบบนั้นอีก.

 

Q : เป็นเรื่องที่ดีที่คุณสามารถ “หยุด” ตัวเองได้ คุณรู้สึกยังไงเวลาเดินไปตามถนนโดยที่ไม่มีกล้อง?

A : คือถ้าคุณมีกล้องอยู่กับตัว มันจะมีความกดดันอยู่ สิ่งที่มันแตกต่างออกไปคือ ผมไม่ต้องแบกกล้องไปด้วยตลอดเวลา ตอนนี้ผมเหมือนเป็นคนหมดน้ำยา ผมยังมีกฏของตัวเองเวลาเดินถนนอยู่อย่างเช่นผมจะไม่พยายามตั้งใจมองหาภาพ และเดี๋ยวนี้ผมอยู่แถวๆกลางเมืองเลย ผมไม่เคยถ่ายรูปแถวๆที่ผมอยู่เลยนะ บางทีอาจจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นแหล่ะที่ผมควรจะไปอยู่ตรงไหน แต่ผมก็ดันไม่เคยเลือกที่อะไรแบบนั้นเลย บางทีก็ต้องเดินออกไปอีก 1-2 ไมล์ แต่ผมคิดว่านั่นเป็นการตัดสินใจจากความรู้สึกตัวเองล้วนๆเลย.

พอคุณได้เดินออกมาข้างนอก คุณไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรขาดๆไป คือเราก็รู้ตัวว่าตัวเองต้องการพักแล้วล่ะ ผมไม่แคร์แล้วว่าคุณจะเป็นใคร ผมไม่ได้พยายามเอาชนะใครเลย นอกจากตัวเองนี่แหล่ะ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Q : การที่คุณเป็นส่วนหนึ่งของ Magnum ที่นั่นมีอิทธิพลกับงานของคุณมั๊ย?

A : มีช่างภาพเก่งๆหลายคนใน Magnum นะ แต่..นั่นมีอิทธิพลกับงานของผมมั๊ย? ผมคิดว่าการ “มีอิทธิพล” นี่น่าจะใช้คำผิดไป ตอนที่ผมเริ่มถ่ายรูป มีช่างภาพหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมนะ แต่ตอนนี้ผมมีตัวตนของผมเอง ผมมีส่วนผสมของช่างภาพพวกนั้น งานของพวกเขาที่ผมชื่นชอบ แต่ผมสร้างตัวตนเอง ผมหยิบจากตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย มาประกอบกันจนกลายเป็น Bruce Gilden.

ผมว่ามันก็ตอบยากนะ จากไอ้เด็กอายุ 22 คนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ใน Magnum แต่ช่างภาพส่วนใหญ่ที่มาอยู่ใน Magnum นี่เขาก็มีทางของเขาเองมาแล้วนะ คุณเข้าใจใช่มั๊ย? คือมันเป็นกลุ่มที่เข้ามายากมาก ในทางกลับกัน คุณยิ่งต้องมีทางของตัวเองด้วยซ้ำ ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณคือใคร คุณจะไม่มีทางสร้างงานดีๆได้เลย และถ้าคุณไม่สามารถบอกได้ว่ารูปไหนดีไม่ดี คุณจะถ่ายภาพให้ดีได้ยังไงล่ะ? ซึ่งถ้าคุณทำไม่ได้ ผมก็มองไม่เห็นเลยว่าคุณจะเป็นช่างภาพที่ดีได้ยังไง.

 

Q : อะไรที่ทำให้คุณยังมีแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไปในแต่ละวัน?

A : เพราะยังคุณทำได้ดีได้แค่เท่าเมื่อวานน่ะ  ผมหมายถึงว่า คุณต้องทำมันไปเรื่อยๆนะ ตราบเท่าที่เรายังมีเวลา ไม่กี่ปีมานี้ ผมไม่ได้ทำงานมากเหมือนเมื่อก่อน หรืออะไรที่ผมสนใจเองก็ตาม ศิลปินจะมีช่วงเวลาที่มีพลัง พอได้ทำงานดีๆออกมาเยอะๆ แล้วก็จะมีช่วงที่ไม่มีงานดีๆเอาเสียเลย มันเป็นปกติมาก เอาแค่นึกถึงศิลปินที่คุณชอบนะ ผมแน่ใจเลยว่าบางงานของศิลปินนั้นคุณก็ยังชอบมากกว่าอีกงานเลย คืองานศิลปินมันก็ไม่ได้ดีไปซะทั้งหมด.

 

“ศิลปินจะมีช่วงเวลาที่มีพลัง พอได้ทำงานดีๆออกมาเยอะๆ แล้วก็จะมีช่วงที่ไม่มีงานดีๆเอาเสียเลย มันเป็นปกติมาก”

 

แล้วอย่าลืมนะว่า พอคุณแก่ขึ้น คุณต้องต่อสู้กับเวลา ทั้งเวลาและสถานที่ด้วย ถ้าผมไม่สามารถได้ภาพที่ดี ผมไม่รอนะ ผมเลิกเลย ซึ่งคุณอาจจะไม่อยากจะยอมรับว่าคุณแก่ แต่ผมยอมรับว่าผมแก่ คือผมยังทำหน้าที่ได้ดีนะ แต่ผมเปลี่ยนไปแล้ว ผมเริ่มมาถ่าย Portrait เพราะผมไม่อยากฝืนขาผม ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากขอพรให้มีร่างกายแข็งแรงแบบนักกีฬา ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องปวด แต่มันไม่ได้แล้วไง คุณต้องมองให้ออก ต้องคิดให้ได้ว่าอะไรที่คุณทำได้ อะไรที่คุณทำไม่ได้ มันเหมือนกับถ้ามีคนแก่อายุ 70 แต่ยังแต่งตัวแบบเด็กอายุ 20 มันดูปัญญาอ่อนมาก! นี่ก็เหมือนกันเลย ถึงแม้ว่าคุณจะยังอยากถ่ายแคนดิดนะ คุณก็ต้องดูด้วยว่ามันเหมาะกับสังขารคุณหรือเปล่า.

นั่นแหล่ะที่ผมเรียนรู้ มันเหมาะกับผมแล้วในจุดนี้ ใครจะรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป วันนี้อาจจะหมดความอยากกับมัน มันเหมือนกับความรักน่ะ ถ้าคุณไม่มีมันซะแล้ว คุณก็ต้องรู้ว่าคุณฝืนมันไม่ได้.

งาน Face ของ Bruce Gilden จะตีพิมพ์โดย Dewi Lewis และวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2015

 

2 thoughts on “บทสัมภาษณ์คุณลุง Bruce Gilden สตรีทสายโหดกับงานชิ้นล่าสุด Face

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s