สัมภาษณ์พิเศษแบบเนิร์ดๆ “ผ้าป่าน สิริมา ไชยปรีชาวิทย์” ในสถานะของช่างภาพสตรีท

  • สัมภาษณ์ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล
  • ภาพ โดย ชยารพ ปิยะปราโมทย์

 

ต้องยอมรับว่า ก่อนจะมาสัมภาษณ์ครั้งนี้ เรารู้จักผ้าป่านว่าคือหนึ่งในช่างภาพสตรีทกลุ่ม Street Photo Thailand ผ่านการเวิร์คชอปที่เราเข้าร่วมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มากกว่าในสถานะอื่นๆ คือเราอาจจะเป็นมนุษย์ที่เสพสื่อน้อยเกินไปหรือยังไงไม่รู้ แต่ในเวิร์คชอปครั้งนั้น สิ่งที่เรามองเห็นคือ ผู้หญิงที่มีมุมมองด้านการภาพถ่ายสตรีทที่แหลมคมผ่านการคอมเม้นงาน มากกว่าตัวตนในด้านอื่นๆ

จนเราเริ่มมาทำบล็อก สยาม.มนุษย์.สตรีท ชื่อของผ้าป่านอาจจะเป็นชื่อที่หลายๆคนรู้จัก แต่กลับยังไม่เคยมีใครได้เห็นมุมมองด้านการถ่ายสตรีทที่ลึกซึ้งจากบทสัมภาษณ์ไหนก็ตาม ที่จะบอกเล่าความเนิร์ดในการถ่ายภาพของ ผ้าป่าน สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ได้ชัดเจนมากพอ นี่ก็เลยเป็นที่มาของการสัมภาษณ์ในวันนี้

เราเลยคิดว่าจะทำหัวโล่งๆ เข้าไปสัมภาษณ์ผ้าป่าน ตั้งคำถามในแบบที่เนิร์ดสตรีทด้วยกันอยากจะรู้ โดยที่ไม่ทำการบ้านใดๆมาก่อน นอกจากพกความเนิร์ดเข้าไปคุยกันโท่งๆเลย

SSN : เริ่มต้นที่เรื่องแรกก่อน จุดไหนที่รู้สึกว่าตัวเองชอบหนังหรือถ่ายรูปอะไรแบบนี้ ถึงเลือกที่จะไปเรียนภาพยนตร์

ผ้าป่าน : จริงๆตอนที่ป่านเรียน เรียนทำภาพยนตร์โดยตรง โปรดักชั่นโดยตรง ไม่จับกล้องเลย

SSN : แสดงว่าเริ่มต้นนี่ไม่มีการถ่ายรูปอยู่ในหัวเลย

ผ้าป่าน : ไม่เกี่ยวเลย กลัวกล้องมาก ตอนเริ่มถ่ายนี่คือเริ่มใช้กล้อง Bolex ถ่ายตอนเรียน ใช้กล้อง DSLR ถ่ายโปรเจคจบ เอาจริงๆคือ โฟโต้ที่เรียนตัวแรกให้เพื่อนถ่าย (หัวเราะ) มีถ่ายเองด้วย มันต้องเข้าห้องมืดไงคะ เราอ่ะสนุก เข้าห้องมืด เราชอบ แต่ตอนถ่ายมันจะมีงานชิ้นนึง เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ตอนนั้นต้องใช้ฟิล์มถ่ายเพื่อไปล้างในห้องมืดอย่างเดียว ก็เลยฝากกล้องเพื่อนไปถ่ายด้วย คือเราไม่ได้สนใจจริงๆ สนใจแต่กระบวนการห้องมืด แต่ไม่สนใจกระบวนการถ่าย แล้วเราก็ไม่ได้ชอบความเป็นดิจิตอลด้วย คอมก็ไม่จับ ทุกวันนี้ Photoshop ก็ยังใช้ไม่เป็น

SSN : แสดงว่ามีความสนใจจากหนังอย่างเดียว

ผ้าป่าน : ใช่ค่ะ ตอนที่ทำหนังก็เขียนบท กำกับอย่างเดียว

SSN : ความสนใจในหนังเริ่มมาตั้งแต่?

ผ้าป่าน : ก็จากที่ชอบดู มันก็ค่อยๆลึกขึ้นเรื่อยๆนะ จำได้เลยตอนที่รับน้อง รุ่นพี่ถามว่าชอบหนังอะไร ตอบว่า “SAW” (หัวเราะ) โคตรอายเลย คือวัยนั้นไง ถูกดึงดูดด้วยไอเดียมันๆแรงๆ รู้สึกว่าศาสตร์ของภาพยนตร์มันสร้างโลกอีกโลกนึง เราก็เลยสนใจที่สร้างโลกนั้น พอเข้ามาเรียนปุ๊ปก็ดูเยอะมาก ป่านเป็นคนดูหนังน้อยกว่าคนอื่นๆในรุ่นนะ แต่เป็นคนที่ดูแล้วเก็บดีเทลเยอะมาก

SSN : หนังที่ชอบ ผู้กำกับที่ชอบคือ?

ผ้าป่าน : ชอบแนวดราม่า ผู้กำกับคือ Michael Haneke ค่ะ แต่ไม่ได้ทำให้ดูอาร์ตอะไรนะ เราออกตัวก่อนคือเราดูหนังอินดี้ไม่เป็นด้วย ไม่ได้อินขนาดนั้น หนังที่เมนชั่นขึ้นมามันไม่ใช่ดราม่าน้ำตาแตก คำว่าดราม่ามันคือความจริงที่เกิดขึ้นบนโลก แต่ถูกมานำเสนอในรูปแบบหนัง อย่างผู้กำกับที่ชอบ เรารู้สึกว่าเค้าสามารถดึงส่วนด้านมืดของมนุษย์ออกมาได้ แล้วนำเสนอได้ดี เหมือนทุกคนมีสิ่งนี้อยู่ แต่ด้วยวัฒนธรรมประเพณี บลา บลา.. ทำให้สิ่งพวกนี้มันลดลง

 

the-piano-teacher
The Piano Teacher หนึ่งในหนังของ Michael Haneke ที่บอกเล่าเส้นศีลธรรมอันบอบบางของมนุษย์

 

SSN : ทิศทางพวกนี้คือมันส่งผลให้ภาพถ่ายของป่านมันออกไปทาง “นัวร์” (หนังโทนดาร์คๆ มักเป็นหนังขาวดำ ที่ค่อนข้างพูดถึงด้านมืดของมนุษย์) อะไรแบบนี้หรือเปล่า?

ผ้าป่าน : เออเราว่ามันเป็นความชอบทั้งหมดเลย สั่งสมกันมาจนกลายเป็นสิ่งนี้ คือเราพูดยากมากเวลาคนถาม ทำไมต้องถ่ายขาวดำ ทำไมชอบภาพขาวดำ มันยากมากที่จะอธิบายให้ตรงตัวขนาดนั้น เราก็ตอบไม่ได้ 100% ว่ามันมาจากหนังหรือเปล่า แต่เราคิดว่าทุกอย่างมันมีส่วนทั้งหมด การฟังเพลง อ่านหนังสือ

SSN : ทีนี้มันตกตะกอนยังไง ถึงกลายมาเป็นการถ่ายรูป

ผ้าป่าน : มันเริ่มต้นจากได้กล้องมาค่ะ (หัวเราะ)

SSN : กล้องตัวนั้นคือ?

ผ้าป่าน : Diana F+ ก็เริ่มถ่ายจากกล้อง Lomo เอาจริงๆตอนนั้นความรู้เป็นศูนย์มาก เพราะโดดเรียน (หัวเราะ) ไม่ได้โดดเรียนแบบนั้นนะ เห็นแบบนี้เกียรตินิยมอันดับ 1 นะ (หัวเราะ) คือวิชาไหนต้องเข้าเราก็เข้านะ เป็นเด็กเรียน คือตอนเรียนนี่จำได้หมดเลยนะ แต่พอจะใช้จริงๆยังปรับ F stop อะไรไม่เป็นอยู่เลย ตอนที่ได้กล้องมาก็ไม่รู้ว่าต้องใช้ฟิล์มอะไร รู้แต่เค้าบอกว่าต้องใช้ฟิล์มอันยาวๆนี่นะ มันจะไม่ได้ 36 ภาพ มันจะได้ 12 ภาพ .. แพงมาก.. ตอนนั้นม้วนนึง 90 บาท ล้างอีก 200 โอ้โห แพงว่ะ ทริปแรกตอนนั้นไปญี่ปุ่นเลย ตอนนั้นมันยังไม่มีสมาร์ทโฟนเนอะ คนก็จะไม่ได้ถ่ายรูปกันเยอะแยะ จำได้ว่าแว่บแรกใส่ฟิล์ม อ่าวเคยเห็นป่ะป๊าใส่งี้ คิดว่าเหมือนฟิล์ม 36 รูป เฮ้ยไม่ใช่ เปิดมาเป็นกลัก ทำยังไงวะ ต้องเปิด Youtube ค่ะ ม้วนแรกเจ๊งหมดเลย หมุนจนหมดม้วน เสียทั้งอัน (หัวเราะ) แล้วเอาฟิล์มไปแค่ 4 ม้วนแล้วตายไปแล้วม้วนนึง ที่เหลือถึงจะใส่ถูก สามม้วนที่ถ่าย ก็เอากลับมาล้าง… ชอบ…  ถ่ายแบบไม่คิดอะไรเลยอ่ะค่ะ

hp700_product_1_image
กล้อง Diana F+

 

SSN : ตอนนั้นเรียนจบหรือยัง?

ผ้าป่าน : ยังไม่จบนะ ตอนนั้นช่วงปี 4 แล้ว ถ่ายแล้วก็เอากลับมาดู ชอบแบบที่ตัวเองถ่าย เฮ้ยสวยดีว่ะ ชมตัวเองใหญ่เลย (หัวเราะ) ให้เพื่อนดู เพื่อนก็บอกว่าเฮ้ย ถ่ายสวยนี่หว่า ม้วนแรกๆเหรอ เอาไปลงใน 2how สิ เราก็เอาไปลง ณ โมเม้นนั้นน่ะคือมันมีคนที่ชอบน่ะ ป่านรู้สึกว่าอันนี้มันเป็นสิ่งที่สำคัญอันนึงที่มันจุดประกายใครหลายๆคน เท่าที่คุยมาทุกคนจะบอกว่า เหมือนพอเราทำอะไรสักอย่างแล้วมีคน Cheer Up เราน่ะมันจะรู้สึกว่า “ฉันทำได้” ตอนแรกทุกคนอาจจะลังเลว่าชอบหรือไม่ชอบ และมันคือการทดลอง แต่ถ้า Feedback มันมานิดนึงน่ะ มันจะไปต่อได้ แต่ถ้ามาแบบ ไร้พรสวรรค์ว่ะ มันก็จะจบแค่นั้น

SSN : จุดไหนที่มันรู้สึกถึงการพัฒนา?

ผ้าป่าน : ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น แค่รู้สึกสนุกและเปลืองเงิน เพื่อนก็เลยบอกว่า เปลี่ยนมาใช้ไอโฟนมั๊ย จะได้ไม่เปลืองตัง Format เป็น Square (สัดส่วนภาพเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส) ด้วยนะ อันนั้นเป็นจุดเปลี่ยน คือ Instagram

SSN : แล้วความจริงจังอีกสเตปนึงน่ะ เราเคยเห็นป่านใช้ Rolleiflex มันเริ่มต้นยังไง?

ผ้าป่าน : คือมันเหมือนสเตปที่ค่อยๆมา พอป่านมาเล่น Instagram มันเหมือนได้เห็นความชอบตัวเอง รูปแรกๆเป็นสีหมดเลยค่ะ ไม่ได้เป็นขาวดำ แต่เรามาสังเกตว่าคนที่เราไป Follow เค้า ฝรั่งที่เราไป Follow เค้า ยุคนั้นไม่มี Selfie นะ ทุกคนถ่ายงานจริงๆ เฮ้ยมีแต่ภาพขาวดำว่ะ ทำไมวะ เลยย้อนกลับมาหาตัวเอง แสดงว่าเราชอบ เออ งั้นลองมาทำขาวดำ ก็เลยทำ เลยอิน แบบนี้ Contrast จัด แบบนี้เรียกว่าโน่นนี่นั่น ค่อยๆศึกษา แต่งรูปทีนานมาก จริงจังไปไหน (หัวเราะ) ไม่มีใครมาสนใจ แต่เราไม่แคร์ไง เรารู้แต่ว่านี่คือ Gallery เรา

แล้วก็พี่มาชวนแสดงงาน โดยเอารูปจาก Instagram ไปแสดงงาน อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับป่าน เอาไปปริ๊นท์ แล้วรู้สึกความละเอียดมันไม่ใช่น่ะ ไม่ใช่แบบที่เราคิด แล้วเราเป็นคนเรื่องมากมาก คือไม่รู้หรอกว่าสวยคืออะไร รู้แค่ว่ามันยังไม่ใช่ที่ตัวเองคิด ก็เลยเปลี่ยนมาซื้อกล้อง แล้วเริ่มถ่ายรูปจริงๆ

SSN : ช่วงเวลานั้นน่ะ มันไปเชื่อมถึงการที่มองงานสตรีทหรือยัง?

ผ้าป่าน : ไม่เลยค่ะ แรกๆที่ป่านถ่ายคือสิ่งที่มันนิ่งๆ ไม่มีคน ไม่ชอบถ่ายคน ถ่ายต้นไม้ เสาไฟฟ้า ถ่ายแต่ Object ที่แบบมีแสงสวยๆ ไม่ได้มาสตรีท แต่ทุกอันในนั้นมันอยู่ตามท้องถนนนี่แหล่ะ เกิดขึ้นจริงๆ ป่านเป็นคนไม่เซ็ตอะไรเลย ไม่ใช่แนวนั้นตั้งแต่แรก เป็นแนวสังเกต

SSN : ซึ่งจริงๆลึกๆมันก็คือสตรีทอย่างหนึ่ง

ผ้าป่าน : ใช่ๆ มันก็คือพื้นฐานของสตรีท แล้วก็มีพี่คนนึงเปิดงานสตรีทให้ดูค่ะ ตอนนั้นน่ะ มันเป็นยุคที่ iN-PUBLIC ก็ยังไม่ได้ดังในเมืองไทยเลยอ่ะ คือคนรู้จักน้อย แล้วเค้าก็เปิดงานที่เราก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร ตอนนั้นนะ ไล่มาเลยตั้งแต่ Henri Cartier-Bresson ยาวมา คือดูจนปวดหัวอ่ะ เราเป็นโรคตื่นเต้นไง เป็นคนจริงจัง พอดูแล้วตื่นเต้น เครียด เฮ้ยมันมีขนาดนี้เลยเหรอ เปิดโลกมาก ปัง! เฮ้ยอันนี้ก็ดีๆ สนุกจังเลย หลังจากนั้นก็เลยเสพอย่างเดียวเลย ถ่ายน้อยลงด้วย ยุคนั้นกลายเป็นว่า เห็นแล้วเฉยๆ ไม่ได้อยากถ่ายมัน แต่อยากดู อยากเสพ แล้วเราดูเยอะ

SSN : จริงๆแล้วการถ่ายรูปมันเหมือนการ Observe (ช่างสังเกต) ต้องเริ่มต้นจากการ Observe เป็นหลัก แล้วถึงจะออกไปปฏิบัติ คือ Input เข้าไปเยอะจนถึงจุดที่เราอยากจะเอาออกมาบ้าง คือจากตรงนั้น เริ่มดู เริ่มจับทางตัวเองยังไง ว่าเราอยากถ่ายสตรีทเป็นแบบไหน?

ผ้าป่าน : เอาจริงๆคือไม่รู้เลยอ่ะ เป็นคนไม่ได้วางแผนกับตัวเองว่าจะเอางานโฟโต้เป็นงานหลัก พอเป็นแบบนั้น เราก็เลยปล่อยให้มันเกิดขึ้นเฉยๆ คือพอดูเยอะๆก็ชอบ ชอบก็ดู ดูอีกๆ คือเรารู้มาเรื่องนึงว่าสมองคนเราน่ะ มันใช้แค่ประมาณ 5% แต่อีก 95% มันคือ Subconcious (จิตใต้สำนึก) น่ะ แล้วเรารู้สึกว่า จะจำไม่ได้ก็ไม่เป็น งั้นให้ Subconcious เราดูอะไรแบบนี้ แล้วเราดูแบบนี้เลย (ทำท่า Scroll เลื่อนภาพ) แบบไล่ไปเรื่อยๆ บางรูปเราคือจะ Scroll ทำไม ได้ดูแล้วเหรอเนี่ย (หัวเราะ) คือเราคิดว่าให้มันผ่านตาแล้วให้มันเข้าไป Composition หรืออะไรก็ตาม เราจะบันทึกมันไว้ด้วยข้างในของเรา แต่นั่นหมายความว่าคุณก็ต้องเลือกอะไรที่มันดีนะ เสพงานที่ดี

SSN : แล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองมั๊ย?

ผ้าป่าน : คือเราไม่รู้เลย ก็ Output ออกมา ซึ่งตอนนั้นเป็นตอนที่เราไปนิวยอร์ค คือทริปก่อนไปนิวยอร์คเรายังถ่ายเล่นๆเลยอ่ะ แบบไปเกาหลีกับเพื่อน แต่มันก็เป็นสตรีทนะ เอามาลงใน Instagram อย่างเดียวไม่ได้คิดอะไร

SSN : ตอนแรกที่ว่า ถ่ายแต่ Object ถ่าย Space พอมันเริ่มเสพเข้าไปๆ เริ่มรู้สึกว่างานตัวเองมันมีมนุษย์อยู่ในนั้นหรือเปล่า?

ผ้าป่าน : อยู่ๆมันก็มีมนุษย์เข้ามา (หัวเราะ) โดยที่ไม่รู้ตัว มันเริ่มรอให้เค้ามาลงใน Composition นั้น เรายังมอง Object มองแสงที่สวยเหมือนเดิม แต่เพียงแค่เราต้องการสิ่งมีชีวิตในนั้น แต่บางรูปเราก็ไม่ได้ต้องการนะ บางรูปมันก็จะพอดีถ้ามีสิ่งนี้

 

R1185866

“เราไม่ใช่แนวนั้น แต่ไม่แน่พอเราอายุสามสิบกว่าเราอาจจะเหมือนเด็กใจแตก วิ่งเข้าไปหาแล้วยิงแฟลชใส่ เพราะตัวตนเราตอนนั้นเป็นแบบนั้นก็เป็นไปได้”

 

SSN : สตรีททุกวันนี้ มันเหมือนเพลง Single Hit  เพลงเดียวฮิตเลยนะ มันต้องแรง Subject มันต้องใช่ บางทีกลับไปมองย้อนงานคลาสสิคมันก็ไม่ใช่แบบนั้นไปหมดซะทีเดียว มันลึกกว่านั้น สตรีทวันนี้มันขาดอะไรแบบนั้น ถึงตรงที่ป่านพูดถึงงานตัวเอง เรามองย้อนกลับไปว่า การมอง Object อย่างเดียว Space อย่างเดียว วันนึงมันเริ่มมีคน แต่ก็ยังสลับกันไปมา มันกลมกล่อมกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้น่าสนใจ

ผ้าป่าน : เรายินดีที่จะคุย Topic นี้ เราคิดว่า มันอยู่ที่แต่ละคนนิยามคำว่า “สตรีท” ของตัวเองว่าอย่างไรมากกว่า เพราะกระแสของสตรีทแต่ละยุคมันก็ไม่เหมือนกัน ของป่านชอบเสพงานยุคเก่า มันก็ต้องออกมาแบบนั้น โอเคถ้าคุณอินกับสตรีทยุคนี้ โอเคมันก็ต้องเป็น iN-PUBLIC มันไม่มีใครปฏิเสธได้ กระแสของทั้งโลกในยุค 10 ปีนี้มันก็เลยเป็นแบบนั้น เสน่ห์มันต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะอินแบบไหน

งานภาพถ่ายมันก็เหมือนงานศิลปะทุกชิ้น มันคือการแสดงตัวตนของเรา อย่างตัวเรา เราเป็นพวกคิดมาก แก่แต่เด็ก ไม่งั้นตอนเด็กเราก็คงมี Energy เยอะแบบเข้าไปปะทะ เข้าไปยิงแฟลชก่อนอะไรแบบนี้ แต่เราไม่ใช่แนวนั้น แต่ไม่แน่พอเราอายุสามสิบกว่าเราอาจจะเหมือนเด็กใจแตก วิ่งเข้าไปหาแล้วยิงแฟลชใส่ เพราะตัวตนเราตอนนั้นเป็นแบบนั้นก็เป็นไปได้

SSN : Bruce Gilden งานสมัยแรกก็ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น ถึงจุดนึงก็ยิงแฟลชใส่ใหญ่เลย

ผ้าป่าน : มันอาจจะมีจุดอื่นในชีวิตเค้าที่ไม่ใช่โฟโต้ ที่มันคลิก แล้วเค้าต้องเป็นแบบนี้เพราะงานมันคือการแสดงตัวตนของศิลปิน

SSN : เราชอบจุดนี้ ตอนอ่านสัมภาษณ์ Bruce Gilden แล้วเค้าพูดว่า งานของเค้าคือการถ่ายภาพตัวเค้าเองนั่นแหล่ะ เราก็เลยอยากถามว่า ถ้าป่านกลับมามองงานตัวเอง โดยที่ไม่ใช่ตัวป่านเองนะ มองเข้าไปในงานของคนนี้ เห็นอะไรในนั้น

ผ้าป่าน : เอาจริงๆนะ ทุกคนเห็นเหมือนกันหมดจนป่านงง มันคือ “ผู้ชาย” (หัวเราะ) ทั้งฝรั่งทั้งคนไทยเลย คุยกับช่างภาพเค้าจะบอกว่า เป็นผู้ชายที่แก่แล้ว มีความแข็งมีความกราฟฟิคแบบผู้ชาย แล้วก็เป็นพวกโรคซึมเศร้า (หัวเราะ) แย่อ่ะ เอาจริงๆถ้าเป็นป่านมองงานตัวเองโดยที่ถอยออกมา ป่านก็คงรู้สึกเหมือนกันว่ามันเป็นผู้ขาย แต่ถามว่าเป็นซึมเศร้ามั๊ย เราคิดว่าเค้าไม่ได้ซึมเศร้า อาจจะเหงา แต่เรารู้สึกว่าเค้าเอนจอยกับความเหงานะ

SSN : เหงาไม่ได้แปลว่าไม่ดี

ผ้าป่าน : ใช่ มันเหมือนกับเอนจอยกับโมเม้นของความโดดเดี่ยว ได้ทำงานออกมา

SSN : ถามย้อนนิดนึง ศิลปินที่เราชอบ อย่าง Henri Catier-Bresson เราชอบรูปไหนที่รู้สึกว่ามันอิมแพคมากๆจนแบบ นี่แหล่ะ ใช่เลย หรือศิลปินคนอื่นๆก็ได้ที่มันมีผลกับงานเรา

ผ้าป่าน : อ๋อ มีค่ะ จริงๆไม่ได้อยากจำกัดอยู่แค่ HCB แต่เราก็อินสุดจริงๆ ที่เราชอบมากที่สุดมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ ณ ตอนนี้ที่ชอบมาอย่างยาวนานคือรูปที่เป็นประตูอยู่ครึ่งนึง แล้วมีเด็กอยู่ข้างหลัง มีคนใส่แว่นตา คือป่านรู้สึกว่าที่เงามันพาดลงไปที่กระจกแว่นตา โมเม้นนั้นคืออะไร แล้วคือเค้าอยู่ใกล้ (HCB) แต่คนนี้ยังสามารถแสดงอารมณ์แบบนั้นได้ แล้วมันมีสตอรี่ข้างหลัง เราชอบอันนี้มาก มันอิมแพค บางโมเม้นเราก็ชอบรูปที่เบสิคมาก อย่างรูปที่ถ่ายจากบันไดลงไป มีจักรยานผ่านไป คือเราชอบความเป็นเลขาคณิตมาก

 

hm0004_l
Photo by © Henri Cartier-Bresson/Magnum Photos
Henri_CartierBresson__Hyres_France
Photo by © Henri Cartier-Bresson/Magnum Photos

 

 

SSN : ซึ่ง HCB ก็เป็นเจ้าพ่อเรื่องเลขาคณิต

ผ้าป่าน : ใช่ๆ แล้วคนอื่นๆก็ชอบหลายคน Duan Michals ครั้งแรกที่เราดูงานที่เป็น Masterpiece ของเค้าเลย ที่ถ่ายในห้องน้ำแล้วก็ถ่ายในสมุดขยายออกมาเป็นกรอบรูป เป็นขาคนเรื่อยๆแล้วมันย้อนกลับมาอันเดิม พอเราตามไปดูงานของคนนี้อีก มันเป็นการเล่าเรื่องที่ในยุคนั้นมันคงอเมซซิ่งดีเพราะมันไม่ได้ Photoshop แล้วมันดู Spiritual ด้วย คนนี้ชอบในแง่ของไอเดีย

 

duane-michals-things-are-queer-1973
Photo by © Duan Michals

 

SSN : แสดงว่าชอบในการมีความช่างสังเกตแล้วคิดต่อว่าจะเล่ายังไง

ผ้าป่าน : บางครั้งจุดนึงเราก็ไม่ได้คิดอะไร แค่มองเห็นน่ะ อันนี้เราเคยคุยกับคนที่เหมือนเป็น Mentor ของเรา เป็นคนเดียวที่คอมเม้นงานเราจริงๆ เค้าบอกว่าเหมือนตัวป่านเองเวลาถ่ายภาพมันเป็นธรรมชาติขององค์ประกอบ สมมติป่านเฟรมอ่ะ แล้วเอาไปเข้า Golden Ratio อ่ะ มันจะพอดี ทั้งที่ป่านไม่ได้เปิด Grid (ตารางบอกสัดส่วน) หรืออะไรเลย อันนี้น่ะ เค้าบอกว่าคือเสน่ห์ของเรา เราเลือกที่จะมองเห็น Structure ความเป็นเลขาคณิต ป่านก็บอกว่า เทพเจ้า HCB ลง (หัวเราะ)

เราคงดูเยอะ เพราะเราชอบสิ่งนี้จริงๆ แล้วเราแยกมันออกเป็นสองส่วน คือเนื้อหา กับ Structure สถาปัตยกรรมที่เราชอบ และความเป็นเลขาคณิตมันฝังอยู่ในตัวเราตั้งนานแล้ว เราแค่ไม่รู้

SSN : อยากให้เล่าโปรเจคที่ป่านเคยทำมาหน่อย

ผ้าป่าน : ของป่านมันเป็นเรื่องของการเดินทางเป็นหลัก ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่มันกระตุ้นเรามันคือการเดินทาง การได้เห็นสิ่งใหม่ อยู่ใน Space ใหม่ คือมันมีหลายองค์ประกอบมากที่พอเดินทางปุ๊ปแล้วเราถ่ายรูปได้จริงๆ เพราะเวลาเราอยู่เมืองไทยเราจะทำงานเป็นหลัก

SSN : เวลาอยู่ในเมืองไทย เคยมองมั๊ย

ผ้าป่าน : มองนะ เราพกกล้องทุกวัน แต่ถามว่าอยู่ในโมเม้นนั้นมั๊ย คือเราเป็นคนเรื่องมากมากเรื่องการถ่ายภาพ จนทำให้เรารู้สึกนะว่าเรามีโอกาสได้ถ่ายรูปน้อย เพราะว่าเราดันมีข้อจำกัด ข้อจำกัดที่เราเป็นคนตั้งมันขึ้นมาเองด้วย ซึ่งต่อไปอาจจะไม่มีก็ได้ แต่ ณ ตอนนี้ ถ้าเราไม่อยู่ในโหมดนั้นเราก็จะไม่ถ่ายรูป  บางครั้งเราแบบ เฮ้ย เออเจ๋งดีว่ะ แล้วเราก็ไม่ได้ถ่าย พอผ่านไปแล้วก็แบบ ทำไมเราไม่ถ่ายวะ คือเราหลงไปกับมัน

คือเวลาเราอยู่กรุงเทพเงี้ย LINE เรามันเด้งขึ้นมาตลอดเวลา เราทำงานตลอดเวลา คุยโน่นนี่นั่น มันจะโดนรบกวน พอเราไปเมืองนอกเราจะตัดทุกการสื่อสาร รูปก็ไม่ได้จะลงอัพเดท ถ้าเราจะไปถ่ายรูปเพื่อทำงานจริงๆ เราตัดหมดเลยแล้วก็อยู่ในโมเม้น ตื่นเช้ามา 7 โมง ใส่หูฟังถือกล้องออกไปเดินทั้งวัน กินข้าว กล้องยังอยู่ในมือเลย เราจะรู้สึกว่าประสาทสัมผัสเราจะเปิดกว้าง

SSN : โปรเจคที่ได้ไปทำมาคือ

ผ้าป่าน : โปรเจคแรกคือ Nowhere Man ไปถ่ายที่นิวยอร์ค อันนั้นก็ไปอยู่กับเพื่อน ไปอยู่กับแพรนี่แหล่ะ แพรไปเรียนถ่ายภาพที่ ICP ( International Center of Photography ) สถาบันที่อยากไปมาก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
// NO[W]HERE MAN PROJECT // Photo by © Sirima Chaipreechawit

SSN : ตอนนี้ยังอยากไปอยู่มั๊ย

ผ้าป่าน : อยากไป แต่ตอนนี้มีธุรกิจของตัวเอง ก็แบบไปอย่างนั้นไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าจะเก็บเงินไป พอเก็บเงินได้แล้วก็ไม่มีเวลาไปแล้ว ก็คิดว่าคงไม่ได้ไปเรียนเป็นทั้งปี แต่วางแผนไว้ว่าจะไป Take Course ที่แบบคอร์ส Documentary หรือคอร์สแบบ 3 เดือน 6 เดือน ที่ ICP ซึ่งมีพี่บอกว่ามันเวิร์คอยู่

ก็ตอนนั้นเราไม่ได้ตั้งใจไปถ่ายรูป ตอนนั้นทำตัววัยรุ่น เรียนจบแล้วขออยู่กับตัวเองเดือนนึง เราไปด้วยเงินตัวเองเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเองนะ คือจะทำอย่างนั้นได้โดยที่ไม่ต้องไปรบกวนใคร เราทำงานตั้งแต่ม.3 เก็บเงินทั้งหมดนั้นแล้วเราก็เลิกทำงานไปนิวยอร์ค ตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็น แล้วก็เดินทุกวัน มันไม่มีอะไรทำยกเว้นการถ่ายรูปแล้วกล้องก็อยู่ในมือ ก็ถ่ายรูปกลับมา อันนั้นเป็นอันแรกที่เราคิดว่าเราถ่ายรูปทุกวัน แล้วก็ได้เรียนรู้กระบวนการของตัวเองว่ามันมีวิธีการนี้นะ ในการอยู่กับตัวเอง

ตอนแรกไม่ได้จะจัด Exhibition ตอนแรกกลับมาจะทำขาวดำ ทำโปสการ์ดช่วยภาคใต้ ก็ให้พี่ติ้วดู (วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์) พี่ติ้วก็แบบ เฮ้ยทำ Exhibition สิ งานคุณภาพมันได้นะ งงเลย ทำเองทุกอย่าง ติดต่อปริ๊นท์ อาจารย์นิติกร (นิติกร กรัยวิเชียร) ปริ๊นท์ให้ ติดต่อกระดาษเอง ติดต่อสปอนเซอร์เอง แกลอรี่เอง ทำเองหมด Catering (จัดเลี้ยงอาหาร) ยังทำเองเลย ก็ฟีดแบคดีมากค่ะ เหมือนสื่อก็ให้ความสนใจว่า สตอเบอร์รี่ชีสเค้กกับภาพขาวดำ ตอนนั้นเรายังติดชื่ออันนั้นอยู่ แล้วคาแรคเตอร์เราดูไม่ใช่จะถ่ายภาพ แล้วภาพเราดูมันแบบ Contrast สีชมพูกับสีดำ คนก็เลยให้ความสนใจ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
// NO[W]HERE MAN PROJECT // Photo by © Sirima Chaipreechawit

SSN : แล้วยังมีโปรเจคอื่นในหัวอยู่มั๊ย

ผ้าป่าน : ก็จริงๆคือไม่ได้คิดว่าจะมีโปรเจคแบบนั้น แต่ว่าคิดว่าตัวเองจะให้เวลาในการถ่ายภาพมากขึ้น เพราะเราทำงานอย่างอื่น ในพาร์ทนี้ที่เราอยากเก็บไว้เป็นของเรามันจะหายไป ปีนึงเราจะไปสัก 2 ทริป

จริงๆช่างภาพที่เราเห็นๆกันอยู่นี่ เค้าเก็บงานเค้ากันนานๆ หลายปี ไม่ได้แบบว่าทุกปีจะต้องมีโปรเจคออกมา พอในยุคนี้ทุกคนเน้นที่จะแสดงงาน โชว์ออกมาแล้วให้คนได้เห็นผลงาน จุดนึงมันดีเพราะมันกระตุ้นให้เราสร้างงาน แต่อีกจุดนึงป่านรู้สึกว่าแบบมันรีบไป ป่านรู้สึกว่าจริงๆทุกคนมีจังหวะการเดินของตัวเอง มันขึ้นอยู่กับว่าคุณถ่ายรูปในลักษณะไหนและอยากเทคมันเป็นแบบไหนมากกว่า คืออย่างป่านป่านรู้สึกว่าป่านอยากเก็บเอาไว้ เอาจริงๆตั้งแต่ Nowhere Man มีสำนักพิมพ์อยากทำ Photobook เอาจริงๆเวลาป่านชอบอะไรมากๆ ป่านจะเคารพสิ่งนั้น แล้ว Photobook ที่เราดูมาเยอะๆเค้าถ่ายมา 20 ปี 30 ปี เค้าถ่ายรูปเป็นหมื่นๆแสนๆรูปเพื่อคัดออกมาได้ประมาณ 50 รูป แล้วเราเป็นใครถ่ายไปประมาณ 3 พันรูป เราคัดออกมา 25 รูป ซึ่งแบบบางรูปมันไม่ได้ Quality ขนาดนั้น เพื่อจะทำเป็น Photobook คือเราจะไม่ใจร้อน เราจะรวมผลงานเราแน่ๆ แต่รอเราโตหน่อย รอเรารู้สึกว่ามันมีช่วงเวลาของมันที่เราคิดว่ามันเหมาะสม มันไม่ต้องรีบ ไม่ต้องไปแข่งกับใคร เราบันทึกเพื่อตัวเราเอง เราไม่ได้บันทึกเพื่อใคร

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
// NO[W]HERE MAN PROJECT // Photo by © Sirima Chaipreechawit

SSN : ประเด็นนี้น่าสนใจ ทุกวันนี้พอมันมีโซเชี่ยล การกด Like มันมีผลต่อความรู้สึกของคนโพส ทำให้คนสร้างงานที่คมขึ้น แรงระดับที่ 1 ชาชินแล้ว ระดับที่ 2 ชาชิน แต่ละคนก็ต้องเพิ่มความคมขึ้นไปอีก เพื่อการยอมรับหรือเปล่า

ผ้าป่าน : (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ป่านไม่กล้าโพสรูปในกลุ่ม Street Photo Thailand คือแต่ละรูปคมมาก เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนของโลกมันไปทางนั้นจริงๆ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณ Treat กับรูปคุณยังไง สมมติป่านโพสเยอะก็จริงนะ คนที่ชอบงานแบบเราอ่ะ สมมติสัก 1 ใน 5 รุ้สึกว่าชอบแนวนี้ แต่ถ้าเกิดเค้าเสพติดการกด Like การแข่งบน Flickr (โซเชี่ยลที่โพสรูปและเป็นแหล่งรวมช่างภาพทั่วโลก) มันไม่มีพื้นที่ให้เค้านะ อันนี้คือถ้าคุณจะถ่ายแบบเรา คุณจะต้องยอมรับได้ว่าคุณต้องอยู่ในแบบของคุณ จะไม่แบบจะต้องมีคนกด Like คุณจะต้อง Proud กับการเป็นตัวคุณเองได้จริงๆ ซึ่งมันน้อยมาก

SSN : สุดท้ายแล้ว คนที่ถ่ายๆไปตามเทรน วันนึงอาจจะรู้สึกไม่ใช่ตัวเอง สู้คนอื่นไม่ได้อยู่ดี ก็ต้องเซ็ตตัวเองสู่แนวทาง เพียงแต่วันนี้มัน Fever มาก

ผ้าป่าน : เราคุยกับเพื่อนเรากลุ่มนึง ทิน ธัชช์ภสิฐ คุณาพร กลุ่มพวกเค้าเหมือนงาน Journalist แต่ไม่ใช่ Journalist เพราะเค้าทำพวกโปรเจค กลุ่มนี้งานน่าสนใจมาก งานดีทุกคน คือเรารู้สึกว่าพวกนี้ถ่ายสตรีท

SSN : รากฐานสตรีทจริงๆก็คือ Journalist

ผ้าป่าน : ใช่ๆ แล้วบางคนในกลุ่มก็โพสรูปในเพจนะ กริบค่ะ (หัวเราะกันหมด) เพราะเค้าไม่ใช่สไตล์นั้น เรามองว่ามันไม่ควรถูกจำกัดไม่งั้นมันจะไม่ไปไหน

SSN : ซึ่งจริงๆแล้วทุกคนในวงการสตรีทก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นนะ หมายถึงกว้างๆ ไม่จำกัดสไตล์ แต่มันยังไม่มีวิธีที่จะให้เป็นแบบนั้น

ผ้าป่าน : เราอยากให้ดูงานเซ็ตนี้นะ ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นภาพสตรีทที่ดีทุกภาพ แล้วเราชอบมาก และศิลปินเมืองนอกให้ความสนใจ แต่คนในเมืองไทยยังไม่มีการรวมกลุ่มแบบนี้ คือเค้าบันทึกเรื่องราวในแบบของเค้า เค้าชอบงานของ Garry Winogrand  William Eggleston งานก็จะออกมาเป็นแบบนี้

pakkawat-works-49_1000
Photo by © Pakkawat Tanghom
pakkawat-works-3_1000
Photo by © Pakkawat Tanghom

 

SSN : เราก็ชอบมาก ซึ่งถ้า Winogrand มาโพสเป็นใบๆตอนนี้ก็ กริบ..

ผ้าป่าน : ใช่ๆ  เพราะกระแสมันไม่ใช่ เราแค่คิดว่า ถ้าใครสามารถไม่หวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง แล้วทำมันได้เยอะพอ เพราะคนรอบข้างจะหุบปากเอง (หัวเราะ) เราขอโทษที่ต้องใช้คำนี้ มันคือเรื่องจริง คือจะอยู่ทนได้มั๊ยล่ะถ้าคนจะกรอกหูตลอดเวลาว่าไม่เจ๋งเลยว่ะ ไม่ถ่ายแบบ iN-PUBLIC ไม่ครีเอท แล้วเราไม่ฟัง แต่เราทำงานออกมา 10 เซ็ต 20 เซ็ต 500 รูป สมมตินะ ทำออกมาแสดงงาน ทุกคนจะแบบ.. นี่คือ สิริมา นี่คือโลกของเรา เค้าจะยอมรับเองในที่สุด ถ้าเราไม่หวั่นไหวกับรอบข้างจนเราเลิกไปซะก่อน

SSN : มันมีปัญหานึงของการเริ่มถ่ายภาพสตรีทของคนทั่วไป ถ่ายสตรีทมันต้องเข้าหาคนอะไรแบบนี้ จะทำยังไง?

ผ้าป่าน : ความเป็นตัวเองมันไม่ได้เป็นแบบนั้น สมมติคนหงิมๆเงี้ย ยกกล้องขึ้นมา ฉันต้องไปยิงแฟลชใส่เค้า No! อันนั้นมันก็ไม่ใช่คุณอยู่ดี

อย่าง Saul Leiter ก็เป็น Case study ที่เรารู้สึกว่าที่สุดแล้วอ่ะ คือเค้า Ignore สิ่งรอบข้างได้เป็นแบบ กี่ปีล่ะ เพื่อจะพิสูจน์ว่า ก็เนี่ยอ่ะสตรีทในแบบของเค้า แล้วคนอื่นจะพูดยังไงก็ช่างดิ ในที่สุดแล้วฉันจะถ่ายทอดโลกในแบบนี้ แล้วคนก็ต้องยอมรับ เพราะว่าเค้าไม่ยอมแพ้ คนรอบข้างจะยอมแพ้ไปเอง

 

01Leiter
Photo by © Saul Leiter งานของ Saul ไม่ได้เน้นที่คอนเทนต์ที่โดดเด่น แต่เน้นการใช้สี / กราฟฟิค และเฟรมภาพที่ไม่เหมือนใคร ด้วยเลนส์ Tele ที่ปกติไม่มีช่างภาพสตรีทใช้

 

SSN : สุดท้ายคือเพราะมันสวย

ผ้าป่าน : ใช่ เพราะมันสวย จบ แล้วมีใครบันทึกโลกได้แบบเค้ามั๊ย ก็ไม่มีไง

SSN : ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้มากกว่า คนที่เริ่มต้นถ่ายสตรีท มันต้องฝึกเบสิคพื้นฐาน รับฟังการวิจารณ์ ข้อคิดเห็น

ผ้าป่าน : ในกลุ่ม Street Photo Thailand เราคุยกันบ่อยเรื่อง Critic ว่าจะยังไงดี อย่างป่านมองว่าคนไทยยังไม่ได้เข้าใจการ Critic ขนาดนั้น หนึ่ง การวิจารณ์จริงๆแล้ว มันไม่สามารถ Take Personal ได้ คนไทยจะคิดว่าพอโดนวิจารณ์ปุ๊ปจะคิดว่าโดนด่าว่าไม่เก่ง จริงๆไม่ใช่ ตามมาตรฐานสากลที่การถ่ายภาพมันมีจริงๆเนี่ย มันเป็นยังไง

SSN : เรื่องนี้มีปัญหามาก

ผ้าป่าน : ใช่ สองคือเค้าไม่รู้ว่าการถ่ายภาพมันมีมาตรฐานนะ เมืองนอกมีมาตรฐาน คนไทยบอกมันคือศิลปะ คุณทำเลย มันไม่ใช่ ถ้าคุณอยากเก่งมันมีมาตรฐานต้องเรียนรู้ สามคือคนที่มา Critic นั้น Qualify หรือเปล่าในงานแต่ละแบบ เช่น ถ้าเอาให้ใครก็ไม่รู้วิจารณ์มาเลย แล้วคุณรับมันไปเต็มๆเลย คุณอาจจะไปผิดทางก็ได้ เพราะเค้าไม่ใช่ตัวตน

SSN : ไอ้จุดนี้มันเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงไปกับ Like ไม่ Like เหมือนกัน สมมติเราบอกว่ารูปนี้ เพื่อนเรามี 2 พันคน จริงๆแล้วรูปนี้มันเป็นรูปไม่ดี แต่เราอยากโชว์ความเป็นสตรีท แต่มันไม่ใช่รูปสตรีทที่ดี ปรากฏเพื่อนกด Like 500 Like

ผ้าป่าน : ฮึกเหิมค่ะ (หัวเราะ) อันนี้มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ว่าอย่างนี้ก็ต้องกลับมาหาที่เราแล้ว เป็นเราเราลบ เพราะว่าเราเป็นคนซีเรียส อะไรที่ลงไปแล้วว่าเป็น ผ้าป่าน สิริมา เราต้องชอบ ถ้าเราไม่ชอบ แต่คนอื่นชอบ ท้ายที่สุดแล้วเรากำลังให้อาหารอีโก้เราอยู่ แล้วเรากลัวไปผิดทางมาก เรากลัวเหลิงไปกับมัน อินไปกับมัน

SSN : อันนี้เป็นปัญหาใหญ่อันนึงเลยนะ แม้แต่การโยนรูปเข้าไปในเพจอย่าง Street Photo Thailand สมมติเฮ้ยรูปนี้ฉันมั่นใจมาก โยนไปปุ๊ป 3 Like

ผ้าป่าน : (หัวเราะ) เฮ้ยมันดับฝัน อันนี้พูดเรื่องจริง ป่านถึงบอกตั้งแต่แรกว่าตอนที่ป่านถ่าย Diana แล้วมันมีคนชอบอ่ะ มันคือการกระตุ้น แต่ถ้าแบบลงไปแล้วมึงทำไม่ได้หรอก มันแย่ มันดับฝันนะ

SSN : เนี่ย คือปัญหา เราจะแก้ปัญหานี้ยังไง

ผ้าป่าน : ตัวเราเองจะเชื่อคนๆเดียว ที่เราเลือกแล้ว คือเรารู้สึกว่าทุกคนต้องหาให้เจอว่าคนนี้เข้าใจงานเรา เค้าวิจารณ์งานเราได้ เพราะเค้าเข้าใจมันจริงๆ อีกอย่างนึงนะ เราว่าคนไทยเข้าใจคำว่า “วิจารณ์” ผิด การวิจารณ์คือสิ่งที่น่าจะเป็นควรเป็นยังไง แต่คุณต้อง Take มันไปทั้งก้อนมั๊ย ว่า 100% ต้องเอาไปพัฒนา ไม่ใช่! คือป่านให้ศิลปินช่างภาพฝรั่ง Critic งานป่านน่ะ สิ่งที่เค้าบอกคือแบบ อันนี้ “In my view” คือทุกคนจะขึ้นต้นแบบนี้ คือ View ของฉันนะ แต่ถ้ายูรู้ว่ายูกำลังทำอะไรอยู่ ก็ทำ คนไทยรู้หรือเปล่าว่ามันเป็นแบบนี้ได้ แต่ถ้าเกิดเค้าพูดอะไรมาบางอย่างแล้วเรา เออ เราก็คิดเหมือนกัน คนเราน่ะรู้ตัวว่าแบบมันพลาดอะไรอยู่ เรารู้อยู่แก่ใจ แค่เราไม่อยากยอมรับมัน แล้วคนที่วิจารณ์คือคนที่พูดเสียงที่อยู่ในใจเราออกมา ถ้ามันคลิกคุณก็ Take มันไป อันไหนที่คุณไม่เห็นด้วย แล้วคุณจะยืนยัน คุณก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ อันนั้นคือการวิจารณ์ที่มันจะ Success ไปทั้งกระบวนการ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
// NO[W]HERE MAN PROJECT // Photo by © Sirima Chaipreechawit

“แล้วคนอื่นจะพูดยังไงก็ช่างดิ ในที่สุดแล้วฉันจะถ่ายทอดโลกในแบบนี้ แล้วคนก็ต้องยอมรับ เพราะว่าเค้าไม่ยอมแพ้ คนรอบข้างจะยอมแพ้ไปเอง”

 

SSN : อันนี้มันคือจุดแข็งของ Flickr ในยุคนี้ มันสำคัญตรงนี้ เพราะมันมีคนเก่งๆที่คอยวิจารณ์งานคุณ

ผ้าป่าน : เราว่าคนเราจะโตขึ้นจากการโดนวิจารณ์ และค้นคว้าเพิ่มจากสิ่งที่โดนวิจารณ์ไป

SSN : 100 ส่วนในชีวิต โฟโต้คือสัดส่วนเท่าไหร่

ผ้าป่าน : เราจะพยายามจะบาลานซ์ชีวิตให้ได้ 80% ของเราเป็นการถ่ายภาพ ถึงแม้ว่าทุกวันนี้มันจะดูเหมือน 80 ทำงาน 20 ถ่ายภาพ แต่คิดว่าอีกไม่นานเราน่าจะได้เปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อสลับตำแหน่งมัน แล้วเขยิบให้ใกล้ที่หวังไว้จริง

ถ้าจุดนึงเมืองไทยมันเป็นเหมือนเมืองนอกได้ที่แบบเป็นช่างภาพอิสระ ไม่ได้รับใช้งานของใครแล้วยังแบบสามารถหาเลี้ยงชีพได้

SSN : อันนี้ก็เป็นคำถามที่อยากจะถามเหมือนกัน เคยมีคนถามเรื่องนี้มั๊ย

ผ้าป่าน : น่าจะมี คือเราว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นได้ เอาไปเลย 100%  เพราะเราก็แฮปปี้ในการที่เราได้ถ่ายรูปในแบบของเรา แต่ถ้าเมืองไทยตลาดมันยังไม่ได้ถูกยอมรับแบบนั้น มันยังต้องแบบทำตามโน่นนี่นั่น เราก็รู้สึกว่าเราขอเก็บโฟโต้เราไว้เป็นของส่วนตัวเราดีกว่า เพราะจุดมุ่งหมายสุดท้ายของเราตอนนี้มันคือแค่ เราอยากเก็บช่วงเวลา แล้วเราอยากภูมิใจกับมันได้ เราเป็นคนไม่ค่อยภูมิใจกับงานของเราเองเลย ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม พอถึงจุดนึงเราจะรู้สึกมันไม่ได้ดีขนาดนั้น อันนี้เป็นปัญหาในตัวเอง เราต้องไปอีก เราอยากรู้สึกพึงพอใจและชอบงานของเราได้ โดยเฉพาะงานโฟโต้ ท้ายที่สุดแล้ว รวมเล่มสำหรับตัวเองคนเดียว เนี่ยคือช่วงเวลาและเหตุการณ์เติบโต มุมมองของตัวเอง ผ่านการบันทึกทั้งหมดนี่ เราอยากทำให้มันเป็น History ของตัวเอง.

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าชั่วโมงครึ่งที่พูดคุยกัน มีอีกหลายเรื่องที่เราอาจจะไม่ได้เอามาลงในบทสัมภาษณ์นี้ เพราะมันอาจจะลงลึกเกินไปหน่อย ซึ่งมันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ผ้าป่านมีความเป็นช่างภาพลึกซึ้งกว่าที่หลายๆคนเห็น กว่าที่หลายๆคนรู้จัก ส่วนตัวเราเองก็ได้รู้จักผ้าป่านมากขึ้น และยังได้มุมมองอะไรดีๆที่ไปคิดต่อให้กับชีวิตตัวเองด้วย และหลังจากการสัมภาษณ์นี้ เราก็หวังว่าจะได้เห็นงานภาพถ่ายดีๆจาก ผ้าป่าน สิริมา อีกในฐานะช่างภาพที่มีฝีมือคนหนึ่งของเมืองไทย

 

www.pahparnsirima.com

Facebook : pahparn sirima photography

 

R1185880

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s