Month: January 2016

ภาพข่าวการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญ ที่ควรค่ากับการศึกษา

 

กำลังเป็นประเด็นกันในสังคมไทย เรื่องจรรยาบรรณช่างภาพข่าว การนำเสนอภาพข่าวที่ดี ควรจะหน้าตาแบบไหน? เหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของบุคคลที่มีชื่อเสียง มันกลายเป็นความกระหายข่าวโดยที่คำว่า “ศิลปะการถ่ายภาพ” มันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

เราเชื่อว่า การนำเสนอภาพข่าวที่ดี ไม่ใช่การที่ได้ภาพที่ใกล้ที่สุดเสมอไป ไม่ใช่การรุกล้ำเข้าไปเห็นในสิ่งที่ทุกคนไม่ได้เห็นเสมอไป แต่มันคือการถ่ายทอดเรื่องราวนั้นอย่างครบถ้วน ทั้งเนื้อหา ทั้งอารมณ์ อย่างสวยงาม อย่างมีศิลปะ

วันนี้ สยาม.มนุษย์.สตรีท ขอนำเสนอภาพข่าวการเสียชีวิตของบุคคลที่มีชื่อเสียงในโลก ว่าช่างภาพระดับโลกเขาถ่ายทอดภาพเหล่านั้นออกมาแบบไหน ใช้เทคนิคแบบไหน ซึ่งเทคนิคการถ่ายภาพสตรีท มักถูกนำมาใช้เสมอๆในภาพข่าวเหล่านี้

 

ภาพข่าวการเสียชีวิตของ Whitney Houston ปี 2012

ภาพนี้เป็นภาพจังหวะที่มีการขนโลงศพของ Whitney เข้าไปเพื่อทำพิธีในโบสถ์ จะเห็นได้ว่าช่างภาพจับจังหวะการขนโลงศพพร้อมๆกับอารมณ์เศร้าของบอดี้การ์ด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้คนนึกถึงหนังที่เธอแสดงจนโด่งดังอย่างมาก “The Bodyguard” เมื่อปี 1992

 

Whitney-Houston-Funeral-i-019
Photograph: Jason DeCrow/AP ©

 

ภาพนี้เป็นภาพของเหล่าแฟนเพลงที่ยืนรออยู่ด้านนอกโบสถ์ เพื่อชมการถ่ายทอดภาพพิธีจากด้านใน ซึ่งช่างภาพจับอารมณ์เศร้าของแฟนเพลง และยังใช้เทคนิคภาพสะท้อน เพื่อให้เฟรมดูน่าสนใจขึ้นไปอีก

Whitney-Houston-Funeral-i-007
Photograph: Stan Honda/AFP/Getty Images ©

 

ภาพข่าวการเสียชีวิตของ John Lennon ปี 1980

ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี 1980 หลังจากเสียชีวิตของ Lennon เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 1980 เป็นการรวมตัวของแฟนเพลงที่ Central Park , New York อย่างเงียบสงบ ภาพนี้ไม่ต้องมีคำบรรยายเลยถึงการวาง Composition และอารมณ์ของ Subject มันสมบูรณ์แบบมากๆ

Fred R. Conrad:The New York Times A silent vigil in Central Park for John Lennon on Dec. 14, 1980
Fred R. Conrad/The New York Times ©

 

ภาพข่าวการเสียชีวิตของ John F. Kennedy ปี 1963

ถือว่าเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์สำคัญของอเมริกา การเสียชีวิตของ JFK นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่  ภาพนี้เรียกว่าเป็นภาพที่คลาสสิคที่สุดของพิธีศพนี้ เราจะเห็นครบถ้วนตั้งแต่ครอบครัวของ JFK โดยเฉพาะจังหวะที่ลูกชาย John F. Kennedy Jr. ยืนทำความเคารพขบวนศพ อารมณ์ของครอบครัว และมี Foreground เป็นทหาร ซึ่งเป็นการวาง Composition ที่ยอดเยี่ยมมาก

 

tumblr_mud7yhNg2P1qeoja3o1_500
Time Inc. ©

 

 

ภาพเซ็ตนี้ เป็นส่วนหนึ่งจากภาพที่ถูกตีพิมพ์ใน TIME Magazine ฉบับวันที่ 6 ธันวาคม 1963 ซึ่งเป็นฉบับที่ตีพิมพ์ภาพงานพิธีศพของ JFK เป็นภาพเซ็ตข่าวที่สวยงามมากๆ

 

10987181406_2852b05efc_o
Time Inc. ©

 

10987180556_d5be809f89_o
Time Inc. ©

 

ภาพการชีวิตของ Amy Winehouse ปี 2011

งานศพของนักร้องสาวที่มากความสามารถ เสียชีวิตเมื่อปี 2011 ด้วยวัยเพียง 28 ปี ภาพนี้ถ่ายในงานพิธีศพ เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2011 ที่ตอนเหนือของลอนดอน เป็นการถ่ายซูมไปที่มือของผู้ที่เข้าร่วมพิธีศพ  กำลังถือรูปของ Amy อยู่ เป็นภาพที่บ่งบอกความเศร้าของบรรยากาศงานได้อย่างดีเยี่ยม โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเห็นสีหน้าของผู้คนในงาน

 

Amy-Winehouse-funeral-007
Photograph: Luke Macgregor/Reuters ©

 

ภาพข่าวการเสียชีวิตของ Michael Jackson ปี 2009

การเสียชีวิตของ Michael นับเป็นข่าวใหญ่ในปีนั้น ในขณะที่ Michael กำลังจะมีคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ นับเป็นข่าวที่ช็อคแฟนเพลงมากๆ ภาพนี้เป็นการเก็บภาพการไว้อาลัยขอแฟนเพลงที่เดินทางมาจากเยอรมัน มายืนรออยู่ที่หน้าบ้านของครอบครัว Jackson ที่ลอสแองเจลลิส ภาพน่าสนใจที่ช่างภาพวางเฟรมเก็บภาพลายสักเป็นรูป Michael ที่ด้านหลังพร้อมกับดอกไม้ที่ร่วมไว้อาลัย และยังเห็นอารมณ์จากสีหน้าของแฟนเพลงไปด้วย

jackson_01
Time Inc. ©

 

 

Advertisements

9 Instagram ของช่างภาพสตรีทที่ต้อง Follow ภาคที่ 1

Instagram นั้น สำหรับคนที่ชอบติดตามรูปป๊อปๆทั้งหลาย เช่นรูปสาวน่ารักๆเซลฟี่ รูปอาหารมุ๊งมิ๊ง รูปอัพเดทดารา อาจจะรู้อยู่แล้วว่า IG นี่ช่างเป็นแหล่งคลังรวมของภาพเหล่านี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่สำหรับคนที่บ้าคลั่งการถ่ายสตรีทแล้ว ในนี้อาจจะหาศิลปินเจ๋งๆ งานดีๆได้ยากไปสักหน่อย แต่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เราพบว่ามีช่างภาพสตรีทและกลุ่มชาวสตรีทหลายๆกลุ่มกลับเริ่มให้ความสนใจ มาลงหลักปักฐานกันในนี้ค่อนข้างเยอะ อาจจะด้วยความสะดวกที่ IG มีให้มากขึ้น เช่นการไม่จำกัดสัดส่วนภาพที่ต้องเป็น Square Format และในนี้ก็ยังเริ่มมีแฟนภาพสตรีทที่โพสงานกันเข้ามามากขึ้นด้วย

วันนี้เราเลยรวบรวม IG ของช่างภาพสตรีทระดับโลกที่น่าสนใจมาให้ติดตามกัน ซึ่งคงแบ่งออกเป็นหลายครั้ง อันนี้เป็นเซ็ท 9 คนแรกที่จะมาแนะนำกัน มีใครบ้าง ลองมาดูกันเลย

 

Screen Shot 2559-01-19 at 14.32.26

 

David Alan Harvey ( @davidalanharvey ) หนึ่งในตำนานช่างภาพสายสตรีทจาก Magnum งานสตรีทระดับเทพที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ปีที่แล้วยังเป็นกรรมการตัดสินรอบสุดท้ายให้กับ Miami Street Photography 2015 ด้วย ล่าสุดเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับกล้อง Fujifilm X-Pro2 อีกต่างหาก ใน IG ลุง David อาจจะไม่ได้โพสงานตลอด เพราะแกจะโพสชีวิตส่วนตัวสลับไปบ้าง แต่เราก็จะได้ดูงานใหม่ๆของแกในนั้นด้วยเช่นกัน

 

Screen Shot 2559-01-19 at 13.55.20

 

Shin Noguchi ( @shinnoguchiphotos ) ช่างภาพสตรีทชาวญี่ปุ่น ที่ทาง สยาม.มนุษย์.สตรีท เคยสัมภาษณ์พิเศษเอาไว้ (คลิกย้อนไปอ่านได้) Shin เพิ่งจะหันมาโพสใน IG ได้ไม่นาน เป็นงานใหม่ผสมงานเก่า แต่หนักไปทางใหม่มากกว่า ใครไม่สะดวกตามใน Flickr ก็ลองตามกันใน IG ได้เลย

 

Screen Shot 2559-01-19 at 14.37.08

 

Maciej Dakowicz ( @maciejdakowicz ) ช่างภาพสตรีทชาวโปแลนด์ หนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม iN-PUBLIC อันลือลั่น ปัจจุบัน Maciej ประจำการอยู่ในกรุงเทพด้วย นับเป็นช่างภาพสตรีทที่งานโดดเด่นน่าสนใจคนหนึ่งในยุคหลัง หนังสือภาพ Cardiff After Dark เป็นหนังสือภาพที่โดดเด่นที่ชาวสตรีทสมควรเก็บเลยทีเดียว ใครสนใจงานของเขา ก็เข้าไป Follow กันได้

 

Screen Shot 2559-01-19 at 14.44.00

 

Joel Meyerowitz ( @joel_meyerowitz ) นับว่าเป็นช่างภาพสตรีทที่เป็นเสมือนตัวการสำคัญที่ผลักดันประวัติศาสตร์งานสตรีทในยุค Modern ( 1960-1970s) อย่างมาก นับเป็นช่างภาพสตรีทคนแรกๆที่ถ่ายภาพสี รวมถึงทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนการถ่ายภาพสตรีท เป็นผู้รวบรวมประวัติศาสตร์ภาพสตรีทให้เป็นรูปเป็นร่าง ใน IG ของคุณลุง Joel อาจจะไม่ได้มีงานอะไรมากนัก แต่เป็นการอัพเดทกิจกรรมและบางครั้งก็เป็นงานเก่าๆที่มีชื่อเสียงในอดีตให้ได้ดูกัน

 

Screen Shot 2559-01-19 at 14.55.57

 

** ปัจจุบันแอคเค้าท์นี้ Daido ได้ยกเลิกไปแล้ว และไม่ได้เปิดใหม่ (Update 3 July 2016)

** อัพเดท (11 Dec 2016) Daido กลับมาอีกครั้งใน Account ที่ชื่อว่า @daidomoriyamaofficial

Daido Moriyama ( @daidomoriyama ) ช่างภาพสตรีทชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน ในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปลาย 1950s ถึงช่วง 1960s นับเป็นจุดเริ่มต้นของภาพสตรีทในยุค Modern ซึ่งฝั่งอเมริกามีความชัดเจนในงานอย่างมาก ในฝั่งเอเชีย Daido คือหัวหอกสำคัญที่ทำให้เห็นความขบถของวัฒนธรรมตะวันออกที่มีต่อตะวันตก ด้านมืด ความหม่นในงานของ Daido ถูกสื่อผ่านด้วยภาพขาวดำที่ดุดัน ปัจจุบัน Daido ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามงานเจ๋งๆของลุง Daido ได้ใน IG นี้

 

Screen Shot 2559-01-19 at 15.01.14

 

Matt Stuart ( @mattu1 ) ช่างภาพสตรีทชาวอังกฤษที่เป็นแนวหน้าของกลุ่ม iN-PUBLIC มีฝีไม้ลายมือที่คลาสสิคไม่ซ้ำใคร ล่าสุดเพิ่งจะมาทำ Workshop ให้ช่างภาพสตรีทคนไทยที่กรุงเทพนี่ โดยกลุ่ม Loopers Collective และล่าสุดกว่านั้น ตอนนี้ Matt ออกหนังสือภาพเล่มแรก ซึ่งชาวสตรีททุกคนรอคอย เพราะงานของ Matt ไม่เคยมีการรวบรวมอย่างเป็นทางการมาก่อน ติดตามงานเจ๋งๆของ Matt ได้ใน IG นี้

 

Screen Shot 2559-01-19 at 15.05.51

 

Paul Russell ( @paulrussell99 ) อีกหนึ่งช่างภาพสตรีทชาวอังกฤษที่เราชอบเป็นการส่วนตัว Paul เป็นช่างภาพสตรีทที่มีผลงานมาอย่างยาวนาน และเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม iN-PUBLIC เช่นกัน งานของ Paul ไม่หวือหวาแต่ซ่อนความน่ารัก ตลกกุ๊กกิ๊กเอาไว้ มีความเป็นวัฒนธรรมอังกฤษอยู่ในนั้นอย่างชัดเจน ซึ่ง Paul ก็เพิ่งจะหันมาใช้ IG เมื่อไม่นานนี้เช่นกัน ลองไปติดตามกันได้ที่นี่

 

Screen Shot 2559-01-19 at 15.32.03

Stephen Shore ( @stephen.shore ) อาจจะเป็นช่างภาพสตรีทที่แตกต่างจากคนอื่นๆหน่อย เพราะงานของลุงแกออกแนวสตรีทที่ไม่ค่อยจะมีคนในภาพสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นงานระดับคลาสสิคที่ควรศึกษาเช่นกัน งานของลุง Shore มีบทบาทต่อศิลปะภาพถ่ายของอเมริกาในยุค 1970s งานสตรีทที่เรียบง่ายแต่มีความงามของธรรมชาติอยู่ในนั้น ลุง Shore ยังคงโพสงานอย่างต่อเนื่องใน IG ช่างแอคทีฟดีจริงๆ อาจจะปะปนกับกิจกรรมส่วนตัวไปด้วย ลองเข้าไปติดตามกันดู

 

 

 

Screen Shot 2559-01-19 at 15.10.53

 

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ( @tavepong_street ) แทรกด้วยช่างภาพสตรีทคนไทยกันบ้าง ซุปเปอร์สตาร์ของชาวสตรีทไทย หนึ่งในช่างภาพจากกลุ่ม Street Photo Thailand ปกติแล้วเราจะเห็นงานของเขาได้จากทาง Flickr , Facebook และในเวบ www.streetphotothailand.com เป็นส่วนใหญ่ แต่ช่องทาง IG นี้เป็นอีกช่องทางใหม่ที่จะสามารถติดตามงานเจ๋งๆของทวีพงษ์ได้ ขอเชิญ Follow กันได้ที่นี่

 

 

เรียบเรียงบทความ อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun) @artytl

 

Daido Moriyama กับภาพสตรีทสีที่หาดูยาก!

ในยุค 1950 – 1970 ในฝั่งของอเมริกา ประวัติศาสตร์การถ่ายภาพสตรีทได้ปักหลักว่ายุคโมเดิร์นแห่งการถ่ายภาพสตรีทได้เกิดขึ้นจากผู้ชายที่ชื่อ Robert Frank แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ฝั่งเอเชีย ก็ได้กำเนิดงานสตรีทขาวดำที่ดิบ เถื่อน ตึงเครียด หยาบ แต่เต็มไปด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน มันเป็นความขัดแย้งของสองวัฒนธรรมที่ถูกสื่อผ่านงานสตรีทของ Daido Moriyama และเขาคือผู้ถูกบันทึกชื่อไว้แล้วในประวัติศาสตร์บทหนึ่งของการถ่ายภาพสตรีท

บังเอิญที่เราได้เห็นภาพชุด “In Color” ในบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจของทาง DOMUS ที่เขียนโดย Beatrice Zamponi ซึ่งต้องขอขอบคุณทาง Carmen Figini และ Beatrice Zamponi สำหรับการอนุญาตให้เผยแพร่บทความนี้ในเวอร์ชั่นภาษาไทย

Daido Moriyama กับภาพชุด “In Color”

จากบทสัมภาษณ์ใน DOMUS

โดย Beatrice Zamponi

Daido Moriyama ช่างภาพที่ชอบทำงานคนเดียว และใช้สัญชาตญาณ ความดิบ ความอยาก ความกล้า ในงานของ Daido ไม่มีตรรกะใดๆ ไม่ได้พินิจพิจารณา มันเป็นแค่งานที่ตอบสนองความต้องการของเขา ถ้ามองเข้าไปในงานของเขาดีๆแล้ว จะดูเหมือนว่า มันเปรียบเสมือนสัตว์ป่าที่ออกล่าอาหารอย่างบ้าคลั่งและไร้จุดหมาย

สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเขา นั่นคือประสบการณ์การสัมผัสกับความซับซ้อนของธรรมชาติมนุษย์ในโลกใบนี้ เมื่อ Daido อยู่บนท้องถนน เขาไม่ได้อยากถ่ายทอดอารมณ์ของผู้คนผ่านภาพถ่ายประหนึ่งนักข่าว แต่เขาต้องการถ่ายทอดตัวของเขาเองลงไปต่างหาก งานของเขาเป็นการสื่อผ่านความรู้สึกที่แท้จริง

domus-08_Daido-Moriyama_color-1970sM-B-5-2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

เขาเกิดเมื่อปี 1938 ในเมืองใกล้ๆโอซาก้า เขาเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วเดินทางเข้ามายังโตเกียวตั้งแต่ยังอายุน้อย ด้วยความตั้งใจที่จะเลี้ยงชีพด้วยอาชีพถ่ายภาพ เขาสมัครเข้าทำงานที่เอเจนซี่ Vivo และก็ได้พบกับช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล Eiko Hosoe และ Shomei Tomatzu ซึ่งทั้งสองคนนี้ ได้กลายมาเป็นครูของ Daido อีกด้วย เขามองเห็นว่า ช่วงนั้นประเทศอยู่ท่ามกลางการฟื้นตัวจากสงคราม ซึ่งมันเต็มไปด้วยการเข้ามาของวัฒนธรรมอเมริกันที่แทบจะกลืนกินประเทศ

Daido เริ่มสนใจในทุกสิ่งอย่างที่มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างความหัวโบราณและความสมัยใหม่ในญี่ปุ่น เขาเสาะหาประสบการณ์อย่างกระหาย ซึ่งนั่นทำให้มุมมองของเขาดำดิ่งลึกลงไป และสายตาของศิลปินมันช่างเปล่งประกายเย้ายวนราวความวาววับของมอเตอร์ไซด์เท่ๆ หรือไม่ก็ริมฝีปากของหญิงสาว

domus-02_Daido-Moriyama_color-1970s041-035-2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

ความเจ๋งที่สุดของงาน Daido นั่นคือ งานของเขาทั้งมัว เกรนแตก ตกเฟรม บิดเบี้ยว เบลอ ซึ่งมันอาจจะทำให้ดูไม่เข้าใจหรือเกือบจะดูน่ารำคาญเอาได้ แต่ในความคลุมเคลือนั้น ภาพของ Daido กลับไม่ได้สูญเสียสารที่ต้องการจะสื่อ กลับตรงข้ามเสียด้วยซ้ำ ที่มันมีพลังในการสื่อสารมหาศาลไปถึงผู้ชม

ภาพขาวดำของเขา โด่งดังไปทั่วโลก ภาพที่คอนทราสจัด เกรนแตก แทบไม่มีโทนสีเทากลาง แต่วันนี้ งานที่นำมาโชว์ เป็นงานภาพสีในชื่อชุดว่า “In Color” ซึ่งแสดงอยู่ที่ Galleria Franca Sozzani ในกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี มีการจัดแสดงภาพ 130 ภาพที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน ตั้งแต่ช่วงยุค 1960s จนถึงช่วงต้นยุค 1980s ผู้ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการจัดครั้งนี้คือ Skira และ Rizzoli จากอเมริกา และในเดือนมีนาคม 2016 นี้ นิทรรศการนี้จะย้ายไปจัดต่อที่ Fondazione Fotografia ในเมืองโมเดน่า ประเทศอิตาลี

domus-10_Daido-Moriyama_color-1970s_058-2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

Beatrice Zamponi : งานขาวดำกับงานภาพสีของคุณ มีอะไรที่มันแตกต่างกันบ้าง?

Daido Moriyama : งานขาวดำของผม เป็นงานที่ผมนำเสนอด้วยความกล้า มันมาจากข้างในลึกๆ ความกดดันลึกๆที่ผมไม่สามารถอธิบายหรือสื่อสารด้วยคำพูดหรือการกระทำได้ ในขณะที่งานภาพสี ผมรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ผมเสนอมันตามความเป็นจริงที่เห็น รวมไปถึงความสวยงามที่จับต้องได้ ซึ่งมันไม่มีได้ซีเรียสเหมือนกับขาวดำ ผมมักมองหาสีที่เขานิยมๆกัน อะไรที่มันมาเร็วไปเร็ว ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ดึงดูดใจผู้คนในชั่วระยะเวลานึง

domus-11_Daido-Moriyama_color-1970sT-001_2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

Beatrice Zamponi : สัญชาตญาณในการถ่ายภาพของคุณที่สร้างงานออกมา ทำให้เห็นถึงภาพภายในจิตใจและมุมมอง ในความหมายนึงมันเปรียบเสมือนการแต่งบทกลอน “Haiku” (บทกลอนสั้นๆของญี่ปุ่น มีสามบรรทัด) คุณคิดเห็นยังไง?

Daido Moriyama : งานภาพสตรีทของผม เป็นการจับภาพในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งมันก็คงเหมือนลักษณะของการแต่งบทกลอน “Haiku” ในความหมายของมันก็มีการเชื่อมโยงกัน เวลาที่ผมถ่ายภาพ ผมกดถ่ายในทันทีตามสัญชาตญาณสิ่งมีชีวิต ซึ่งจริงๆแล้วการตัดสินใจกดถ่ายภาพนั้น มันมาจากข้อมูลต่างๆในหัว ประสบการณ์ สิ่งต่างๆเหล่านี้มันไม่สามารถคาดเดาได้เลย ผลของงานที่ได้ มันเหมือนภาพ “เดจาวู” ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว กลมกลืนกันกับความรู้สึกของช่างภาพและความรู้สึกของผู้ชม

Beatrice Zamponi : อีกอย่างหนึ่งที่ดูจะเชื่อมโยงกับบทกลอน “Haiku” คือในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง เสมือนบทเพลงที่นำพาทั้งหมดของชีวิตคุณ อย่างที่รู้กันดีว่าชีวิตในวัยเด็กของคุณ คุณชื่นชอบงานประพันธ์ของ Beat Generation (งานประพันธ์ที่พูดถึงวัฒนธรรมอเมริกันในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) , On the Road ของ Jack Kerouac. งานเหล่านี้มีบทบาทอย่างไรกับคุณบ้าง?

Daido Moriyama : บางอย่างในนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปเลย ตอนที่ผมเด็กๆ เพราะงานของพ่อทำให้ที่บ้านจะต้องย้ายที่อยู่บ่อย ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มันเกี่ยวข้องกับการเดินทาง ผมเดินทางไกลๆและไปทั่วทั้งญี่ปุ่น พอๆกับระยะที่เดินทางไปทั่วโลกได้ การเดินทางมันแทบจะไม่เคยมีเป้าหมายเลย แต่มันเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา ซึ่งมันทำให้ผมเสมือนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือของ Kerouac เลย เราแทบจะรู้สึกเหมือนกัน คิดเหมือนกัน สิ่งที่เขาส่งผ่านภาพต่างในหัวเขาผ่านตัวหนังสือออกมาถึง

domus-01_Daido-Moriyama_color-1970s_052_2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

Beatrice Zamponi : ที่ที่คุณชอบไปเดินเรื่อยๆ มักจะเป็นในเมือง หรือที่แปลกๆตามถนนของโตเกียว ทำไมคุณถึงชอบที่เหล่านี้?

Daido Moriyama : ในเมืองมันมีทุกอย่าง เรื่องตลก เรื่องร้ายๆ คำพูด เรื่องเพศ มันเพอร์เฟคเลย เป็นที่ๆรวมเอากิเลสของผู้คนมารวมกัน มันยังคงมีความเป็นตัวตนผมอยู่ในนั้นเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีๆ ผู้คน แฟชั่น ตึกราบ้านช่องที่เปลี่ยนแปลง แต่มันก็เป็นแค่ภายนอก จิตวิญญาณมันก็คงเหมือนเดิม นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมงานของผมบางครั้งถึงยังเหมือนว่าทำซ้ำสิ่งเดิม

Beatrice Zamponi : อย่างเช่นว่า มีรูปหมาจรจัดที่คุณถ่ายเอาไว้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มันคือการถ่ายตัวตนของคุณ อย่างนั้นหรือเปล่า?

Daido Moriyama : หมามันจะมองเห็นทุกอย่างเป็นขาวดำ และงานของผมส่วนใหญ่ก็เป็นภาพขาวดำ แต่มันก็ไม่ใช่มุมมองของผมทั้งหมดหรอก บางครั้งถ้าผมเข้าไปอยู่ในตรอกแคบๆ ผมก็จะมองเป็นเสมือนแมลงที่มองไปรอบๆด้าน แต่ยังไงสัตว์ที่ผมชอบก็มักจะเป็นหมาป่า เพราะผมบอกได้เลยว่าความรู้สึกผมข้างในมันคล้ายกับหมาป่า เวลาที่ผมอยู่ท่ามกลางผู้คน ผมวางท่าทีเหมือนนักล่าที่พยายามค้นหาอย่างจริงจัง

Beatrice Zamponi : “พิธีชงชา นับได้ว่าเป็นการพบปะกันที่ไม่เหมือนใคร เพราะถึงแม้ว่าเจ้าบ้านและแขกจะเป็นคนเดิมที่เคยเจอกันแล้ว แต่เมื่อต้องมาเจอกันใหม่ มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต” นี่เป็นคำพูดของ Yamanoue Soji ศิษย์ของปรมาจารย์ด้านชาอันเลื่องชื่อ Sen no Rikyu ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันเป็นคำอธิบายหลักปรัชญาของคุณเช่นกัน มันดูจะเป็นอย่างนั้นมั๊ย?

Daido Moriyama : ช่วงเวลาและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือจุดเริ่มต้นของงานผม ไม่มีช่วงเวลาใดที่เทียบได้กับของใคร แม้แต่คุณจะทำซ้ำสิ่งเดิมๆก็ตาม การถ่ายภาพทำให้ผมสามารถอธิบายความปัจเจกในการมีชีวิตอยู่ของผม อะไรที่ผมรู้สึกถึงช่วงเวลาที่แตกต่างจากคนอื่น มันเป็นความรู้สึกถึงประสบการณ์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

Beatrice Zamponi : งานภาพถ่ายของคุณ ทำให้ชาวญี่ปุ่นได้รู้จักนั้น เป็นการปฏิวัติวงการโดยหันเล่าเรื่องเหมือนกับการเขียนไดอารี่ การถ่ายภาพกลายเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่คุ้นเคยที่สุดและเล่าเรื่องธรรมดาๆที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ซึ่งมันก็สื่อความหมายของ “ปัจเจก” ภาษาแบบนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ภาพถ่ายมันมีชีวิตชีวามากกว่า ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น?

Daido Moriyama : ผมถ่ายภาพหลายๆอย่างที่คนอื่นๆอาจจะมองข้าม สิ่งเหล่านี้ทำให้งานของผมโดนใจผู้คน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวส่วนตัวของผมก็ตาม แต่มันก็เป็นความจริงที่แตกต่างที่สามารถเข้าใจกันได้ในภาพเดียวกัน

domus-P041-045_2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

Beatrice Zamponi : ทุกวันนี้การถ่ายภาพของคุณเปลี่ยนไปมั๊ย?

Daido Moriyama : สิ่งที่แตกต่างออกไปก็แค่กล้องเท่านั้น ผมใช้กล้องเล็กๆ กล้องดิจิตอลคุณภาพต่ำ ผมชอบภาพที่คุณภาพต่ำในสมัยนี้ เวลาที่ผมเข้าไปในที่คนเยอะๆ และคนเหล่านั้นก็อยู่ใกล้ๆผม ผมจะใช้กล้องถ่ายภาพที่มีฟอร์แมตภาพแนวนอน ซึ่งส่วนใหญ่มันจะถ่ายภาพแบบออโต้หมด เมื่อเร็วๆนี้เอง ผมทำงานซีรีย์ใหม่ เป็นภาพในแนวตั้ง ซึ่งมันทำให้ดูแตกต่างไปเลย เพราะผมต้องคิดเยอะขึ้น

Beatrice Zamponi : คุณคิดยังไงกับวงการภาพถ่ายในอนาคต? คุณเองเป็นที่รู้จักกันดีว่า คุณเป็นคนที่มีประสบการณ์การอัดภาพเองแบบดั้งเดิม คุณคิดเห็นยังไงกับเทคโนโลยีอนาลอค มันจะถูกลืมไปหมดหรือเปล่า?

Daido Moriyama : มันยังคงอยู่นะ เพราะยังมีคนที่ยังเชื่อในสิ่งนั้นมากๆ และยังคงสืบต่อความรู้นั้นต่อไป และผมประทับใจมากกับแนวทางของคนเหล่านั้น ผมเองไม่ได้ทำอย่างนั้น เพราะปัญหาของผมเองที่เกี่ยวกับขั้นตอนการถ่ายภาพของผม ซึ่งตอนนี้ผมต้องหันมาทำงานด้วยดิจิตอลแทน แต่ตราบเท่าที่มันยังมีกล้องอยู่บนโลก ผมก็ยังคงถ่ายภาพต่อไป ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับผม

 

ตารางการ Workshop ของกลุ่ม APF ทั่วโลกตลอดปี 2016

กลุ่ม APF Photo Feature ซึ่งเป็นกลุ่มช่างภาพสตรีทระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ ประกาศตารางการ Workshop การถ่ายภาพสตรีทตลอดปี 2106 ออกมาแล้ว โดยมีการ Workshop ทั่วโลกทั้งหมด 12 ครั้ง รวมถึงที่กรุงเทพด้วย

การ Workshop แต่ละครั้งจะใช้เวลา 3 วัน เน้นเรื่องมุมมองของการถ่ายภาพสตรีท วิธีจัดการกับแสง การวาง Composition การเล่าเรื่องด้วยภาพถ่าย การทำโปรเจค การค้นหาสไตล์ของตัวเอง การกวาดสายตาสังเกตโดยรอบ

ซึ่งในแต่ละ Workshop จะมีทั้งภาคทฤษฏีและปฎิบัติ ผู้ที่เข้าร่วมจะต้องนำกล้องดิจิตอลที่ใช้เลนส์ Fixed มุมกว้าง ดีที่สุดคือระยะ 35mm. ไม่ควรนำเลนส์ Tele หรือ Zoom มาใช้ , คอมพิวเตอร์แลปท็อปที่มีโปรแกรมสำหรับ Edit ภาพได้

ราคาในการ Workshop แต่ะละครั้ง : $200 / Rs 12,500

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ contact@artphotofeature.com

คลิกอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่

number160

 

Street Photo Thailand เปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ประจำปี 2016

Street Photo Thailand ถือว่าเป็นหนึ่งกลุ่มช่างภาพสตรีทแถวหน้าของเมืองไทย และยังถือว่าเป็นกลุ่มที่ช่วยกรุยทางให้การถ่ายภาพสตรีทได้เป็นที่รู้จักในเมืองไทยด้วย หลังจากเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ทางกลุ่มได้ประกาศสมาชิกใหม่ที่ได้รับเชิญเข้ากลุ่ม Street Photo Thailand นั่นคือ พี่ Rammy Narula หนึ่งในช่างภาพสตรีทระดับนานาชาติที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม APF Photo Feature ด้วย

นอกจากนี้ทางกลุ่ม Street Photo Thailand ก็ได้เปิดให้ Submission สำหรับสมาชิกใหม่เพิ่มเติมอีกในปีนี้ โดยให้ส่งงาน 15-20 รูป พร้อมไฟล์ประวัติส่วนตัว (ซึ่งทางกลุ่มเปิดรับช่างภาพทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย) ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2559 รายละเอียดสามารถคลิกเข้าไปที่ลิ้งค์นี้ได้เลย

ส่วนสมาชิกดั้งเดิม ปัจจุบันมีทั้งหมด 16 ท่าน ที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากในปีที่ผ่านมา เช่น ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ , พงศธร ลีลาประชากุล เป็นต้น

Screen Shot 2559-01-15 at 11.07.36 AM

 

 

Observe Street Fight เปิดโหวต Golden Gloves Award ภาพสตรีทที่ดีที่สุดประจำปี 2015

กรุ๊ป Obeserve Street Fight เป็นกรุ๊ปแข่งขันภาพสตรีทที่สนุกและฮิตที่สุดของใน Flickr.com  จัดโดยกลุ่ม Observe Collective ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มแนวหน้าของวงการสตรีทโลกยุคนี้ โดยจะมีการเฟ้นหาภาพสตรีทที่น่าสนใจมาจับคู่แข่งขันกันในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งตอนนี้ทางกรุ๊ปก็ได้นำเอารูปที่ชนะทั้งหมดตลอดทั้งปี 2015 มาจัดลงหมวดหมู่ต่างๆเพื่อเปิดโหวตรางวัล Golden Gloves Award  ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่มีการเปิดโหวตรางวัลนี้ โดยปีนี้มีสตรีทไทยเข้าชิงในสาขาต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

นพดล ไมตรีจิตร์   จาก Loopers Collective สาขา Action

#02

 

อิศเรศ เฉลิมโสภาณ  จาก สยาม.มนุษย์.สตรีท สาขา Sleeping

Dreamer

 

อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล จาก สยาม.มนุษย์.สตรีท สาขา Color

 

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ จาก Street Photo Thailand สาขา Repetition/Sequence

Siam Park City

 

นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective สาขา Unpeopled

For Sale

 

นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective สาขา Decisive Moment

#14

 

พงศธร ลีลาประชากุล จาก Street Photo Thailand สาขา Humor

Bangkok, Thailand 2015

 

นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective สาขา Reflections

_DSC1337

 

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ จาก Street Photo Thailand สาขา Scale

Shadow of the Colossus

 

Mr Ping Sricham สาขา Backs


Rammy Narula และ เจษฎา อินเอก จาก Street Photo Thailand สาขา Graphic

https://flic.kr/p/qpTXfh

935

 

Kölner Dom

 

Rammy Narula จาก Street Photo Thailand สาขา Perspective Trick

 

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ จาก Street Photo Thailand และ นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective ( 2 ภาพ ) สาขา Silhouette/Shadow

Freedom

#15



นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective , Rammy Narula  และ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ จาก Street Photo Thailand สาขา Hands/Legs

swimming pool  No.3

https://flic.kr/p/u232bM

Lizard man

 

นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective และ Rammy Narula จาก Street Photo Thailand สาขา Beach

#03

 

San Francisco, USA 2015

San Francisco, USA 2015

 

Bangkok, Thailand 2014

Share

Framing  Special thank :  Mr.Lightman1975

 

Yamanashi, Japan 2015

 

#15 White Walker

 

Rammy Narula จาก Street Photo Thailand ( 2 ภาพ ) สาขา Windows

Platform 10

 

Pomegranate man

San Francisco, USA 2015

 

กด LIKE คำชมที่จริงใจ หรือ หลอกลวง (โหมดพัฒนาถ่ายภาพสตรีท)

บทความ : อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

จากคอลัมน์ In my opinion ใน SPTEP ฉบับที่ 18 คลิกอ่านต้นฉบับ

มีหลายๆคนที่เริ่มต้นถ่ายภาพสตรีท แล้วมักจะมาบ่นกับเราว่า “ไม่ค่อยมีคน Like รูปเลย รู้สึกไม่มั่นใจ” ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติมากๆสำหรับการเริ่มต้นถ่ายภาพไม่ว่าประเภทไหน ที่ย่อมต้องการการยอมรับ ต้องการ “คำชม” ในสิ่งที่เราตั้งใจทำ ตั้งใจฝึกฝน เพื่อสร้างความมั่นใจให้อยากจะพยายามทำต่อๆไป ประหนึ่งการพยายามปีนเขาที่สูงชัน

สมัยเราเด็กๆ สักประมาณป.3 ที่โรงเรียนเริ่มมีให้เรียนวิชาดนตรีสากล ตอนที่เราเริ่มเรียนเกี่ยวกับการอ่านโน้ตเพลง ก็รู้สึกว่าตัวเองว่า เออ.. อ่านเป็นแล้ววุ๊ยยย เพื่อนครึ่งห้องยังอ่านไม่ได้เลย (ในทางกลับกัน วิชาอื่นๆก็คือนั่งมึนๆไปตั้งแต่เด็กยันโต) พอมันเริ่มมี ”คำชม” จากอาจารย์จากคนรอบข้างด้วยแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าเออ ฉันชอบสิ่งนี้แหล่ะ แล้วก็เลือกที่จะทำสิ่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ อันนี้เป็นหลักการสำคัญที่จะปลูกฝังเด็กๆให้รักในสิ่งไหนไปตลอด

หันมามองที่การถ่ายภาพสตรีท สำหรับเราแล้ว มันเป็นการถ่ายภาพที่ยากที่สุดในบรรดาการถ่ายภาพหลายๆประเภท เพราะนอกจากต้องมีมุมมองด้านศิลปะ , เครื่องมือ , ความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่พร้อมแล้ว ยังต้องมีความรวดเร็วในการตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุด.. “ดวง”

แต่ความหมายของภาพถ่ายแนวสตรีท ยังเป็นปัญหาคลาสสิคถึงการขาดความเข้าใจในวงกว้าง ทำให้คำว่า “ภาพสตรีท” ในหัวแต่ละคนแตกต่างกันไป โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้ศึกษาในการถ่ายภาพสตรีทอย่างลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นเราจะพบเห็นกันบ่อยๆแม้แต่ในกลุ่มถ่ายภาพหลายๆกลุ่มที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงด้านการถ่ายสตรีท ก็ยังมีความเข้าใจในความหมายของ “ภาพสตรีท” บิดเบี้ยวไป เพราะฉะนั้นได้รับการยอมรับ หรือ “คำชม” ที่มือใหม่มองหา จากความเข้าใจที่ยังไม่ตรงกัน ก็อาจจะทำให้การเริ่มต้นของพวกเขาผิดเพี้ยนไปได้ ซึ่ง “คำชม” ที่ว่านี้ ถ้ามาจากจุดเริ่มต้นที่ดี มันก็เป็นประหนึ่งกระติกน้ำเย็นที่เหน็บไว้ข้างนักปีนเขา

ทุกวันนี้ เราทุกคนมีโลกอยู่สองใบขนานกันไปในแต่ละวัน ทั้งโลกจริงและโลกเสมือนบนออนไลน์ ซึ่งไอ้กิจกรรมต่างๆของการโพสภาพต่างๆสมัยนี้ มันก็มักจะไปอยู่ในโลกออนไลน์ ดังนั้น ไอ้กระติกน้ำเย็นกระติกนั้น หรือ “คำชม” มันก็เลยไปแปะอยู่ในโลกที่เราไม่แน่ใจว่า มันคือกำลังใจที่แท้จริง หรือหลอกลวงให้เรายิ่งหลงทางกันแน่

ตอนเริ่มถ่ายภาพสตรีทแรกๆ เราเองก็ไม่ต่างจากทุกๆคน คือนอกจากจะต้องอาศัยความเข้าใจในการถ่ายสตรีทที่แทบจะเปลี่ยนวิธีคิดทุกอย่างแล้ว ตอนเริ่มนี่ก็อายุเยอะด้วย ปกติก็เป็นคนหัวไปได้ช้ากว่าชาวบ้าน ทำให้การปีนเขานี้ เป็นการปีนที่มันยากลำเค็ญ อุ้ยอ้าย ไอ้กระติกน้ำเย็นที่ว่านี่แทบจะเรียกว่าเป็นกระติกที่ว่างเปล่าก็ว่าได้ โพสภาพที่ตั้งใจถ่ายไปทีนึง กริบ.. เลยทีเดียว แต่การ Like ที่ว่านี้ เราควรมานับเป็น “คำชม” ที่ยอมรับได้หรือไม่? วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องนี้ล่ะ

ความหมายของการกด Like

ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง The Social Network หนังของ David Fincher เมื่อปี 2010 ก็คงจะเข้าใจดีว่า การกด Like ใน Facebook มันมีต้นทางไอเดียหนึ่งมาจากโปรแกรมการเลือกระหว่าง ชอบ หรือ ไม่ชอบ ( Hot or Not ) เช่น ผู้หญิงคนนี้ “สวยหรือไม่สวย” ในความหมายลึกๆมันก็คือการ “ตัดสิน” ว่าอะไรดีกว่าอะไรไปในตัว นี่คือรากเหง้าของมัน

แต่ในการการ”ตัดสิน”นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการตัดสินการประกวดอะไรก็ตาม กรรมการตัดสินย่อมต้องมีคุณวุฒิในสิ่งนั้นๆ เป็นที่ยอมรับ ยิ่งกรรมการตัดสินน่าเชื่อถือเท่าไหร่ การประกวดนั้นก็ยิ่งได้รับการยอมรับในวงกว้างมากเท่านั้น

ถ้าเราลองวิเคราะห์ไปว่า กรรมการคนนั้นๆน่าเชื่อถือแค่ไหน?  อย่างที่พูดถึงเรื่องกลุ่มถ่ายภาพต่างๆเอง สมมติว่าแนวทางการถ่ายภาพของกลุ่มนั้นๆเป็นแนวอื่นๆ เช่น แนว Landscape หรือ Portrait วิธีคิด ความชอบในงานของช่างภาพในกลุ่มนั้นๆก็อาจจะแตกต่างออกไปก็ได้ ไม่ได้แปลว่ากรรมการคนนั้น จะสามารถตัดสินได้ในทุกแนวทาง การ Like หรือ ไม่ Like นั้น อาจจะเป็นคำหลอกให้เราหลงทางไปไกล

หรืออย่างเช่นเพื่อนใน Facebook เรา ใน Instagram เรา น่าเชื่อถือแค่ไหนที่จะบอกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ ดีหรือไม่ดียังไง? เช่น แฟนเราก็อาจจะต้องบอกว่าภาพเราสวย ทั้งๆที่เขาไม่รู้จักว่าภาพสตรีทที่ดีคือแบบไหน? หรือเพื่อนเราที่อาจจะชอบภาพวิวสวยงาม ก็อาจจะเข้ามาด่าว่า “มึงถ่ายอะไรของมึงวะ” ก็ได้เช่นกัน

ในอีกกรณีนึง ในความหมายของการกด Like มันไม่ได้แปลตามความหมายในพจนานุกรมว่า Like แปลว่า “ชอบ” เช่น เราอาจจะชอบสาวคนนึงใน Facebook  แต่เราอาจจะไม่ได้สนใจคอนเทนต์ที่สาวคนนั้นโพสสักเท่าไหร่หรอก การกด Like เป็นเสมือนการบอกคนนั้นว่า “ช่วยหันมาสนใจฉันหน่อย” ก็เป็นได้

หรือในมิติของการกด Like ซับซ้อนขึ้นไปอีก เช่น เราอาจจะโพสคำว่า “วันนี้โสด” แล้วคุณภรรยาก็เข้ามากด Like ในมิตินี้ คุณภรรยาคงไม่ได้มีความหมายว่า “ชอบ” คำพูดเราแน่ๆ แต่มันมีความซับซ้อนกว่านั้น เป็นต้น

เมื่อเห็นแล้วว่าตัวแปรที่จะทำให้ผลลัพธ์แตกต่างนั้น มีมากเหลือเกิน เราอาจจะต้องควบคุมตัวแปรนั้นใหม่ทั้งหมด เช่น การเปิด Account ใน Flickr ( คอมมูนิตี้ภาพถ่ายบนออนไลน์ที่ใหญ่มโหฬาร และมีชาวสตรีทจากทั่วโลกไปสุมหัวกันอยู่ในนั้นมากที่สุด ) เพื่อการโพสภาพสตรีทอย่างเดียว และส่งรูปนั้นๆเข้าไปในกรุ๊ปที่เกี่ยวกับภาพสตรีทเพื่อฟังการวิจารณ์จากช่างภาพที่เข้าใจงานภาพถ่ายสตรีท วิธีแบบนี้ก็เป็นการควบคุมตัวแปรในระดับหนึ่ง ผลที่ได้ ก็เสมือนการสร้างการประกวดที่มีกรรมการที่น่าเชื่อถือสำหรับงานของเราเอง

กรุ๊ปใน Flickr ที่โดดเด่นในด้านการให้คำวิจารณ์อย่างเช่น Street & Repeat 105 กรุ๊ปนี้ก่อตั้งโดยช่างภาพสตรีทรุ่นใหม่จากหลายๆประเทศมารวมตัวกัน ในแต่ละเดือน ทางกรุ๊ปจะแจกโจทย์ให้ทำทุกๆสองสัปดาห์โดยโจทย์จะถูกตั้งและคัดเลือกโดยช่างภาพสตรีทชื่อดังระดับโลก เมื่อเราส่งรูปแล้ว ทางกรุ๊ปจะ Approve ก่อนว่าเป็นไปตามกฏของการถ่ายสตรีทและของกลุ่มหรือไม่ เมื่อผ่านการ Approve แล้ว ภาพจะได้รับการวิจารณ์โดยช่างภาพในกรุ๊ปหลายๆคน ซึ่งคำวิจารณ์เหล่านี้ ตรงมาตรงไปทั้งในเชิงการถ่ายสตรีทและการตีความของโจทย์ด้วย

นอกจากใน Flickr เองแล้ว ใน Facebook เองก็ยังมีกรุ๊ปที่เปิดกว้างในการฝึกฝนอีกอย่างเช่น Street Photo Thailand เอง ก็สามารถโพสได้ โดยขั้นแรกจะต้องผ่านการ Approve จากแอดมินก่อน ว่าเป็นภาพสตรีทและตรงตามกฏหรือไม่ นอกจากนี้ก็ยังสามารถขอความคิดเห็นจากแอดมินได้เช่นกัน

จากที่เล่ามาทั้งหมด จะเห็นว่า การที่เรายังยึดติดหรือมองหา Like ในโลกนี้ อาจจะต้องนั่งคิดทบทวนกันใหม่ว่า แต่ละ Like นั้น กำลังพาเราไปไหน? ภาพที่มีการกด 1,000 Like ไม่ได้แปลว่ามัน “ดี” หรือเป็นคำชมเสมอไป มันมีความซับซ้อนอยู่ในนั้นอีกมาก การที่ได้ Like น้อย ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ไป และอย่าไปคิดว่ามันคือทุกสิ่งที่เราต้องการ เพราะสิ่งสำคัญกว่านั้น.. ทั้งหมดที่คุณกำลังถ่ายภาพสตรีทอยู่ คุณทำมันเพื่อใคร? เพื่อสร้างงานที่ตัวเองชื่นชมหรือเพื่อคนอื่นๆมาชื่นชม?  นี่คือความเห็นของเรานะ คุณคิดเห็นกันว่าอย่างไร?

 

ภาพประกอบ Katie Sayer

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ คว้าอันดับ 1 รางวัล LACP Second Annual Street Shooting 2016

สถาบัน Los Angeles Center of Photography หรือ LACP ประกาศผลรางวัล LACP Second Annual Street Shooting 2016 ที่มีการประกาศรับสมัครไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีช่างภาพสตรีทส่งภาพประกวดทั้งหมด 142 คน 1,250 ภาพจากทั่วโลก มีการคัดเลือกเข้ารอบทั้งหมด 50 ภาพจาก 29 ช่างภาพ ล่าสุดได้ประกาศผลแล้ว โดยมี Matt Stuart ช่างภาพสตรีทระดับโลกจากกลุ่ม iN-PUBLIC เป็นกรรมการตัดสิน

และผู้ชนะรางวัลที่ 1 ได้แก่ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ จากกลุ่ม Street Photo Thailand ได้รางวัล เงินสด $1,000 และได้รับเชิญให้โชว์ผลงานในงาน “Street Shooting Around the World” ซึ่งจะจัด Exhibition กันในวันที่ 12 กุมภาพันธ์  ที่จะถึงนี้ ที่ Los Angeles Center of Photography แคลิฟอร์เนีย อเมริกา

นอกจากนี้ อิศเรศ เฉลิมโสภาณ (กบ) หนึ่งในสมาชิกของ สยาม.มนุษย์.สตรีท ได้เข้าร่วมโชว์ภาพในงานนี้เช่นกัน ขอแสดงความยินดีกับสตรีทไทยทุกคนด้วยครับ

 

 

มาดูกันว่า Ernesto Peña Sanz ถ่ายภาพสตรีทด้วย iPhone อย่างไรให้ได้ภาพสุดยอด

แปล/เรียบเรียง : อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ( Sun )

สัมภาษณ์ : Kate Wesson

ตั้งแต่เราเริ่มทำ สยาม.มนุษย์.สตรีท มา มีหลายๆคนเข้ามาถามว่า จำเป็นแค่ไหน? ว่าต้องใช้กล้องดีๆ หรือควรใช้กล้องอะไรดี? ในความเป็นจริงแล้ว การถ่ายภาพแนวสตรีทนี้มีหัวใจนึงที่มันค่อนข้างยืดหยุ่น ก็คือเราสามารถถ่ายภาพด้วยกล้องอะไรก็ได้! แน่นอนว่า iPhone ก็เป็นกล้องแบบนึงที่หลายๆคนมีอยู่กับตัวอยู่แล้ว วันนี้เลยอยากนำเสนอในมุมนี้ว่า แม้แต่ iPhone ก็สามารถถ่ายงานสตรีทให้ดีๆก็ได้

เราขอนำเอาบทสัมภาษณ์  “How Ernesto Peña Sanz Shoots Incredible iPhone Street Photography” ซึ่ง Kate Wesson ได้ทำการสัมภาษณ์ช่างภาพสตรีทที่ใช้กล้อง iPhone ชื่อว่า Ernesto Peña Sanz เอาไว้ในเวบ iphonephotographyschool.com 

ต้องขอขอบคุณ Kate Wesson ที่อนุญาตให้พวกเรานำเสนอบทสัมภาษณ์นี้ในเวอร์ชั่นภาษาไทย ลองมาติดตามกันดูครับ

 

มาดูกันว่า Ernesto Peña Sanz ถ่ายภาพสตรีทด้วย iPhone อย่างไรให้ได้ภาพสุดยอด

เราค่อนข้างตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอบทสัมภาษณ์ของ Ernesto Peña Sanz ซึ่งเคยฝากผลงานอันน่าตื่นตาตื่นใจในการถ่ายภาพสตรีทด้วย iPhone มาแล้ว งานของเขามี Contrast ของภาพที่เจ๋งมาก ไม่ว่าจะเล่นกับเงาหรือซิลูเอทย้อนแสงก็น่าดึงดูดสายตาคนที่ได้ดูเอาเสียจริงๆ

บทสัมภาษณ์นี้คุณจะได้รู้จัก Ernesto ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงว่าเขาใช้ iPhoneในการจับภาพโมเม้นท์ที่แปลกๆนี้ได้อย่างไร.

Kate : ลองแนะนำตัวคุณสักนิดนึง

Ernesto : ผมมาจากสเปนครับ อยู่ที่พินโต เมืองเล็กๆทางใต้ของกรุงแมดริด ทำงานบริษัทระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับธุรกิจออกแบบเครื่องบินครับ

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-9

ความชอบในงานศิลปะและภาพถ่ายของผมนี่เป็นแค่งานอดิเรกครับ ความรู้ไม่ได้มีมากมายอะไร แต่ต้องขอบคุณโอกาสที่ได้เจออะไรแปลกๆ ขอบคุณเพื่อนๆ หนังสือที่ได้อ่าน และข้อมูลมากมายที่สามารถค้นคว้าได้ในอินเตอร์เนต

Kate : คุณเริ่มหันมาถ่ายภาพด้วย iPhoen เอาตอนไหน?

Ernesto : ผมสนใจที่จะถ่ายภาพจริงๆตอนที่ได้ iPhone 4 มา ผมตื่นเต้นมากที่มันสามารถถ่ายรูปคุณภาพสูงได้อย่างง่ายๆ และถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-12

ผมประทับใจกับการปรับแต่งภาพต่างๆด้วยแอพที่มีอยู่ใน App Store ทั้งหลาย

Kate : อะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณถ่ายภาพด้วย iPhone?

Ernesto : ผมคิดว่าแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผมอยากถ่ายภาพนั้นๆคือ “แสง” ลึกๆแล้วผมเชื่อในการที่แสงจะทำให้สิ่งต่างๆมันดูสวยงาม ถ้าเป็นวันที่แสงแดดดีๆ ผมจะมองหาจุดที่แสงส่องไป หรือไม่ก็เงาที่น่าสนใจ พาดเป็นเส้นเป็นทรงต่างๆ

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-19

แรงบันดาลใจของผมมาจากแกลอรี่งานศิลปะภาพต่างๆที่ผมได้เห็นจากงานของช่างภาพมากมายที่ผมชอบ ไม่ว่าจะเป็นงานภาพวาด งานศิลปะดิจิตอล หรือแม้แต่ภาพยนตร์เองก็ตาม

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-6

Kate : หลักๆแล้วคุณถ่ายภาพแนว Street Photography. อะไรที่ดึงดูดให้คุณชอบแนวนี้?

Ernesto : คือว่า ถ้าคุณไม่ได้อยู่ใกล้ๆทะเล หรืออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ วิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ทางเลือกที่คุณจะมีก็คือ ภาพถ่าย Portraits และอะไรที่คุณสามารถมองหาได้บนท้องถนน

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-17

ถ้าพูดถึง Portraits คุณก็ต้องการแบบสักคนเพื่อจะได้ถ่ายภาพได้ แต่ถ้าคุณออกไปข้างนอก มองหาอะไรที่น่าสนใจบนท้องถนน อันนั้นดูจะเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-24

แต่จริงๆแล้ว ส่ิงที่ดึงดูดให้ผมถ่ายภาพสตรีทคือ ความท้าทายที่จะได้ภาพนั้นๆ มันอาจจะหายไปได้ภายในพริบตา ผมชอบมาหารายละเอียดที่ต้องคอยสังเกตดีๆ แล้ววางตำแหน่งภาพให้ดี ให้ส่วนประกอบต่างๆมันลงตัวอยู่ในภาพ ซึ่งมันค่อนข้างเหมือนผมกำลังเล่นเกมอยู่

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-34

Kate : Street Photography มันคือเรื่องของการเล่าเรื่อง จับช่วงเวลาของคนแปลกหน้าที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ คุณทำอย่างไรที่จะให้เรื่องนั้นมันมีพลังที่จะบอกเล่าออกมาผ่านภาพถ่าย?

Ernesto : ยิ่งเกิดคำถามเท่าไหร่ในภาพ ยิ่งทำให้เรื่องนั้นน่าสนใจขึ้น ภาพที่ตั้งคำถามให้กับคนดูได้คิดต่อได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น? เพราะฉะนั้น ควรพยายามที่จะมีบริบทของความลึกลับอยู่นิดๆในภาพนั้นๆ

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-33

มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับที่จะจับภาพในโมเม้นท์แบบนั้น ในขณะที่คุณกำลังคอยมองหาอยู่ มันก็เป็นการฝึกที่จะได้โมเม้นท์นั้นไปด้วย

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-36

Kate : สิ่งสำคัญที่ท้าทายการถ่ายภาพสตรีทคือการถ่ายภาพผู้คนที่ไม่รู้จัก คุณจัดการกับเรื่องนี้ยังไงและเวลาที่เจอปัญหากับคนแปลกหน้า คุณจัดการกับปัญหายังไง?

Ernesto : สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณควรจะให้เกียรติคนที่คุณไปถ่ายเขา แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือคุณต้องเข้าใจก่อนว่า คุณไม่ได้ทำอะไรผิด การเดินถ่ายรูปบนท้องถนนนี่ไม่ใช่ว่าเราไปทำอะไรไม่ดี

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-41

การใช้กล้องที่มันเล็กๆอย่าง iPhone มันก็เป็นส่วนที่ช่วยให้คนไม่ค่อยสนใจกับเราที่ถือมือถืออยู่ แต่ผมค่อนข้างโชคดีที่ผมไม่เคยมีปัญหาอะไรแย่ๆเวลาไปเดินถ่ายคนตามท้องถนนเลย

Processed with VSCOcam with a4 preset

Kate : ในภาพของคุณนี่ มีแสงที่สวยอย่างเหลือเชื่อเลย หลายๆรูปก็เล่นกับภาพเงาแบบต่างๆ คุณมีวิธีอะไรในการจับภาพแนวๆนี้

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-15

Ernesto : ส่วนใหญ่ ภาพของผมจะเป็นเกี่ยวกับแสง ถ้าผมเจอแสงสวยๆที่ไหนผมจะรอให้มี Subject หรือการเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างตรงนั้น

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-20

ผมชอบ Contrast ระหว่างแสงและเงาต่างกันมากๆ เวลาที่ดีที่สุดสำหรับถ่ายประมาณนี้คือช่วงระหว่างวัน ช่วงที่แสงแดดแข็งๆ จะทำให้เกิดเงาที่มันชัดเจน

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-29

แต่ถ้าผมอยากเล่นกับเงา เล่นกับเลขาคณิตของตึกราบ้านช่อง มันจะดีกว่าถ้าถ่ายในช่วงที่แดดเริ่มคล้อยแล้ว ประมาณช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์จะตก

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-14

การจะถ่ายให้ได้ภาพที่ Contrast สูง คุณจะต้องวัดแสงที่ส่วนไฮไลท์ ไม่ให้มันสว่างเกินไป วิธีนี้จะทำให้ส่วนที่เป็นเงามันจะดำ โดดเด่น และเกิดเป็น Contrast ระหว่างส่วนที่มืดกับแสง

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-22

Kate : ภาพของคุณดูผสมกันทั้งภาพสีและภาพขาวดำ อะไรที่ทำให้คุณเลือกจะทำเป็นภาพขาวดำมากกว่าภาพสี? และคุณดูจากอะไรที่คิดว่าภาพนี้เป็นภาพขาวดำแล้วจะดูดีกว่า?

Ernesto : ผมชอบภาพขาวดำมากครับ แต่บางครั้งภาพสีก็ช่วยให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าภาพขาวดำ บางครั้งผมก็พยายามจะให้มัน Match สีเดียวกันหลายๆ Subject ในเฟรมเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าผมอยากได้อะไร สุดท้ายแล้วมันควรจะเป็นภาพสีหรือขาวดำ ถ้าเกิดสถานที่ถ่ายนั้นมันมีลายเส้น มีรูปทรงสวยๆอยู่ในภาพ 99% เลยที่ผมจะทำให้มันเป็นภาพขาวดำ จะช่วยให้ภาพดูสวยขึ้น

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-38

Kate : ใน Instagram ของคุณ ภาพที่คุณโพสมันจะเป็นเฟรมแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้ามากกว่าที่จะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบปกติใน Instagram ที่คนอื่นๆโพสกัน ทำไมคุณถึงเลือกที่จะโพสเฟรมแบบนี้?

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-37

Ernesto : ส่วนใหญ่คนจะใช้เฟรมแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผมก็เคยใช้แบบนี้เมื่อนานมาแล้ว แต่พอผมได้ไปอ่านเกี่ยวกับการวางตำแหน่งภาพ (Composition) ผมก็เลยพบว่า เฟรมแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสมันค่อนข้างน่าเบื่อ ถ้าเกิดผมอยากได้ภาพที่มันมีบาลานซ์มากๆ แนวนอนของสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้ความรู้สึกที่ดีกว่าสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือถ้าผมต้องการมุมมองจากด้านบนลงล่าง แนวตั้งของสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ช่วยให้ดูดีกว่าเช่นกัน

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-25

ผมเข้าใจว่าภาพแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าอาจจะไม่ฮิตเท่าไหร่ใน Instagram แต่ผมไม่แคร์หรอก มันเป็นวิธีที่ผมคิดว่าจะทำให้ภาพของผมดูดีขึ้น

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-32

Kate : มาคุยกันเรื่องแอพเกี่ยวกับรูปดีกว่า คุณใช้แอพอะไรบ้างในการถ่ายภาพด้วย iPhone ที่นอกจากแอพถ่ายรูปที่อยู่ในเครื่อง?

Ernesto : ผมใช้ “Camera+” ก่อนจะไปใช้แอพ “ProCamera” กับ “Hipstamatic” ครับ แต่ตอนนี้ผมกลับไปใช้แอพเที่ติดมาในเครื่องเพราะผมว่าแอพเดิมๆมันไม่มีปัญหากดชัตเตอร์แล้วช้า

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-4

ผมชอบโทนภาพขาวดำแบบฟิล์มในแอพ Hipstamatic ซึ่งผมรอแอพเวอร์ชั่นใหม่ Hipstamatic 300 อยู่ อันนั้นจะทำให้ผมใช้เฟรมแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าได้ด้วย

Kate : แอพไหนที่คุณเอาไว้แต่งภาพ?

Ernesto : ส่วนใหญ่ผมใช้ “Snapseed” และ “Filterstorm” , “FrontView” และ “SKRWT” ซึ่งมันเจ๋งมากในการแก้ปัญหาความเบี้ยวของภาพต่างๆ

บางครั้งผมก็ใช้ “Mextures” หรือ “Lo-Mob” ถ้าผมอยากจะใส่ความหยาบของภาพลงไปให้ดูเป็นฟิล์ม

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-13

Kate : คุณใช้ Accessories อื่นๆคู่กับ iPhone ด้วยหรือเปล่า?

Ernesto : ผมใช้แค่หูฟังซึ่งมันสามารถกดที่ตรงกดรับสายเพื่อเป็นการกดชัตเตอร์ได้ด้วย และบางทีผมก็ใช้เคส COVR Photo (เป็นเคสที่ทำให้ถ่ายแล้ว Subject ดูไม่ออกว่าเรากำลังจะถ่ายรูป)

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-21

Kate : คุณลองอธิบายให้หน่อยว่าขั้นตอนที่คุณใช้แอพทั้งหมดนี้ตั้งแต่แรกจนสุดท้ายได้เป็นภาพยังไงบ้าง?

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-1

Ernesto : เมื่อเดือนพฤษภาคม (2015) ผมเดินทางไปลิสโบ เป็นเมืองที่สวยมากในประเทศโปรตุเกส ผมเห็นสองคนนี้ก็เลยถ่ายรูปไปสองสามใบ รูปนี้เป็นใบสุดท้ายที่ถ่ายและคิดว่าดีที่สุด

คนผู้หญิงก้มหน้า ในขณะที่ผู้ชายหันหน้าไปทางขวา ลมพัดเส้นผมสีขาวของเขา ผมชอบความรู้สึกที่มันหดหู่ในภาพนี้

ผมใช้แอพถ่ายรูปปกติที่มีอยู่ใน iPhone ถ่ายและก็ปรับแต่งในแอพ Snapseed ให้ภาพนี้เป็นขาวดำ

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-2

ส่วนภาพนี้ ผมถ่ายที่โทเลโด ในบ่ายวันหนึ่งของเดือนเมษายนที่ผ่านมา มันมีลำแสงเฉียงๆสวยงาม เงาของเธอดูเหมือนเป็นเงาที่มาจากอีกคนหนึ่ง

ผมถ่ายภาพนี้ด้วยแอพถ่ายรูปปกติใน iPhone และแต่งภาพเล็กน้อยด้วย Snapseed

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-3

ส่วนภาพนี้ ผมถ่ายในรถไฟ ตอนที่ผมเดินทางกลับทางซาลามานกา อีกครั้งที่เงามันดูเป็นรูปหน้าคนและมีมือด้วยอยู่บนหลังของผู้ชายที่ผมดูอยู่

ผมถ่ายภาพนี้ด้วยแอพ Hipstamatic เลือกใช้โหมด Blackeys Supergrain film และ Lowy lens combo และผมใช้แอพ Tadaa SLR เพื่อเบลอพื้นหลังภาพและปรับอะไรอีกนิดหน่อยใน Snapseed

 Kate : คุณมีคำแนะนำอะไรบ้างสำหรับคนที่จะเริ่มถ่ายภาพด้วย iPhone ให้มีความครีเอทีฟมากขึ้นอย่างจริงจัง?

Ernesto : ผมคิดว่าอย่างแรก คุณต้องรู้วิธีใช้แอพต่างๆที่คุณชอบก่อน และคุณต้องโฟกัสว่า คุณชอบถ่ายภาพแนวไหนแล้วก็ลองมองหาช่างภาพที่เก่งๆในแนวนั้นๆ

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-5

ดูงานดีๆให้เยอะๆแล้วมันจะทำให้ในหัวคุณเปรียบเสมือนมีแกลอรี่งานดีๆอยู่ มีความอยากรู้อยากเห็น หาหนังสือเกี่ยวกับภาพถ่ายมาดูหรือ serach หาบล็อกเกี่ยวกับภาพถ่ายในอินเตอร์เน็ต

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-35

ถ่ายให้เยอะๆ! ทดลอง และ ความผิดพลาดคือหัวใจ เมื่อคุณผิดพลาด ลองวิเคราะห์ดูว่าเพราะอะไร? ทำไมภาพถึงไม่เวิร์ค และพยายามที่จะไม่ทำแบบนั้นซ้ำอีก อย่ารีบร้อนเพื่อจะให้ได้ผลที่ดี บางครั้งเราก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ

 Kate : ช่างภาพที่ใช้ iPhone คนไหนที่คุณชอบที่สุด?

Ernesto : ผมมีหลายคนเลยที่ชอบ ลองดูตามรายชื่อนี้ (ใน Instagram) สำหรับผู้หญิง @nazaret@orietta.gs@ellla_k@eauditalie@carmenviolich และ @ionecell.

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-40

สำหรับผู้ชาย @tonivegara@joseluisbarcia@luison or @luison_street@arridj@jl_saez@emencher@koci@masouwd@f64s125 และ @dayzdandconfuzd.

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-18

 Kate : สามารถติดตามผลงานของคุณได้ที่ไหนบ้าง?

Ernesto : ส่วนใหญ่ผมจะแชร์งานใน Instagram  @e_rnst และบางครั้งผมก็โพสใน  EyeEm และ Flickr ในชื่อเดียวกันครับ

Ernesto-Pena-Sanz-iPhone-Photos-10

 

 

สัมภาษณ์พิเศษแบบเนิร์ดๆ “น้าบอล” สกุลชัย สี่กิติกุล สตรีทคือความฟิน!

  • สัมภาษณ์ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ( Sun )
  • ภาพ โดย อิศเรศ เฉลิมโสภาณ ( กบ )

 

น้าบอล” เป็นช่างภาพสตรีทไทยคนแรกๆที่เรารู้จักว่า นี่แหล่ะ.. คนไทยที่ถ่ายภาพสตรีทจริงๆจังๆ มีงานเข้าในระดับโลกไม่น้อย งานของน้าบอลดูดวิญญาณเราตั้งแต่แว่บแรกที่มองเข้าไป องค์ประกอบภาพที่อิ่ม เต็ม พอมองไปดีๆก็จะมีเรื่องอะไรบางอย่างในภาพที่มันสะกิดเราอีกขั้นหนึ่ง ตอนที่เริ่มถ่ายสตรีท เราไม่รู้หรอกว่างานสไตล์นี้เรียกว่าอะไร แต่ก็จำได้ดีว่าคนนี้เขาถ่ายแบบนี้ เป็นช่างภาพสตรีทอยู่ที่หาดใหญ่ เงียบขรึม และเขาก็ถ่ายภาพสตรีทด้วยฟิล์มอยู่หลายภาพทีเดียว ทำให้หลังจากนั้น เราสามารถคุยกับน้าบอลได้อย่างออกรสออกชาติ ใครๆก็เรียกว่า “น้าบอล” และน้าบอล ก็ไม่ได้แก่ขนาดจนเป็นน้าจริงๆ แต่เป็นคำเรียกที่ติดปากของวงการช่างภาพที่รู้กันดี

วันนี้เราเลยจะพามารู้จัก น้าบอล สกุลชัย สี่กิติกุล หนึ่งในช่างภาพสตรีทจากกลุ่ม Street Photo Thailand

 

4250
© สกุลชัย สี่กิติกุล/Street Photo Thailand : หนึ่งในภาพที่เคยเข้า Finalist ของรายการ Miami Street Photography 2014

 

SSN : ตอนแรกน้าบอลเริ่มถ่ายภาพแนวๆไหนมาก่อน

น้าบอล : เริ่มแรกจริงๆ ไม่ได้ถ่ายสตรีทครับ ก็ถ่ายทั่วไป ถ่ายแฟน ถ่ายอะไรที่เน้น Depth of field ยังบ้าเรื่องโบเก้อยู่ (Bokeh)

SSN : น้าบอลเรียนอะไรมาครับ

น้าบอล : ศิลปากรครับ นิเทศน์ศิลป์ ศิลปากร แต่ว่าสมัยเรียนก็ไม่ได้สนใจกับเรื่องฟิล์มเลย มีวิชาเรียนก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ตั้งใจ บางทียังยืมงานเพื่อนส่ง

SSN : แล้วอะไรคือจุดที่อยากถ่ายรูป แบบก่อนหน้าจะถ่ายสตรีทด้วยนะ

น้าบอล : เรายังเป็นคนในยุคโน้น แม้ตอนนั้นดิจิตอลจะมาแล้วนะ แต่เรายังชอบฟิลลิ่งของฟิล์ม แล้วยังเชื่อว่า การเก็บภาพด้วยฟิล์มเนี่ย มันนิ่งกว่าการเก็บด้วยไฟล์ ผมไม่ค่อยเชื่อในความเป็นเทคโนโลยีเท่าไหร่ เราเก็บเป็นฟิล์มมันอุ่นใจกว่า

SSN : แสดงว่าเริ่มจากถ่ายฟิล์มก่อน ตอนนั้นใช้กล้องอะไรจำได้มั๊ยครับ

น้าบอล : มีพี่คนนึงยุให้มองที่เลนส์ก่อน ก็คือระยะ 35 เป็น Voigtlander 35 (หมายถึงเลนส์ระยะ 35mm. ของ Voigtlander)  แต่ว่าเพื่อนที่เป็นรุ่นพี่ก็ทักแล้วล่ะว่าควรจะเป็น Leica แต่ตอนนั้นเราก็คิดว่ามันไม่ต่างกันเท่าไหร่ ก็เลยซื้อมา แล้วท้ายสุดเราก็ต้องกลับมาที่ Leica 35 f/2 ( Leica Summicron 35mm. F/2 ) อยู่ดี

ถามว่าระยะ 35 ระยะ 50 ต่างกันยังไง ตอนนั้นคือยังไม่รู้เรื่องเลย เขายุมาอย่างนี้เราก็ตาม แต่ว่าพอถ่ายไปสักพักเนี่ย พี่คนเดิมเขาก็แนะนำต่ออีกว่า ลองดูงานคนนี้สิ Henri Catier Bresson เอาและ.. คือใคร ทีนี้เราก็เริ่ม Search

 

4242
© สกุลชัย สี่กิติกุล/Street Photo Thailand

 

SSN : ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของสายสตรีท

น้าบอล : ใช่ครับ ซึ่งก่อนสตรีทนี่ไปหลงใหล Medium Format มาก่อนด้วย ผมรู้สึกว่าฟิล์มมันใหญ่มาก ผลักระยะสวย มันเก็บทุกรายละเอียดได้ดี ตาม Flickr คนญี่ปุ่น ตอนนั้นยังติดเป็นงานเรียบๆนิ่มๆ

SSN : ทีนี้พอเริ่ม HCB (Henri Catier Bresson) แล้วเลยยาว?

น้าบอล : ใช่ ทีนี้เลยยาว ก็ไปตามเขา (HCB) ว่าเขาถ่ายด้วยอะไร มี 50 ด้วย ก็ไปหามาอีก

SSN : แสดงว่าน้าบอลชอบแนวคลาสสิคเลย

น้าบอล : เรียกว่าแทบจะตามรอยกันเลย ใช้เลนส์อันนี้ก็ตาม วิเคราะห์ภาพกันแบบซีเรียสเลย ตอนนั้นเขาถ่ายอย่างเงี้ย ด้วยท่าไหน

SSN : แล้วคือ HCB คนเดียวเลยหรือเปล่าที่ตามจริงจัง

น้าบอล : จริงๆก่อนนั้นก็มี Steve McCurry ก็คือไม่สตรีทซะทีเดียว แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ อะไรคือ Decisive Moment แต่เราตั้งคำถามกับรูปของ Steve ว่า ทำไมภาพคนภาพนี้ แค่มีคนเดินผ่านอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ทำไมมันถึงอิมแพคกับเรา ทำไมมันถึงตราตรึงกับความรู้สึกเรา พอมาถึงปู่อองรี (HCB) ปุ๊ป มันก็เลยบรรจบกันที่คำว่า Decisive Moment ว่ามันคือช่วงเวลาที่เหมาะสม

 

INDIA. Jodhpur. 2007.
© Steve McCurry/Magnum Photos

 

SSN : ก็เลยเริ่มเรียนรู้สตรีทจากจุดนี้ ทีนี้จุดพัฒนาต่อมาของน้าบอลคืออะไร

น้าบอล : คือเริ่มมารู้จักเพื่อนๆในเฟสบุ๊ค ก็คือ น้าต๋อง (วิสิทธิ์ กุลศิริ) ตอนนั้นยังเป็นกลุ่ม Smiley ( Smiley in public ) ซึ่งเพื่อนๆแนะนำให้ลองมาสมัครดูสิ ตอนนั้นยังเป็นสนุกๆเล่นๆ ภาพดูตลกดี อะไรแบบนี้ พอเข้ากลุ่มปุ๊ป ก็เริ่มดูงานเพื่อน ดูงานน้าต๋อง ดูงานคนโน้นคนนี้ ก็เริ่มเข้าใจทีละนิด เป็นไปตามสเตป

SSN : จุดไหนที่คิดว่า เราเริ่มเข้าใจงานสตรีท อย่างผมตอนแรกไม่เข้าใจเลย จนกระทั่งวันนึงพอเริ่มเรียนรู้ มีคนบอก แล้วเราถ่าย มันได้รูปนึงที่รู้สึกว่า เออ เราเข้าใจสตรีทบ้างแล้ว

น้าบอล : รูปแรกๆที่ผมเข้าใจ คือการเล่นกับป้าย อะไรแบบนี้ มันจะเข้าใจง่าย สื่อสารกับคนดูได้ง่าย เราจะเริ่มเข้าใจจากตรงนั้น แล้วพอเราไปเดินในหาดใหญ่ เราก็ลองบ้าง เพียงแต่ว่าในหาดใหญ่มันไม่ค่อยมีป้ายที่เท่ๆ โมเดิร์นๆ ก็เคว้งไปพักนึงเหมือนกัน สุดท้ายแล้วผมรู้สึกว่าคนที่ถ่ายสตรีท ท้ายสุดแล้วมันต้องมีรูปแรกที่เขารู้สึกว่ามันเข้าถึง แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ที่ดีหรอกนะ ถ้ามองย้อนกลับไป เพียงแต่เราต้องภูมิใจกับภาพๆแรกก่อน

ผมเล่นกับป้ายห้ามเลี้ยวซ้าย แต่บังเอิญคนเดินมาแล้วเลี้ยวซ้าย (แนว Juxtaposition การเปรียบเทียบสองสิ่งในภาพเดียวกัน) คือมันไม่มีอะไร (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นเราภูมิใจว่าเราเข้าถึงแล้ว

 

11874223_1112018468826859_2060590189_n
© สกุลชัย สี่กิติกุล/Street Photo Thailand

 

SSN : จุดนึงของคนสมัยนี้ Flickr มันคือสิ่งที่ใช้พัฒนาตัวเองในการถ่ายสตรีท น้าบอลเริ่มเล่นมานานแค่ไหนแล้ว

น้าบอล : ก็ประมาณ 4 ปีครับ

SSN : แล้วมันท้าทายตัวเองมั๊ย

น้าบอล : คือเหมือนกับพอเรารู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ เราเห็นงานเขา มันก็เป็นแรงขับลึกๆของเราเหมือนกันว่า เฮ้ย เพื่อนเขาไปกับเรื่อยๆแล้วนะ แล้วถ้าเราจะไปให้ถึงตรงนั้นได้ เราต้องจริงจังกับมัน จะมานั่งถ่ายขำๆ มันไปไม่ได้

SSN : จุดนี้อยากจะชวนคุยเหมือนกัน อย่างที่ผมทำบล็อกเนี่ย ชื่อแม่งคือ “เนิร์ด”

น้าบอล : จริงๆผมก็ “เนิร์ด” นะ

SSN : ใช่ (หัวเราะ) คือผมว่าคนที่มาถ่ายสตรีทเนี่ยมันต้องไปถึงจุดที่แบบ “หมกมุ่น” จุดไหนที่น้าบอลรู้สึกว่า “หมกมุ่น”

น้าบอล : คือผมอ่านของใครน่ะ  Elliott Erwitt เหรอ แกก็บอกว่า คุณต้องเอากล้องไปทุกที่นะ ผมก็เอาไป คือทุกคนต้องผ่านช่วงเวลาที่แบบกล้าๆกลัวๆไม่กล้าถ่าย เราต้องผ่านตรงนั้นไปให้ได้ พอเราผ่านไปได้ มันก็จะมีการก้าวกระโดดพอสมควร

SSN : อย่างเช่นการถ่าย Subject คนที่ใกล้มาก น้าบอลทำยังไง

น้าบอล : ผมว่าทุกคนมันจะมีความกลัวที่จะถูกด่า จะโดนอะไรก็แล้วแต่ ผมก็คิดก้าวกระโดดไปเลย เลวร้ายที่สุดที่จะเจอคืออะไร   เขาก็คงด่ามั้ง เราถ่ายฟิล์มมันก็ลบไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดพอเราโดนด่าจริง มันก็จุกไป

SSN : เคยโดนด่าหนักสุดจริงๆคืออะไร

น้าบอล : ผมอยู่ในรถแล้วถ่ายคันข้างหน้า เป็นเหมือนแบบคนส่งของที่อยู่หลังรถ เราก็แบบเฮ้ยได้เว้ย เราก็กดป้าบ แล้วเขาก็หันมามองเราพอดี คือเราก็ไม่ได้ยินนะ แค่เห็นขยับปาก พออ่านความได้บ้าง (หัวเราะ) มันก็จะชาๆ หน้าชาๆ แต่เราก็เตรียมใจได้ประมาณนึง

SSN : บ่อยมั๊ย เอาแบบจาก 100%

น้าบอล : ไม่เยอะนะ ของผมไม่เยอะ

SSN : ข้อนี้ คืออยากจะบอกคนที่เริ่มถ่ายสตรีทเหมือนกัน ว่าคนที่ถ่ายสตรีทจริงๆจังแล้วเนี่ย มันไม่ได้โดนอะไรแบบนี้เยอะมากๆนะ แบบ 30% อะไรแบบนี้ เต็มที่ก็ 10%

น้าบอล : ผมว่ามันขึ้นอยู่กับสถานที่ด้วย

SSN : มันอยู่ที่ Subject นั้นด้วยว่ามั๊ย

น้าบอล : ผมว่าโดยทั่วไป คนถ่ายสตรีทเขาก็จะมอง Subject ที่มีอะไรบางอย่างที่เราต้องกด ซึ่งมันต้องผิดปกติกว่านั่งอ่านหนังสือพิมพ์อะไรแบบนี้ บางทีเราอาจจะเข้าไป ก้าวข้ามวงปลอดภัยของเขา

SSN : ซึ่งน้าก็ชินแล้ว

น้าบอล : ก็ถ้าโดนทีก็จุกไปที

SSN : มีคนเคยบอกว่า ถ่ายสตรีทเยอะแล้วก็เถอะ นึกจะกล้าก็กล้า บางจังหวะนึกจะไม่กล้าขึ้นมาซะงั้น

น้าบอล : เป็นๆ คิดแล้วต้องทำเลย ถ้าแบบเดี๋ยวๆกูไปแป๊ปนึง ก็จะเริ่มกล้าๆกลัวๆ ตอนที่ยังไม่ได้กดน่ะ มันจะตื่นเต้น ซึ่งตรงนั้นมันคือขอบเหว ถ้าเราทำได้ มันคือความสุข มันจะฟินมากเลยอ่ะ

SSN : คือผมจะชอบคิดว่า ความอยากได้ภาพแม่งเหนือทุกอย่าง

น้าบอล : ถูกๆ

SSN : วันก่อนคุยกับน้าไปแล้วบ้างเรื่อง น้าเองจะมีการเข้าไปคุยกับ Subject ด้วย เริ่มต้นยังไง

น้าบอล : การเข้าไปคุยกับ Subject นี่ มันไม่ได้หมายความว่าเราเข้าไป “จัด” (Staged) เขานะ ในท้ายที่สุดแล้ว เราคิดว่าก็คือคนน่ะ โอเคเราอาจจะแอบถ่ายเขา แต่เราก็อาจจะขอบคุณเขาได้ หรือบางทีที่เราเข้าไปในสถานที่ที่สังคมปิดๆหน่อย การที่เราเข้าไปเดินทำท่าลุกลี้ลุกลน ผมว่าคิดในทางกลับกัน เขาคงไม่แฮปปี้ แล้วยิ่งภาคใต้บ้านผมงี้ เขาคงไม่แฮปปี้ เราก็แค่สวัสดีครับ ขอมาถ่ายรูปครับ

SSN : น้ามองการเข้าไปคุยแบบนี้ มันเป็นวิธีของ Documentary หรือเปล่า

น้าบอล : ใช่ๆ

SSN : เส้นบางๆระหว่าง Documentary กับ Street Photography ของน้าคืออะไร

น้าบอล : คือผมว่ามันเป็นอิทธิพลที่เราได้รับจากคนที่เราชอบ ซึ่งมันเป็น Documentary อยู่ อีกอย่างเนี่ย สถานที่ที่เขาไปเนี่ยไม่ใช่อะไรที่เป็นห้าง มันเป็นอะไรที่กันดาร ผมเชื่อว่ามันจะมีความเป็น Documentary

SSN : แสดงว่าน้ามีความชอบที่เป็น Documentary อยู่ มีใครที่มีอิทธิพลต่องานน้า

น้าบอล : ชื่อลุง Nikos Ecomonopoulos  

 

ALBANIA. Tirana. 1991.
© Nikos Economopoulos/Magnum Photos

 

SSN : จริงๆเขาก็คล้ายๆแนว Alex Webb

น้าบอล : แต่เป็นโทนขาวดำ ผมรู้สึกว่าในพื้นที่ผม หาดใหญ่ มันมีความเป็นท้องถิ่น ชาวบ้าน ถ้าเราจะถ่ายอะไรที่โมเดิร์นมากๆ เราต้องดูสถานที่ด้วย เราก็ต้องดูความเป็นจริงของบ้านเรา มันมีการเรียง Composition คือถ่ายแบบตั้งใจ ไม่ใช่ฟลุ๊คน่ะ

SSN : พอชวนคุยมาถึงจุดนี้ ผมรู้สึกว่างานน้าจะมีความเป็นมุสลิมเยอะ คือน้าสนใจเป็นพิเศษหรือเพราะเป็นพื้นที่น้า

 

3617

“ตอนที่ยังไม่ได้กดน่ะ มันจะตื่นเต้น ซึ่งตรงนั้นมันคือขอบเหว ถ้าเราทำได้ มันคือความฟิน”

 

น้าบอล : ใช่ครับ มันเป็นพื้นที่ของผมครับ คือเรามองสิ่งที่เราเห็นจริงๆ เพียงแต่เราไม่ก้าวข้ามไปถึง Documentary เต็มตัว ผมเชื่อว่าถ้าจะทำ Documentary มันต้องเต็มที่กับมันมากๆ ต้องศึกษาละเอียดและมีประเด็นที่จะพูดชัดเจน

SSN : มาถึงเครื่องมือ น้าใช้อะไรมาบ้าง

น้าบอล : ตอนแรกเพื่อนแนะนำให้ใช้ Leica M6 เราก็ย่ามใจ ไปซื้อ Voigtlander Bessa R2A มีโหมดออโต้ด้วย มันก็ได้เฟรมที่ถูก เร็ว แต่สักพักนึง เพื่อนอีกคนนึง เปรยๆว่ามึงถ่ายฟิล์มต้องเมนวลสิ มันไม่ได้วิญญาณ (หัวเราะ) ท้ายสุดแล้วก็กลั้นใจซื้อ M6

SSN : พอหันมาใช้เมนวลหมดแล้วได้อย่างที่คิดมั๊ย

น้าบอล : ไม่ได้ (หัวเราะ) คือสมัยเรียนผมไม่ค่อยตั้งใจเรียน ทุกอย่างก็ต้องมารื้อฟื้นใหม่ ทฤษฏีก็ไม่ค่อยแม่น หลายครั้งเนี่ย ภาพที่กดออกมา เราแทบจะเอาโมเม้นท์นั้นเนี่ย แต่เข็ม M6 มันชี้ว่าอันเดอร์ โอเว่อร์ แต่ว่าเอาแล้วอ่ะ ทุกอย่างเรามองไปที่นั่นแล้ว หลายๆครั้งภาพมันก็ออกมาโอเว่อร์ อันเดอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพยายามแก้ ถ่ายแล้วก็ปรับปรุง ให้มันเพอร์เฟค

SSN : แล้วแฮปปี้กับมันมั๊ย

น้าบอล : ผมรู้สึกว่าพอเราถ่ายไปสักพัก พอเวลาเราได้ภาพที่พอดี มันจะภูมิใจกับตัวเองมาก มันคุ้มที่จะแลกกับมัน เพียงแต่เราต้องยอมรับว่าเราต้องปรับปรุงในเรื่องทฤษฏี

SSN : เทคนิคของการถ่ายของน้า อย่างผมจะได้จากน้าต๋องเรื่อง Zone System ของน้ามีบ้างมั๊ย

น้าบอล : ผมดูรูปที่เราชอบ แล้วมาวิเคราะห์ว่า แต่ละรูปเนี่ย เขาโฟกัสตรงไหน เพราะด้วยขีดจำกัดของเลนส์มันไม่มีทางที่จะชัดหมด ในหลายๆรูปแสงมันน้อยมาก  เราก็มาวิเคราะห์ว่าเขาโฟกัสตรงไหน

SSN : คือวิเคราะห์จุดที่เขาทิ้งโฟกัส อย่าง Layer (ภาพที่มี Subject ทั้งระยะหน้า , กลาง , หลัง ประกอบกันหลายๆ Subject โดยไม่ซ้อนทับกัน) เงี้ย

น้าบอล : เออ อย่าง Layer เงี้ย ทำไมรูปนี้ เอาข้างหน้าชัด รูปนี้เอาข้างหลังชัด รูปนี้เอาตรงกลางชัด ยกตัวอย่างอย่าง Alex Webb เราดูกันแบบ รูปนี้เขาเอาตรงไหนนะ

 

MEXICO. Oaxaca state. Tehuantepec. 1985. Children playing in a courtyard.
© Alex Webb/Magnum Photos

 

SSN : น้าคิดว่าเขา (Alex Webb) เอาตรงไหน

น้าบอล : ผมว่าเขาเอาตรงกลางแล้วก็ปล่อยข้างหน้าเบลอ ช่างมัน

SSN : ซึ่งงานน้าก็ประมาณนั้นมาก

น้าบอล : มีคนนึงชื่อ Ernesto อะไรสักอย่าง คนบราซิล เขาก็ถ่ายแบบนั้น คือ Layer แล้วเอาตรงกลางหลักไว้ก่อน เราก็อ่อ ตั้ง 2-3 เมตร ไว้ก่อน ถ้ามีเวลาเพิ่มเราถึงบรรจงโฟกัสเพิ่ม

SSN : ผมมองว่าสตรีทมันคือการสะท้อนสังคมในยุคนั้นๆ ลึกกว่านั้น มันยังสะท้อนบุคลิกของคนถ่ายด้วย

น้าบอล : ผมมองว่าสตรีทมีวิวัฒนาการของสังคม มันเป็นเทรนน่ะ ยิ่งเราไปมองงานต่างประเทศมันจะไปเรื่อยๆของมัน

SSN : เอาแค่หนึ่งปีที่ผ่านมา ก็โคตรพัฒนามากๆ สมมติอย่างวีพง (ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์) จากจุดที่ถ่ายหมาหัวขาด มาถึงตอนนี้ งานก็ไปไกลมาก

 

3390
© ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ /Street Photo Thailand

 

น้าบอล : ใช่ครับ ผมคิดว่าถ้าเอางานสไตล์ยุคก่อนๆมาส่งประกวด มันจะกลายเป็นงานที่เชยไปเลย อ่าวแล้วยังไงเนี่ย.. คนที่ชอบงานคลาสสิคนี่ยังไง เราก็มองว่า อ่อ มันเป็นแฟชั่น มันเป็นเทรน มาแล้วก็ไป มีกระแสหลัก พอผมมาถ่ายสี งั้นกูลองกระโดดเข้าไปในวงแฟชั่นบ้าง

SSN : เห็นเดี๋ยวนี้น้ามียิงแฟลช

น้าบอล : (หัวเราะ) ก็ลองสนุกกับมัน ถ้าถามลึกๆก็ชอบงานคลาสสิค

SSN : อย่างผม ผมชอบงานน้ามากที่การวางเฟรม

 

3596
© สกุลชัย สี่กิติกุล/Street Photo Thailand

“ผมรู้สึกว่าภาพสตรีทที่เวิร์ค มันเหมือนกัมมันตภาพรังสี มันจะส่งพลังกับคนดู อีกห้าปีมันก็ยังมีพลังอยู่”

 

น้าบอล : ผมก็ลองไปเรื่อยๆ แบบ Layer ลองแบบเต็ม แบบถอยออกมาแล้วทิ้ง Space

SSN : น้ามีเป้าหมายในการถ่ายสตรีทของตัวเองมั๊ย คือเพราะการถ่ายสตรีทนี่เป็นถ่ายภาพที่เรียกว่าเป็นอาชีพได้ยากมาก

น้าบอล : เคยคุยกับคนอื่น ผมบอกว่า จริงๆเราอยู่บ้านก็ได้ เราจะออกมาตากแดด ร้อน วุ่นวาย โดนคนด่าทำไม คือจริงๆเรามาสร้างงานศิลปะ โอเคบางคนอาจจะเพ้นท์อะไรก็ว่าไป ผมรู้สึกว่าภาพสตรีทที่เวิร์ค มันเหมือนกัมมันตภาพรังสี มันจะส่งพลังกับคนดู ไม่ว่ามันจะผ่านไปอีกห้าปี ถ้ารูปมันเวิร์ค อีกห้าปีมันก็ยังมีพลังอยู่

ผมว่าการยืนระยะสำคัญมาก อาจจะเป็นเพราะผมเรียนสายศิลปะมา ลึกๆแล้วเรามีความอยากสร้างงานศิลปะ ซึ่งคนเรียนศิลปะทุกคนก็คงอยากทำสิ่งนี้.

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA