สัมภาษณ์พิเศษ : Paul Russell ช่างภาพสตรีทชาวอังกฤษจากกลุ่ม iN-PUBLIC

  • สัมภาษณ์ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ( Sun )

ช่วงปีกำลังจะปลายๆปีก่อน เรามีโอกาสได้เดินทางไปอังกฤษ ซึ่งส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างชอบงานสตรีทในฝั่งอังกฤษนี้มากเลย จนรู้สึกกระตือรือร้นอยากไปเดินถ่ายภาพสตรีทที่ได้อารมณ์แบบช่างภาพฝั่งนั้นเอามากๆ ช่างภาพอย่าง Martin Parr , Tony Ray-Jones ถือเป็นช่างภาพสตรีทที่เราชอบ และถ้าพูดถึงช่างภาพสตรีทฝั่งอังกฤษในยุคหลังที่มีอารมณ์โทนเดียวกันนี้ ชื่อของ Paul Russell ต้องลอยมาเลยล่ะ

จนช่วงเวลาหนึ่งในทริปที่ได้เดินทางไปเมือง Cornwall ซึ่งต้องโฉบๆไปแถวๆเมือง Weymouth ที่ Paul Russell อยู่ด้วย ทำให้เรารู้สึกว่าอยากจะสัมภาษณ์ Paul ขึ้นมาบ้าง และเราติดต่อเขาไปจนได้พูดคุยกัน ซึ่งเขาเองก็ยินดีจะให้เราได้สัมภาษณ์ แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยสะดวกเนื่องด้วยภาระกิจสักเท่าไหร่ จนในที่สุดการสัมภาษณ์นี้ก็สำเร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดี เราหวังว่าบทสัมภาษณ์นี้จะช่วยให้ความรู้กับชาวเนิร์ดที่รักในการถ่ายสตรีทนะ โดยเฉพาะคนที่ชอบงานของ Paul Russell แบบเรา

 

SSN : คำถามแรกนะครับ ผมรู้สึกว่างานของคุณค่อนข้างจะมีอารณ์ขันและก็บ่งบอกความเป็น ‘อังกฤษ’ ผ่านมุมมองของคุณ โดยเฉพาะจากความเป็นเมืองชายทะเล อะไรที่เป็นแรงบันดาลใจในงานของคุณ? และช่างภาพสตรีทคนไหนที่มีอิทธิพลต่องานของคุณบ้าง? 

Paul : ผมสนใจการถ่ายภาพแนวสตรีทมาประมาณ 30 ปีแล้ว (ตอนนี้ผมอายุ 49 ) แต่เอาจริงๆที่เพิ่งจะหันมาถ่ายเองเลยก็ประมาณ 12 ปีที่แล้วนี่เอง ความรู้ในโลกของทางภาพสตรีทตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ยังจำกัดอยู่กับช่างภาพสตรีทดังๆในยุโรปทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Henri Cartier-Bresson และ Robert Doisneau ตอนที่ผมเริ่มหัดถ่ายสตรีทด้วยตัวเอง ผมก็เริ่มค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต สนใจช่างภาพคนอื่นๆเพิ่มขึ้นอย่าง Garry Winogrand , Martin Parr และ Tony Ray-Jones ซึ่งสองคนหลังนี่พวกเขามักจะใช้อารมณ์ขันเข้ามาใช้ในภาพ แน่นอนว่านี่คือแรงบันดาลใจของผม แต่ผมค่อนข้างจะชอบอารมณ์ขันของ Ray-Jones มากกว่านะ แม้ว่าผมจะชอบงานของ Doisneau แต่ว่างานของเขาไม่ค่อยจะทันสมัยสักเท่าไหร่ อารมณ์ขันในงานเขาค่อนข้างจะเบาๆและอ่อนโยน

ผมเลยพูดได้เต็มปากว่า Tony Ray-Jones คือช่างภาพในดวงใจของผมเลย เขาเป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่มีงานออกมาในช่วงยุค 1960s ถึง 1970s แต่เขาเสียชีวิตเร็วมาก เสียไปตั้งแต่อายุ 40 ปี งานของเขาค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักดีในเรื่องอารมณ์ขันและการจัดวางเฟรมองค์ประกอบภาพหลายๆอย่างเข้าไว้ในเฟรมเดียวกันอย่างลงตัว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากมาก เขาเป็นช่างภาพที่อเมริกา แต่งานของเขากลับเป็นที่รู้จักอย่างมากจากช่วงที่เขาเดินทางไปถ่ายภาพอยู่ 2-3 ปีในอังกฤษนี่เอง ภาพแต่ละภาพแสดงให้เห็นวัฒนธรรมของคนอังกฤษได้เป็นอย่างดี ผ่านเทศกาลต่างๆ การพักผ่อนตามเมืองชายทะเล

ซึ่งงานของเขาถูกตีพิมพ์ตามนิตยสารและงานนิทรรศการภาพต่างๆ แต่ไม่เคยตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือภาพเลยตลอดช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ ถ้าคุณสามารถจะหาได้นะ จะมีหนังสือภาพอยู่เล่มนึงที่รวบรวมงานของ Tony Ray-Jones หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว ทำโดย Russell Roberts เล่มนี้ถือเป็นสุดยอดเลย

อินเตอร์เน็ตมันอาจจะเจ๋งมากๆที่เราสามารถค้นหางานดีๆเพื่อศึกษา ไม่ว่าจะเป็นงานของ Winogrand , Frank หรือ Ray-Jones เอง แต่ไม่กี่ปีที่แล้ว ผมรู้สึกว่าผมดูจนไม่หวาดไม่ไหว มันมีภาพให้ดูเยอะเกินไปจนผมเลิกดูภาพต่างๆไปแล้วล่ะ ผมหันมาใส่ใจการถ่ายภาพของตัวเอง พยายามมองหาสิ่งธรรมดารอบๆตัวที่มีความรู้สึก มีอารมณ์ ผมถ่ายภาพจากแรงบันดาลใจที่ตามองเห็นและเสียงที่ได้ยินบนท้องถนน

อารมณ์ขันเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ผมมองหาในภาพเสมอ แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ยังมองหาอารมณ์ , การปฏิสัมพันธ์กัน บวกกับความน่าสงสารเล็กๆ บวกกับความเจ็บตัวหน่อยๆ ส่วนภาพริมทะเลดูเป็นธรรมชาติ ผมเองก็อาศัยอยู่ในเมืองริมทะเล และแถวนี้ก็มีรีสอร์ทริมทะเลอยู่บ้าง ซึ่งมันทำให้ผมได้ภาพได้ไม่ยากนัก ผมพยายามมองหาภาพริมทะเลแบบอังกฤษๆที่ไม่ธรรมดา มันอุดมไปด้วยความเงียบที่ดูเป็นมิตร แต่บางทีมันก็ดูน่าขนลุกอยู่เล็กๆ

 

22
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

SSN : คุณเข้าร่วมกับกลุ่ม iN-PUBLIC ตั้งแต่เมื่อไหร่ และเข้าร่วมได้ยังไงครับ?

Paul : จริงๆแล้วผมสมัครเข้ากับกลุ่ม iN-PUBLIC ไปหลายครั้ง ตอนที่ผมเริ่มหันมาถ่ายภาพสตรีทเมื่อปี 2004 ตอนนั้น iN-PUBLIC เป็นกลุ่มช่างภาพสตรีทเดียวที่ผมรู้จัก และผมกระตือรือร้นมากกับการที่จะได้เข้าร่วม ตอนที่ผมสมัครแรกๆนั้น งานผมยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่มันก็ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผมได้เข้าร่วมกลุ่มในปี 2010 ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ทางกลุ่มครบรอบ 10 ปีพอดี เป็นช่วงเวลาที่ดีทีเดียวที่ได้เข้าร่วม เพราะทางกลุ่มออกทั้งหนังสือ ทั้งจัดงานนิทรรศการเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี เรียกได้ว่าพอเข้าไปได้ปุ๊ป…ก็วุ่นจนหัวขวิดเลย

SSN : ในความเห็นของผม ทุกภาพถ่ายนั้นมักจะสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกและตัวตนของช่างภาพ ถ้าคุณมองดูงานของคุณเอง มันจะอธิบายความเป็นตัวตนของคุณได้ว่ายังไงบ้าง?

Paul : ผมคิดว่างานของผม บอกได้อย่างหนึ่งที่ว่าผมเป็นคนชอบถ่ายภาพผู้คนนะ.. นี่เป็นคำถามที่ยากทีเดียว ผมแค่พยายามจัดวางสิ่งต่างที่ผมอยากจะเห็นลงในภาพ ผมก็เลยไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะเชื่อมโยงกับความเป็นตัวผมหรือเปล่า เวลาที่ผมถ่ายภาพ ผมพยายามมองหาเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่ปลุกผมให้ตื่นจากความน่าเบื่อได้

ดูเหมือนว่าผมจะถ่ายรูปที่มีหมาอยู่ในเหตุการณ์อยู่หลายภาพเลย หรือเอาให้ชัดๆก็คือ ทุกภาพที่ผมถ่ายแล้วมีหมาด้วย ผมก็มักจะชอบภาพนั้น แต่..มันก็ไม่ได้หมายถึงว่าผมจะชอบหรือไม่ชอบหมาน่ะ ภาพของผมเองที่ผมชอบจะเป็นภาพที่ทุกอย่างในภาพมันจะอยู่ในตำแหน่งที่มันควรจะอยู่ เพราะในชีวิตจริง ผมมักจะหงุดหงิดกับความไม่เป็นระเบียบของตัวเอง ซึ่งนี่ละมั้ง..ที่ภาพของผมเป็นการระบายออกให้ผมได้ทำอะไรที่เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น

SSN : โดยปกติแล้วคุณใช้กล้องและเลนส์ตัวไหนในการถ่ายภาพงานของคุณบ้าง? 

Paul : ผมเริ่มใช้กล้อง Nikon D70 พร้อมเลนส์คิทส์ มาก่อน แล้วถึงจะเปลี่ยนมาใช้ Nikon D90 พร้อมกับเลนส์ฟิกซ์ ผมรู้สึกว่าการใช้กล้อง SLR มันทำให้ผมจัดวางองค์ประกอบภาพให้ดีได้ง่าย แต่ขนาดของกล้องมันทำให้ผมถ่ายได้ไม่กี่รูป เพราะคนที่ถูกถ่ายจะรู้ตัวเร็ว จนสองปีหลังมานี้ ผมหันมาใช้กล้อง Fujifilm X100 แทน ซึ่งมันทำให้ผมถ่ายได้เยอะขึ้น แต่ก็เจอปัญหาว่า ผมรู้สึกว่า Viewfinder แบบนี้มันทำให้ผมใช้งานได้ยากกว่า และบางทีที่ผมถ่ายไปๆก็ทำให้การวางองค์ประกอบภาพของผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือผมเองค่อนข้างเรื่องมากเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้เป็นระเบียบ แต่สุดท้ายแล้ว การใช้ X100 ก็ทำให้การถ่ายภาพของผม เหมือนพบหนทางใหม่เลยล่ะ

 

SSN : คุณออกไปถ่ายรูปบ่อยแค่ไหน? ช่างภาพสตรีทหลายๆคนมักจะแบกกล้องออกไปถ่ายทุกๆที่ แต่กับบางคนก็พกกล้องไปเฉพาะวันที่ตั้งใจจะออกไปถ่ายเท่านั้น สำหรับคุณนี่เป็นแบบไหนครับ?

Paul : ผมพกกล้องไปทุกที่ตลอดเวลานะ แต่มันมักจะจมอยู่ในกระเป๋าผมนี่แหล่ะ ผมอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆริมทะเลของอังกฤษที่ชื่อว่า “Weymouth” และโดยปกติแล้วในแต่ละวัน โอกาสที่จะได้ภาพนั้นมีอยู่อย่างจำกัด ห้างที่นี่ที่คนจะช้อปปิ้งอยู่บนถนนเล็กๆสองเส้น และหลายๆช่วงในปีนึงๆ ชายหาดที่นี่ก็จะเงียบเหงา อย่างสัปดาห์นี้ใน Weymouth ผมอาจจะได้ภาพสัก 4-5 ใบ ซึ่งถึงแม้ว่าผมจะแบกกล้องไปด้วยทุกที่ แต่มันก็ได้แค่อยู่ในกระเป๋าอย่างนั้นแหล่ะ อย่างช่วงฤดูหนาวนี่ชายหาดนี่ร้างเลย ไม่มีคน ส่วนในฤดูใบไม้ผลิ ชายหาดถึงจะกลับมามีชีวิตใหม่ บูธขายอาหาร เรือ พวกเครื่องเล่น Helter-Skelter ก็จะเปิดให้เล่นใหม่ ทำให้ผมก็จะได้ภาพมากขึ้น ส่วนในช่วงปลายๆฤดูร่วง ชายหาดจะเต็มไปด้วยของประดับให้มีสีสันแบบนี้อีกครั้ง ถ้าผมได้ภาพดีๆใน Weymouth นี่ก็ถือได้ว่าเป็นการได้ของขวัญมาฟรีๆเลย เพราะผมไม่ได้ออกไปท่องเที่ยวที่ไหนเลย

ภาพที่ผมได้ส่วนใหญ่คือมักจะได้ตอนระหว่างที่ผมต้องเดินทางโดยรถไฟออกจาก Weymouth ไปในเมืองอย่างเมือง Bath , Brighton , London และรีสอร์ทริมทะเลต่างๆ ซึ่งแต่ละที่คือผมสามารถเดินทางไป-กลับไปในวันเดียว ผมเดินทางแบบนี้ 4-5 ครั้งต่อเดือน ผมมักจะเดินทางคนเดียว เดินไปเรื่อยๆรอบๆแบบไม่มีจุดหมาย และจะใช้เวลามองหาภาพที่ถ่ายหลายๆชั่วโมง

 

88
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

SSN : คุณฝึกถ่ายภาพสตรีทอย่างไรบ้าง? และคุณมีเทคนิคอะไรที่จะแนะนำได้บ้างหรือเปล่า?

Paul : เอาจริงๆเลยนะ.. ผมไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอะไรที่จะบอกได้เลย ผมแค่เดินไปรอบๆเรื่อยๆอย่างช้าๆ แต่จะไม่หยุดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง และพอผมเห็นอะไรที่ดูจะได้ภาพที่ดีได้ ผมก็จะหยุดถ่าย ผมจะเดินแบบนี้เท่าที่จะเดินไหวในแต่ละวัน ผมจะไม่ยกกล้อง X100 ขึ้นมาเล็ง ผมจะพยายามมองดูด้วยตาก่อนว่าจะทำอย่างไรให้ภาพนี้น่าสนใจโดยยังไม่ผ่านการมองด้วยกล้อง อาจจะมีคำแนะนำสักนิดนึงที่ผมพอจะบอกได้คือ พยายามพกนามบัตรไปด้วย ในกรณีที่เจอปัญหา มีการไม่พอใจของคนที่เราไปถ่าย ซึ่งไอ้นามบัตรธรรมดาๆนี่แหล่ะ มักจะใช้งานแล้วได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ!

ผมจะไม่ใช่วิธีถ่ายโดยเล็งแบบ Hip shots (การถ่ายโดยวางกล้องแถวๆระยะสะโพกแล้วกดชัตเตอร์แบบกะๆเอา ในกรณีที่ไม่มีจอพับนะ) และพยายามให้น้อยๆๆๆที่สุดที่จะครอปภาพ ผมเริ่มถ่ายจากกล้อง D70 ที่มีความละเอียดแค่ 6 ล้านพิกเซล ผมคิดว่าทุกพิกเซลมีค่า เราไม่ควรเสียมันสักพิกเซลเลย  และผมคิดว่าการฝึกฝนโดยการที่ไม่ยอมให้ตัวเองครอปเลย เป็นสิ่งที่ทำให้ผมวางองค์ประกอบภาพได้ดีขึ้น

ปัญหาของผมคือ จะทำยังไงให้ยังคงมีแรงกระตุ้น คึกคักพอให้ยังคงเดินถ่ายไปได้เรื่อยๆตลอดเวลาหลายชั่วโมง และยังคงมองหาภาพที่น่าสนใจอยู่ได้ ผมค่อนข้างจะถ่ายไม่เยอะ ผมมักจะไม่ค่อยเห็นอะไรที่น่าสนใจพอจะเป็นภาพที่ดีได้ มีหลายๆวันที่การถ่ายสตรีทของผมกลายเป็นการทำเรื่องอะไรที่ดูไร้สาระไปเลย

ผมคิดว่ามันจะช่วยได้นะ ถ้าเวลาที่ถ่ายแล้วเรามีธีมหลายๆอย่างอยู่ในใจเราอยู่แล้ว มันจะช่วยให้เรานึกออกได้ว่าเราจะถ่ายอะไรบ้าง ผมมักจะลองนึกออกมาสักธีมเวลาที่ผมนึกไม่ออกว่าจะถ่ายอะไรยังไงดี  อยากให้คุณลองเข้าไปอ่านในนี้ดู (คลิกอ่านในเวบของ Paul)

 

“ผมรู้สึกเป็นห่วงเวลาที่เห็นมีการจัดเวิร์คชอปถ่ายภาพสตรีทโดยคนที่ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องการถ่ายภาพสตรีทอย่างถูกต้อง”

 

SSN : ผมอยากจะฟังเรื่องเกี่ยวกับภาพที่เป็นลายเซ็นต์ของคุณเลย ภาพที่เป็นมาสคอทสีเหลืองน่ะ คุณถ่ายมันได้ยังไง?

 

06
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

Paul : ภาพนี้ผมถ่ายตอนเวลา บ่ายสอง 45 นาที เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2004 ที่ Bournemouth ซึ่งตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มถ่ายสตรีทอย่างจริงจังแล้ว พอลองกลับไปค้นไฟล์ภาพนี้ดู ผมก็เลยได้เห็นว่ามันมีช็อตก่อนหน้าที่จะได้ภาพนี้ ผมเริ่มถ่ายตั้งแต่ช่วงเวลาบ่ายสอง 31 นาที หลังจากนั้นผมก็จับตามองเขาไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้ถ่ายอะไรมากเลยตลอดกว่า 14 นาทีนั้น ผมถ่ายไปแค่ 4 ช็อตในหลายๆตำแหน่ง ผมไม่อยากจะไปรบกวนเขาถ้าไม่จำเป็น เพื่อจะให้ได้ซีนที่ดีที่สุด แล้วผมก็ได้ภาพนี้มา หลังจากนั้นเขาก็นั่งพักอยู่กับผู้ชายคนนั้นบนม้านั่งนั่นแหล่ะ.. แล้วจากวันนั้นผมไม่เคยได้เห็นชุดอะไรแบบนี้อีกเลย

 

SSN : อีกภาพที่เป็นภาพลายเซ็นต์ของคุณเลย ก็คือภาพคุณยายสองคนบนถนน คุณถ่ายภาพนี้ได้ยังไง?

 

01
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

Paul : ภาพนี้ผมถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2007 เวลาบ่ายสี่โมงครึ่ง ช่วงนั้นในเมือง Bristol อากาศท้องฟ้าแจ่มใสดี ผมถ่ายไปทั้งหมด 140 ช็อตในวันนั้น ซึ่งถือว่าเยอะมากแล้วสำหรับผม เรียกได้ว่าเป็นวันที่มีแรงบันดาลใจมาก สุดท้ายผมลบไฟล์ทิ้งไปเกือบหมด เหลือแค่ไม่กี่ภาพ

 

siam_fl_contact
Contact Sheets ในวันที่ผมถ่ายได้ภาพนี้ ภาพที่ไฮไลท์สีฟ้าคือภาพที่ถูกเลือก / Paul Russell

 

ตอนที่ผมเห็น ผมตัดสินใจถ่ายภาพนี้อย่างทันที อยู่ๆผู้หญิงคนที่ตัวสูงแกยกไม้เท้าขึ้น ผมรีบกดชัตเตอร์ในทันที ผมรู้สึกถึงการข่มขู่อยู่ในจังหวะนั้น! ผมกดไปสองภาพในหนึ่งวินาที ซึ่งดูแล้วมันคล้ายกันมาก แต่ผมรู้สึกว่าภาพแรกมีองค์ประกอบภาพที่ดีกว่า

กรอบสี่เหลี่ยมบนกำแพงด้านหลังนั่นช่วยให้ภาพดูน่าสนใจขึ้น กรอบนึงเป็นตึกที่กำลังก่อสร้าง ส่วนอีกกรอบหนึ่งเป็นหน้าต่างบนตึกนั่น ส่วนอีกอันนั่นคือภาพตึกที่สำเร็จแล้วที่ศิลปินคิดเอาไว้

หลังจากที่ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่อังกฤษนี่เมื่อปี 2011 เพื่อเป็นการโปรโมตหนังสือ The Street Photography Now ผมได้รับการติดต่อจากลูกชายของผู้หญิงที่ตัวสูงในรูปนั่น เพื่อจะเล่าเกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับคุณแม่ของเขา แล้วเขาก็ส่งภาพน่ารักๆของคุณแม่มาให้ผมดูด้วย ทำให้ผมรู้ว่าผู้หญิงคนซ้ายชื่อว่า Brenda และคนขวาชื่อว่า Joan น่าเศร้าที่เขาบอกว่าคุณแม่ (Joan) เสียชีวิตไปเมื่อปี 2009 เพียงสองปีหลังจากภาพนี้ถูกถ่าย เขาบอกกับผมว่า “คุณแม่จะต้องชอบภาพนี้แน่ๆครับ”

“..อาจจะมีคำแนะนำสักนิดนึงที่ผมพอจะบอกได้คือ พยายามพกนามบัตรไปด้วย ในกรณีที่เจอปัญหา มีการไม่พอใจของคนที่เราไปถ่าย ซึ่งไอ้นามบัตรธรรมดาๆนี่แหล่ะ มักจะใช้งานแล้วได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ!”

 

SSN : คุณมีโปรเจคที่คุณกำลังทำอยู่หรือเปล่า? ผมหวังว่าจะได้เห็นโฟโต้บุ๊คของคุณนะ

Paul : ในเวบของผมจะมีงานในแต่ละซีรีย์ที่ผมกำลังค่อยๆทำอยู่ อย่างเช่น ซีรีย์ Country Shows ซึ่งผมจะถ่ายได้แค่ 3-4 วันต่อปี นั่นรวมๆแล้วผมถ่ายไป 10 ปีแล้ว!

หรืออย่างซีรีย์ Beside the Sea ซึ่งผมคิดว่าน่าจะสามารถทำเป็นหนังสือภาพที่ดีได้ ผมจัดเรียงภาพบนเวบไซด์ของผม (คลิกดูตรงนี้) ตามความรู้สึกที่ผมชอบ ซึ่งผมถ่ายเก็บมาเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2004 ถึงปัจจุบัน ผมจัดเรียงจากช็อตที่ดูมีพลังในตอนเริ่มแรก แล้วไล่ไปค่อยๆนิ่งขึ้น จนหมดฤดูกาลซึ่งจะแสดงให้เห็นช็อตที่ดูทื่อๆ ดูครื้มๆ อารมณ์มันจะดูสอดคล้องกัน

มันน่าจะดีนะถ้าภาพซีรีย์นี้ได้ตีพิมพ์ ผมเคยแสดงงานนิทรรศการของภาพซีรีย์นี้ไปทั่วๆอังกฤษ ซึ่งค่อนข้างได้รับการตอบรับที่ดีจากคนทั่วไป ผมเลยคิดว่ามันน่าจะป๊อปกว่าภาพสตรีทแนวดั้งเดิมที่ถ่ายในเมืองทั่วๆไป แน่นอนว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ๆมักจะไม่ค่อยชอบตีพิมพ์ภาพสตรีทแนวดั้งเดิม เพราะพวกเขาคิดว่ามันเข้าถึงคนได้ยากและต้นทุนสูง ขายยากด้วย

อีกซีรีย์ที่ผมทำอยู่คือผมจะถ่ายภาพอควบคู่ไปยู่สองเมือง คือ Bath และ Brighton แล้วเอามาจับคู่กัน (ลองคลิกเข้าไปดู) ภาพที่ถ่ายส่วนใหญ่ถ่ายเมื่อเร็วๆนี้จนถึงที่ย้อนไปช่วง 2 ปีที่แล้ว และโปรเจคที่แยกออกจากโปรเจคนี้อีกคือ The Brighton Belongs to Me ซึ่งภาพถ่ายทั้งหมดเมื่อปี 2013 ด้วยกล้องคอมแพคดิจิตอล ซึ่งคุณสามารถโหลดเป็น PDF ไปดูได้เลย (คลิกที่นี่) นี่น่าจะเป็นอะไรที่ใกล้เคียงที่สุดกับการเป็นโฟโต้บุ๊คที่สุดแล้วล่ะ มันค่อนข้างจะเป็นโปรเจคส่วนตัวของผม

 

25
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

SSN : คุณคิดยังไงกับการถ่ายภาพสตรีทในสมัยนี้? แล้วมันแตกต่างไปแค่ไหนจากตอนที่คุณเริ่มถ่าย?

Paul : ตั้งแต่ผมเริ่มถ่ายภาพสตรีทเมื่อ 12 ปีที่แล้ว คำจำกัดความอะไรที่มันเคยชัดเจน ตอนนี้มันกลายเป็นเบลอขึ้นนะ สำหรับผม การถ่ายภาพสตรีทมันคือการแคนดิดภาพผู้คนในสถานที่สาธารณะ แต่ไม่นานนี้ มีคนเริ่มใช้ศัพท์ว่า “Street photography” เพื่อที่จะรวมเอาการถ่าย Portrait บนถนนเข้าไว้ด้วย สำนักพิมพ์ Thames & Hudson พิมพ์หนังสือที่ชื่อว่า “World Atlas of Street Photography” ออกมา ซึ่งหลายๆงานในนั้น ผมไม่คิดว่ามันเป็นภาพสตรีทนะ ผมคิดว่าคำจำกัดมันจำเป็นจะต้องทำให้เข้าใจได้ถูกต้องเพื่อไม่ให้คนสับสน

สิ่งที่ดีของอินเตอร์เน็ตคือทำให้ช่างภาพสามารถโชว์ผลงานดีๆของตัวเองให้คนรู้จักได้ง่าย ทำให้หลายๆคนสร้างพอร์ทงานดีๆของตัวได้อย่างรวดเร็ว อาจจะเพราะว่าพวกเขามีตัวอย่างงานดีๆให้ดูให้ศึกษาเยอะแยะ

น่าเสียดายว่าช่างภาพที่งานไม่ดีแต่มีความสามารถในการใช้โซเชี่ยลเก่ง ทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักได้ดีกว่าช่างภาพเก่งๆซะอีก! ผมรู้สึกเป็นห่วงเวลาที่เห็นมีการจัดเวิร์คชอปถ่ายภาพสตรีทโดยคนที่ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องการถ่ายภาพสตรีทอย่างถูกต้อง หรือตัวพวกเขาเองก็ยังมีงานภาพสตรีทที่ไม่ดีอยู่เลย จนผมคิดว่าผมควรจะหันมาจัดเวิร์คชอปเองบ้างแล้ว!

SSN : ผมรักการถ่ายภาพสตรีทมากนะ รวมถึงเพื่อนๆผมอีกหลายๆคนที่เมืองไทยนี่ เรามักจะคุยกันบ่อยๆว่า การถ่ายภาพสตรีทมันจะสามารถเลี้ยงชีพได้หรือเปล่า? สำหรับคนที่นี่ มันดูยากที่จะทำแบบนั้น คุณมีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง?

Paul : ถ้าคุณรู้ว่าทำยังไง ช่วยบอกผมด้วยนะ! วิถีที่ว่าเมื่อคุณเป็นคนมีชื่อเสียงในโลกของศิลปะภาพถ่าย แล้วมันจะทำเงินมหาศาลจากภาพปริ๊นท์ของคุณเองอย่างที่ William Eggleston ทำได้ ซึ่งจริงๆแล้ว..นั่นไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่คุณจะเจอเลย ผมขายภาพปริ๊นท์บนเวบไซต์ของผมอยู่สองแบบ แบบหนึ่งคือ Unlimited Editions เป็นภาพไม่กี่ภาพของผมที่คนรู้จัก ผมขายอยู่ £30 หรือ £40 (คุณสามารถคลิกเข้าไปดูได้) และ อีกแบบคือ Limited Editions เป็นภาพอื่นๆในแต่ละคอลเลคชั่นซึ่งผมตั้งราคาไว้เป็นร้อยภาพเลย ลองทายดูสิว่าแบบไหนที่ขายได้บ้าง…

มันเป็นเรื่องยากที่จะทำเงินได้จากงานภาพสตรีทด้วยตัวภาพมันเอง ทางอื่นๆที่จะเป็นไปได้ที่จะสร้างรายได้ควบคู่ไปกับภาพปริ๊นท์คือขายลิขสิทธิ์ภาพ , ให้นายหน้าดูแลให้ และทำเวิร์คชอป ผมบอกได้ว่าผมถ่ายภาพสตรีทมา 12 ปี เวลาส่วนใหญ่ผมทำงานฟรีแลนซ์หน้าที่พิสูจน์ตัวอักษรอยู่ที่บ้าน ซึ่งนั่นทำให้ผมมีเวลาออกไปถ่ายภาพในแต่ละวันด้วย

ประมาณช่วงปี 2012 ผมป่วยอยู่นานเลย ช่วงนั้นทำให้ผมเสียงานพิสูจน์อักษรไป ช่วงไม่กี่ปีนั้น รายได้เดียวที่ผมมีเลยมาจากงานภาพของผม ซึ่งนั่นมันก็ไม่เพียงพอจะเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งผมก็ต้องหาวิธีเปลี่ยนแปลงมันให้ได้น่ะ

ขอบคุณมากครับ / Paul Russell (www.paulrussell.info)

 

23
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s