สัมภาษณ์พิเศษ เบ๊น ธนชาติ จากก้นบึ้งของสตรีทเนิร์ด


  • สัมภาษณ์ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ( Sun )

  • ภาพ โดย อิศเรศ เฉลิมโสภาณ ( กบ )
  • คลิป โดย จุฑารัตน์ ภิญโญดุลยเจต ( ปูเป้ )

 

หลังจากที่พวกเรา สยาม.มนุษย์.สตรีท (ซึ่งเดิมมีกันสองคน ตอนนี้เพิ่มน้องปูเป้มาอีกหนึ่ง) คุยกันว่า เราอยากสัมภาษณ์คนที่ชอบถ่ายสตรีท แต่คนทั่วไปอาจจะไม่เคยรู้ว่าเขาชอบถ่ายสตรีทก็ได้ คือมีความเนิร์ดสตรีทซ่อนอยู่ลึกๆ วันหนึ่งกบมาบอกเราว่า “พี่เคยดูงานของเบ๊น ธนชาติมั๊ย?” แน่นอนว่าพวกเนิร์ดสตรีทคุยกันก็คงไม่ได้หมายถึงงานหนังสือหรืองานคลิป Viral วิดีโอที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่หมายถึงเรื่องภาพสตรีทบ้าบอคอแตกของพวกเราเท่านั้นแหล่ะ ว่าแล้วเราก็คลิกลิ้งค์เข้าไปดูในเวบ http://www.benzthanachart.com ในรูปเหล่านั้น มันแสดงให้เห็นว่า ผีย่อมเห็นผีด้วยกัน ในหลายๆภาพของเบ๊นบ่งบอกได้ว่า คนๆนี้ต้องมีความสตรีทจมอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจแน่นอน

ย้อนไปหลายปีก่อน เราเคยเห็นงานที่เบ๊นถ่ายในรถไฟฟ้าด้วยการตะโกนเป็นคำต่างๆแล้วก็ถ่ายอากัปกิริยาของคนบนรถไฟฟ้าที่มีต่อการตะโกนของเขานั้นไว้ จำได้ว่าเป็นคอนเทนต์ที่ Viral ชิ้นแรกๆชิ้นนึงที่ถูกพูดถึงอย่างมากในยุคสมัยที่ Social Network เริ่มเฟื่องฟู ซึ่งจริงๆแล้ว นี่ก็ถือว่าเป็นงานโปรเจคสตรีทที่ดีเลย

 

Unknown
ปฏิกิริยาของคนต่อคำว่า “Fried egg!” // © THANACHART SIRIPATRACHAI

 

เมื่อได้ดูไปดูมา เราเลยอยากจะลองสนทนากับเบ๊นในแบบที่คนอื่นไม่ค่อยคุยเท่าไหร่ นั่นคือเจาะลึกแต่เรื่องถ่ายภาพกันอย่างเดียวเลย ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราชาวเนิร์ดแน่ๆ วันนี้เราเลยพามารู้จัก เบ๊น ธนชาติ ศิริภัทราชัย ในมุมที่ไม่ได้พูดถึงความเป็นนักเขียน ไม่ได้พูดถึงความเป็นผู้กำกับ ไม่ได้พูดถึงลุงเนลสันกัน

SSN :  อะไรที่ทำให้เบ๊นอยากถ่ายรูป

เบ๊น :  เริ่มจริงๆคือน่าจะเป็นตอน ม.6 มั้งฮะ ตอนนั้นเพิ่งจะรู้จักกล้องดิจิตอล มันจะมีกล้องเล็กๆ Sanyo หน้าตาคล้ายๆเครื่องโกนหนวด แล้วก็ชอบ เออว่ะ.. ทำไมเราถึงมีความสุขกับมันได้ทั้งวัน ถ่ายช้อนส้อม ถ่ายอะไรอย่างนี้ ก็เริ่มชอบถ่ายรูปขึ้นมา ตอนปี 2 เริ่มเรียนฟิล์ม เรียนภาพยนตร์และภาพถ่าย คือต้องเล่าก่อนว่าตอนสองปีแรกผมเรียนที่ธรรมศาสตร์ รังสิต ตอนนั้นมันเบื่อๆเหมือนชีวิตมัธยมเข้ามหา’ลัยไป ทุกอย่างมันเปลี่ยน ตอนนั้นมันก็เหงาๆเคว้งๆกับชีวิต รู้สึกปีแรกๆเพื่อนน้อยมั้งฮะ ได้กล้องมาตัวนึง ธรรมศาสตร์ รังสิต มันกว้าง ไม่มีอะไรทำก็นั่งถ่าย จำได้ว่าบ้ามากถือขากล้องสะพาย ขี่จักรยาน เพราะเราไม่รู้จะทำอะไร

SSN : ตอนเด็กๆชอบอะไรบ้าง

เบ๊น : ชอบวาดการ์ตูน

SSN : แสดงว่าอ่านการ์ตูนเยอะ

เบ๊น : เป็นเนิร์ดการ์ตูน โดเรมอน ดราก้อนบอล

SSN : แสดงว่าสิ่งที่เนิร์ดจริงๆคือ การ์ตูน

เบ๊น : การ์ตูน ชอบมาก ชอบเรื่อง พอโตขึ้นมาเริ่มอ่านหนังสือ วรรณกรรม เป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ถ้ารากจริงๆคือบ้าการ์ตูน ชอบเขียนการ์ตูน เคยเขียนแก๊กส่งขายหัวเราะด้วยนะ วาดสามช่อง ได้เงิน 150 บาท

SSN : ประเด็นการ์ตูนนี่มันน่าสนใจมาก เพราะช่างภาพสตรีทหลายๆคนรู้ว่า Source (ข้อมูล) ของตัวเองมาจากการ์ตูน งานสตรีทมันต้องจินตนาการด้วย

เบ๊น : ใช่ ผมว่าการ์ตูนส่งเสริมให้เด็ก Previsualization เป็น หัดคิดภาพไว้ล่วงหน้า หัดใช้ภาษาภาพในการเล่าความคิดตัวเอง

SSN : แสดงว่าเบ๊นก็รู้สึกว่า อยากเล่าเรื่อง พอเสพมากๆเข้า

เบ๊น : ใช่ๆ เป็นคนชอบเล่าเรื่อง

SSN : ทีนี้พออยากเล่าเรื่อง อันนี้เกี่ยวพันกับการที่อยากเรียนฟิล์มด้วยหรือเปล่า

เบ๊น : ใช่ครับ จริงๆชอบมาตลอด แต่ตอนนั้นก็เคว้งๆ ตอนมัธยมก็ไม่รู้จะเรียนอะไรดี จนกระทั่งผมจำได้ว่ามาอ่านเจอใน a day ฉบับโฆษณา แล้วก็เห็นว่า มันมีอาชีพนี้ด้วยเว้ย คนทำโฆษณามันมีครีเอทีฟ มันต้องทำอาร์ทไดฯนะ มันมีผู้กำกับหนังโฆษณานะ แล้วตอนนั้นมันเป็นยุคที่โฆษณาไทยกำลังบูม เป็นยุคหนอนชาเขียว ชิมิโจไต๋อะไรพวกนี้ เฮ้ย!อยากเรียน สุดท้ายก็เลยเข้าไปเรียนฟิล์มที่ธรรมศาสตร์ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน พอเข้าไปแล้วอย่างที่บอกว่า ไม่รู้จะทำอะไร ชอบถ่ายรูป ชอบดูหนัง สุดท้ายก็เข้าฟิล์มไป

SSN : แล้วทำไมไม่เลือกโฆษณา

เบ๊น : เพราะว่าพอเข้าไปแล้ว ธรรมศาสตร์มันเป็นโปรแกรมที่ทำโฆษณาจากมุมของมาร์เก็ตติ้งมากกว่า ต้องไปนั่งเรียนรู้เรื่องมาร์เก็ตติ้งเรื่องบิสซิเนส มากกว่าจะเป็นด้านครีเอทีฟ

SSN : ซึ่งเราไม่ชอบ

เบ๊น : ใช่ ผมไม่ชอบ แล้วตอนนั้นผมเข้าไปปีแรกๆมันมีเพื่อนที่ชวนไปทำหนังสั้นอะไรแบบนี้ ซึ่งเรารักการออกกอง ออกไปถ่ายโน่นถ่ายนี่

SSN : แล้วตอนเด็กๆชอบดูหนังมาก่อน?

เบ๊น : ดูหนังเหมือนกันฮะ ดูเยอะมาก เพราะมาเรียนที่กรุงเทพ แต่ว่าบ้านผมจริงๆพ่อแม่ย้ายไปทำธุรกิจที่อุบลฯ แล้วพอปิดเทอมต้องไปอยู่กับพ่อแม่ แล้วตอนนั้นอุบลฯมันไม่มีอะไรเท่าไหร่ เราไม่ได้อยู่ตัวเมืองด้วยฮะ อีก 50 กิโลฯก็ชายแดนลาวแล้วอ่ะ มันก็ไม่มีอะไร จำได้ว่ามีร้านวิดีโอร้านนึงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวอันเดียวของชีวิตวัยเด็ก ก็ไปเช่าวิดีโอมาดู จูราสสิคพาร์ค คนเหล็กนี่แบบพรุนแล้วอ่ะ รู้เลยจังหวะไหนอาร์โนลจะพูดว่าอะไร ยิง Shotgun กี่ลูก

SSN : แต่ยังไม่ได้ดูหนัง อื้อหืม.. ลึก

เบ๊น : ไม่ๆ ยังไม่มี Godard (Jean-Luc Godard) ยังฮะๆ ยังดูหนังฮอลลีวูดทั่วไป

SSN : มันเป็นการค้นพบอะไรตัวเอง

เบ๊น : ค้นพบว่าเราชอบ.. จริงๆเราเป็นคนพูดไม่เก่ง การที่เป็น Story Teller หรือใช้สื่ออย่างอื่นมันช่วยให้เราแสดงความคิดของเราไปโดยไม่ต้องพูด เรามีเวลาในการคิดไอเดีย ในการดราฟท์สคริปต์ ในการวางมุมกล้อง แล้วเราเล่าด้วยภาพ เราส่งสื่อบางอย่างออกไปเล่าแทนเรา

SSN : ในระหว่างคู่ขนานนั่นน่ะ รู้สึกว่าโฟโต้มันยังอยู่กับเราอยู่ป่ะ เหมือนตอนมัธยม

เบ๊น : อยู่ตลอดเลยนะครับ มันเป็นนิสัยไปแล้ว จะพกกล้องไปถ่าย เป็นคนไม่ขับรถ ชอบขึ้นรถเมล์ ชอบเดินก็จะถ่ายๆ

SSN : แต่คือลงลึกตอนไหน ศึกษาแบบ เฮ้ย..ศิลปินคนนี้แม่งเจ๋งว่ะ

เบ๊น : จำได้ว่าเรียนฟิล์มก็จริง แต่ทำธีสิสเป็นโฟโต้ ตามภาษาเด็กเกรียนๆตอนนั้นก็รู้จักช่างภาพไม่เยอะหรอก อะไรนะ.. Richard Avedon อะไรพวกนี้ อยากถ่าย Portrait

SSN : ตอนนั้นทำเรื่องอะไร

เบ๊น : โง่ๆเลยครับ ทำเรื่อง Contrast เอาคาแรคเตอร์ของคนปกติแล้วมาใส่ซัพเจคอะไรที่ไม่เกี่ยวกันลงไป เช่นเอาคนหน้าโหดมาใส่หูมิคกี้เมาส์ ทำท่าน่ารัก เอาคุณป้า อาม่ามาถือปืนสไนเปอร์ ในอิริยาบทที่ Contrast ออกไป Portrait ต้องเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณบุคลิกของคนนั้นๆ ไม่! กูถ่ายทอดสิ่งที่เขาไม่ได้เป็นเลย

 

pa-bua
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

SSN : แล้วตอนนั้นในมุมของหนัง เราชอบงานของผู้กำกับคนไหน?

เบ๊น : เออ.. ชื่อ.. (นึกอยู่นานอย่างค้างคาใจ) เออ… ลืมได้ไงวะ ผู้กำกับชาวสวีเดน แต่จำชื่อหนังเขาได้หมด Songs from the Second Floor , You the living คือสไตล์เขาชัดมาก แช่กล้อง ลองเทค ความเสื่อมของสังคมยุโรป ความเหงา เป็นอารมณ์ขันที่ตลกมาก ไม่มีการเข้ามีเดียมชอท ไม่มีการเคลื่อนกล้อง อยู่ดีๆก็เป็นคนที่เดินเข้ามา เป็นห้องนั่งกินข้าวอยู่หลายๆคน มีผ้าปูโต๊ะแล้วก็มีของวางอยู่บนโต๊ะวางๆ อยู่ดีๆก็มีชอทคนแก่คนนึงลุกไป ไปจับผ้าปูโต๊ะ เนี่ย..จะเล่นมายากลให้ดูนะ เราก็จะนึกว่าดึงผ้าปูโต๊ะแล้วของไม่ตกแตกเว่ย แม่งก็ดึงผ้า ดึงแบบช้ามาก.. ห่วยมาก.. ของแม่งก็ตกแตก เราก็ขำ แต่ในนั้นไม่มีใครหัวเราะเลย คือเราชอบตลกหน้าตายอยู่แล้ว เริ่มดู Kitano อะไรเงี้ย เราชอบหนังตลกที่ไม่เห็นตลกเลย แต่เราตลก

SSN : พอจบปุ๊ป ทำงานเลย?

เบ๊น : ทำงานเลยครับ ตอนปี 4 เป็นมนุษย์เป็ดๆทำหลายอย่าง ก็ไปเริ่มเวิร์คชอปโฆษณา ก็ชอบ อยากเป็นผุ้กำกับหนังโฆษณา ก็ไปสมัครฟีโนฯ อยากทำงานกับพี่ต่อเว้ย จำได้ว่าเข้าไป เขาก็สัมภาษณ์ เข้าไปในช่วงที่ทีมที่ว่างอยู่ทีมเดียวคือหนังบิวตี้ หนังผม หนังไวท์เทนนิ่งอะไรพวกนี้ แต่เรายังตกงานอยู่ เราเป็นคนเดียวในรุ่นที่ยังไม่ได้งาน ปรากฏก็ทำหนังอะไรก็ได้ หนังบิวตี้ หนังแชมพูผมสวยอะไรก็ได้ แต่กูขอทำงานเหอะ เขาก็สัมภาษณ์ คุยๆๆไป เขาก็บอก “เออเบ๊น เดี๋ยวลองลูบผิวหน้าแบบคนที่มีสุขภาพผิวดีให้ดูหน่อย”  เราก็..ห๊ะ..อะไรนะพี่ “ทำเงี้ยๆ ลูบลงมา บิดแบ๊คแฮนด์มาตรงปลายคางแล้วเชิดขึ้นนิดนึง” เราก็ทำ อย่างนี้ใช่มั๊ยครับ ก็ทำได้! กลับมาก็เหี้ย..อะไรวะเนี่ย! ทำแล้วกูจะรอดเหรอวะ คืองานฟิล์มมันเป็นงานที่หนักมาก เราไปทำหนักแทบตายเพื่อให้ครีมไวท์เทนนิ่งอันนึงขายดี มันไม่ใช่อ่ะ.. ไม่ทำ เขาเรียกไปสัมภาษณ์อีกเราก็ไม่ไปและ

SSN : คือยังไงเราก็อยากเล่าเรื่องของเรา

เบ๊น : คือเล่าของเขาก็ได้ แต่ขอเป็นเรื่องที่เราอินได้มั๊ย เออเราก็รู้แหล่ะว่ามันต้องไปทำผู้ช่วยก่อน ก่อนจะได้ขึ้นเป็นผู้กำกับ แล้วสุดท้ายได้ไปทำงานกับพี่เจ้ย เรื่องลุงบุญมีระลึกชาติ เขาอยากหาผู้ช่วยผู้กำกับสอง ไปอยู่กับพี่เจ้ยทำอยู่เกือบปีอ่ะครับ ทำตั้งแต่พรีโพฯ เตรียมสคริปต์ เบรคดาวน์ แล้วก็ไปถ่ายที่เลยอยู่ 3-4 เดือน แล้วก็กลับมา พี่เจ้ยเขาจบชิคาโก้ครับ เขาก็แนะนำ เฮ้ยเบ๊นถ้ามีความพร้อม ออกไปเรียนต่อสิ ข้างนอกมันยังมีอะไรอีกเยอะเลยนะเว้ยให้เราค้นหา

 

Unknown-7
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

ในจังหวะที่เราพักเบรคกันนิดนึงนั้น…

เบ๊น : Roy Andersson ! เอ้อ (นั่นคือชื่อผู้กำกับจากที่กล่าวถึงเมื่อย่อหน้าก่อนๆ)

SSN : มาถึงจุดที่ว่า ทำไมถึงอยากไปเรียนต่อ

เบ๊น : อยู่กับพี่เจ้ยด้วยมั้งครับ พี่เจ้ยเขาจะบอกว่า สมควรไปเรียนนะ มีอะไรมากกว่านั้นนะ แล้วก็ที่บ้านค่อนข้างจะส่งเสริม พี่ชายก็เรียนอยู่ที่โน่น เขาก็บอกเออว่ะ ต้องออกมาดูโลกนะเว้ย

SSN : แล้วทำไมถึงเลือกโฟโต้ แทนที่จะเลือกฟิล์มอะไรแบบนี้

เบ๊น : เลือก จริงๆเลือก School of Visual Arts นี่มันดีอย่างนึงครับ คือไอ้ภาควิชาชื่อว่า Photography , Video and Related Media ก็คือหลายอย่าง จริงๆมันเรียนเบสอาร์ทน่ะครับ ศิลปะอะไรก็ได้ที่ใช้เลนส์ Installation (งานศิลปะจัดวาง) , ถ่ายภาพสารคดี , ถ่ายภาพสตรีท , ถ่ายภาพแฟชั่น , ถ่ายภาพคอนเซป , ถ่ายหนังเล่าเรื่อง , ถ่ายหนังทดลอง อะไรที่ใช้เลนส์ได้หมด ในกล้อง ในโปรเจคเตอร์ เออมันตรงกับเรา คือถึงตอนนั้นเราก็ไม่ได้อยากจะไปเรียนต่อเป็น Film Maker จ๋า ไม่อยากกลับไปเริ่มใหม่ ไม่อยากกลับไปนั่งดูเรื่องจัดแสงจัดไฟ เราอยากเรียนอะไรที่กว้างขึ้น เขาสอนงานที่ค่อนข้างจะเป็นศิลปะนะครับ งานส่งมิวเซียม งานส่งแกลอรี่ เรารู้สึกว่าเป็นงานที่เราไม่คุ้นเคย เป็นงานที่เราไม่เก่ง ออกไปทั้งทีก็เรียนอะไรที่มันใหม่ๆไปเลยดีกว่า

SSN : คือไม่ได้สอนเชิงโปรดักชั่นอะไรเลย

เบ๊น : ไม่เลยฮะ น้อยมาก ตัวสองตัว นอกนั้นเรียนด้วยการคุยกัน ถ่ายภาพมา อาจารย์ครึ่งนึงเป็นตากล้องแหล่ะ อีกครึ่งก็เป็น Visual Artist น่ะครับ ทำพวก Installation อะไรแบบนี้

SSN : คือคุยกันเรื่องงานศิลปะล้วนๆ

เบ๊น : ส่วนมากเป็นการวิจารณ์งานกัน ส่วนมากก็จะเรียนด้วยการสัปดาห์นึงมาคุยกันครั้งนึง แล้วก็ไปทำๆๆงาน แล้วก็ส่ง แล้วก็เล่าคอนเซปให้ฟัง ให้เพื่อนในห้องวิจารณ์กัน

SSN : ปัญหาช่วงแรกๆที่ไปเรียน

เบ๊น : ภาษาก่อนเลย เป็นคนภาษาอังกฤษไม่เก่ง ไปถึงก็แบบ.. ไม่รู้เรื่อง.. ไม่ใช่ไม่รู้เรื่อง เรารู้เรื่อง แต่ว่าด้วยความที่เขาเรียนด้วยการโต้เถียงกัน มันไม่ใช่เรื่องภาษาอย่างเดียว มันเป็นเรื่องการเรียนการสอนของฝรั่งที่เขาปลูกฝังให้โต้ตอบกับครูตั้งแต่เด็กแล้ว พวกนี้มันแป๊ปเดียวเขา Generate ความคิดเร็วมาก ส่งกลับไปแล้ว Output Input ตลอดเวลา ขณะที่เด็กไทยเราเรียนมาอีกแบบ Input แล้ว Output อีกทีตอนสอบ เราคิดไม่ทัน ไอ้คิดไม่ทันก็เรื่องนึง กว่ากูจะมาเรียบเรียง Tense อีก Present Perfect ใช้ยังไง ไม่ทันเขา จำได้ว่าเทอมแรกต้องเอาเครื่อง mp3 ไปอัดแล้วกลับมาถอดเทป แต่ไปเรื่อยๆก็สนุก ครูเขาค่อนข้างที่จะช่วยเรา เขาก็อยากรู้เราเป็นยังไง คนนี้คิดยังไง แล้วมันสอนให้เรากล้าแสดงออกมากขึ้น เราเปิดใจรับกับงานแปลกๆมากขึ้น เพราะเพื่อนแต่ละคนมันมาจากทั่วโลก

SSN : ได้ทำงานอะไรบ้าง?

เบ๊น : โปรเจคแรกๆ กำกับเพื่อนที่เป็นตุรกี ทำเป็นหนังสั้น เราแต่งชุดเป็นคนขาวหมดเลย สีขาวหมดเลย ทาๆๆ ขาวจั๊วหมดเลย ยืนกับ Background ขาว คือตอนแรกเราจะเห็นตัวเรากลืนไปกับผนังเพราะมันขาวไปหมด พอเราแปะกระดาษดำบนผนัง แปะมากขึ้นเราก็จะเห็นตัวตนเรามากขึ้น แต่ที่แปะจะเป็นพวก Removable tape มันจะไม่แน่นมาก แปะๆไปมันก็จะหลุดๆ มันก็จะเหมือนการต่อเติมตัวตนของเราอะไรแบบนี้ ได้ทำวิดีโออาร์ทมากขึ้น ได้ทำงานแปลกๆ เช่นเดียวกับดูงานเพื่อน มันทำอะไรก็ได้เลยนะเว้ย

เคยทำงานนึง รู้สึกว่านิวยอร์คคนหลายเชื้อชาติมาก แล้วก็ตอนนั้นเราคุยกับเพื่อน เฮ้ย! บ้านมึงหมาเห่าเป็นเสียงยังไงวะ? บ้านกู “โฮ่งๆ” อเมริกันบอก “บ้าวๆ” ตุรกีบอก “ฮัฟๆ” อะไรเงี้ย มันก็เฮ้ยตลกดีว่ะ เสียงหมาเห่าเหมือนกัน แต่ทำไมแต่ละชาติเรียกไม่เหมือนกันวะ เราก็ออกไปตามถนน เฮ้ยู!.. มาจากประเทศอะไรอ่ะ? แล้วประเทศยูเห่ายังไงอ่ะ? เห่าให้กล้องหน่อย เราก็จะได้โปรเจครวบรวมเสียงเห่าจากคนทั่วโลก เพราะตอนเรียนมัน Film Maker จ๋า ก็ได้ทำงานที่แปลกขึ้น เช่นเดียวกับงานโฟโต้ที่แปลกขึ้นอ่ะครับ

 

คือถ้าเราดูภาพ National Geographic ไปถ่ายปลาวาฬแอนตาร์กติกาเงี้ย สวยมั๊ยสวย แต่กูทำไม่ได้หรอก!  แต่สตรีทดูแล้วเออว่ะ เจ๋งว่ะ ทำไมแม่งเป๊ะจังวะ..

 

SSN : แล้วงานโฟโต้ได้ทำอะไรบ้าง ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นบ้าง

เบ๊น : ได้เรียนรู้มากขึ้นมากเลยครับ ด้วยความที่อาจารย์ส่วนมากเป็น Fine Artist (ศิลปินงานวิจิตรศิลป์) ที่ส่งตามแกลอรี่อะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นมันจะมีคอนเซปอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ภาพแบบ National Geographic ถ่ายปุ๊ป เยส! โอ้ยสวย ถ่ายได้ไงวะ จบ!สวย! แต่เป็นภาพที่แบบ เหี้ยไรเนี่ย! แต่ว่าคอนเซปมันเป็นแบบนี้นะเว้ย คืออย่างน้อยเขาสอนให้เรารู้ว่า ไอ้ความเชื่อที่ว่า ภาพมันต้องเล่าเรื่องด้วยตัวมันเองนะเว้ย เออ..มันก็ไม่เสมอไปนะ โอเคมันก็มีภาพแบบนึงที่เป็นแบบนี้ แต่ภาพอีกแบบนึงมัน โอเค ภาพมันต้องการ Context อะไรนะเว้ย มันสอนให้เราดูไม่ใช่จบแค่ตัวภาพ เราดูว่า Artist คนนี้เขาเป็นใคร เบื้องหลังงานๆนี้มันมีอะไรบ้าง Artist รอบๆตัวเขาในยุคนั้นมันมีใครบ้างนะ แล้วเขาแหวกออกจากคนอื่นๆยังไง

 

Unknown-6
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

มันทำให้เรารู้สึกว่า เราทำภาพถ่ายที่มัน หนึ่ง ต้องทำงานคอนเซปอยู่แล้ว สอง มันให้เราคิดไปมากขึ้น มากกว่าตัวภาพ เราเชื่อว่าภาพถ่ายมันคือเฟรมๆเดียวนะ ไม่เหมือนภาพยนตร์ มันมีทั้งเสียง ทั้งการตัดต่อ มันมี element ต่างๆที่จะช่วยเล่าเรื่อง เล่าคอนเซปได้ แต่ภาพมันภาพๆเดียวเลยนะเว้ย ถ้าคุณติดอยู่กับภาพมันต้องเล่าเรื่องด้วยตัวมันเอง โอเค มันถูกสำหรับบางมุม แต่บางมุมมันก็ต้องการอะไรมากกว่านั้นนะ ภาพบางภาพดูภาพแรกแล้วก็ เหี้ยไรวะเนี่ย? ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ภาพบางภาพ เฮ้ย! อ่อมันเป็นแบบนี้เว้ย เจ๋งเว้ย อ๋อมันดีอย่างนี้นะ คือรู้สึกว่าเรามอง Outside of the frame มากขึ้นน่ะครับ

SSN : นี่เป็นปัญหาการเสพงานอาร์ท ในเมืองไทยมาก คือศิลปะเราก็ต้องเรียนรู้ในการเสพมันเหมือนกัน

เบ๊น : เราว่ามันเป็นทุกวงการแหล่ะ แต่ละวงการมันก็มีโลกของมันที่ต้องการการเรียนรู้ ถึงจะเสพอันนั้นได้ว่ามันเจ๋งยังไงวะ? คือให้เราไปดูแฟชั่นอย่างเนี้ยครับ เชี่ยไรเนี่ย เดินข้างนอกก็ไม่ได้ จะทำมาทำไมวะ? อ่อ..มันมีคัตติ้งอย่างนี้นะเว้ย Artist คนนี้เขาได้แรงบันดาลใจจากอันนี้นะเว้ย ดีไซน์เนอร์นี้เขาได้รับอิทธิพลจากอันนี้นะเว้ย คือทุกศาสตร์มันมีโลกของมันนะครับ โอเค เรามองในฐานะคนมองจากข้างนอกโลกของมัน เราก็มองได้มุมนึง แต่ต้องเข้าใจว่า บางทีการที่จะรู้คุณค่าของมัน เสพ Appreciate ของมัน เราต้องการ Background บางอย่างนะเว้ย เราถึงจะเสพมันได้ อย่างเราโยนหนัง Godard ให้คนที่ไม่รู้ เขาจะรู้มั๊ย? แต่เขาไม่รู้ว่ามันมาจากยุคนี้ แล้วมันเจ๋งยังไง เราเชื่อว่าใดๆก็ตาม โดยเฉพาะงานศิลปะ ต้องการความรู้ของมัน ถึงจะเสพมันได้ดีขึ้น โอเค คุณเป็นคนข้างนอกเดินเข้า Museum ไปดูมันก็เสพได้ แต่อีกมุมนึงมันต้องอาศัยการเรียนรู้ คุณจะตัดสินได้ว่ามันดีหรือไม่ดี จนกว่าคุณจะรู้เรื่อง อยู่ๆคนไปดู Damien Hirst ดังเหี้ยๆ แพงเหี้ยๆ ทำจุดแดงๆ จุดๆๆๆๆ  เป็นจุดอยู่ดีๆ อยู่ดีๆเอาฉลามมาผ่า ไปแช่ในแท้งค์ ทำไมแม่งดีวะ?

 

Pg-22-hirst-1
The Physical Impossibility of Death in the Mind of Someone Living ของ Damien Hirst

 

SSN : โฟโต้นิวยอร์คดียังไง เอาจริงๆแล้ว

เบ๊น : มันหลากหลายมากครับ เหมือนที่บอกไป เราดูภาพซีรีย์ที่เป็น Context มากขึ้น เรารู้ว่า ค่อยๆดูเบื้องหลังว่าทำไมมันมีนั่นมีนี่วะ ทำไม Richard Prince มันเอารูปคนจาก Instagram มาแปะแล้วขายแกลอรี่ได้เงินเป็นล้านๆวะ ทำไมวะ? เจ๋งยังไง

SSN : มันเกี่ยวกับที่นั่นมันมีคนเสพด้วยหรือเปล่า มันเป็นตลาดด้วยหรือเปล่า

เบ๊น : ใช่ครับ มันเป็น Art World มันมีตลาดรองรับ มันมีคนที่พร้อมจะดู พร้อมจะเปิดใจ

SSN : ไม่ว่าคุณจะทำอะไร

เบ๊น : ใช่ มันมีกลุ่มเป้าหมายของมันตลอด “Even if You are one in the Million but You can find some eight of you in New York” คือถึงมึงจะเป็นหนึ่งในล้าน แต่ในนิวยอร์คแม่งจะมีคนแบบคุณอย่างน้อยแปดคน ไม่ว่าคุณจะแปลกแค่ไหน นิวยอร์คมันจะมีรองรับกลุ่มเป้าหมายคุณอยู่ เพราะฉะนั้นมันทำให้เราทำอะไรก็ได้ คุณไม่ต้องห่วงว่าทำอย่างนี้จะไม่มีคนดู เดี๋ยวมันจะมีคน Appreciate เองแหล่ะ มากน้อยอีกเรื่องนะ แต่มึงไม่เดียวดายเว้ย

 

Unknown-10
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

และมันมีระบบอาร์ทที่ยั่งยืนกว่ามั้งครับ มันเป็นอาร์ทที่ทำธุรกิจจริงๆ ศิลปินเลี้ยงปากท้องตัวเองด้วยการทำศิลปะได้ คือมันไม่ใช่ศิลปะไส้แห้ง ศิลปินในนิวยอร์คมันทำกันเป็นล่ำเป็นสันมาก ทุกคนมีสตูดิโอ ตื่นเช้ามาเก้าโมงเข้าสตูดิโอ คิดงาน มี Connection กับแกลอรี่ ต้องหัดไปงานอีเว้นท์ มีการเมืองของมัน แม้มันจะดูว่าศิลปะแม่งปนเปื้อนเว้ย มีธุรกิจเข้ามา แต่การมีธุรกิจมันทำให้ศิลปะอยู่ได้ในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องการเงินน่ะ

 

มันเหมือนเพลง อัลบั้มนึงคุณไม่ต้องการเพลงที่แบบฮุคติดหูตลอดหรอก มันต้องมีเพลงที่ผ่อนบ้าง หนังก็เหมือนกัน คุณไม่ต้องการระเบิดบึ้มๆๆ คนมันไม่ได้ใช้ชีวิตแบบตื่นเต้นตลอดเวลา สตรีทโฟโต้ก็เหมือนกัน

 

SSN : ในวงการสตรีทเองนี่จะถูกพูดถึงกันตลอดว่าการถ่ายภาพสตรีทเนี่ยเป็นวิธีการถ่ายภาพที่แม่งจนที่สุด เพราะมันหากินไม่ได้มากที่สุด มันเป็นไปได้มั๊ยที่นิวยอร์คมันจะกว้างพอสำหรับ Street Photographer

เบ๊น :  อย่างอาจารย์ผมคนนึงก็เป็น Street Photographer อยู่ในแก๊งค์ iN-PUBLIC ชื่อ Gus Powell แล้วเขาก็ต้องมาหารายได้ เป็นอาจารย์สอน มาออกหนังสือกับสำนักพิมพ์นี้นะ มีบ้างไปแสดงกับแกลอรี่ เป็น Artist Commission (ศิลปินที่ถูกว่าจ้างเป็นโปรเจค) เราว่ามันยังดิ้นได้นะ แต่โอเคมันก็ยากเหมือนกัน

SSN : “Street Photography” ในทัศนคติของเบ๊นคืออะไร?

เบ๊น : มันคือ Capture The Moment น่ะครับ แต่สิ่งที่เราชอบคือ ทำอะไรที่มันธรรมดาๆนี่แหล่ะ เรารู้สึกสตรีทมัน Relate กับเรามากกว่า คือถ้าเราดูภาพ National Geographic ไปถ่ายปลาวาฬแอนตาร์กติกาเงี้ย สวยมั๊ยสวย แต่กูทำไม่ได้หรอก!  แต่สตรีทดูแล้วเออว่ะ เจ๋งว่ะ ทำไมแม่งเป๊ะจังวะ มันไปอยู่ตรงนั้นได้เนอะ ถ้ากูไปอยู่ตรงนั้นกูก็น่าจะถ่ายได้ ซึ่งเบื้องหลังแม่งอาจจะเดินไม่รู้กี่กิโลกว่าจะเจอภาพนี้ เสน่ห์คือมันอยู่ในทุกๆวันของเรานะเว้ย แต่แม่งแคปมาได้

 

Unknown-8
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

SSN : หยิบกล้องไป ไปเดินถ่ายที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอแสงสวย ไม่ต้องไปเที่ยว

เบ๊น : เออ ไม่ต้องรอพระบิณฑบาต ชาวประมงเหวี่ยงแห สมมติคนแม่งผัดผัดไทลอยขึ้นมาอยู่กลางอากาศเป็นรูปหนวดพอดี คนดูก็เออว่ะ! บางทีกูแม่งน่าจะถ่ายได้ถ้าอยู่ในจังหวะนั้น แต่การไปอยู่ในจังหวะนั้นแม่งก็เป็นพรสววรค์ของโคตรสตรีทเลยนะ

SSN : ดวง ซื้อหวย

เบ๊น : เออ จริงๆ

SSN : เบ๊นมีงานของตัวเองชอบมั๊ย รู้สึกว่านี่แม่งสตรีท ชอบว่ะ

เบ๊น : ต้องย้อนกลับไปยุคนึง บ้าสตรีทมาก ออกไปข้างนอกทุกวันเลยอ่ะ ถือไอ้กล้อง Canon S95 นั่นน่ะ ไปถ่ายตามที่คนเยอะๆ จำได้ว่าภาพแรกๆที่ตัวเองคิดว่าสตรีทมาก คือไปถ่ายวังหลังแล้วไปเจอคนมุงๆกำลังซื้อซูชิห้าบาท คนๆนึงแม่งถือสเก็ตบอร์ด ส่วนอีกคนถือถุงพลาสติกที่เป็นหนังสือพระอะไรเงี้ยครับ เฮ้ยๆ Contrast กันเลย ก็ชอบๆ มันเป็นจุดแรกที่แบบก็สวยดีนะ การเดินชั่วโมงนึงแม่ง Payoff เหมือนกันนะเว้ย

 

Unknown-2
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

หลังจากนั้นก็ไปถ่ายคนใน Kinokuniya มั้ง แล้วแบบคนใส่ส้นสูงที่สูงมาก แล้วตรงไอ้หนังสือชั้นล่างเป็นรูปคุณแดนอรัญ (แดนอรัญ แสงทอง นักเขียน) ที่เป็นรูปคนหันไปทางนี้ เหมือนดูส้นสูงเลย เหมือนว่าเด็กสมัยนี้นะ..อะไรอย่างนี้

 

Unknown-3
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

หรือเราขึ้นรถไฟฟ้าไป เราเจอตรงกระจกบนรถไฟฟ้า ถ่ายไปมุมนึงมันเป็นคนใส่รองเท้าหนังอ่ะแหล่ะเหมือนเพิ่งเลิกงาน แต่อีกคนเหมือนเพิ่งไปวิ่งที่สวนลุมฯมาแล้วเป็นรองเท้ากีฬา ด้วยกระจกที่สะท้อนมันทำให้ภาพมันทับกันพอดี ในรองเท้าหนังมีรองเท้ากีฬาอยู่ เราก็ชอบ! กูสตรีทเลย!

 

Unknown-1
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

เรารู้สึกว่าเมืองไทยมันเหมาะกับแนวสตรีทอ่ะครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม่งเป็นแหล่งขุดทองเพราะเมืองเราโคตรมั่วเลย เละเทะหมดเลย คือไปเดินท่าช้างแล้วคุณไม่ได้สตรีทสักภาพไม่ได้แล้ว ท่าช้างแม่งโคตรเละเลย คือจะขุนยังไง ถ้าคุณคิดว่าเทรนยุคนี้แม่งจะไปถ่ายฮิปสเตอร์ เจแปนนิส สว่างๆ มินิมอล แม่งก็ได้ แต่มึงต้องเดินหานาน มึงต้องรอกำแพงคลีนๆ หญ้าสวยๆ อย่างน้อยมึงจนอยู่แถวเส้นรถไฟฟ้าอ่ะ โลเคชั่นที่จะมินิมอลได้ แต่สตรีทมันได้ทุกที่เลย! ทุกที่เมืองไทยมันเป็นสตรีทได้ เพราะมันเละจริงๆ ความไม่เรียบร้อย ความเป็นระบบที่ไม่ลงตัว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความไม่ลงตัวมันคือขุมทรัพย์อันนึงของสตรีท

SSN : ความไม่เข้ากัน

เบ๊น : ใช่ฮะ ทุกอย่างเป๊ะหมดมันก็ถ่ายง่าย แต่พออะไรที่เหมือนไม่เข้ากันมาอยู่ด้วยกัน โคตรดีเลย ผมว่า Top Five Street Destination คือเมืองไทย แล้วในระยะยาวผมว่าเมืองไทยแนวที่จะถ่ายได้เรื่อยๆทุกวันคือสตรีท

SSN :  อ่ะแล้วทีนี้งานสตรีทที่ไม่ใช่ของเบ๊น เป็นงานที่แบบเบ๊นชอบ มีมั๊ย

เบ๊น : หลายคนเลยนะฮะ เราชอบอาจารย์เรา Gus Powell ชอบ Matt Stuart

 

GusPowell_TLOs_-13+copy
© Gus Powell/iN-PUBLIC

 

SSN : Gus นี่ตอนสอนเขาพูดถึงเรื่องสตรีทด้วยหรือเปล่าครับ

เบ๊น :  Gus นี่เขาเป็นคนดู Thesis ให้ผม มันแนววิจารณ์ครับ จริงๆพูดน้อยมาก คือเขาเป็นช่างภาพสตรีทที่รู้เรื่องงานศิลปะ ดูงานศิลปะเป็น คือดู Sculpture (งานปั้น) ก็เป็น รู้ประวัติศาสตร์ศิลป์ฯ มันรอบตัวมาก สตรีทเป็นแค่หน่วยนึงของเขาเฉยๆ ผมทำวิดีโอส่งไป เขาก็ยังวิจารณ์งานวิดีโอได้ อ๋อ..คุณลองดูอันนี้สิอะไรอย่างนี้

มีใครอีกนะ Ume Kayo อันนี้ก็ชอบ Bruce Gilden ชอบ Michael Christopher Brown เป็นช่างภาพ Magnum แล้วใช้ iPhone ถ่าย เก่งๆ ก็ไม่เชิงสตรีทมาก ก็เป็น Documentary เป็น Journalist

มีกลิ่นอายๆ ช่างภาพสตรีทที่ชอบก็จะประมาณนี้น่ะครับ ช่างภาพอื่นๆที่ชอบ Rinko Kawauchi ชอบ Loretta Lux เราชอบช่างภาพที่ใช้อะไรอย่างอื่นนอกจากกล้อง อย่าง Loretta จะชอบวาดรูปลงไปในภาพ

 

2004.80_ph_web
© Loretta Lux

 

SSN : Experimental

เบ๊น : อ่า นิดนึงๆ คนนึงที่ชอบล่าสุดคือ Koji Onaka เป็นลูกศิษย์ของ Daido Moriyama (ช่างภาพสตรีทชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน) เขาถ่ายภาพญี่ปุ่นทุกวันนี้นะครับ ตามตรอกซอยญี่ปุ่นน่ะ แต่ถ่ายมาแล้วมันดูเก่ามาก ดูแบบถ่ายมาตั้งแต่สงครามโลก แต่เป็นปัจจุบัน ปีสองพันเท่าไหร่ไม่รู้ สวยมาก อินเลยอ่ะ เป็นโฟโต้บุ๊คที่เข้ามาดูบ่อยๆ

 

Screen Shot 2559-02-24 at 19.57.41
© Koji Onaka

 

Screen Shot 2559-02-24 at 19.57.13
© Koji Onaka

 

ทุกที่เมืองไทยมันเป็นสตรีทได้ เพราะมันเละจริงๆ ความไม่เรียบร้อย ความเป็นระบบที่ไม่ลงตัว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความไม่ลงตัวมันคือขุมทรัพย์อันนึงของสตรีท

 

SSN :  มีปัญหานึงของคนถ่ายสตรีทในเมืองไทยมาก จริงๆการสร้างงานศิลปะมันต้องมีโจทย์ในใจด้วยน่ะ อยากเล่าเรื่องอะไร มีภาพมาประกอบกันในใจ พอถ่ายไปเยอะๆจะเห็นว่าจริงๆแล้วมึงอยากเล่าเรื่องนี้ว่ะ เล่าตัวตนของเรา ไม่ใช่เป็นภาพๆไปเรื่อย สวย Layer ดี องค์ประกอบภาพดี แปลกดี อันนี้เป็นเรื่องน่าสนใจที่ควรจะเรียนวิธีคิดอย่างนี้ด้วย

เบ๊น :  เราว่าดีนะ สุดท้ายโฟโต้มันควรจะดูเป็นชุดมันดูมีพลังมากกว่า

SSN :  ใช่ มันมีเบาบางบ้าง แข็งแรงบ้าง สลับกันไป แต่ทั้งหมดมันต้องเล่าเรื่องได้

เบ๊น :  ใช่ฮะๆ มันเหมือนเพลง อัลบั้มนึงคุณไม่ต้องการเพลงที่แบบฮุคติดหูตลอดหรอก มันต้องมีเพลงที่ผ่อนบ้าง หนังก็เหมือนกัน คุณไม่ต้องการระเบิดบึ้มๆๆ คนมันไม่ได้ใช้ชีวิตแบบตื่นเต้นตลอดเวลา สตรีทโฟโต้ก็เหมือนกัน เวลาเราไปสอนคนเราจะบอกคน เอ้ย!พอแล้วนะเว้ยถ่ายรูปแต่ละวันแล้วแบบ รูปนี้สวย รูปนี้เจ๋ง อะไรแบบนี้ คุณคิดเป็นคอนเซปดิวะ ให้ดูทั้งชุดว่าเป็นยังไง มันฝึกการเล่าของคุณมากขึ้น แล้วการเป็นชุดมันมีพลังจริงๆนะ เพื่อนเราทำ Kickstarter ครับ ทำโฟโต้ที่อเมริกา รวมภาพโฟโต้ที่ถ่ายในป่า แล้วไปดูมา ดูภาพนึงมันก็เฉยๆนะ แต่พอดูจนจบเล่มเฮ้ยดีว่ะ! โคตรดีเลย

SSN :  มันเหมือนการที่ช่างภาพบางคนจะบอกว่า รูปเนี่ยมันจะไม่มีอยู่จริงเลยถ้ามันไม่ปริ๊นท์ออกมา พอมันปริ๊นท์ออกมาฟีลลิ่งของการเปิดดูมันคนละเรื่องกันเลย

เบ๊น :  จริงครับจริง เอออีกอย่างนึงคืออยากให้คนไทยสนใจโฟโต้บุ๊คมากขึ้น เราจะติดอคติกันน่ะ อะไรเนี่ย! มีแต่ภาพ ก็มันโฟโต้บุ๊คอ่ะ มันก็มีแต่ภาพดิวะ! เราอ่านได้หลายรอบนะเว้ยโฟโต้บุ๊คอ่ะ บางเล่มผมอ่านอาทิตย์ละครั้งอ่ะ มัน Inspire อ่ะ อย่าง Rinko เงี้ยเปิดแล้วโอ่ยสงบจังเลย รู้สึกอยากโฟกัสสิ่งเล็กๆน้อยๆในชีวิตจังเลย เราอยากให้โฟโต้บุ๊คมันบูมมากขึ้นน่ะ ปีที่แล้วเลยเริ่มทำ มันอาจจะต้องเริ่มจากของย่อยง่ายก่อน โฟโต้บุ๊คผู้หญิงก่อนนะ น่ารักๆงี้นะ ค่อยๆ Develop ไป ให้ Culture ด้านนี้มันแข็งแรง

 

Unknown-9
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

SSN :  อย่างเห็นเล่มใหม่ของเบ๊น (Dear Portland) ก็คือเน้นภาพมากกว่า

เบ๊น :  หนังสือมันไม่จำเป็นหรอกนะ ตัวหนังสือนิดเดียวเอง ไม่ใช่อ่ะ! ไม่จำเป็นหรอกอ่านแป๊ปเดียวจบ คุณก็ใช้เวลาภาพนึงให้มันนานๆดิวะ โฟโต้บุ๊คปริ๊นท์ออกมาเป็นหน้าคู่เงี้ย แสดงว่าเขาอยากให้ดูเฟรมเต็มๆดิวะ อยากให้ไล่สายตา หรือว่าการเปิดมาภาพนึงวางไว้ด้านนี้ อีกภาพวางไว้มุมนี้ มันมี Placing ของการ Lay out อ่ะ แต่นั่นแหล่ะ..ต้นทุนมันก็แพง ก็ต้องใช้เวลา

 

การสนทนาที่ยืดเยื้อราวหนึ่งชั่วโมงนิดหน่อยของพวกเรา เริ่มลามไปในเชิงปัญหาวงการถ่ายภาพในเมืองไทยที่อาจจะล่อแหลมจนจะนำไปสู่ดราม่าเกินไปหน่อย เราจึงเขียนบทสนทนาระหว่างชาวเนิร์ดเอาไว้เพียงเท่านี้ ปล่อยให้ส่วนที่เหลือเป็นความสนุกปากที่ได้คุยกันในวงสนทนานั้น ยังคงล่องลอยอยู่ในไฟล์เสียงที่ถูกอัดเก็บไว้ในมือถือของเราต่อไป 

ขอขอบคุณเบ๊น ธนชาติอีกครั้งสำหรับความรู้ ความเพลิดเพลินแด่ชาวเนิร์ดไว้ ณ ที่นี้

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s