อะไรคือความแตกต่างระหว่าง ภาพสตรีท กับ ภาพถ่ายสารคดี?

“ศิลปะคือการปลอมความจริงขึ้นมา” พาโบล ปิกัสโซ

ถ้าเปิดดูคำว่า Street Photography ในวิกิพีเดีย จะเจอคำนิยามที่ว่า “…เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ของการถ่ายภาพสารคดี” แต่มันเป็นแบบนั้นจริงหรอ? การถ่ายภาพสตรีทและภาพสารคดีต่างก็มีรูปแบบที่พวกเราพอรู้จักกันอยู่แล้ว ทำไมบางทีเราถึงแยกการถ่ายภาพสองประเภทนี้ไม่ค่อยออกล่ะ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการถ่ายภาพสองประเภทนี้มีความคล้ายคลึงกันอยู่ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆภาพสตรีทอาจถูกตีความได้ว่าเป็นภาพสารคดี เพราะเป็นการจับจังหวะที่เกิดขึ้นจริงของบุคคลในเวลานั้น ซึ่งสิ่งที่คล้ายกันก็มีอยู่แค่นั้นล่ะ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดคำถามนี้มาจากปรมาจารย์ด้านสตรีทอย่าง Henri Cartier-Bresson ที่เป็นช่างภาพผู้ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยใช้ภาพเล่าเรื่อง (Photojournalist) ปู่ HCB ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นช่างภาพสตรีท แล้วก็ยังบอกว่าไม่ค่อยสนใจการถ่ายสารคดีจ๋าอีกด้วย แต่ภาพของ HCB นั้นน่าทึ่ง และเป็นต้นแบบให้ช่างภาพสตรีทรุ่นใหม่ได้ศึกษาอยู่เสมอ โดยเฉพาะในนิวยอร์ค

ภาพของ HCB ที่ถ่ายเหตุการณ์บนท้องถนนนั้นมีการจัดวางองค์ประกอบภาพอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และเป็นต้นแบบของการจับจังหวะภายในเสี้ยววินาที (Decisive moment) จังหวะที่พอดีเป๊ะๆจะทำให้ภาพมีพลังมหาศาล การต่างกันแค่วินาทีเดียวไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลัง ความหมายของภาพก็จะเปลี่ยนไป HCB บอกว่า สำหรับเขาแล้ว การถ่ายภาพคือการจินตนาการก่อนว่ากำลังจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้เตรียมมุมมองได้ทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ภาพของเขาจึงเป็นมากกว่าการจับจังหวะทั่วไป หรือภาพสารคดีแท้ๆ

FRANCE. Paris. Place de l'Europe. Gare Saint Lazare. 1932.
ภาพในตำนานของ HCB ที่ตอบคำว่า Decisive Moment ได้ชัดเจน จังหวะเสี้ยววินาทีที่ขานั้นยังไม่เหยียบพื้นน้ำ / © Henri Cartier-Bresson/Magnum Photos

การถ่ายภาพสตรีทไม่ใช่การถ่ายภาพบุคคลเสมือนจริง (Portraiture) ไม่ใช่การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง (Still Life) หรือการถ่ายภาพทิวทัศน์ (Landscape) การถ่ายสตรีทอาจต้องใช้สัญชาตญาณ เพราะเราไม่สามารถเตรียมการล่วงหน้าได้ มันไม่มีการจัดฉาก และภาพส่วนใหญ่คือการถ่ายทีเผลอ (Candid) การถ่ายทีเผลอในที่นี้หมายความว่าตัวแบบไม่รู้ตัวในจังหวะที่ถูกถ่ายเลยด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่แล้วตัวแบบมักเป็นบุคคลแปลกหน้าเสมอ และแก่นของงานสตรีทคือการสร้างสรรค์เรื่องราวเสริมตัวแบบนั้นๆมากกว่าการจับความจริงล้วนๆอย่างเดียว ความต่างระหว่างการถ่ายสตรีทกับสารคดีข้อนี้อธิบายได้ยากแต่สำคัญมาก

กฎเหล็กของภาพสตรีทคือมันต้องเป็นภาพที่แปลกตาและดูเหนือจริง ภาพสตรีทมักสร้างความเชื่อมโยงระหว่างตัวแบบกับสิ่งรอบข้างในแบบที่ไม่ใช่ความจริงเท่าไหร่นัก เรามักเห็นการเชื่อมโยงเหล่านี้ผ่านการวางข้างกันเพื่อเปรียบเทียบ (Juxtaposition) การเลือกวางเฟรมและจังหวะ เพื่อสร้างเรื่องราวใหม่ การขออนุญาตคนบนท้องถนนเพื่อถ่ายภาพคือการถ่ายภาพบุคคลจริง หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวแบบให้ความร่วมมือ มีการจัดท่าทางของตัวแบบ ภาพเหล่านั้นไม่ใช่การถ่ายภาพสตรีท เพราะฉะนั้นการถ่ายภาพสารคดีที่ถ่ายเน้นความเป็นจริงของตัวบุคคลคงเรียกได้ ไม่เต็มปากว่าเป็นภาพสตรีท ถ้าเรียกภาพสารคดีเช่นนี้ว่าภาพสตรีทก็ดูจะขัดใจอยู่หน่อยๆ

 

NICARAGUA. Managua. 1957.
งานของปู่ Elliot แสดงให้เห็นวิธีที่สตรีทบิดเนื้อหาจากความเป็นจริงออกไปอย่างไร // © Elliott Erwitt/Magnum Photos

 

ภาพสตรีทไม่จำเป็นต้องเล่าด้วยความจริงล้วนๆ บางครั้งภาพสตรีทที่ดี ยิ่งต้องเป็นภาพที่หลอกตาเราเพื่อสื่อความหมายอะไรบางอย่าง เหมือนกับคำกล่าวของปิกัสโซที่กล่าวไว้ข้างต้น ภาพสตรีทคือการสร้างเรื่องราวเพื่อถ่ายทอดตัวตนของช่างภาพ และการถ่ายภาพสตรีทเน้นความเป็นศิลปะมากกว่าการถ่ายทอดความจริง ดังนั้นภาพสตรีทไม่ใช่ภาพสารคดีแท้ๆ หรือภาพที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง อย่างที่ช่างภาพสมัครเล่นหลายคนมักเข้าใจผิดกัน

เป็นศิลปะมากกว่าการถ่ายทอดความจริง ดังนั้นภาพสตรีทไม่ใช่ภาพสารคดีแท้ๆ หรือภาพที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้งอย่างที่ช่างภาพสมัครเล่นหลายคนมักเข้าใจผิดกัน

ลองมาเทียบแนวคิดและแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพสตรีทและภาพสารคดีกัน

  • ตัวเอกในการเล่าเรื่องของภาพสตรีทนั้น จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากผู้คน (ต่อให้ไม่มี คนในภาพ แต่ภาพก็ต้องสื่อถึงคน) ในขณะที่ภาพสารคดีสามารถเล่าเรื่องจากสิ่งใดก็ได้ที่เกี่ยวกับประเด็นนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องมีคนในภาพก็ได้
  • ภาพสตรีทนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะหลักๆคือบนท้องถนน ส่วนภาพสารคดีจะเกิดขึ้นในที่เฉพาะเจาะจงตามประเด็นที่อยากจะเล่า อาจอยู่ในพื้นที่สาธารณะหรือไม่ได้อยู่ในพื้นที่สาธารณะก็ได้ (อาจเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน โรงงาน ออฟฟิศ บ้านส่วนตัว ป่าเขา ธรรมชาติ ท้องฟ้าอากาศ และอื่นๆ)
  • ภาพสตรีทเกี่ยวข้องกับผู้คนในชีวิตประจำวันการจับจังหวะแปลกๆที่เกิดขึ้นปฏิกิริยาต่างๆของผู้คน ในขณะที่ภาพสารคดีเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงของมนุษย์ แม้จะเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของมนุษย์เช่นกัน แต่ภาพสารคดีนั้นจะเน้นไปในสถานการณ์เฉพาะเจาะจงที่เกี่ยวกับประเด็นที่จะเล่า
  • ภาพสตรีทมักถ่ายทอดเรื่องราวที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ก่อนหรืออย่างที่เราเรียกมันว่า การจับจังหวะภายในเสี้ยววินาที (Decisive moment) ในขณะที่ภาพสารคดีถ่ายทอดเรื่องราวโดยใช้ระยะเวลานานทีเดียว ช่วงเวลาในการถ่ายภาพสารคดีอาจเป็นหลักเดือน หรือหลักปีเลยก็ได้
  • ภาพสตรีทหลายภาพค่อนข้างเป็นนามธรรมในขณะที่ภาพสารคดีจะเป็นรูปธรรมมากกว่า ศาสตร์แรกคือการสร้างภาพเสมือนจริง ส่วนอีกศาสตร์คือการถ่ายทอดความเป็นจริง
  • ช่างภาพสตรีทไม่ค่อยให้ความสำคัญตัวแบบเดี่ยวๆมากนักแต่จะสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแบบและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า ในขณะที่ช่างภาพสารคดีจะให้ความสำคัญกับตัวแบบอย่างลึกซึ้ง มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับตัวแบบและเรื่องราวของเขา เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับประเด็นที่จะเล่า ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายเลือดของผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ประสบภัยสึนามิ ความแร้นแค้นของชาวบ้าน หรือความโกรธแค้นของผู้ประท้วง อะไรก็ว่าไป ประเด็นที่ลึกซึ้งของตัวแบบเหล่านี้สร้างความสนใจให้กับช่างภาพสารคดี ส่วน ช่างภาพสตรีทนั้นจะให้ความสนใจว่าตัวแบบตรงหน้าจะมีปฏิกิริยายังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะวางเฟรมอย่างไรให้น่าสนใจมากกว่าความจริงที่เป็นอยู่ และจะจับจังหวะยังไงให้ เป๊ะเพื่อสร้างเรื่องราวใหม่ๆในภาพ
  • ช่างภาพสตรีทแทบทุกคนต้องทำตัวให้ล่องหนเข้าไว้เพื่อจะได้แอบจับจังหวะดีๆของคนอื่น หลายคนประสบความสำเร็จในการได้ภาพด้วยการทำเหมือนไม่ได้ถ่าย วิธีการเข้าไปใกล้ๆ ตัวแบบแล้วถือกล้องไว้ระดับเอวได้ผลเสมอ ในขณะที่ช่างภาพสารคดีจะเลือกใช้วิธีแอบถ่ายหรือไม่ก็ได้ ในกรณีที่ช่างภาพสารคดีต้องถ่ายแบบหลบๆซ่อนๆอาจเป็นเพราะสถานการณ์นั้นอันตรายเกินกว่าจะเข้าไปใกล้ๆ สำหรับช่างภาพสตรีทนั้น การที่จะได้ภาพดีๆมักต้องเข้าไปใกล้ๆกับตัวแบบ เพราะช่วงระยะที่เราใช้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเกิน 50mm แต่ ช่างภาพสารคดีจะเลือกช่วงระยะเลนส์เท่าไหร่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาจะถ่าย
  • ช่างภาพสตรีทไม่ได้มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนเราเดินถ่ายรูปตามท้องถนนพร้อมสังเกต ผู้คนไปเรื่อยๆ ด้วยความหวังอันสูงสุดว่าจะบังเอิญมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้น (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี) เราไม่ได้มีเป้าหมายตั้งแต่ออกจากบ้านว่าต้องไปถ่ายคนนี้นะ เพราะถ่ายภาพสตรีทเป็นเรื่องของดวง และเหตุการณ์บนท้องถนนมักเกิดขึ้นเร็วมากจนเราไม่ค่อยมีเวลาได้คิด ในขณะที่ช่างภาพสารคดีจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากจะถ่ายอะไรเพื่อจะเล่าอะไร ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตของบุคคลที่จะถ่ายได้ มาร์ติน พารร์ (Martin Parr) เลือกที่จะถ่ายแค่สิ่งที่เกี่ยวกับประเด็นที่เขาจะเล่า ยกตัวอย่างเช่น “The Mundane and Boring” หรือ “Cheap and Nasty tastes” มาร์ตินเป็นช่างภาพสารคดีที่คร่ำหวอดในโลกศิลปะ แต่เขาไม่ใช่ช่างภาพสตรีทอย่างที่หลายคนมักเข้าใจผิด

นิยามของภาพสตรีทที่ดีล้วนนั้นมาจากศิลปินในยุค 1950s – 1960s ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของสตรีท และโดยรูปแบบของภาพสตรีทตามคำนิยามเหล่านี้มันไม่ค่อยจะคล้ายกับภาพสารคดี ภาพถ่ายบุคคลเสมือนจริงเท่าไหร่นัก

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s