Month: March 2016

กลุ่มสตรีทนานาชาติ Burn My Eye ประกาศสมาชิกใหม่ Dimitris Makrygiannakis

Dimitris Makrygiannakis ช่างภาพสตรีทชาวกรีกฝีมือเยี่ยม ถูกประกาศเป็นสมาชิกใหม่คนที่ 14 ของกลุ่ม Burn My Eye กลุ่มช่างภาพสตรีทระดับนานาชาติเลือดใหม่ ที่มีวิธี มีสไตล์ที่แตกต่างไปจากสตรีทเดิมๆ โดยรวมแล้วงานของสมาชิกกลุ่ม Burn My Eye ค่อนข้างหวือหวาเอามากๆ

ซึ่งก่อนหน้านี้ Dimitris เป็นสมาชิกของกลุ่ม That’s Life กลุ่มช่างภาพสตรีทที่ถ่ายภาพสตรีทในอินเดียอีกด้วย

 

DM_01_13
© Dimitris Makrygiannakis

 

DM_02_12
© Dimitris Makrygiannakis

 

DM_02_13
© Dimitris Makrygiannakis

 

DM_01_16
© Dimitris Makrygiannakis

 

 

 

Advertisements

งานนิทรรศการภาพ Danse Macabre ระบำตันตรา โดย ผ้าป่าน สิริมา

  • สัมภาษณ์ โดย จุฑารัตน์ ภิญโญดุลยเจต ( ปูเป้ )
  • ภาพ โดย อิศเรศ เฉลิมโสภาณ ( กบ )

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ( 5 มีนาคม 2559 ) มีงานนิทรรศการภาพที่น่าสนใจสำหรับชาวสตรีทอีกแล้ว นั่นคืองาน Danse Macabre หรือชื่อภาษาไทยที่ชื่อว่า “ระบำตันตรา” นิทรรศการภาพถ่ายจากกาฐมาณฑุ (Kathmandu) ประเทศเนปาล งานแสดงภาพเดี่ยวครั้งที่ 2 ของ ผ้าป่าน สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ 

พวกเรา สยาม.มนุษย์.สตรีท ได้แวะไปเยี่ยมชมงานเปิดนิทรรศการ เลยได้สัมภาษณ์ผ้าป่านเกี่ยวกับงานครั้งนี้ด้วย

ผ้าป่าน : งานชื่อ Danse Macabre เป็นภาษาฝรั่งเศสค่ะ ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษมันคือ Dance of death หรือ ระบำแห่งความตายค่ะ

จริงๆแล้วครั้งนี้ มันเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างป่านกับแกลอรี่มากกว่า คือปกติแล้วเวลาป่านทำงาน Group exhibition หรือ Solo exhibition ป่านจะทำงานคนเดียว แต่ว่าครั้งนี้มันเป็นส่วนผสมของทั้งสองฝั่ง ระหว่างป่านกับแกลอรี่ ( คัดมันดู โฟโต้ แกลอรี่ ) แกลอรี่ที่ว่าก็คือ คุณอามานิต (มานิต ศรีวานิชภูมิ ช่างภาพ) แล้วก็อาอิ๋ง (สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์) ที่เรามาดูรูปด้วยกันแล้วก็คุยกันว่าความรู้สึกตอนที่ถ่ายรูปเป็นยังไง เราเห็นอะไร มีมุมมองอะไร

จุดนึงพออาอิ๋งเห็นรูปผ้าป่านแล้วก็มีคำนี้ (Danse Macabre) ผุดขึ้นมา เค้ารู้สึกว่ามันมีคำว่า “ระบำแห่งความตาย” อยู่ในงาน มันไม่ใช่แค่ความดาร์คหรือว่าความตายอย่างเดียว คือจริงๆคำนี้ตีความได้ว่า ทุกคนต้องตาย แล้วพอทุกคนต้องตาย ก็อยากให้ทุกคน enjoy กับช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ จะเป็นในลักษณะนั้น

ภาพมันก็จะออกมาเป็นสองฝั่ง แล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่แสดงภาพสีเนอะ ภาพสีมันก็จะดูสนุกสนาน แต่ในขณะเดียวกันมันก็จะมีภาพที่มันดูหลอน ดูน่ากลัว ประมาณนั้น

SSN : ถ่ายภาพสีเป็นยังไงบ้าง?
ผ้าป่าน : จริงๆเราถ่ายภาพสีอยู่แล้ว แล้วค่อยมาทำเป็นขาวดำทีหลัง แต่ครั้งนี้มันพิเศษเพราะว่าเราไม่สามารถปฏิเสธเนปาลได้จริงๆ เพราะว่ามันเป็นเมืองที่สนุกสนานด้วยสีสัน เราก็เลยเล่าเรื่องของเมืองนี้ออกมาในรูปแบบของสี เพราะว่าบางภาพที่เราถ่าย เราจับต้องความเป็นสีสันของมันได้ก่อนเป็นอย่างแรก เราก็เลยไม่อยากทรยศตรงนั้น แต่เราก็ยังรักความเป็นขาวดำ ส่วนภาพสีเราก็ได้รับฟีดแบคที่ดีนะ หลายคนก็รู้สึกเซอไพรส์ เค้าก็ชอบภาพสีที่เราทำ แต่ใจเราก็ยังรักในความเป็นขาวดำอยู่

ระบำตันตรา
นิทรรศการภาพถ่ายโดย ผ้าป่าน – สิริมา ไชยปรีชาวิทย์

5 มีนาคม – 30 เมษายน 2559
(เปิดนิทรรศการ เสาร์ที่ 5 มี.ค. เวลา 18.30 – 21.00 น.)

เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – เสาร์ ที่ คัดมันดู โฟโต้ แกลอรี่ สีลม กรุงเทพ (แกลอรี่ปิดเฉพาะวันอาทิตย์ – จันทร์) เข้าชมได้ฟรี ตั้งแต่เวลา 11:00 – 18:00 น.

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA


แนะนำหนังสือเด็ด : All That Life Can Afford ของ Matt Stuart

ในบรรดาช่างภาพสตรีทกลุ่ม iN-PUBLIC แล้ว ด้วยทางที่เราเป็นคนชอบใช้ฟิล์มถ่ายสตรีท หนึ่งในช่างภาพที่เป็นไอดอลเราเลย ก็คงหนีไม่พ้น Matt Stuart แน่นอน เพราะคนนี้นี่ใช้ฟิล์มถ่ายสตรีทตลอด และงานของ Matt เองก็มีสไตล์ที่ชัดเจนมาก ฉากหลังของภาพเป็นเมืองที่ทุกคนรู้จักกันดี นั่นคือ “ลอนดอน” จนเมื่อใครนึกถึงงานสตรีทที่ฉากหลังเป็นลอนดอนแล้วล่ะก็ จะต้องนึกถึงงานของ Matt Stuart นี่แหล่ะ ที่ลอยออกมาก่อนใครเลย

ตลอดเวลายาวนานที่เขาถ่ายภาพสตรีทมา 20 ปี Matt ยังไม่เคยออกโฟโต้บุ๊คเดี่ยวๆของตัวเองเลย พอมีการประกาศออกมาว่าเขาจะออกโฟโต้บุ๊คครั้งแรก เลยทำให้เป็นที่พูดถึงอย่างมากในวงการสตรีทโลก

All That Life Can Afford เป็นชื่อโฟโต้บุ๊คอย่างเป็นทางการเล่มแรกของ Matt Stuart เป็นการรวมเอางานของเขาที่ถ่ายในลอนดอนตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2002 ถึง พฤศจิกายน 2015 รวมทั้งหมด 80 ภาพ พิมพ์ครั้งแรก 1,000 เล่ม และมี Limited Edition อีก 100 เล่ม พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ PLAGUE PRESS (ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่เขาตั้งขึ้นมาเอง) และทาง Matt เองที่จัดจำหน่ายบนเวบไซต์ของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ตอนนี้ได้ข่าวว่ากำลังจะตีพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว

 

IMG_4451

 

IMG_4452

 

งานออกแบบของหนังสือเล่มนี้โดดเด่นที่ปกเป็นผ้าสีครีม สวยงามมาก ข้อเสียคือไอ้แบบนี้นี่ต้องระวังมากๆเลยนะ สกปรกง่ายมาก โดนอะไรไปทีนี่จบ! ขนาดเล่มพอดีมือมาก ไม่ใหญ่เกินไป โฟโต้บุ๊คบางเล่มนี่ใหญ่ดีเต็มตาก็จริง แต่ถือดูลำบาก อันนี้พอดีๆ

งานพิมพ์เล่มนี้ ตอนแรกที่เปิดมา รู้สึกมันแปลกๆอยู่หน่อย ลองสังเกตดีๆคิดว่ามันดูแบนๆนิดๆ แต่พอดูไปนานๆก็เริ่มชินตา งานภาพฟิล์มเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมาก เปิดดูวนไปวนมาเป็นสิบรอบทีเดียว หลายๆภาพเป็นงานของ Matt ที่เราๆจะยังไม่เคยเห็นมาก่อน (แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นไปกว่างานคลาสสิคที่เรารู้จักกัน) ส่วนภาพที่เขาเน้นๆ ภาพดังๆ ภาพ Signature ของ Matt อย่างรูปนกยูงสีน้ำเงิน หรือ นกพิราบ เขาจะจัดวางแบบเต็มหน้าคู่ เต็มตาไปเลย

สรุปคือ พลาดไม่ได้แน่นอน ถ้าคุณคือเนิร์ดสตรีทตัวจริง แค่ชื่อ Matt Stuart ขึ้นมานี่ก็ต้องซื้อแล้วล่ะ! วิธีซื้อก็ไม่ยาก เข้าไปซื้อได้ในเวบ www.mattstuart.com เล่มละ £35 มีจัดส่งทั่วโลก

 

IMG_4455

 

สัมภาษณ์พิเศษ : Paul Russell ช่างภาพสตรีทชาวอังกฤษจากกลุ่ม iN-PUBLIC

  • สัมภาษณ์ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ( Sun )

ช่วงปีกำลังจะปลายๆปีก่อน เรามีโอกาสได้เดินทางไปอังกฤษ ซึ่งส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างชอบงานสตรีทในฝั่งอังกฤษนี้มากเลย จนรู้สึกกระตือรือร้นอยากไปเดินถ่ายภาพสตรีทที่ได้อารมณ์แบบช่างภาพฝั่งนั้นเอามากๆ ช่างภาพอย่าง Martin Parr , Tony Ray-Jones ถือเป็นช่างภาพสตรีทที่เราชอบ และถ้าพูดถึงช่างภาพสตรีทฝั่งอังกฤษในยุคหลังที่มีอารมณ์โทนเดียวกันนี้ ชื่อของ Paul Russell ต้องลอยมาเลยล่ะ

จนช่วงเวลาหนึ่งในทริปที่ได้เดินทางไปเมือง Cornwall ซึ่งต้องโฉบๆไปแถวๆเมือง Weymouth ที่ Paul Russell อยู่ด้วย ทำให้เรารู้สึกว่าอยากจะสัมภาษณ์ Paul ขึ้นมาบ้าง และเราติดต่อเขาไปจนได้พูดคุยกัน ซึ่งเขาเองก็ยินดีจะให้เราได้สัมภาษณ์ แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยสะดวกเนื่องด้วยภาระกิจสักเท่าไหร่ จนในที่สุดการสัมภาษณ์นี้ก็สำเร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดี เราหวังว่าบทสัมภาษณ์นี้จะช่วยให้ความรู้กับชาวเนิร์ดที่รักในการถ่ายสตรีทนะ โดยเฉพาะคนที่ชอบงานของ Paul Russell แบบเรา

 

SSN : คำถามแรกนะครับ ผมรู้สึกว่างานของคุณค่อนข้างจะมีอารณ์ขันและก็บ่งบอกความเป็น ‘อังกฤษ’ ผ่านมุมมองของคุณ โดยเฉพาะจากความเป็นเมืองชายทะเล อะไรที่เป็นแรงบันดาลใจในงานของคุณ? และช่างภาพสตรีทคนไหนที่มีอิทธิพลต่องานของคุณบ้าง? 

Paul : ผมสนใจการถ่ายภาพแนวสตรีทมาประมาณ 30 ปีแล้ว (ตอนนี้ผมอายุ 49 ) แต่เอาจริงๆที่เพิ่งจะหันมาถ่ายเองเลยก็ประมาณ 12 ปีที่แล้วนี่เอง ความรู้ในโลกของทางภาพสตรีทตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ยังจำกัดอยู่กับช่างภาพสตรีทดังๆในยุโรปทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Henri Cartier-Bresson และ Robert Doisneau ตอนที่ผมเริ่มหัดถ่ายสตรีทด้วยตัวเอง ผมก็เริ่มค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต สนใจช่างภาพคนอื่นๆเพิ่มขึ้นอย่าง Garry Winogrand , Martin Parr และ Tony Ray-Jones ซึ่งสองคนหลังนี่พวกเขามักจะใช้อารมณ์ขันเข้ามาใช้ในภาพ แน่นอนว่านี่คือแรงบันดาลใจของผม แต่ผมค่อนข้างจะชอบอารมณ์ขันของ Ray-Jones มากกว่านะ แม้ว่าผมจะชอบงานของ Doisneau แต่ว่างานของเขาไม่ค่อยจะทันสมัยสักเท่าไหร่ อารมณ์ขันในงานเขาค่อนข้างจะเบาๆและอ่อนโยน

ผมเลยพูดได้เต็มปากว่า Tony Ray-Jones คือช่างภาพในดวงใจของผมเลย เขาเป็นช่างภาพชาวอังกฤษที่มีงานออกมาในช่วงยุค 1960s ถึง 1970s แต่เขาเสียชีวิตเร็วมาก เสียไปตั้งแต่อายุ 40 ปี งานของเขาค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักดีในเรื่องอารมณ์ขันและการจัดวางเฟรมองค์ประกอบภาพหลายๆอย่างเข้าไว้ในเฟรมเดียวกันอย่างลงตัว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากมาก เขาเป็นช่างภาพที่อเมริกา แต่งานของเขากลับเป็นที่รู้จักอย่างมากจากช่วงที่เขาเดินทางไปถ่ายภาพอยู่ 2-3 ปีในอังกฤษนี่เอง ภาพแต่ละภาพแสดงให้เห็นวัฒนธรรมของคนอังกฤษได้เป็นอย่างดี ผ่านเทศกาลต่างๆ การพักผ่อนตามเมืองชายทะเล

ซึ่งงานของเขาถูกตีพิมพ์ตามนิตยสารและงานนิทรรศการภาพต่างๆ แต่ไม่เคยตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือภาพเลยตลอดช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ ถ้าคุณสามารถจะหาได้นะ จะมีหนังสือภาพอยู่เล่มนึงที่รวบรวมงานของ Tony Ray-Jones หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว ทำโดย Russell Roberts เล่มนี้ถือเป็นสุดยอดเลย

อินเตอร์เน็ตมันอาจจะเจ๋งมากๆที่เราสามารถค้นหางานดีๆเพื่อศึกษา ไม่ว่าจะเป็นงานของ Winogrand , Frank หรือ Ray-Jones เอง แต่ไม่กี่ปีที่แล้ว ผมรู้สึกว่าผมดูจนไม่หวาดไม่ไหว มันมีภาพให้ดูเยอะเกินไปจนผมเลิกดูภาพต่างๆไปแล้วล่ะ ผมหันมาใส่ใจการถ่ายภาพของตัวเอง พยายามมองหาสิ่งธรรมดารอบๆตัวที่มีความรู้สึก มีอารมณ์ ผมถ่ายภาพจากแรงบันดาลใจที่ตามองเห็นและเสียงที่ได้ยินบนท้องถนน

อารมณ์ขันเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ผมมองหาในภาพเสมอ แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ยังมองหาอารมณ์ , การปฏิสัมพันธ์กัน บวกกับความน่าสงสารเล็กๆ บวกกับความเจ็บตัวหน่อยๆ ส่วนภาพริมทะเลดูเป็นธรรมชาติ ผมเองก็อาศัยอยู่ในเมืองริมทะเล และแถวนี้ก็มีรีสอร์ทริมทะเลอยู่บ้าง ซึ่งมันทำให้ผมได้ภาพได้ไม่ยากนัก ผมพยายามมองหาภาพริมทะเลแบบอังกฤษๆที่ไม่ธรรมดา มันอุดมไปด้วยความเงียบที่ดูเป็นมิตร แต่บางทีมันก็ดูน่าขนลุกอยู่เล็กๆ

 

22
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

SSN : คุณเข้าร่วมกับกลุ่ม iN-PUBLIC ตั้งแต่เมื่อไหร่ และเข้าร่วมได้ยังไงครับ?

Paul : จริงๆแล้วผมสมัครเข้ากับกลุ่ม iN-PUBLIC ไปหลายครั้ง ตอนที่ผมเริ่มหันมาถ่ายภาพสตรีทเมื่อปี 2004 ตอนนั้น iN-PUBLIC เป็นกลุ่มช่างภาพสตรีทเดียวที่ผมรู้จัก และผมกระตือรือร้นมากกับการที่จะได้เข้าร่วม ตอนที่ผมสมัครแรกๆนั้น งานผมยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่มันก็ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผมได้เข้าร่วมกลุ่มในปี 2010 ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ทางกลุ่มครบรอบ 10 ปีพอดี เป็นช่วงเวลาที่ดีทีเดียวที่ได้เข้าร่วม เพราะทางกลุ่มออกทั้งหนังสือ ทั้งจัดงานนิทรรศการเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี เรียกได้ว่าพอเข้าไปได้ปุ๊ป…ก็วุ่นจนหัวขวิดเลย

SSN : ในความเห็นของผม ทุกภาพถ่ายนั้นมักจะสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกและตัวตนของช่างภาพ ถ้าคุณมองดูงานของคุณเอง มันจะอธิบายความเป็นตัวตนของคุณได้ว่ายังไงบ้าง?

Paul : ผมคิดว่างานของผม บอกได้อย่างหนึ่งที่ว่าผมเป็นคนชอบถ่ายภาพผู้คนนะ.. นี่เป็นคำถามที่ยากทีเดียว ผมแค่พยายามจัดวางสิ่งต่างที่ผมอยากจะเห็นลงในภาพ ผมก็เลยไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะเชื่อมโยงกับความเป็นตัวผมหรือเปล่า เวลาที่ผมถ่ายภาพ ผมพยายามมองหาเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่ปลุกผมให้ตื่นจากความน่าเบื่อได้

ดูเหมือนว่าผมจะถ่ายรูปที่มีหมาอยู่ในเหตุการณ์อยู่หลายภาพเลย หรือเอาให้ชัดๆก็คือ ทุกภาพที่ผมถ่ายแล้วมีหมาด้วย ผมก็มักจะชอบภาพนั้น แต่..มันก็ไม่ได้หมายถึงว่าผมจะชอบหรือไม่ชอบหมาน่ะ ภาพของผมเองที่ผมชอบจะเป็นภาพที่ทุกอย่างในภาพมันจะอยู่ในตำแหน่งที่มันควรจะอยู่ เพราะในชีวิตจริง ผมมักจะหงุดหงิดกับความไม่เป็นระเบียบของตัวเอง ซึ่งนี่ละมั้ง..ที่ภาพของผมเป็นการระบายออกให้ผมได้ทำอะไรที่เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น

SSN : โดยปกติแล้วคุณใช้กล้องและเลนส์ตัวไหนในการถ่ายภาพงานของคุณบ้าง? 

Paul : ผมเริ่มใช้กล้อง Nikon D70 พร้อมเลนส์คิทส์ มาก่อน แล้วถึงจะเปลี่ยนมาใช้ Nikon D90 พร้อมกับเลนส์ฟิกซ์ ผมรู้สึกว่าการใช้กล้อง SLR มันทำให้ผมจัดวางองค์ประกอบภาพให้ดีได้ง่าย แต่ขนาดของกล้องมันทำให้ผมถ่ายได้ไม่กี่รูป เพราะคนที่ถูกถ่ายจะรู้ตัวเร็ว จนสองปีหลังมานี้ ผมหันมาใช้กล้อง Fujifilm X100 แทน ซึ่งมันทำให้ผมถ่ายได้เยอะขึ้น แต่ก็เจอปัญหาว่า ผมรู้สึกว่า Viewfinder แบบนี้มันทำให้ผมใช้งานได้ยากกว่า และบางทีที่ผมถ่ายไปๆก็ทำให้การวางองค์ประกอบภาพของผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือผมเองค่อนข้างเรื่องมากเรื่องการวางองค์ประกอบภาพให้เป็นระเบียบ แต่สุดท้ายแล้ว การใช้ X100 ก็ทำให้การถ่ายภาพของผม เหมือนพบหนทางใหม่เลยล่ะ

 

SSN : คุณออกไปถ่ายรูปบ่อยแค่ไหน? ช่างภาพสตรีทหลายๆคนมักจะแบกกล้องออกไปถ่ายทุกๆที่ แต่กับบางคนก็พกกล้องไปเฉพาะวันที่ตั้งใจจะออกไปถ่ายเท่านั้น สำหรับคุณนี่เป็นแบบไหนครับ?

Paul : ผมพกกล้องไปทุกที่ตลอดเวลานะ แต่มันมักจะจมอยู่ในกระเป๋าผมนี่แหล่ะ ผมอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆริมทะเลของอังกฤษที่ชื่อว่า “Weymouth” และโดยปกติแล้วในแต่ละวัน โอกาสที่จะได้ภาพนั้นมีอยู่อย่างจำกัด ห้างที่นี่ที่คนจะช้อปปิ้งอยู่บนถนนเล็กๆสองเส้น และหลายๆช่วงในปีนึงๆ ชายหาดที่นี่ก็จะเงียบเหงา อย่างสัปดาห์นี้ใน Weymouth ผมอาจจะได้ภาพสัก 4-5 ใบ ซึ่งถึงแม้ว่าผมจะแบกกล้องไปด้วยทุกที่ แต่มันก็ได้แค่อยู่ในกระเป๋าอย่างนั้นแหล่ะ อย่างช่วงฤดูหนาวนี่ชายหาดนี่ร้างเลย ไม่มีคน ส่วนในฤดูใบไม้ผลิ ชายหาดถึงจะกลับมามีชีวิตใหม่ บูธขายอาหาร เรือ พวกเครื่องเล่น Helter-Skelter ก็จะเปิดให้เล่นใหม่ ทำให้ผมก็จะได้ภาพมากขึ้น ส่วนในช่วงปลายๆฤดูร่วง ชายหาดจะเต็มไปด้วยของประดับให้มีสีสันแบบนี้อีกครั้ง ถ้าผมได้ภาพดีๆใน Weymouth นี่ก็ถือได้ว่าเป็นการได้ของขวัญมาฟรีๆเลย เพราะผมไม่ได้ออกไปท่องเที่ยวที่ไหนเลย

ภาพที่ผมได้ส่วนใหญ่คือมักจะได้ตอนระหว่างที่ผมต้องเดินทางโดยรถไฟออกจาก Weymouth ไปในเมืองอย่างเมือง Bath , Brighton , London และรีสอร์ทริมทะเลต่างๆ ซึ่งแต่ละที่คือผมสามารถเดินทางไป-กลับไปในวันเดียว ผมเดินทางแบบนี้ 4-5 ครั้งต่อเดือน ผมมักจะเดินทางคนเดียว เดินไปเรื่อยๆรอบๆแบบไม่มีจุดหมาย และจะใช้เวลามองหาภาพที่ถ่ายหลายๆชั่วโมง

 

88
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

SSN : คุณฝึกถ่ายภาพสตรีทอย่างไรบ้าง? และคุณมีเทคนิคอะไรที่จะแนะนำได้บ้างหรือเปล่า?

Paul : เอาจริงๆเลยนะ.. ผมไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอะไรที่จะบอกได้เลย ผมแค่เดินไปรอบๆเรื่อยๆอย่างช้าๆ แต่จะไม่หยุดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง และพอผมเห็นอะไรที่ดูจะได้ภาพที่ดีได้ ผมก็จะหยุดถ่าย ผมจะเดินแบบนี้เท่าที่จะเดินไหวในแต่ละวัน ผมจะไม่ยกกล้อง X100 ขึ้นมาเล็ง ผมจะพยายามมองดูด้วยตาก่อนว่าจะทำอย่างไรให้ภาพนี้น่าสนใจโดยยังไม่ผ่านการมองด้วยกล้อง อาจจะมีคำแนะนำสักนิดนึงที่ผมพอจะบอกได้คือ พยายามพกนามบัตรไปด้วย ในกรณีที่เจอปัญหา มีการไม่พอใจของคนที่เราไปถ่าย ซึ่งไอ้นามบัตรธรรมดาๆนี่แหล่ะ มักจะใช้งานแล้วได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ!

ผมจะไม่ใช่วิธีถ่ายโดยเล็งแบบ Hip shots (การถ่ายโดยวางกล้องแถวๆระยะสะโพกแล้วกดชัตเตอร์แบบกะๆเอา ในกรณีที่ไม่มีจอพับนะ) และพยายามให้น้อยๆๆๆที่สุดที่จะครอปภาพ ผมเริ่มถ่ายจากกล้อง D70 ที่มีความละเอียดแค่ 6 ล้านพิกเซล ผมคิดว่าทุกพิกเซลมีค่า เราไม่ควรเสียมันสักพิกเซลเลย  และผมคิดว่าการฝึกฝนโดยการที่ไม่ยอมให้ตัวเองครอปเลย เป็นสิ่งที่ทำให้ผมวางองค์ประกอบภาพได้ดีขึ้น

ปัญหาของผมคือ จะทำยังไงให้ยังคงมีแรงกระตุ้น คึกคักพอให้ยังคงเดินถ่ายไปได้เรื่อยๆตลอดเวลาหลายชั่วโมง และยังคงมองหาภาพที่น่าสนใจอยู่ได้ ผมค่อนข้างจะถ่ายไม่เยอะ ผมมักจะไม่ค่อยเห็นอะไรที่น่าสนใจพอจะเป็นภาพที่ดีได้ มีหลายๆวันที่การถ่ายสตรีทของผมกลายเป็นการทำเรื่องอะไรที่ดูไร้สาระไปเลย

ผมคิดว่ามันจะช่วยได้นะ ถ้าเวลาที่ถ่ายแล้วเรามีธีมหลายๆอย่างอยู่ในใจเราอยู่แล้ว มันจะช่วยให้เรานึกออกได้ว่าเราจะถ่ายอะไรบ้าง ผมมักจะลองนึกออกมาสักธีมเวลาที่ผมนึกไม่ออกว่าจะถ่ายอะไรยังไงดี  อยากให้คุณลองเข้าไปอ่านในนี้ดู (คลิกอ่านในเวบของ Paul)

 

“ผมรู้สึกเป็นห่วงเวลาที่เห็นมีการจัดเวิร์คชอปถ่ายภาพสตรีทโดยคนที่ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องการถ่ายภาพสตรีทอย่างถูกต้อง”

 

SSN : ผมอยากจะฟังเรื่องเกี่ยวกับภาพที่เป็นลายเซ็นต์ของคุณเลย ภาพที่เป็นมาสคอทสีเหลืองน่ะ คุณถ่ายมันได้ยังไง?

 

06
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

Paul : ภาพนี้ผมถ่ายตอนเวลา บ่ายสอง 45 นาที เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2004 ที่ Bournemouth ซึ่งตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มถ่ายสตรีทอย่างจริงจังแล้ว พอลองกลับไปค้นไฟล์ภาพนี้ดู ผมก็เลยได้เห็นว่ามันมีช็อตก่อนหน้าที่จะได้ภาพนี้ ผมเริ่มถ่ายตั้งแต่ช่วงเวลาบ่ายสอง 31 นาที หลังจากนั้นผมก็จับตามองเขาไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้ถ่ายอะไรมากเลยตลอดกว่า 14 นาทีนั้น ผมถ่ายไปแค่ 4 ช็อตในหลายๆตำแหน่ง ผมไม่อยากจะไปรบกวนเขาถ้าไม่จำเป็น เพื่อจะให้ได้ซีนที่ดีที่สุด แล้วผมก็ได้ภาพนี้มา หลังจากนั้นเขาก็นั่งพักอยู่กับผู้ชายคนนั้นบนม้านั่งนั่นแหล่ะ.. แล้วจากวันนั้นผมไม่เคยได้เห็นชุดอะไรแบบนี้อีกเลย

 

SSN : อีกภาพที่เป็นภาพลายเซ็นต์ของคุณเลย ก็คือภาพคุณยายสองคนบนถนน คุณถ่ายภาพนี้ได้ยังไง?

 

01
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

Paul : ภาพนี้ผมถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2007 เวลาบ่ายสี่โมงครึ่ง ช่วงนั้นในเมือง Bristol อากาศท้องฟ้าแจ่มใสดี ผมถ่ายไปทั้งหมด 140 ช็อตในวันนั้น ซึ่งถือว่าเยอะมากแล้วสำหรับผม เรียกได้ว่าเป็นวันที่มีแรงบันดาลใจมาก สุดท้ายผมลบไฟล์ทิ้งไปเกือบหมด เหลือแค่ไม่กี่ภาพ

 

siam_fl_contact
Contact Sheets ในวันที่ผมถ่ายได้ภาพนี้ ภาพที่ไฮไลท์สีฟ้าคือภาพที่ถูกเลือก / Paul Russell

 

ตอนที่ผมเห็น ผมตัดสินใจถ่ายภาพนี้อย่างทันที อยู่ๆผู้หญิงคนที่ตัวสูงแกยกไม้เท้าขึ้น ผมรีบกดชัตเตอร์ในทันที ผมรู้สึกถึงการข่มขู่อยู่ในจังหวะนั้น! ผมกดไปสองภาพในหนึ่งวินาที ซึ่งดูแล้วมันคล้ายกันมาก แต่ผมรู้สึกว่าภาพแรกมีองค์ประกอบภาพที่ดีกว่า

กรอบสี่เหลี่ยมบนกำแพงด้านหลังนั่นช่วยให้ภาพดูน่าสนใจขึ้น กรอบนึงเป็นตึกที่กำลังก่อสร้าง ส่วนอีกกรอบหนึ่งเป็นหน้าต่างบนตึกนั่น ส่วนอีกอันนั่นคือภาพตึกที่สำเร็จแล้วที่ศิลปินคิดเอาไว้

หลังจากที่ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่อังกฤษนี่เมื่อปี 2011 เพื่อเป็นการโปรโมตหนังสือ The Street Photography Now ผมได้รับการติดต่อจากลูกชายของผู้หญิงที่ตัวสูงในรูปนั่น เพื่อจะเล่าเกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับคุณแม่ของเขา แล้วเขาก็ส่งภาพน่ารักๆของคุณแม่มาให้ผมดูด้วย ทำให้ผมรู้ว่าผู้หญิงคนซ้ายชื่อว่า Brenda และคนขวาชื่อว่า Joan น่าเศร้าที่เขาบอกว่าคุณแม่ (Joan) เสียชีวิตไปเมื่อปี 2009 เพียงสองปีหลังจากภาพนี้ถูกถ่าย เขาบอกกับผมว่า “คุณแม่จะต้องชอบภาพนี้แน่ๆครับ”

“..อาจจะมีคำแนะนำสักนิดนึงที่ผมพอจะบอกได้คือ พยายามพกนามบัตรไปด้วย ในกรณีที่เจอปัญหา มีการไม่พอใจของคนที่เราไปถ่าย ซึ่งไอ้นามบัตรธรรมดาๆนี่แหล่ะ มักจะใช้งานแล้วได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ!”

 

SSN : คุณมีโปรเจคที่คุณกำลังทำอยู่หรือเปล่า? ผมหวังว่าจะได้เห็นโฟโต้บุ๊คของคุณนะ

Paul : ในเวบของผมจะมีงานในแต่ละซีรีย์ที่ผมกำลังค่อยๆทำอยู่ อย่างเช่น ซีรีย์ Country Shows ซึ่งผมจะถ่ายได้แค่ 3-4 วันต่อปี นั่นรวมๆแล้วผมถ่ายไป 10 ปีแล้ว!

หรืออย่างซีรีย์ Beside the Sea ซึ่งผมคิดว่าน่าจะสามารถทำเป็นหนังสือภาพที่ดีได้ ผมจัดเรียงภาพบนเวบไซด์ของผม (คลิกดูตรงนี้) ตามความรู้สึกที่ผมชอบ ซึ่งผมถ่ายเก็บมาเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2004 ถึงปัจจุบัน ผมจัดเรียงจากช็อตที่ดูมีพลังในตอนเริ่มแรก แล้วไล่ไปค่อยๆนิ่งขึ้น จนหมดฤดูกาลซึ่งจะแสดงให้เห็นช็อตที่ดูทื่อๆ ดูครื้มๆ อารมณ์มันจะดูสอดคล้องกัน

มันน่าจะดีนะถ้าภาพซีรีย์นี้ได้ตีพิมพ์ ผมเคยแสดงงานนิทรรศการของภาพซีรีย์นี้ไปทั่วๆอังกฤษ ซึ่งค่อนข้างได้รับการตอบรับที่ดีจากคนทั่วไป ผมเลยคิดว่ามันน่าจะป๊อปกว่าภาพสตรีทแนวดั้งเดิมที่ถ่ายในเมืองทั่วๆไป แน่นอนว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ๆมักจะไม่ค่อยชอบตีพิมพ์ภาพสตรีทแนวดั้งเดิม เพราะพวกเขาคิดว่ามันเข้าถึงคนได้ยากและต้นทุนสูง ขายยากด้วย

อีกซีรีย์ที่ผมทำอยู่คือผมจะถ่ายภาพอควบคู่ไปยู่สองเมือง คือ Bath และ Brighton แล้วเอามาจับคู่กัน (ลองคลิกเข้าไปดู) ภาพที่ถ่ายส่วนใหญ่ถ่ายเมื่อเร็วๆนี้จนถึงที่ย้อนไปช่วง 2 ปีที่แล้ว และโปรเจคที่แยกออกจากโปรเจคนี้อีกคือ The Brighton Belongs to Me ซึ่งภาพถ่ายทั้งหมดเมื่อปี 2013 ด้วยกล้องคอมแพคดิจิตอล ซึ่งคุณสามารถโหลดเป็น PDF ไปดูได้เลย (คลิกที่นี่) นี่น่าจะเป็นอะไรที่ใกล้เคียงที่สุดกับการเป็นโฟโต้บุ๊คที่สุดแล้วล่ะ มันค่อนข้างจะเป็นโปรเจคส่วนตัวของผม

 

25
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

SSN : คุณคิดยังไงกับการถ่ายภาพสตรีทในสมัยนี้? แล้วมันแตกต่างไปแค่ไหนจากตอนที่คุณเริ่มถ่าย?

Paul : ตั้งแต่ผมเริ่มถ่ายภาพสตรีทเมื่อ 12 ปีที่แล้ว คำจำกัดความอะไรที่มันเคยชัดเจน ตอนนี้มันกลายเป็นเบลอขึ้นนะ สำหรับผม การถ่ายภาพสตรีทมันคือการแคนดิดภาพผู้คนในสถานที่สาธารณะ แต่ไม่นานนี้ มีคนเริ่มใช้ศัพท์ว่า “Street photography” เพื่อที่จะรวมเอาการถ่าย Portrait บนถนนเข้าไว้ด้วย สำนักพิมพ์ Thames & Hudson พิมพ์หนังสือที่ชื่อว่า “World Atlas of Street Photography” ออกมา ซึ่งหลายๆงานในนั้น ผมไม่คิดว่ามันเป็นภาพสตรีทนะ ผมคิดว่าคำจำกัดมันจำเป็นจะต้องทำให้เข้าใจได้ถูกต้องเพื่อไม่ให้คนสับสน

สิ่งที่ดีของอินเตอร์เน็ตคือทำให้ช่างภาพสามารถโชว์ผลงานดีๆของตัวเองให้คนรู้จักได้ง่าย ทำให้หลายๆคนสร้างพอร์ทงานดีๆของตัวได้อย่างรวดเร็ว อาจจะเพราะว่าพวกเขามีตัวอย่างงานดีๆให้ดูให้ศึกษาเยอะแยะ

น่าเสียดายว่าช่างภาพที่งานไม่ดีแต่มีความสามารถในการใช้โซเชี่ยลเก่ง ทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักได้ดีกว่าช่างภาพเก่งๆซะอีก! ผมรู้สึกเป็นห่วงเวลาที่เห็นมีการจัดเวิร์คชอปถ่ายภาพสตรีทโดยคนที่ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องการถ่ายภาพสตรีทอย่างถูกต้อง หรือตัวพวกเขาเองก็ยังมีงานภาพสตรีทที่ไม่ดีอยู่เลย จนผมคิดว่าผมควรจะหันมาจัดเวิร์คชอปเองบ้างแล้ว!

SSN : ผมรักการถ่ายภาพสตรีทมากนะ รวมถึงเพื่อนๆผมอีกหลายๆคนที่เมืองไทยนี่ เรามักจะคุยกันบ่อยๆว่า การถ่ายภาพสตรีทมันจะสามารถเลี้ยงชีพได้หรือเปล่า? สำหรับคนที่นี่ มันดูยากที่จะทำแบบนั้น คุณมีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง?

Paul : ถ้าคุณรู้ว่าทำยังไง ช่วยบอกผมด้วยนะ! วิถีที่ว่าเมื่อคุณเป็นคนมีชื่อเสียงในโลกของศิลปะภาพถ่าย แล้วมันจะทำเงินมหาศาลจากภาพปริ๊นท์ของคุณเองอย่างที่ William Eggleston ทำได้ ซึ่งจริงๆแล้ว..นั่นไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่คุณจะเจอเลย ผมขายภาพปริ๊นท์บนเวบไซต์ของผมอยู่สองแบบ แบบหนึ่งคือ Unlimited Editions เป็นภาพไม่กี่ภาพของผมที่คนรู้จัก ผมขายอยู่ £30 หรือ £40 (คุณสามารถคลิกเข้าไปดูได้) และ อีกแบบคือ Limited Editions เป็นภาพอื่นๆในแต่ละคอลเลคชั่นซึ่งผมตั้งราคาไว้เป็นร้อยภาพเลย ลองทายดูสิว่าแบบไหนที่ขายได้บ้าง…

มันเป็นเรื่องยากที่จะทำเงินได้จากงานภาพสตรีทด้วยตัวภาพมันเอง ทางอื่นๆที่จะเป็นไปได้ที่จะสร้างรายได้ควบคู่ไปกับภาพปริ๊นท์คือขายลิขสิทธิ์ภาพ , ให้นายหน้าดูแลให้ และทำเวิร์คชอป ผมบอกได้ว่าผมถ่ายภาพสตรีทมา 12 ปี เวลาส่วนใหญ่ผมทำงานฟรีแลนซ์หน้าที่พิสูจน์ตัวอักษรอยู่ที่บ้าน ซึ่งนั่นทำให้ผมมีเวลาออกไปถ่ายภาพในแต่ละวันด้วย

ประมาณช่วงปี 2012 ผมป่วยอยู่นานเลย ช่วงนั้นทำให้ผมเสียงานพิสูจน์อักษรไป ช่วงไม่กี่ปีนั้น รายได้เดียวที่ผมมีเลยมาจากงานภาพของผม ซึ่งนั่นมันก็ไม่เพียงพอจะเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งผมก็ต้องหาวิธีเปลี่ยนแปลงมันให้ได้น่ะ

ขอบคุณมากครับ / Paul Russell (www.paulrussell.info)

 

23
© Paul Russell / iN-PUBLIC

 

 

 

เรียนรู้วิธีชมภาพสตรีทให้สนุก จาก 8 ท่าไม้ตายของช่างภาพสตรีท

บทความโดย Sun สยาม.มนุษย์.สตรีท

**ขอขอบคุณภาพประกอบบทความจากช่างภาพกลุ่ม Street Photo Thailand **

 

เวลาได้นั่งคุยกับคนทั่วๆไปที่ดูภาพสตรีทจริงๆจังๆ เราจะเจอปัญหาว่า คนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจว่าภาพสตรีทดีๆ จากช่างภาพสตรีทเจ๋งๆ ภาพพวกนี้มันดียังไงวะ? ส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจว่าภาพสตรีทคือภาพถ่ายอะไรก็ได้บนถนน ซึ่งบางภาพคนมักจะดูแล้วบอกว่า “ดูไม่เข้าใจเลย..” “ทำไมถึงบอกว่าดีได้เนี่ย..” โอเคล่ะ บางภาพที่สื่อสารด้วยวิธีชัดเจน มีเรื่องขำๆผสมเข้ามา ก็อาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่า แต่สตรีทนั้นกว้างใหญ่นัก.. วิธีการถ่ายมีหลากหลาย แนวทางคลาสสิคของสตรีทก็อาจจะเข้าใจได้ยากกว่า ทำให้คนดูดูแล้วก็ผ่านเลยไป ไม่เหมือนภาพวิว ภาพนางแบบสวยๆ พริตตี้ ภาพฮิปสเตอร์ๆ ที่ดูอิมแพค สวยเลยชัดเจน ไม่ต้องตีความมาก

ใช่.. หลายๆครั้งภาพสตรีทจะต้องตีความ หรือเข้าใจพื้นฐานงานศิลปะภาพถ่ายบ้าง การถ่ายภาพสตรีทเป็นศาสตร์หนึ่งที่มีประวัติศาสตร์นะ มีเรื่องราวของมัน มีวิธีและหลักการของมัน (เอาไว้จะเขียนเรื่องประวัติศาสตร์การถ่ายสตรีทให้อ่านกันต่อไปในอนาคต) พอคิดๆดูแล้ว เรามานั่งทบทวนว่า ‘เราไม่ควรแนะนำแค่การถ่ายภาพสตรีทอย่างเดียว’ แต่อีกประเด็นที่น่าสนใจด้วยก็คือ… การแนะนำให้คนหันมาดูภาพสตรีทแล้วสนุกตามได้!

สำหรับเราแล้วการถ่ายภาพสตรีทก็เหมือนการเล่นกีฬาชนิดหนึ่ง เมื่อเราเล่นกีฬาชนิดนั้นเป็น เราก็คงสนุก แต่มันคงสนุกกว่าถ้ามีผู้ชม และผู้ชมก็สนุกไปกับเราด้วย (จะสนุกได้ก็คงต้องเข้าใจกติกาก่อนใช่มั๊ยล่ะ?) เลยเป็นที่มาของไอเดียนี้

คงเหมือนกับการบอกกฏ กติกาของการเล่นกีฬาทั่วๆไป เราอาจจะเคยแนะนำกันไปบ้างแล้วว่า ภาพสตรีทคือภาพถ่ายภาพในที่สาธารณะโดยไม่ได้จัดฉากเองซึ่งมันต้องมีองค์ประกอบศิลป์ที่น่าสนใจ จุดสำคัญคือมันเล่าเรื่องด้วยความคิดสร้างสรรค์เป็นจุดเด่น (เป็นการช่วยแยกแยะว่า ภาพสตรีทที่เป็นภาพลุงขอทาน ป้าขายลูกชิ้นปิ้ง หรือพระบิณฑบาตเฉยๆ ทำไมถึงมีโอกาสที่จะไม่ได้เป็นภาพสตรีทที่ดีนัก)

มากไปกว่าภาพสตรีททั่วๆไปคืออะไร? เราจะมาแนะนำวิธีชมภาพสตรีทให้สนุก ลองมองดูว่าภาพเหล่านั้นว่ามีท่าไม้ตายเหล่านี้ซ่อนอยู่ส่วนไหนของภาพบ้าง เวลาเราดูมวย เขาก็มีหมัดแย้บ หมัดอัพเปอร์คัท หมัดฮุค มาดูยกน้ำหนัก ก็มีท่าคลีนแอนด์เจิร์ก ท่า..เอิ่ม (รู้จักอยู่ท่าเดียว…)  แต่ละท่าก็จะได้คะแนนต่างกันไป ยากง่ายต่างกันไป เลือกใช้แล้วแต่สถานการณ์ต่างกันไป

การถ่ายภาพสตรีทก็เช่นกัน… ลองมาดูกันว่าท่าไม้ตายในการถ่ายภาพสตรีทที่นิยมใช้กัน และแต่ละท่านั้นมันมีดียังไง?

 

Juxtaposition

ท่านี้อ่านว่า “จั๊ก-ทา-โพ-สิ-ชั่น” ท่านี้เป็นท่ายอดนิยมท่าหนึ่ง ตั้งแต่ระดับพื้นฐานยันโปรฯ เลย  ซึ่งแปลได้ว่า การเปรียบเทียบ แต่เรามักจะรวมไปถึง การเทียบเคียงด้วย (คืออะไรที่ดูแล้วมันใช้แทนกันได้) ท่านี้คืออะไร? ง่ายๆก็คือช่างภาพมักจะมองหา Subject ตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปมาเปรียบเทียบกัน หรือ มีอะไรที่มันดูเทียบเคียงเป็นอีกสิ่งได้

ความดีงามของท่านี้คือ ยิ่งถ้าการเปรียบเทียบหรือเทียบเคียงนั้นมันดูเนียน หรือทำได้ยากแต่ดันเป็นไปได้ ก็จะยิ่งดูน่าสนใจ ซึ่งไอ้ท่าไม้ตายนี้มันค่อนข้างจะเข้าใจได้ง่าย ดูง่าย มักจะมีอารมณ์ขัน หรือน่าทึ่งอยู่ในนั้น ทำให้เป็นท่าที่ได้รับความนิยมมาก แต่จุดสำคัญที่จะทำให้ภาพดีไปอีกขั้นก็คือ การจัดองค์ประกอบภาพให้สวยงามหรือบวกท่าไม้ตายอื่นไปด้วย

 

Siam Square, Bangkok, Thailand
© Akkara Naktamna / Street Photo Thailand

การเปรียบเทียบระหว่างหัวคน กับโคมไฟ จะเห็นว่าส่วนสำคัญกว่านั้นในภาพนี้คือการจัดวางองค์ประกอบภาพให้สวยงามด้วย

 

3571
© Pongsathorn Leelaprachakul / Street Photo Thailand

การเปรียบเทียบท่าทางระหว่างภาพช่างซ่อมรถด้านบน กับพี่ยามด้านล่างที่ดูคล้ายกันอย่างบังเอิญ ทำให้ชวนสงสัยว่า เฮ้ย.. เกิดขึ้นได้ยังไง? เป็นต้น

 

SPAIN. Madrid. 1995. Prado Museum.
© Elliot Erwitt / Magnum Photos

ช่างภาพที่ใช้ท่าไม้ตายนี้บ่อยและยาวนานคนหนึ่งคือ Elliot Erwitt ลุงแกใช้มาตั้งแต่โบราณกาลยุค ’60s แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นอารมณ์ขันกุ๊กกิ๊กๆน่ารักๆของแกนั่นแหล่ะ ภาพนี้ก็เช่นกัน เป็นการเปรียบเทียบชนิดนึงนะ

 

Colour

การคุมโทนสี เป็นหนึ่งในท่าไม้ตายคลาสสิคที่มีมาตั้งแต่สมัยที่ชาวสตรีทหันมาใช้ฟิล์มสีกัน ประมาณกลางยุค 1950s ก่อนหน้านั้นการถ่ายภาพสีไม่เป็นที่นิยมในหมู่ช่างภาพมืออาชีพเพราะมีความเชื่อว่ามันดูไม่เป็นงานศิลปะเท่าไหร่ สมัยนั้นภาพสีจึงนิยมเฉพาะในกลุ่มภาพโฆษณา ส่วนช่างภาพสตรีทเองนิยมใช้แต่ฟิล์มขาวดำกัน จนกระทั่งเริ่มมีช่างภาพสตรีทที่พยายามแหกกฏเดิมๆ หันมาทำงานทดลองอย่างเช่นภาพสี เราจึงเริ่มเห็นท่าไม้ตายนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีการพัฒนาเทคนิคกันมาเรื่อยๆ รูปแบบที่นิยมใช้กัน เช่น การคุมโทนสีให้ในเฟรมเดียวกัน ทุก Subject จะมีสีเดียวกันให้หมด หรือ มี2-3สีทั้งภาพ ยิ่งมี Element เยอะมาก (แต่สีถูกคุมอยู่ในโทนที่กำหนด) หรือ มีท่าทางประกอบของ Subject ที่แปลกประหลาด ก็ยิ่งดูน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่ง..มันต้องอาศัยดวง อาศัยโชคชะตา บวกกับความไวในการวางเฟรมด้วย

 

Unknown
© Vivian Maier

ดูสิ..แม้แต่ป้า Vivian ยังใช้ท่าไม้ตายนี้เลย

 

23_09001 (18)Edited
© Sun / สยาม.มนุษย์.สตรีท

อันนี้เราบังเอิญเห็นในเสี้ยววินาที รีบยกกล้องกดไปเลย ก็เป็นการคุมโทนสีเช่นกัน

Hidden

เราแปลมันว่าอะไรดีล่ะ… วิชาอำพรางตัวละกัน วิธีนี้ก็เป็นอีกวิธีที่ช่างภาพสตรีทมักผสมเข้าไปในงานของตัวเอง อาจจะคล้ายๆการที่นินจาอำพรางตัวอะไรแบบนี้ เป็นการปกปิดส่วนใดส่วนหนึ่งของ Subject เช่น หน้า , หัว , ตัว หรือโผล่มาแต่แขน อะไรแบบนี้ ซึ่งการปิดบังแล้วได้อะไร? การอำพรางตัวก็คงคล้ายๆกับการผู้หญิงที่ดูเซ็กซี่ที่สุด คือผู้หญิงที่ปกปิดๆแต่มีท่าทีลึกลับน่าค้นหาต่างหาก ซึ่งการใช้ท่าไม้ตายอำพรางนี้ก็เช่นกัน มันจะช่วยให้ภาพดูน่าสนใจขึ้นมาทันที

 

HAITI. Etroits, La Gonave. 1986.
© Alex webb / Magnum Photos

ช่างภาพ Magnum ใช้วิธีนี้กันหลายคน คนนึงที่มักใช้วิธีนี้ได้น่าสนใจเสมอก็คือ Alex Webb นี่แหล่ะ จะเห็นว่าการตัดเอาให้เหลือแต่มือ แขน บังหน้าบังตากันไป แล้วจัด Element เหล่านี้ลงในเฟรมให้สวยงามนั้น มันน่าสนใจจริงๆ

14578805317_9f7481ccab_o
© Tavepong Pratoomwong / Street Photo Thailand

กลายเป็นงานคลาสสิคของทวีพงษ์ไปแล้ว ช่างภาพสตรีทมือหนึ่งของไทย ภาพนี้กวาดรางวัลในช่วงปี 2014-2015 มามากมาย ก็เป็นวิธีอำพรางตัวชนิดหนึ่ง แต่อันนี้เป็นหมาอำพรางหัว.. น่าสนใจใช่มั๊ยล่ะ

 

4907
© Rammy Narula / Street Photo Thailand

ช่างภาพในกลุ่ม Street Photo Thailand คนล่าสุด พี่แรมมี่ใช้วิธีการบังหน้าของ Subject บวกกับการจัดองค์ประกอบภาพ , สี และท่าทางของ Subject ทำให้ภาพนี้ดูลึกลับและน่าสนใจ

 

Low-Key

“โลว์-คีย์” ในภาษาการถ่ายภาพ ก็คงเข้าใจว่าคือการถ่ายภาพให้แสงมืดกว่าค่าวัดแสงปกตินั่นแหล่ะ วิธีนี้ทำให้ภาพเกิด Contrast เยอะขึ้น ถ้าเป็นภาพสี ก็จะช่วยให้สีสันจัดขึ้น ส่วนใหญ่ถ้าเป็นภาพสีจึงเป็นการโชว์ส่วนที่เป็นสีออกมาในจุดที่โดนแสง และมืดไปเลยในส่วนที่แสงน้อย หลายๆครั้งวิธีนี้ยังทำให้ Subject ถูกบดบังไปในตัว (คล้ายๆกับ Hidden) ทำให้ภาพดูลึกลับ บางทีก็ใช้กับภาพขาวดำ ดูเป็นสไตล์ ฟิล์มนัวร์ เข้าไปอีก

 

MOROCCO. Meknes. Souk. Bowl of marinated lemons used in traditional cooking. 1981.
© Harry Gruyaert / Magnum Photos

คุณลุง Harry Gruyaert คือเจ้าพ่อแห่งการเล่นสีและแสงของวงการสตรีท หนึ่งในช่างภาพ Magnum Photos ที่มักใช้ Low-Key ดึงเอาสีสันออกมาอย่างสวยงาม

 

28_091501 (8)Edited
© Sun / สยาม.มนุษย์.สตรีท

ภาพนี้เราใช้วิธี Low-Key เช่นกัน แสงจริงๆในตอนนั้นแรงมากนะ แสบตาเลยล่ะ แต่พอมองเห็นสีสันในร้าน เลยเลือกใช้วิธีนี้

 

Shadows

ท่า “เงามรณะ” คืออีกหนึ่งท่าคลาสสิคที่นิยมใช้กัน จะสังเกตว่า วิธีการเหล่านี้มักจะทำเพื่อเพิ่มความสนใจให้ Subject ที่ดูธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเหมือนหนัง Thriller ชั้นดี อะไรที่มันดูลึกลับๆน่ะ ท่าเงามรณะนี้ ศิลปินบางคนก็มักจะไปใช้กับภาพขาวดำ ก็ได้ความคลาสสิคเพิ่มขึ้นด้วย

ทริกในการใช้ท่าเงามรณะอีกอย่างนึงคือ ลองสังเกตดูว่า เงาอาจจะมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกับวัตถุหรือ Subject จริงๆของมัน เมื่อผสมผสานกันระหว่างวัตถุหรือพื้นผิวที่ทำให้เกิดการหักเห จุดนี้ทำให้เกิดการบิดเบือนในภาพได้มากมาย จนกลายเป็นภาพที่น่าสนใจขึ้นมาทันทีเลย

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
© Sarawut Taeosot / Street Photo Thailand

 

13322024594_9155466b6f_o
© Swapnil Jedhe / 1st Prize Miami Street Photography 2015

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
© Rammy Narula / Street Photo Thailand

 

Mirror

การเล่นกับกระจก หรือ การสะท้อนเงาบนอะไรที่ไม่ใช่กระจกก็ได้นะ เช่น น้ำ ก็ทำได้ เป็นท่าไม้ตายนึงที่ค่อนข้างได้รับความนิยมมาแต่ดั้งแต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนให้มันสมมาตรกัน ( Symmetry ) สะท้อนให้มันกลืนเป็นภาพเดียวกัน ( Blend ) หรือสะท้อนเพื่อให้มันกลับด้านกันไปเลย ( Opposite ) ต่างก็ทำให้ได้ภาพที่น่าสนใจได้ทั้งนั้น ซึ่งไอ้ท่านี้มีใช้มาแต่นมนานตั้งแต่เริ่มมีการถ่ายภาพกันเลยก็ว่าได้ ก็นับเป็นร้อยปีแล้วล่ะ

 

USA. New York City. 1969. Woman looking at herself in store window.
© Richard Kalvar / Magnum Photos

รูปแบบ Symmetry ภาพนี้ของ Richard Klavar เป็นหนึ่งในงานระดับคลาสสิค ถูกถ่ายตั้งแต่ปี 1969

 

22555699149_34e43d2b31_k-2
© กบ / สยาม.มนุษย์.สตรีท

ภาพนี้เป็นของ กบ แอดมินของสยาม.มนุษย์.สตรีทเรานี่เอง ใช้วิธีการ Blend กันระหว่างการสะท้อนและ Subject หลังกระจก เป็นอีกวิธีคลาสสิคของชาวสตรีทเลยล่ะ

 

14311888252_be778c4b12_o
© Tavepong Pratoomwong / Street Photo Thailand

อีกหนึ่งงานของ ทวีพงษ์ เป็นการสะท้อนตัวเป็ดยักษ์แบบกลับด้านบนผิวน้ำ แต่ยังมีความซับซ้อนเพิ่มตรงที่มีเป็ดจริงแต่ทำท่ากลับหัว และเป็ดจริงอีกตัวที่สะท้อนกันกลางน้ำอีกด้วย

 

Layers

“เลเยอร์” ถ้าจะเรียกว่าเป็นท่าที่ยากที่สุดของชาวสตรีทก็ว่าได้  เพราะการที่จะทำให้รูปสตรีทในท่าไม้ตายนี้ออกมาดี นอกจากฝีมือและความไวในการจับจังหวะแล้ว ก็ต้องพึ่งพาโชคมากที่สุด แต่ถ้าทำได้ดีแล้วล่ะก็… จะทำให้ได้ภาพโคตรจี๊ดๆเลย (ถ้าเป็นยิมนาสติก คงได้ 10 คะแนนเต็ม) อย่างเช่นรางวัลที่ 1 และ ที่ 3 Miami Street Photograhy ปีที่แล้ว ปี 2015 ก็ใช้ท่า Layers นี่แหล่ะ ( ที่ 1 นี่อาจจะบวกกับการใช้ Shodows เข้าไปด้วย )

หลักการของท่านี้ก็คือ การจัดองค์ประกอบภาพให้มี Elements หลายๆอย่างอยู่ในเวลาเดียวกันอย่างลงตัว โดยที่ควรทำให้เกิดมิติภาพ มีทั้ง Subject ที่เป็น Foreground , Midground และ Background (หน้า กลาง หลัง นั่นแหล่ะ)

มีคนบอกสูตรเอาไว้ด้วยว่า ควรมี Subject อย่างน้อย 3 ชิ้น/คน/ตัว ขึ้นไป แต่จะให้โดดเด้งเลย ต้องมีสัก 5 ชิ้น/คน/ตัว โดยไม่ทับซ้อนกัน และต้องวางอยู่ในตำแหน่งอย่างสวยงามนะ! อีกจุดที่ควรใส่ใจก็คือ Action ของ Sucject ในภาพนั้น ต้องน่าสนใจด้วย

 

Share
© Tavepong Pratoomwong / Street Photo Thailand

หนึ่งในเซ็ตภาพที่ชนะเลิศอันดับที่ 1 ในการประกวด LACP Second Annual Street Shooting 2016 ของ ทวีพงษ์ เป็นภาพ Layers ที่ยอดเยี่ยมมากๆ ทั้งท่าทางของแต่ละ Subject , โทนสี .. ลองกลับขึ้นไปอ่านสูตรการถ่ายแบบ Layers แล้วกลับมาดูภาพนี้ใหม่ จะพบว่ามีครบหมดทุกข้อ!

 

LaurenWelles__Hangin-Out_-1024x682
© Lauren Welles / 3rd Prize Miami Street Photography 2015

ภาพชนะเลิศอันดับที่ 3 ของ Miami Street Photography 2015 เป็นภาพที่ควรศึกษาสำหรับคนที่ชอบ Layers เช่นกัน

 

HAITI. Bombardopolis.1986.
© Alex Webb / Magnum Photos

Alex Webb เปรียบเสมือนตัวแทนเทพเจ้าแห่งท่าไม้ตาย Layers ของชาวสตรีทก็ว่าได้ ถ้าคิดว่าสนใจการถ่ายแบบ Layers แล้วล่ะก็ Webb คือคนแรกที่ควรศึกษาเลยล่ะ

 

Cliche’

จริงๆแล้วคำว่า “คลิเช่” ในภาษาหนัง ออกจะดูเป็นความหมายไม่ไปในทางบวกสักเท่าไหร่ ปกติก็จะหมายความกันว่า มันซ้ำไปซ้ำมา เดาทางได้แล้วว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง พวกแฟนหนังระดับฮาร์ดคอร์ก็คงเข้าใจคำนี้ดี แต่สำหรับชาวสตรีท การ Cliche’ มีความหมายกลางๆ มันจะดีหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือช่างภาพนั่นแหล่ะ เอาเป็นว่ามันเป็นท่าที่ผู้ที่เริ่มถ่ายสตรีทมักจะชอบใช้ที่สุด (มันจึง Cliche’)

พวกเรามักจะเรียกท่านี้กันเล่นๆว่า “ต่อหัวต่อหาง” (ในหนังสือ The Street Photograhy’s Manual ของ David Gibson ในลักษณะคล้ายๆกันนี้ ใช้คำว่า Lining Up) ประเภทที่ฮิตๆอย่างเช่น เอาภาพในป้ายโฆษณามาเชื่อมต่อกับคนที่อยู่ในภาพ เอาหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารมาแทนหน้าคนถือ ฯลฯ แต่เตือนไว้ก่อนว่าการที่จะทำให้ภาพที่ใช้ท่านี้โดดเด่นออกมา ควรจะต้องทำการบ้านๆเยอะๆนะ ถ้าป้ายนั้น สิ่งของนั้นๆ มีคนถ่ายมาเยอะแล้วก็ไม่ควรไปถ่ายซ้ำเขาอีก (นี่แหล่ะ…จะ Cliche’ ในทางไม่ดีจริงๆเลย) หรือการจัดวางองค์ประกอบอื่นๆที่จะทำให้ภาพดูสวยขึ้น ถึงจะทำให้ภาพที่ใช้ท่านี้มันโดดเด่นออกมาได้

Cliche’ หลายๆกรณีเองอาจจะดูคล้ายๆกับ Hidden แต่ความต่างง่ายๆก็คือถ้าเป็นการโดน Element สักอย่างมาบัง มักจะทำให้ Subject ที่โดนบังนั้น แปลงกายเป็นสิ่งอื่นไปเลย ในระดับโปรๆเองก็ยังใช้กันมากมาย ข้อสำคัญก็คือมันจะต้องเนียนและมีความสวยงามในการวาง Composition , การจับท่าทางของ Subject ( Gesture ) ให้น่าสนใจด้วย ไม่ใช่เอาแต่ Content อย่างเดียว

(จะว่าไป ไอ้ท่าต่างๆข้างบนที่ว่ามา เช่น Shadows , Mirror อะไรทั้งหลาย ก็มีความ Cliche’ อยู่ด้วยกันทั้งนั้น แต่เดี๋ยวจะงง ขอแยกประเภทเป็นแบบนี้ให้ดูก่อนแหล่ะ)

 

20835520874_c9f1264a20_o
© Tavepong Pratoomwong / Street Photo Thailand

 

18442753284_86b554a9e7_k
© กบ / สยาม.มนุษย์.สตรีท

 

3669
© Jadsada InAek / Street Photo Thailand

 

Flash

การใช้แฟลชในงานสตรีทไม่ใช่ของใหม่ แต่มีมายาวนานเกือบร้อยปี เพียงแต่ได้รับความนิยมจริงๆในช่วงยุค 1990s เมื่อ Bruce Gilden ช่างภาพสตรีทระดับตำนานจาก Magnum Photos หันมาสาดแฟลชใส่คนเดินถนนแบบไม่ทันตั้งตัวในระยะไม่เกินหนึ่งช่วงแขน จนเป็นพื้นฐานท่าสตรีทท่าหนึ่งที่ใช้แฟลช การพัฒนางานสตรีทที่ใช้ Flash ในปัจจุบันก็มีช่างภาพอยู่หลายคน ที่เน้นการถ่ายด้วย Flash เป็นหลักเลย เช่น Boris The Flash (Full Frontal) , Dirty Harry (iN-PUBLIC) ลองค้นหางานพวกเขาดูกันได้

การใช้ Flash ไม่ใช่มีแค่การยิงใส่หน้าผู้คนอย่างเดียวนะ แต่มันเป็นการทำให้ Subject ทุกรูปแบบดูน่าสนใจขึ้น ด้วยปัญหาต่างๆจากสภาพแสง เช่น แสงไม่พอ , เราต้องการหยุดภาพให้ Subject นั้นชัดในสภาพแสงน้อย หรือแม้แต่เวลาแสงหม่นๆ ท้องฟ้าไม่ปลอดโปร่ง ก็สามารถใช้แฟลชเพื่อดึงให้ Subject มีสีที่สดขึ้นได้ เป็นต้น แน่นอนว่าสุดท้าย ภาพที่ออกมาจะต้องดูแปลก ดูน่าสนใจ องค์ประกอบภาพสวยเพียงพอด้วย

 

3401
© Tavepong Pratoomwong / Street Photo Thailand

 

24202026091_cc3e6f5997_o
© Sun / สยาม.มนุษย์.สตรีท

 

จริงๆแล้ว การถ่ายสตรีทไม่ได้มีแค่ 8 ท่าไม้ตายนี้เท่านั้นนะ เราเอามานำเสนอเพื่อให้จับทางได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้กันอีกเยอะ ถือว่าเป็นพื้นฐานสำหรับคนที่ดูยังไม่ค่อยเข้าใจก็จะได้สนุกกับการชมภาพสตรีทมากขึ้น คนที่จะถ่ายสตรีทเองก็จะได้ค้นหาสไตล์ของตัวเองได้ง่ายขึ้นด้วย ไม่จำเป็นต้องถ่ายด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งนะ หลายๆภาพสตรีทที่ดีมากๆ ก็เป็นการรวมเอาหลายๆวิธีเข้าด้วยกันในภาพเดียว สุดท้ายแล้ว ภาพสตรีทมันคืองานศิลปะชนิดหนึ่งน่ะ ไม่มีความตายตัว แต่ต้องมีความงามมีคุณค่า มีเรื่องราวในตัวของมันเองเสมอ ขอให้สนุกกับการชมและการถ่ายภาพสตรีทกันทุกคน สวัสดี..

 

 

ภาพสตรีท Street Photo Thailand Editor’s Pick ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2559

สวัสดีชาวสตรีทเนิร์ดอีกแล้ว แป๊ปเดียว นี่มาถึงเดือนมีนากันแล้วนะ มาดูกันหน่อยว่าเดือนกุมภาที่ผ่านมา มีงานสตรีทเจ๋งๆที่ได้รับการคัดเลือกได้ Pinned เป็น Editor’s Pick จากเพจ Street Photo Thailand ภาพไหนกันบ้าง

เดือนกุมภาพันธ์ 2559 มีงานสตรีทที่ได้รับการ Pinned จากทุกโพสทั้งเดือนคัดมาแล้วรวมทั้งหมด 13 ภาพ และเหมือนเดิม.. ใครยังไม่เคยเข้าไปโพส  อย่าลืมเข้าไปอ่านกฏกันก่อน (คลิกอ่านกฏตรงนี้ได้) เมื่อมีการโพสเข้าไป ทางแอดมินเค้าจะต้อง Approve ก่อนว่าภาพเป็นไปตามกฏ และอยู่ในเกณฑ์ภาพสตรีทหรือไม่ ถึงจะได้โพสอยู่ในเพจ

(ขอขอบคุณ Street Photo Thailand ที่เอื้อเฟื้อภาพที่ถูกเลือกมาให้ดูกันครับ )

 

 

by Athichart Pluemprem‎

 

by Naame Amusemoment‎

 

by Jamir Lyndon Lumbao‎

 

by Poupay Jutharat

 

by Artyt Lerdrakmongkol

 

by Nattawoot Kurtumm Peanpunyaruk

 

by Best Piya‎

 

by Jamir Lyndon Lumbao‎

 

by Kob Obob

 

by Supornchai Ratanamethanon‎

 

by Songsak Somnate‎

 

by Nattawoot Kurtumm Peanpunyaruk

 

by Poupay Jutharat‎

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ เข้าเป็นสมาชิกคนล่าสุดของ Observe Collective

หลังจากที่คว้ารางวัลสตรีทระดับโลกอย่างต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา รวมถึงรางวัลล่าสุดคืออันดับ 1 รายการ LACP Street Shooting 2016 

ล่าสุด ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ถูกประกาศอย่างเป็นทางการจาก Observe Collective กลุ่มสตรีทชื่อดังระดับโลกที่รวบเอาช่างภาพสตรีทรุ่นใหม่ฝีมือจัดจ้านเอาไว้ด้วยกัน (เช่น Michael May , Danielle Houghton , Jason Reed , Larry Hallegua) เข้าสู่การเป็นสมาชิกคนล่าสุด นับเป็นคนเอเชียและคนไทยคนแรกที่เข้าสู่กลุ่ม ทั้งนี้ ทางกลุ่มยังประกาศพร้อมสมาชิกใหม่อีกคน คือ Ronen Berka ช่างภาพสตรีทชาวอิสราเอล

นอกจากกลุ่ม Observe Collective แล้ว ปัจจุบัน ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ยังเป็นสมาชิกของกลุ่ม Street Photo Thailand กลุ่มช่างภาพสตรีทคนไทยที่เปรียบเสมือนที่รวมของสตรีททีมชาติไทยเอาไว้ด้วยกัน และ  เป็นสมาชิกกลุ่ม Full Frontal Flash กลุ่มช่างภาพสตรีทใหม่นานาชาติ เน้นการใช้ Flash เป็นหลัก ที่มีสมาชิกสตรีทระดับโลกชื่อดังอย่าง Boris The Flash และ Johan Jehlbo เอาไว้ด้วย

เข้าไปชมหน้าผลงานของทวีพงษ์ในเวบ Observe Collective ได้ที่นี่

 

ShareLizard-man339015074994565_c6c2b5f6fe_k

งานนิทรรศการภาพที่แนะนำ PARIS 188 ชีวิตปารีสบนสี่เหลี่ยมจัตุรัส

เมื่อวันก่อน ( 28 กุมภาพันธ์ 2559 ) ได้มีโอกาสไปชมงานเปิดนิทรรศการภาพ PARIS 188 ของคุณแอ๊ด พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์ ช่างภาพฝีมือดีคนหนึ่งของเมืองไทย หลายๆคนจะรู้จักเขาในงานตอนเป็นช่างภาพประจำตัวคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ปกติเราจะเคยเห็นงานคุณแอ๊ดในเซ็ตที่เป็นภาพจากปารีสนี้จากนิทรรศการครั้งก่อนๆอยู่ไม่กี่ใบ แต่มาครั้งนี้ เรียกว่าจัดเต็มไปเลย ดูกันอิ่ม 88 ใบแบบที่แตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ ซึ่งคุณแอ๊ดบอกไว้ว่าอยากให้มาดูแล้วรู้สึกเต็มอิ่มกัน

PARIS 188 เป็นงานภาพขาวดำที่บอกเล่าการเดินทางในชีวิตประจำวันของคุณแอ๊ดระหว่างที่อยู่ที่ปารีส ซึ่งมักจะเดินทางด้วย Metro หรือรถไฟใต้ดินเป็นประจำ และการเดินเท้า ทำให้ได้เห็นชีวิตของคนที่นั่นในแต่ละวันอยู่บนฉากหลังที่เป็นสถาปัตยกรรมทั้งสมัยใหม่และเก่าปะปนกันไป ภาพทั้งหมด 88 ภาพจึงบอกเล่าผ่านการ Snap ด้วยกล้องต่างๆไม่ว่าจะเป็นมือถือ กล้องดิจิตอลหรือแม้แต่กล้องฟิล์ม Rolleiflex ในสัดส่วนภาพแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งเป็นสัดส่วนที่คุณแอ๊ดชอบมาตลอด

ส่วนชื่องาน PARIS 188 นั้น ตัวเลข 188 ก็มาจากเลขที่ของโรงแรมพูลแมน จี สีลม สถานที่ที่จัดงานนิทรรศการภาพครั้งนี้ เพื่อให้ดูมีความเชื่อมโยงกันกับจำนวนภาพที่แสดงด้วย

ใครที่สนใจงานภาพถ่ายขาวดำ ซึ่งก็เรียกว่าเป็นงานภาพสตรีทแนวคลาสสิคที่น่าสนใจเลยทีเดียว ก็แวะไปชมกันได้เลยที่ เดอะแกลลอรี่ ชั้น 36 ของโรงแรมพูลแมน จี สีลม ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 25 พฤษภาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 10:00 – 17:00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจซิ้อผลงาน โทร. 02 238 1991 อีเมล nicha@pullmanbangkokhotelg.com หรือเฟซบุ๊ค www.facebook.com/pullmanbangkokhotelG

 

ข่าว โดย Sun สยาม.มนุษย์.สตรีท

ภาพ โดย กบ สยาม.มนุษย์.สตรีท

 

Unknown-12 copy

Unknown-1 copy

Unknown-3 copy

Unknown-10 copy