มารู้จักยอดฝีมือ “6 ช่างภาพคลื่นลูกใหม่ของ Magnum”

112_a-sudden-gust-of-wind-after-wall--hokusai © Max Pinckers
Two Kinds of Memory and Memory Itself (2015)


แปลบทความโดย ปูเป้ สยาม.มนุษย์.สตรีท
จากบทความ Magnum New Blood: The Next Generation (https://www.lensculture.com/articles/magnum-photos-magnum-new-blood-the-next-generation)

 

เมื่อปีที่แล้ว เอเจนซี่ช่างภาพในตำนานอย่างแมกนั่ม (Magnum) ได้ประกาศชื่อช่างภาพผู้เข้ารอบ6คน ซึ่งล้วนแต่เป็นช่างภาพรุ่นใหม่มากความสามารถจากหลากหลายประเทศ

Lensculture ได้เข้าไปสัมภาษณ์ช่างภาพรุ่นใหม่กลุ่มนี้เพื่อสืบประวัติและเรื่องราวเกี่ยวกับการถ่ายภาพของพวกเขา บทสัมภาษณ์เหล่านี้คัดย่อมาจากการสนทนาร่วมกันของทีมงานและช่างภาพ หวังว่าผู้อ่านทั้งหลายจะได้รับแรงบันดาลใจดีๆจากแนวคิดของพวกเขาเหล่านี้ ไปอ่านกันเลย!

(ในบทสัมภาษณ์ LC ย่อมาจากทีมงาน Lensculture ตัวย่อถัดมาคือชื่อช่างภาพแต่ละคน)

Iranian photographer Newsha Tavakolian. 2015.

Newsha Tavokolian
เกิดในประเทศอิหร่านเมื่อปี1981

LC: คุณบอกว่าตัวเองเป็นช่างภาพที่ฝึกฝนด้วยตัวเองมาตลอด แล้วใครหรือผลงานไหนที่คุณศึกษา อะไรคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเป็นช่างภาพที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง มันมีผลดียังไงบ้าง?

NT: ครูของฉันคือเพื่อนร่วมงานสมัยที่ฉันยังทำงานอยู่ในสำนักพิมพ์อิหร่าน ในตอนนั้นนอกจากที่สำนักพิมพ์แล้ว อิหร่านยังมีหนังสือภาพระดับสากลน้อยมากๆ แล้วก็ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตด้วยซ้ำ พวกเราก็เลยต้องใช้ความพยายามสูงมากๆเวลาที่ต้องหาชิ้นงานนอกประเทศอิหร่าน เพราะฉะนั้นเวลาที่ฉันได้หนังสือภาพมาสักเล่ม ฉันไม่ได้ดูมันแค่ครั้งสองครั้ง ฉันดูภาพในหนังสือวนไปวนมาเป็นสิบๆครั้งเลย

สิ่งที่ดีในการเป็นช่างภาพที่ศึกษาเองมาตลอดคือ ไม่ค่อยจะมีคนมาชักจูงความคิดของคุณ มันเลยจะทำให้คุณคิดนอกกรอบได้ดี ส่วนความยากที่ท้าทายคือมันไม่มีความพร้อมอะไรมารองรับคุณเลย เพราะคุณไม่ได้เรียนถ่ายภาพในมหาวิทยาลัยไง ฉันพบว่าช่างภาพที่ศึกษาเองมักจะเสียตัวตนของตัวเองก่อนในตอนแรก แล้วค่อยมาพบตัวตนอีกด้านในตอนหลัง

LC: อะไรทำให้คุณตัดสินใจส่งผลงานเข้าชิงใน Magnum? แล้วคุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่เหมือนกันของช่างภาพรุ่นใหม่เหล่านี้ที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นขึ้นมาได้?

NT: อย่างแรกเลยนะ มันคือการที่คุณได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มช่างภาพที่เก่งที่สุดในโลก มันสร้างความมั่นใจให้ฉันที่จะถ่ายภาพต่อไปและมั่นใจว่าฉันมาถูกทางแล้ว แต่แน่นอนว่ามันก็เป็นความท้าทายที่โหด ความคาดหวังต่างๆจะสูงขึ้นและฉันก็อยากทำได้ สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากช่างภาพในตำนานหลายๆคนคือ พวกเขาเชื่อมั่นในตัวเอง ทำงานหนัก และไม่เคยปล่อยผ่านผลงานตัวเอง ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก ช่างภาพที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้นรู้ตัวเสมอว่าพวกเขาต้องทำอะไรต่อไป

c9f069a63454f95747cfdf1ab3fce437-large

Max Pinckers
เกิดในประเทศเบลเยี่ยมเมื่อปี 1981

LC: คุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าจะอุทิศตัวเองให้กับการถ่ายภาพ?

MP: ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าการถ่ายภาพเป็นสิ่งที่ผมอยากอุทิศชีวิตให้ ผมคิดว่าผมยังห่างไกลกว่าที่จะเข้าใจความซับซ้อนทั้งหมดของมันได้ ผมเริ่มสนใจในการถ่ายภาพจากโปรเจค “Lotus” (http://www.maxpinckers.be/projects/lotus/) ซึ่งเป็นความพยายามครั้งแรกของผมในการถ่ายงานสารคดี และทำให้ผมเรียนรู้บทบาทของการเป็นช่างภาพในแง่มุมต่างๆ เช่น ความพยายามในการสร้างความงามผ่านตัวซับเจค พวกท่าทางการโพส หลังจากนั้น ผมก็พยายามพัฒนาตัวเองที่จะเข้าให้ถึงระหว่างรูปธรรมของภาพ และนามธรรมของความหมาย

LC: ในยุคที่ภาพถ่ายผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด จะยังมีภาพเด็ดระดับตำนานอีกมั้ย?

MP: ผมคิดว่าแนวโน้มที่ภาพเด็ดๆในยุคนี้ไม่ได้มาจากช่างภาพมืออาชีพจะสูงขึ้น ทุกคนสามารถถ่ายภาพเด็ดๆจากมือถือได้ หรือในอนาคตเร็วๆนี้ อาจจะมาจากคอนแทคเลนส์ที่ถ่ายภาพได้ก็ได้ (Bionic contact lens) อาจเป็นเพราะว่าเหตุการณ์สำคัญต่างๆในโลกปัจจุบันไม่ได้ต้องการแค่ช่างภาพมืออาชีพเท่านั้นที่จะสามารถถ่ายทอดภาพประวัติศาสตร์เหล่านี้สู่คนทั่วโลกได้

ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ 9/11 (โศกนาฏกรรมเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์) หรือ Abu Ghraib Man (การทารุณกรรมนักโทษชาวอิรักในเรือนจำ) เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และคนสามารถนึกถึงภาพในเหตุการณ์นั้นได้โดยที่ไม่ต้องดูภาพถ่ายเลยด้วยซ้ำ ตามคำพูดของ Andy Grundberg ที่กล่าวว่าต่างจากในยุคศตวรรษที่20 ในสมัยนี้ภาพถ่ายมีค่าเท่ากับการพูดคุยทั่วไป มันไม่ได้เป็นสิ่งล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ สมบัติแห่งชาติ หรือกลไกทางสังคมอะไรก็ตามที่ดูสูงส่งอีกต่อไปแล้ว

Photographer Matt Black.

Matt Black
เกิดในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี1970

LC: ตอนที่คุณทำงานเป็นช่างภาพ เคยมีความรู้สึกว่าใช่เลย นี่แหละคือสิ่งที่พร้อมจะอุทิศชีวิตให้บ้างไหม?

MB: ก่อนที่ผมจะมีกล้องถ่ายภาพ ผมก็รู้สึกแล้วแหละว่าผมมีอะไรบางอย่างในตัว มันมีเสียงหรืออะไรบางอย่างในชีวิตที่ผมรู้สึกว่ามันใช่ แต่ผมไม่เคยคิดเลยที่จะทำมันเป็นอาชีพ คุณเริ่มถ่ายแลวก็ทำต่อ แค่นั้นแหละ

LC: คุณยังมองในแง่ดีว่าความสำคัญของภาพถ่ายในยุคนี้มันยังมีอยู่ไหม? พวกภาพดีๆที่เป็นที่จดจำทั้งหลายยังสามารถทำให้เราเข้าใจความเป็นไปของสังคมและโลกอย่างที่มันเคยเป็นในยุคก่อนๆได้รึเปล่า?

MB: แน่นอน ผมยังมองในแง่ดีอยู่ ผมคิดว่าการเป็นช่างภาพไม่มีคำว่ายุคสมัยในที่ดีที่สุด แต่ผมก็ไม่แน่ใจเรื่องภาพที่น่าจดจำนะ มันอาจจะเป็นแค่ค่านิยม แต่สำหรับผมแล้ว การถ่ายภาพไม่ใช่การล่ารางวัล มันคือกระบวนการทางความคิดและความรู้สึกที่คุณต้องอยู่กับมันระยะหนึ่ง ถ้าคุณทำงานของคุณอย่างสมบูรณ์และจริงใจ คนก็จะรับรู้ได้เอง

76f248746ab05e53fa6f385b18aa9a5d-large

Sohrab Hura
เกิดในประเทศอินเดีย ปี1981

LC: อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้คุณเป็นช่างภาพ

SH: ยากนะเนี่ยที่ให้คิดว่าอะไรคือแรงผลักดัน ผมคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมกับการถ่ายรูปมันขึ้นๆลงๆ บางครั้งผมก็เกลียดมัน บางครั้งผมก็รู้สึกว่าขาดมันไม่ได้เลย แล้วไอ้ความรู้สึกเหล่านี้มันเกิดขึ้นบ่อยมากจนผมคิดช่วงเวลาเป๊ะๆที่เป็นแรงผลักดันของผมไม่ออก แต่ถ้ามองย้อนกลับไปแล้ว ผมมีความสุขมากๆในสิ่งที่ผมทำและผมดีใจที่ผมเลือกถูกทางแล้ว

LC: อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คุณส่งผลงานเข้าชิงใน Magnum อะไรคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นและท้าทายที่สุดหลังจากผลประกาศว่าคุณได้รับเลือก?

SH: การรับตำแหน่งครั้งนี้ทำให้ผมได้รับอิสระอย่างที่ผมไม่เคยมีมาก่อน ในตอนแรกมันดูน่ากลัวมากๆ แต่ด้วยตำแหน่งนี้แหละที่ปลูกฝังความเข้มงวดในตัวเองอย่างที่ผมคงทำหายไปแล้วถ้าไม่ได้รับตำแหน่ง ทุกวันนี้ช่างภาพรุ่นใหม่จำนวนมากที่คาดหวังในตัวเองสูงและไร้ความอดทน ผมเห็นคนมีไฟแต่ดับลงเร็วเยอะมาก

ผมรู้สึกว่าการเป็นสมาชิก Magnum สร้างสมดุลระหว่างความคาดหวังและความกดดันในตัวเองให้กับผม เป็นสมดุลที่ช่วยรักษาพลังและไฟของผมไม่ให้มันดับไป ผมถูกกระตุ้นโดยสมาชิกของ Magnum ท่านอื่นๆให้เชื่อในความเป็นตัวเอง ผมคิดว่าผมต้องพยายามรักษาสิ่งที่ผมอยากทำในอนาคตไว้ไม่ให้เสียไป

LC: เราจะนึกถึงช่างภาพ Magnum ทันทีเมื่อพูดถึงภาพที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์ในยุคศตวรรษที่20 แต่ในยุคนี้ที่ภาพถ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากๆ เราจะยังสร้างภาพที่น่าจดจำได้อยู่อีกไหม?

SH: ภาพถ่ายเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว และผมคิดว่าสิ่งนี้ไม่สำคัญเท่ากับตัวบุคคลที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ผมคิดว่าทางที่เราจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคนี้คือ การที่คนๆนึงทำและทำต่อไป และในท้ายที่สุดแล้ว มันจะเริ่มมีความหมายและเป็นที่จดจำไปได้เอง

ผมคิดว่า ภาพถ่าย ภาพยนตร์ หรือสื่ออื่นๆ ไม่ได้เป็นแกนหลักในการสื่อสารแล้ว แต่กลับกลายเป็นตัวบุคคลเองที่เป็นแกนหลักในการสื่อสารมากกว่า มันไม่ได้สำคัญอีกต่อไปแล้วว่าพวกเขาใช้สื่ออะไรในการถ่ายทอดความคิด เพราะฉะนั้นคำถามนี้ไม่ควรค่าแก่การมานั่งครุ่นคิดเท่าไหร่ เรากำลังเสียเวลามาคิดอะไรอย่างนี้มากกว่าสิ่งที่เราควรทำจริงๆ

DRM19AGNUMG00214

Lorenzo Meloni
เกิดในประเทศอิตาลี ปี1983

LC: คุณมาเป็นช่างภาพได้ยังไง? คุณมีการวางแผนหรือเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษมั้ย?

LM: ผมทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นเวลา5ปี ผมถ่ายรูปในเวลาว่าง แต่เมื่อผมได้รับผลตอบรับที่ดีในงานของผม ผมเลยคิดว่านี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการหันมาทำสิ่งที่รักอย่างจริงจังซะที ดังนั้นผมเลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วทุ่มสุดตัวให้กับการถ่ายรูป ผมหาประเด็นและตามรอยไปยังสถานที่ที่ผมสนใจมาตลอด ผมทำงานหนักที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้

LC: ทุกวันนี้ภาพถ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแผ่กว้างมากๆ อนาคตของวงการถ่ายภาพจะเป็นอย่างไร? คุณมองมันในแง่ดีรึเปล่า?

LM: ผมไม่เห็นว่าการที่ภาพถ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะเป็นปัญหาตรงไหนเลย ในยุคแห่งอินเตอร์เน็ต ทุกอย่างตั้งแต่งานศิลปะจนถึงข้อมูลต่างๆล้วนเผยแพร่ไปรวดเร็วมาก และภาพถ่ายก็เป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายแล้ว ภาพถ่ายก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตคนเรา ทั้งในแง่การบันทึกความทรงจำและในเชิงศิลปะ

เพราะฉะนั้น ผมมองมันในแง่บวกมากๆว่า ในอนาคตภาพถ่ายจะยังคงความสำคัญอยู่ และจากการที่ได้ดูงานของช่างภาพฝีมือดีหลายคนในตอนนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าในอนาคตเราจะมีภาพที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์ของยุคนี้แน่นอน

Photographer Carolyn Drake.

Carolyn Drake
เกิดในสหรัฐอเมริกา ปี1971

LC: อะไรผลักดันให้คุณเป็นช่างภาพ?

CD: หลังจากที่นั่งหน้าจอคอมอยู่ทุกวัน ฉันพบว่าตัวเองอยากออกมาเจอผู้คนบนท้องถนนมากกว่า ฉันอยากก้าวข้ามเส้นกั้นที่แบ่งแยกคน ฉันอยากเข้าใจอุดมการณ์ของคนทั้งสองกลุ่มที่แตกแยกกัน

ฉันพยายามหาทางเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของฉัน ฉันชื่นชมพวกเพื่อนที่เป็นจิตรกร คนทำหนัง และนักเขียนเสมอ ฉันลาพักงานเพื่อออกเดินทาง และเมื่อฉันกลับมา ฉันเริ่มหาเวลาเข้าคลาสถ่ายรูป ในที่สุดฉันก็ลาออกจากงานแล้วเรียนอย่างจริงจัง สัญญากับตัวเองว่าจะเป็นช่างภาพ

LC: Magnum เป็นเอเจนซี่ที่รับผิดชอบพวกภาพจารึกประวัติศาสตร์ในยุคศตวรรษที่20เสมอ แล้วในศตวรรษที่21นี้ล่ะ?

CD: ทุกวันนี้ความรวดเร็วและแผ่กว้างของภาพถ่ายยิ่งทำให้มันสำคัญขึ้น ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าภาพที่น่าจดจำในยุคศตวรรษที่21จะเป็นยังไง หรือมันจะเกิดขึ้นได้มั้ย แต่ฉันมั่นใจว่าความสำคัญและความแพร่หลายของภาพถ่ายจะไม่มีวันลดลง

(สัมภาษณ์โดย Alexander Strecker กรรมการผู้จัดการของ  LensCulture)

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s