สรุปบทเรียนการถ่ายภาพของ Joel Meyerowitz จากงานเปิดตัว Leica M10

เรียบเรียง โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

งานเปิดตัวกล้อง Leica M10 ที่เยอรมัน เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2017  ที่ผ่านมา นอกจากความตื่นเต้นของเหล่าแฟนบอยกล้อง Leica แล้ว สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันสำหรับเราคือ การที่ Joel Meyerowitz ช่างภาพสตรีทชื่อดังตั้งแต่ยุค ’60s ได้ถูกเชิญขึ้นมาพูดในฐานะที่ได้รับรางวัล Leica Hall of Fame Award สำหรับการที่เขาทุ่มเทสร้างผลงานภาพถ่ายมาตลอดชีวิต

การขึ้นมาพูดครั้งนี้ มี Matt Stuart ช่างภาพสตรีทจากกลุ่ม IN-PUBLIC และเป็น Nominee ในกลุ่ม Magnum Photos ขึ้นมาร่วมพูดคุยด้วย

ซึ่งเนื้อหาในการพูดคุยถึงงานภาพถ่ายตลอดชีวิตครั้งนี้ของ Joel น่าสนใจมากๆ เป็นประโยชน์และแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพ สร้างสรรค์ผลงานของช่างภาพรุ่นใหม่ๆได้เป็นอย่างดี เราเลยอยากสรุปประเด็นที่น่าสนใจออกมาให้ได้อ่านกัน

 

image_gallery_cop_19-26_teaser-1200x675
photo by : en.leica-camera.com

 

จุดเริ่มต้นของ Joel Meyerowitz

Joel Meyerowitz ถือว่าเป็นช่างภาพสตรีทในยุค Modern ที่มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ยุค ’60s โดยเฉพาะการที่ได้พางานสตรีทไปสู่งานภาพสีที่โดดเด่น เป็นบรรทัดฐานให้กับช่างภาพสตรีทในยุคถัดๆมา

เขาเริ่มต้นจากการเป็นจิตรกรมาก่อน ซึ่งช่างภาพในยุคคลาสสิคและยุค Modern มักจะเริ่มต้นจากความชอบคล้ายๆกันนี้ เขาเริ่มต้นทำงานด้านกราฟฟิคดีไซน์ในสิ่งพิมพ์ช่วงปี 1960 – 1961 ในนิวยอร์ค จนกระทั่งปี 1962 เขาได้มีโอกาสร่วมงานกับ Robert Frank ช่างภาพระดับตำนาน ที่ได้ชื่อว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการภาพถ่ายสตรีทช่วงกลางยุค ’50s จากหนังสือภาพของเขาที่ชื่อว่า “The Americans”

Robert Frank ถูกว่าจ้างโดยหัวหน้าของ Joel ในขณะนั้นซึ่งเป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ให้มาช่วยถ่ายภาพให้กับหนังสือที่ Joel ทำอยู่ ซึ่งนั่นทำให้เขาได้เห็นภาพถ่ายในสไตล์ที่แปลกตาของ Robert Frank และทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองไปในทันที

Joel ตัดสินใจลาออกจากงานเดิม เพื่อไปเดินถ่ายรูปบนท้องถนนแบบที่ Robert Frank เป็น เขาเล่าถึงการเปลี่ยนไปใช้กล้อง Leica ตามเพื่อนของเขาที่ถ่ายภาพสตรีทเช่นกัน นั่นคือ Gary Winogrand ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตำนานช่างภาพสตรีทในยุค Modern เพราะในยุคนั้น กล้อง Leica ถือได้ว่าเป็นกล้องที่คล่องแคล่ว ฉับไว ไม่สะดุดตาเกินไป เหมาะกับงานของช่างภาพสตรีทอย่างมาก

เขายังเล่าถึงเหตุผลที่เขาเริ่มต้นถ่ายภาพสตรีทด้วยฟิล์มสีตั้งแต่เริ่มต้น ในยุคที่ช่างภาพยังไม่ค่อยให้การยอมรับภาพสีเท่าที่ควรว่า “เพราะโลกนี้มันเป็นสีน่ะสิ” เขาจึงเลือกใช้ฟิล์มสไลด์สี Kodachrome ตั้งแต่เริ่มต้นถ่ายภาพ

Joel Meyerowitz ยังมีเพื่อนอีกคนที่เป็นตำนานช่างภาพสตรีทเช่นกัน นั่นคือ Tony Ray-Jones ซึ่งเขาเสียชีวิตในวัยเพียง 31 ปี และมีผลงานไม่มากนัก แต่กลับเป็นผลงานที่มีบทบาทต่อวงการมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงมีอิทธิพลต่องานสตรีทในฝั่งยุโรปในยุคหลังๆอย่าง iN-PUBLIC และมีอิทธิพลอย่างมากต่อ Martin Parr ที่ปัจจุบันเป็นประธานของเอเจนซี่ Magnum Photos อีกด้วย

ทั้งสองคนได้เรียนรู้การถ่ายสตรีทจากการเดินไปตามถนนในนิวยอร์คตลอดสองปี ทั้งแทคติกต่างๆ พฤติกรรมผู้คนบนท้องถนน เรียนรู้การมองหาจังหวะภาพ และเรียนรู้วิธีการเข้าหา Subject ใกล้ไกลยังไงบ้าง

วันหนึ่งเขาได้เจอกับ Henri Cartier-Bresson (HCB)โดยบังเอิญบนถนนของนิวยอร์ค สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ การเปิดใจในการผลักดันคนรุ่นใหม่ๆให้เกิดขึ้น ดั่งเช่นที่ HCB เล่าถึงการค้นพบดาวรุ่งที่ชื่อว่า Bruce Davidson ในวันนั้น ซึ่งต่อมา Bruce ก็กลายเป็นช่างภาพระดับตำนานอีกคนในกลุ่ม Magnum Photos เช่นกัน

Matt ได้กล่าวเสริมถึงประเด็นนี้ว่า การผลักดันคนรุ่นใหม่ ทำให้เรากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อคุณเปิดใจ เราจะมองเห็นทุกอย่างรอบๆตัวมากขึ้น

 

image_gallery_cop_19-30_teaser-1200x675
photo by : en.leica-camera.com

บทเรียนที่ได้จากภาพถ่ายแต่ละภาพของ Joel Meyerowitz

Joel ได้เล่าถึงโปรเจคสำคัญช่วงแรกๆในชีวิตการถ่ายภาพของเขา นั่นคือ American Road Trip เมื่อปี 1964 จริงๆแล้วเขาเคยเดินทางไปรอบอเมริกามาก่อนแล้วสองครั้ง แต่ครั้งนี้เขาเดินทางด้วยตัวเอง ด้วยรถของเขาเองคนเดียว ทำให้เขาเห็นอเมริกาในแบบที่ Robert Frank เคยเห็นเมื่อครั้งที่ได้ทำหนังสือภาพที่ชื่อว่า “The Americans” ซึ่งกลายเป็นงานต้นแบบของคนในยุคเดียวกับเขา

 

a2fd269a1edade631c66bc7ec3401061

Joel เล่าถึงภาพนี้ว่า เมื่อปี 1962 เขาเดินทางไปเม็กซิโกครั้งแรก ตอนที่เขาเข้าไปในงานเทศกาลงานหนึ่ง เขาได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ จึงเข้าไปดูและพบว่าซีนนี้น่าสนใจมาก แต่แทนที่เขาจะถ่ายภาพเพียงแค่เด็กที่ร้องไห้อยู่ในหีบใบนั้น เขาเริ่มสนใจสำรวจบริบทอื่นๆรอบในเฟรมนั้น และพบว่ามันเป็นเฟรมที่ประหลาดที่จะมีเด็กและปืนอยู่ร่วมกัน ซึ่งภาพนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่กระตุ้นให้เขามองรอบด้านมากขึ้นที่ไม่ใช่แค่ Subject ที่น่าสนใจเท่านั้น

 

new_york_city_1963_web

ปี 1962 เขาเรียนรู้เพิ่ม ทำยังไงเมื่อต้องถ่ายอยู่บนท้องถนน ทำยังไงให้เข้าใกล้ Subject ได้มากขึ้น เขาลองถ่ายภาพผู้คนหลากหลายแบบ เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมผู้คน การใช้เลนส์ 35mm. เพื่อเข้าใกล้มาก โดยที่ไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่พอใจ หรือไม่ยอมให้ถ่าย

Matt เสริมว่า เขาเคยเห็น Joel เดินถ่ายสตรีทที่ลอนดอน ดูรวดเร็ว คล่องแคล่วมาก ไม่ประเจิดประเจ้อ ซึ่งเขาเองมักเจอนักเรียนเวลามาเวิร์คชอป ปัญหาหนึ่งคือการเข้าหา Subject ด้วยท่าทีลุ่มล่ามเกินไป

Joel เสริมต่ออีกว่า เราต้องทำตัวให้เหมือนเป็นมนุษย์ล่องหน เขาเองเคยดู HCB ถ่ายภาพบนท้องถนน เขาดูเหมือนกำลังเต้นบัลเล่ย์อยู่บนท้องถนนเลย

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่ Joel ได้พูดถึงอีกก็คือ เป็นเรื่องที่ดีมากที่เราจะมีคู่หูในการออกไปถ่ายด้วย เพราะถ้าคนหนึ่งหมดไฟ อีกคนก็จะสามารถผลักดันให้เรามีไฟอีกครั้ง

 

Taking My Time

จากภาพนี้ Joel ได้พูดถึงได้อย่างน่าสนใจว่า ภาพถ่ายที่ดีคืออะไร? สำหรับเขาแล้วมันคือภาพที่สามารถตีความได้หลากหลาย คลุมเครือ แล้วแต่คนดู นี่แหล่ะคือหัวใจของภาพถ่ายที่ดี มันมีความลึกลับจนไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด และสิ่งนี้ทำให้เกิดเป็นเสน่ห์

เช่นภาพนี้ ที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเหตุการณ์จริงๆในภาพนี้จริงๆคืออะไร มันคือความมหัศจรรย์ของภาพถ่าย ความหมายของภาพสามารถเปลี่ยนได้หมด ขึ้นอยู่กับการวางเฟรมของเราว่าเราเดินเข้าไป หรือเดินออกมา หรือตัดอะไรออกไปจากเฟรม หรือเพิ่มอะไรเข้าไปในเฟรม

Joel เสริมต่อว่า พวกเราที่ถ่ายภาพสตรีท มีความสุขเมื่อได้ออกไปถ่ายรูปบนท้องถนน มันเต็มไปด้วยเรื่องที่เราเห็นแล้วสนุก แฮปปี้ ซึ่งนั่นทำให้ท่าทีของพวกเราดูเป็นมิตร แทนที่เราจะถ่ายรูปด้วยท่าทีแข็งขัน จริงจัง นั่นทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ปลอดภัย และมักจะไม่อยากให้เราถ่ายภาพพวกเขา

 

18jpmeyerowitz2-superjumbo

ภาพของ Joel ภาพนี้เป็นภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์การถ่ายภาพสตรีททีเดียว พวกเราทุกคนรู้จักภาพนี้ ซึ่งสิ่งที่ Joel อยากจะบอกจากภาพนี้คือ คุณจะต้องเฟรมภาพให้รอบด้าน ภาพนี้เขาตั้งใจจะเก็บทุกรายละเอียดแม้แต่คนที่นั่งตรงกระจกหลังสุดนั่น คุณควรจะต้องกวาดสายตาไปให้ทั่วที่สุดในขณะที่ถ่ายภาพ

 

takingmytime4

สำหรับภาพนี้ เป็นภาพที่ Joel ต้องการเล่าถึงความประทับใจในการใช้ฟิล์มสไลด์สี Kodachrome ซึ่งมันมีความละเอียดมาก แต่ก็มีความไวแสงที่ตำ่มากเช่นกัน (เพียง ISO 25 เท่านั้น) ทำให้ยากมากในการถ่ายภาพ แต่ที่มันเจ๋งมากก็คือมันมีไดนามิคที่สุดยอด ในภาพนี้จะเห็นว่าด้านหน้าเป็นเฉดร่ม ในขณะที่ด้านหลังเป็นแสงแดดแรง ภาพนี้ฟิล์ม Kodachrome กลับสามารถแสดงรายละเอียดของภาพได้ทั้งหมด ทั้งที่ร่มและแสงแดดจ้า

 

joel joel-meyerowitz-black-and-white-vs-color-1

ช่วงปี 1965-1967 Joel พกกล้องสองตัวตลอด ตัวหนึ่งใช้ฟิล์มสี และอีกตัวหนึ่งใส่ฟิล์มขาวดำ Kodak Tri-x สิ่งที่เขาทำคือการพยายามเก็บภาพช็อตเดียวกันทั้งสีและขาวดำ แล้วทำเก็บเอาไว้เป็นคู่ๆ มากกว่า 100 คู่ เพื่อจะทำความเข้าใจว่า จุดเด่นของการถ่ายภาพสีคืออะไร? และจุดเด่นของการถ่ายภาพขาวดำคืออะไร? Joel เริ่มต้นการถ่ายภาพด้วยการถ่ายภาพสีก่อน ซึ่งเป็นการสวนทางกับช่างภาพส่วนใหญ่ในยุคนั้นที่เริ่มต้นจากภาพขาวดำก่อน และเหตุผลส่วนใหญ่ของศิลปินในยุคนั้นก็คือ ภาพขาวดำให้ความเป็นศิลปะมากกว่า

ซึ่งจุดนี้ เลยกลายมาเป็นการทดสอบในมุมมองของ Joel เองว่า สำหรับงานของเขาแล้ว ภาพขาวดำทำให้ความตื่นเต้นมันหายไป  อย่างเช่นภาพแรก ที่แสงสีเหลืองในห้อง เป็นคู่สีที่ตัดกับร่มสีฟ้าของผู้หญิงข้างนอกนั่น หรือภาพที่สอง ภาพบอลลูน ที่ใต้ท้องบอลลูน สำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่แค่สีเทาเท่านั้น แต่เป็นสีฟ้าเขียวที่สะท้อนจากทะเล

จุดสำคัญตรงนี้ ทำให้เขาสรุปว่า ภาพขาวดำส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ มันมักจะเป็นภาพที่ไม่ต้องการการมีสีอยู่แล้ว แต่เมื่อเขาพยายามมองหาสี สีที่เกิดขึ้นตรงนั้น สีเหล่านั้นก็ควรจะอธิบายความสำคัญในสถานการณ์นั้นทั้งหมด

 

meyerowitz_blind

Joel พูดถึงภาพนี้ว่า ปกติแล้ว เราพยายามจะวางสิ่งที่สำคัญๆไว้ที่กลางภาพ หรือพยายามใส่อะไรที่น่าสนใจไว้ในเฟรมให้ได้มากที่สุด เราพยายามจัดวางข้อมูลทุกอย่างที่น่าสนใจลงไปในนั้น ซึ่ง Matt เสริมว่า มันเหมือนเป็น “การเล่นกล”  ซึ่งทุกอย่างในภาพเปรียบเสมือนกับตัวหนังสือ เราสามารถอ่านมันได้ทั้งหมด ตรงไหนก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ตรงกลางก็ได้ และพยายามให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในภาพ

 

v1-128-9-malaga-spain-1967

Joel เดินทางไปมากมายทั่วโลก ที่โมรอคโคก็เช่นกัน ภาพนี้เป็นที่ที่ชาวยิปซีอาศัยอยู่ เด็กๆออกมาวิ่งเล่นกัน เขารู้สึกว่าจังหวะในภาพมันเหมือนการเต้นบัลเล่ย์ โดยมีตึกข้างหลังที่เต็มไปด้วยรูปทรงเลขาคณิต (Geometry) นั่นเป็นพื้นหลัง ซึ่งทำให้นึกถึงงานคลาสสิคของ HCB ภาพหนึ่ง (โดยตัวงานของ HCB หลายๆภาพจะเน้นการมีอยู่ของรูปทรงเลขาคณิตในภาพ) เขากล่าวว่า การถ่ายภาพมันเป็นการดึงเอาสิ่งที่คุณเสพเข้าไป แสดงออกมาโดยคุณไม่ทันได้นึกถึง นั่นเป็นเหตุผลให้เราควรเสพงานให้มากและหลากหลาย

 

london_england_1966-web

ตอนที่ Joel ออกเดินทาง Road Trip ไปทั่วอเมริกา เขาใช้วิธีถ่ายภาพผ่านกระจกหน้ารถที่วิ่งอยู่เก็บไว้ ซึ่งเขาเคยทำมาแล้วเมื่อครั้งเดินทางไปทั่วยุโรปกว่า 3,000 กิโลฯ เขาได้ภาพมามากมาย เขาบอกว่า การเดินทางไปในรถแล้วมองผ่านกระจกหน้ารถออกไป มันก็เป็นเหมือนตัวเราอยู่ในตัวกล้องแล้วมองออกไปจากตัวกล้อง กระจกรถก็คือเลนส์ เพียงเซ็ตค่ากล้องไว้ที่ความเร็วชัตเตอร์ 1/1000s ปรับระยะโฟกัสประมาณ 8 ฟุต ถึง infinity ด้วยความชำนาญที่ถ่ายภาพมามาก เขารู้อยู่แล้วว่าเลนส์ 35mm. จะได้ภาพระยะประมาณไหน พอเห็นอะไรที่ผ่านเข้ามาแล้วน่าสนใจ เขาก็จะยกกล้องกดถ่ายได้เลย

ตอนที่เค้าถ่ายโปรเจคนี้  Joel อายุประมาณ 30 ปี  เขาได้นำเสนอภาพจากโปรเจคนี้ให้กับทาง MoMA ซึ่งทาง MoMA ก็ให้ความสนใจทันที

 

joel_meyerowitz11_www-9-com-ua

ภาพนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกันหลายเหตุการณ์ ในขณะที่ช่างภาพกำลังเซ็ตกล้องถ่ายนางแบบ อีกด้านหนึ่ง เด็กกำลังกระโดดน้ำ  Joel ให้คำแนะนำเกี่ยวกับภาพนี้ว่า คุณต้องมีกล้องติดตัวตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้คุณจะไม่ได้ภาพอะไรเลย

 

0d012edd72190dc2621890536b3d6bcf

Matt พูดถึงภาพนี้ของ Joel ว่า สำหรับเขาแล้ว มันเป็นการเล่นของ “แขน” ทิศทางของแขนแต่ละคนในภาพล้อกันไปมาจนเป็นองค์ประกอบภาพที่สวยงาม Joel เสริมว่า มันดูเหมือน “แขน” ของผู้ชายในรถกำลังจ้องไปที่ผู้หญิง ซึ่งเทคนิคตรงนี้ เขาแนะนำเรื่องการเลือกที่จะจัดองค์ประกอบภาพให้ส่วนไหนของ Subject ออกไปนอกเฟรมภาพ และเหลือเฉพาะส่วนไหนที่เน้นในการแสดงความหมาย อย่างเช่นในภาพนี้ เขาเลือกที่จะตัดให้เหลือแต่แขนของผู้ชายนั้นเพื่อเล่าเรื่อง

 

joel-meyerowitz25

Joel เล่าว่า “ในการถ่ายภาพ คุณจะคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ผมเดินไปตามถนนและผมเห็นคนแต่งชุดเป็นรองเท้าคู่นี้ ผมรีบวิ่งตามไปถ่าย โดยพยายามหาอะไรมาเชื่อมโยง ปรากฏว่าอยู่ๆก็มีผู้หญิงเพี้ยนๆขาเจ็บเดินสวนเข้ามาเต้นกับพวกเขา ชีวิตมันเป็นแบบนี้แหล่ะ ถ้าคุณมีกล้องที่พร้อมจะจับภาพ เซ็ตค่าให้พร้อม คุณจะโชคดี”

Matt ยังเสริมในประเด็นที่น่าสนใจอีกว่า มันไม่ใช่แค่ว่า Joel เห็นคนแต่งชุดใส่รองเท้าแล้วก็ถ่ายมา แล้วก็หยุดตรงนั้น แต่เขายังเดินตาม Subject ที่น่าสนใจนั้นต่อไปอีก ถ้าคุณใช้เวลากับสิ่งที่คุณสนใจไปเรื่อยๆ คุณจะได้อะไรที่แตกต่างไปเรื่อยๆ

 

 

ทดลองให้หลากหลาย

Joel ยังได้พูดถึงจุดเปลี่ยนที่เขาหยุดถ่ายสตรีทไปช่วงหนึ่ง แล้วหันไปถ่ายกล้อง Large Format กล้องฟิล์มขนาดใหญ่ที่ใช้ฟิล์มขนาด 8×10″

เขาค้นพบถึงความชอบในขั้นตอนต่างๆของฟิล์ม ทั้งการล้าง,อัดภาพ มันเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะอีกแบบ สำหรับเขาแล้ว ถ้าการถ่ายสตรีทเป็นเหมือนดนตรีแจ๊ส การถ่ายภาพด้วยกล้อง Large Format ก็เหมือนกับดนตรีคลาสสิค มันเป็นการจับความงามของแสง จับความงามของพื้นที่นั้น

เขายังพยายามทำเหมือนที่เขาทำกับกล้อง 35mm ปกติคือพกไปด้วยทุกที่ เขาแบกกล้อง 8×10 พร้อมขาตั้งและฟิล์มที่สามารถถ่ายได้เพียง 20 ภาพตลอดทั้งวัน เขาค้นพบว่า เมื่อเขาลองเปลี่ยนกล้องไป มันทำให้มุมมองในงานของเขาเปลี่ยนตามไปด้วย เขาได้ทดลองงานที่หลากหลายจากเดิม ภาพทิวทัศน์ , ภาพถ่ายบุคคล แม้แต่สถาปัตยกรรมในเมือง จุดนี้เอง ทำให้เขาเซ็ตทิศทางไปสู่งานภาพถ่ายบุคคล และได้สำรวจเข้าไปในตัวผู้คนเหล่านั้น

การถ่ายสตรีทคุณต้องทำตัวเสมือนว่าล่องหน เราจะไม่เข้าไปถามคนที่จะถ่ายได้ว่า “ผมขอถ่ายรูปคุณได้มั๊ย?” แต่พอคุณใช้กล้องขนาดใหญ่แบบนี้ คนจะเข้ามาถามว่า “ทำไมคุณใช้กล้องไม้แบบนั้น” , “มันเอาไว้ทำอะไร” 

เขาถ่ายภาพบุคคลไปถึง 2,000 ภาพ โดยใช้ 1 ภาพต่อ 1 คน สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการถ่ายภาพบุคคลคือ มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน ตัวตน ความเป็นมนุษย์ และภาพถ่ายมันก็เป็นเหมือนพาหนะในการแสดงออกซึ่งอารมณ์ออกมา

 

ต่อคำถามของคนในงาน

Joel ได้ตอบคำถามกับคนที่อยู่ในงาน ซึ่งมีคำถามที่น่าสนใจ เช่น เกี่ยวกับความหมายของ Street Photography ของเขา ซึ่ง Joel ตอบว่าสำหรับเขาแล้วมันคือ การถ่ายภาพที่ที่แต่ละชีวิตมาผสมผสานกันในพื้นที่สาธารณะ ทุกคนพร้อมใจกันมาอยู่ในพื้นที่นั้น ซึ่งช่างภาพเองก็เป็นอีกคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นเช่นกัน และช่างภาพคือคนที่มองหาช่วงเวลาที่หลายๆสิ่งมารวมกัน ในแบบที่คุณเท่านั้นจะมองเห็นได้ สมมติว่ามีอีกคนยืนอยู่ข้างๆคุณ เขาก็อาจจะไม่ได้เห็นแบบที่คุณเห็นก็ได้ สิ่งนี้จะเป็นภาพในแบบของคุณเท่านั้น

ต่อคำถามว่า “อะไรที่จะทำให้มันเป็นภาพสตรีทที่ดี?” สำหรับเขาแล้วมันคือ ไหวพริบ ความเศร้า มุมมอง อารมณ์ ช่วงเวลา สถานที่ ความสัมพันธ์ คุณต้องเรียนรู้ที่จะให้มันเชื่อมโยงสิ่งต่างๆบนถนนนั่นกับความรู้สึกของคุณและออกมาเป็นผลงาน

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s