“What Do Artists Do All Day?” สารคดีสตรีทขาโหด Dougie Wallace

เรื่องจาก สารคดี  “What Do Artists Do All Day?” ทางช่อง BBC 4

เรียบเรียง โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

สารคดี “What Do Artists Do All Day?” ความยาว 30 นาทีที่ฉายทาง BBC ประเทศอังกฤษเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจในกลุ่มชาวสตรีททั่วโลกเป็นอย่างมาก เพียงแค่ปล่อยตัวอย่างออกไปเท่านั้น แม้ว่ามันจะถูกจำกัดให้ดูได้เพียงในประเทศอังกฤษก็ตาม

สิ่งที่ดึงดูดใจสำหรับชาวสตรีทให้อยากดูสารคดีชิ้นนี้ก็เพราะว่า มันว่าด้วยการติดตามชีวิตของ Dougie Wallace ช่างภาพสตรีทชาวสก็อตแลนด์ที่ผลงานเป็นที่รู้จักในวงการถ่ายภาพสตรีทในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการชนะรางวัล Magnum Photography Awards 2016 ในประเภทภาพชุด Street ที่ชื่อว่า “Harrodburg”

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ชม หรือหาดูไม่ได้ สยาม.มนุษย์.สตรีท จะสรุปเรื่องราวในสารคดีชิ้นนี้มาให้ได้อ่านกันอย่างย่อๆ

“คุณไม่มีทางจะได้ภาพเจ๋งจากการอยู่แต่ในสตูดิโอได้แน่ คุณต้องออกไปนอกถนนนั่น” – Dougie Wallace

Dougie ช่างภาพที่ไม่ปรานีประนอมกับผู้คนที่เขาถ่าย แม้ว่าจะถูกสั่งให้ลบภาพหรือแจ้งตำรวจก็ตาม เขาไม่แคร์และเดินจากไปอย่างไม่ใยดี

ชายหนุ่มจากเมือง Glasgow เมืองที่ใหญ่ที่สุดของสก็อตแลนด์ ช่วงวัยรุ่นเขาออกจากโรงเรียนเพื่อไปสมัครเป็นทหาร และหลังจากที่ปลดประจำการ เขาก็เริ่มทำธุรกิจซื้อๆขายๆรถอยู่พักนึง แล้วการเริ่มต้นสิ่งที่เขารักที่สุดก็เริ่มต้น..

เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน Dougie ซื้อกล้องตัวแรกที่เนปาลตอนที่แบ็คแพคไปเที่ยวที่นั่น ซึ่งเขาถ่ายรูปไปเยอะมาก และจากการเริ่มต้นศึกษางานภาพถ่าย เขาคิดว่าตัวเองน่าจะชอบงานของ Martin Parr หนึ่งในช่างภาพรุ่นใหญ่ในยุค Post-Modern แห่ง Magnum Photos 

เขาเริ่มต้นจากเดินถ่ายรูปผู้คนทั่วๆไปบนรถเมล์ โดยมองหาความเป็นไป สิ่งที่ผู้คนคาดหวังในชีวิตธรรมดาๆในย่าน Kensington กับย่าน Chelsea และย่าน Calton กับย่าน Glasgow เขาถ่ายภาพผู้คนบนรถเมล์ทั้งสองที่นี้ผ่านกระจกระหว่างที่รถกำลังติดไฟแดง

Harrodburg

มาถึงโปรเจคที่เฟี้ยวฟ้าวของเขา “Harrodburg” ที่ได้รับรางวัล Magnum Photography Awards 2016 มันเริ่มต้นจากการที่ Dougie ตระเวนถ่ายรูปในย่าน Knightbridge บริเวณที่มีห้างไฮโซอย่าง Harrod ตั้งอยู่ เขามองบริเวณนี้เปรียบเสมือนกับสนามเด็กเล่นของประชากร 1% ของประเทศที่โคตรๆรวย เป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง ดูเหมือนอยู่ในโลกความฝัน ซึ่งเป็นโลกละครชีวิตที่มีเรื่องราวมากมายบนท้องถนน

เขาทำโปรเจค Harrodburg มากว่า 2 ปีครึ่ง เดินทางไปฝังตัวอยู่บริเวณย่าน Knightbridge กว่า 70 เที่ยว ถ่ายมาแล้วหลายพันภาพ ซึ่ง Dougie อยากจะจบมันสักที แต่ทุกครั้งใจเขาก็ยังอยากจะไปต่ออีกสักเที่ยว อยากได้อีกสักภาพวนอยู่อย่างนั้นและในที่สุด Harrodburg ก็ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือภาพเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างที่เขาบอกไปแล้วว่า จุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพมาจากที่เขาชอบงานของ Martin Parr และยังเป็นช่างภาพที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุดด้วย ในตอนนี้เขาก็ได้มารู้จักกับ Martin Parr ตัวจริงเสียงจริง เนื่องจาก Parr ซื้อภาพปริ๊นท์จาก Dougie ยี่สิบภาพเพื่อเก็บไว้ในคอลเลคชั่นของเขา

Dougie เป็นคนเอาภาพไปส่งให้กับ Parr ด้วยตัวเองถึงที่พัก ซึ่งเขาค่อนข้างชอบงานของ Dougie และได้พูดคุยกันเล็กๆน้อยๆ

“เวลาคนพูดว่า เฮ้! ฉันจะแจ้งตำรวจนะ คุณทำยังไง?” Martin Parr ถาม

“ก็มีบ้าง ผมก็บอกว่า เอาเลยสิ! แล้วผมก็ให้เบอร์มั่วๆเขาไป”

“มันเป็นงานที่เสี่ยงจริงๆนะ”

“ใช่เลยฮะ ผมก็ว่างั้น” Dougie เห็นด้วยกับ Martin Parr

 

“สิ่งแรกที่คุณต้องทำ เมื่อจะเข้าใกล้คนที่คุณจะถ่าย คือคุณต้องมีความกล้าและมั่นใจ แน่นอนว่า Dougie มีความห้าวจนข้ามผ่านอุปสรรคไปหมด การทำอะไรแบบนี้มันอาจจะเป็นอะไรที่ดูคุกคาม ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ที่จะถูกถ่ายภาพแบบนั้น แต่ Dougie ก็ไม่ยอมแพ้ ถ้ามีแขกรวยๆสักคนไม่พอใจ เขาก็คงแค่ยักไหล่ช่างมัน นี่แหล่ะ..วิถีของช่างภาพสตรีท คุณต้องเผชิญหน้ามัน ท่ามกลางความห้าว เอ็ดตะโร ซึ่งนี่..มันถึงเป็นจังหวะที่เหมาะที่สุดที่พวกเราจะได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้” – Martin Parr

Shoreditch Wildlife

ตอนที่ Dougie เริ่มถ่ายภาพ เขาไม่ได้ตั้งใจจะหาเลี้ยงชีพเลย เขาก็แค่ถ่ายรูปเพื่อนๆ อะไรทั่วๆไปที่เกิดขึ้นแถวๆ Shoreditch ที่เขาอาศัยอยู่

หนังสือเล่มแรกของเขาชื่อว่า Shoreditch Wildlife เขาพกกล้องออกไปทุกๆคืนเวลาที่ไปปาร์ตี้เพื่อเก็บภาพผู้คนที่ปาร์ตี้หนักทั้งคืนยันเช้าวันอาทิตย์ สภาพผู้คนที่เต็มไปด้วยความเละเทะ เมายา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นโคเคน และยังรวมไปถึงภาพผู้คนที่ใช้ชีวิตตามท้องถนนในย่านนั้น

ครั้งหนึ่งเขาถ่ายภาพคนในร้าน Bagel Bake (ร้านขายขนมปังเบเกิ้ลชื่อดังในย่าน Shoreditch ซึ่งเปิดตลอด 24 ชม. เน้นขายคนจน คนใช้ชีวิตกลางคืน เช่น คนขับแท็กซี่ ผู้หญิงในบาร์ :ผู้เขียน) และวันต่อมาภาพของเขาได้ลงใน CNN นั่นทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

Stags Hens & Bunnies, A Blackpool Story

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่เขาจะเริ่มต้นถ่ายภาพ เขาเคยซื้อ-ขายรถอยู่ที่ Glasgow หลังจากนั้นเขาก็เริ่มซื้อ-ขายรถบ้าน เพื่อระดมทุนสำหรับสิ่งที่เขารัก (ซึ่งจริงๆแล้ว Dougie เคยบอกว่า ถ้าเขายังคงทำอาชีพซื้อ-ขายรถบ้านอยู่ล่ะก็.. ป่านนี้ก็คงรวยไปแล้ว)

และที่ Blackpool เป็นที่แรกที่เขาคิดว่า นี่คือโปรเจคที่สามารถเป็นหนังสือภาพของเขาได้ ซึ่งเขาไปที่นั่นมาแล้วมากกว่า 30 ครั้งเพื่อถ่ายภาพในโปรเจคนี้ สำหรับเขาแล้ว.. Blackpool เป็นเสมือน Las Vegas ที่กลายร่างมาจากยุควิคตอเรี่ยน

ถ้าพูดถึงเทคนิคในการเซ็ทค่ากล้องของเขาแล้ว เขาอธิบายไว้ว่า เขาใช้โหมด Aperture Priority ตั้งค่ารูรับแสงไว้ที่ f/11 เสมอ ปล่อยให้กล้องทำงานหาความเร็ว Shutter เอง และค่ารูรับแสงนี้เป็นตัวกำหนดความแรงของแฟลช และแฟลชที่เขาใช้เป็นแบบ “Double Flash” คือติดแฟลชคู่ทั้งด้านบนและล่างของกล้อง เพื่อลบเงาที่เกิดขึ้น

ส่วนการโฟกัส เขาใช้ระบบ Manual และใช้เทปมาร์คตำแหน่งเอาไว้เฉพาะระยะที่ใช้ เช่นประมาณ 50 ซม. และ 2 เมตร

Dougie ถล่มแฟลชพังอย่างน้อยก็ 4 ตัวในเวลาไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา เขามีซากแฟลชวางกองอยู่เต็มบ้านเลยทีเดียว

ปิดท้ายด้วยความเห็นของหนึ่งในบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการเผยแพร่งานของเขานั่นคือ Dewi Lewis ผู้เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์หนังสือภาพชื่อดัง ได้กล่าวไว้ว่า

“ช่างภาพสตรีทต้องสามารถมองเห็นสิ่งแปลกประหลาดที่อยู่ในผู้คนทั่วไป  คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งกับการถ่ายภาพ ไม่ใช่เป็นแค่พวกถ้ำมอง แม้ว่าบางครั้ง การถ่ายภาพของพวกเขามันจะดูคุกคามไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรที่มันเลวร้าย พวกเขากำลังถ่ายทอดความน่าสนใจ ความมีเสน่ห์ของผู้คนอยู่ต่างหาก

…สำหรับผมแล้ว ช่างภาพฝีมือเยี่ยมคือคนที่น่าสนใจ และเป็นใครที่ผมอยากจะอยู่ใกล้ๆนานๆ”

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s