ไม่มีที่สำหรับคำว่า “อาจจะ”..จากปากคำที่สูญหายของ Henri Cartier-Bresson

จาก Henri Cartier-Bresson ’There are no maybe’ โดย New York Times 

และ Henri Cartier-Bresson: The Modern Century โดย MoMA

แปลโดย ภาสินี ประมูลวงศ์

ในปี 1971 Sheila Turner-Seed (ชีล่า เทอร์เนอร์-ซีด) ได้สัมภาษณ์ Henri Cartier-Bresson (อองรี คาร์ทีเยร์ เบรสซองค์) ที่สตูดิโอในกรุงปารีสของเขาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของหนังสั้นเกี่ยวกับช่างภาพที่เธอเป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมกับ Cornell Capa (คอร์เนล คาปา) แต่หลังจากเชียล่าเสียชีวิตในปี 1979 ด้วยวัยเพียง 42 ปี บทสัมภาษณ์นี้กับงานเขียนอีกหลายชิ้นของเธอก็นอนนิ่งเป็นแคปซูลเวลาบนชั้นฝุ่นเขรอะในสถาบัน International Center of Photography (ICP)ในกรุงนิวยอร์ค

จนกระทั่งปี 2011 เมื่อลูกสาวของเธอ Rachel Seed (ราเชล ซีด) รับรู้ถึงการมีอยู่ของเทปนี้ เธอมุ่งตรงไปที่ ICP และตามหาจนพบ มันเป็นประสบการณ์สำคัญสำหรับเรเชล เพราะแม่ของเธอได้ตายไปตั้งแต่เธอหนึ่งขวบ เธอจำไม่ได้แม้แต่เสียงของแม่

Henri Cartier-Bresson (อองรี คาร์ทีเยร์ เบรสซองค์) (1908-2004) เป็นช่างภาพผู้เป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นรอยเท้าให้ช่างภาพยุคต่อๆมาได้เดินตาม เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเอเจนซี่ Magnum เอเจนซี่ช่างภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ใช้กล้องเพื่อนิยามขอบฟ้าใหม่ให้กับวงการถ่ายภาพร่วมสมัย ทศวรรษแล้วทศวรรษเล่าที่เขาออกไปถ่ายภาพเพื่อบอกเล่าเรื่องราว อินเดียวันที่มหาตมะคานธีถูกลอบสังหาร อินโดนีเซียช่วงการเรียกร้องอิสรภาพ จีนยุคปฏิวัติ สหภาพโซเวียตหลังการตายของสตาลิน อเมริกากับกระแสต่อต้านสงคราม และยุโรปสมัยที่วัฒนธรรมแบบดั้งเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยวัฒนธรรมสมัยใหม่…..Henri Cartier-Bresson เป็นผู้สังเกตการณ์ท่ามกลางกระแสโลก

….และนี่คือข้อความจากเทปที่เรเชลถอดได้ 

S: คุณเคยกำหนดอะไรไหมหรือวางแผนอะไรในหัวไหม เวลาที่คุณจะกดชัตเตอร์?

HCB: คำตอบของคำถามคือการเพ่งความสนใจกับสิ่งที่คุณจะถ่าย เพ่งความสนใจ คิด มองดู พินิจ และคุณจะรู้ตัวเมื่อถึงเวลาว่าคุณพร้อมแล้วที่จะกดชัตเตอร์ แต่คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าจุดที่ดีที่สุดของสถานการณ์ตรงหน้ามันอยู่ตรงไหน คุณอาจจะถ่ายไปเรื่อยๆ คุณบอกว่า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว! เยี่ยมเลย! น่าจะดีว่ะ เยี่ยม!” แต่ความจริงคือ คุณไม่ควรถ่ายมากเกินไป มันก็เหมือนการกินมากไป หรือดื่มมากไป ใช่..คุณต้องกิน คุณต้องดื่ม แต่มากไปมันไม่ดี เช่นเดียวกับการถ่ายภาพ คุณไม่ควรถ่ายมากเกินไป เพราะในเวลาที่คุณกดชัตเตอร์ ครั้งแล้วครั้งเล่า รูปที่ดีอาจอยู่ระหว่างภาพเหล่านั้นก็ได้

บ่อยครั้ง คุณไม่จำเป็นต้องเห็นงานของช่างภาพคุณก็รู้ว่างานของเขาจะออกมาเป็นยังไงได้ จากการดูวิธีที่เขาถ่ายภาพบนท้องถนน สุขุมระมัดระวังหรือเร็วราวปืนกล คุณไม่สามารถถ่ายนกด้วยการถ่ายแบบปืนกลได้ คุณถ่ายนกตัวหนึ่ง แล้วก็อีกตัวหนึ่ง บางทีระหว่างนั้นนกตัวอื่นก็บินหนีไปแล้ว ผมเห็นผู้คนถ่ายภาพด้วยวิธีแบบนั้นตลอดเวลา มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เพราะพวกเขาจะถ่ายช่วงเวลาที่รูปออกมาเจ๊งบ๊งได้เสมอ

S: เล่าเรื่องอุปกรณ์ของคุณให้ฟังหน่อยได้ไหม?

HCB: ผมเป็นคนที่ไม่สนใจกลไกการถ่ายภาพ ไม่สนใจตลอดมา ไม่สนใจอย่างหมดจด ผมชอบกล้องเล็กๆ เล็กที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ไม่ใช่พวกกล้องใหญ่ๆที่มีตัวช่วยเพิ่มมาเยอะแยะ ตอนทำงาน ผมมีแค่ Leica M3 ตัวเดียว เพราะมันเร็วดั่งใจเวลาเพ่งความสนใจไปกับการถ่ายภาพ ถ้าคุณใช้กล้องตัวเล็กๆ คนอื่นจะไม่สนใจคุณ คุณจะไม่ดูเหมือนพวกโชว์ออฟ มันดูน่าเขินว่าไหม การเดินไปเดินมากับกล้องตัวใหญ่ๆอุปกรณ์เยอะๆ ผมไม่สนใจเครื่องวัดแสงหรืออุปกรณ์อะไรก็ตาม  ผมชอบที่จะทำด้วยตัวเองมากกว่าใช้อุปกรณ์ช่วย ผมจะใช้เครื่องวัดแสงก็แค่ในเวลาเย็นย่ำที่แสงเปลี่ยนอย่างรวดเร็วหรือเวลาที่ไปต่างประเทศ…ในทะเลทราย ท่ามกลางหิมะ แต่ผมจะคาดคะเนก่อนเสมอ และใช้เครื่องวัดแสงแค่เพื่อเช็คเท่านั้น

S: แล้วทำไมต้องเลนส์ 50 mm?

HCB: มันคือมุมมองแบบที่ตาของคนเรามองเห็น และในเวลาเดียวกัน มันก็มีความลึกและมีความชัดที่เหมาะในแบบที่คุณจะไม่เจอในเลนส์ที่ระยะไกลกว่านี้ ผมเคยทำงานกับเลนส์ 90 mm เวลาคุณถ่าย landscape มันจะตัดส่วนหน้าของภาพออกเสียเยอะ และแทบจะไม่มีโฟกัสเอาเสียเลย เลนส์ 35 mm เอาเข้าจริงก็เยี่ยมยอด แต่ถ้าคุณต้องการจัดระยะระหว่างแต่ละองค์ประกอบในภาพแล้วมันเป็นเรื่องยากมาก และบ่อยมากที่เลนส์ 35 mm ถูกใช้โดยคนที่ต้องการตะโกนสิ่งที่คิดออกมาดังๆ คุณมีคนบางคนอยู่หน้าสุดของภาพและคุณพยายามเล่าบางอย่างเกี่ยวกับคนนั้น แต่ผมไม่ชอบเล่าเรื่อง มันบังคับกันเกินไป และพอดีผมเป็นคนดื้อที่ไม่ชอบการบังคับ ผมไม่ชอบตะโกนออกมาดังๆ เพราะเวลาที่คุณตะโกน มันคือเวลาที่คุณหมดหนทางสู้

S: คุณมีกฏสำหรับตัวเอง เหมือนเป็นหลักการส่วนตัวของคุณเอง?

HCB: ใช่ สำหรับตัวเอง ผมไม่กล้าพอจะเอาไปใช้กับคนอื่นได้หรอก อิสรภาพของผมอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมที่เป็นเฟรมภาพ ในกรอบสี่เหลี่ยมนั้นทุกสิ่งอย่างเป็นไปได้ สำหรับผมแล้วการถ่ายภาพก็เหมือนการวาดภาพ เมื่อวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วคุณไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้อีก ไม่มีการแก้ไข มีแต่การแก้ตัว และหากคุณต้องการแก้ตัว นั่นคือภาพต่อไป แต่ชีวิตไหลลื่นดังสายน้ำ บางภาพบางสถานการณ์ก็ไหลผ่านร่องนิ้วมือไปอย่างไม่มีทางหวนกลับ คุณมองมันผ่านไปและไม่สามารถทำอะไรได้ คุณไม่สามารถบอกให้อะไรก็ตามย้อนกลับมาได้ “กรุณายิ้มอย่างนั้นอีกสักครั้งได้ไหม” “ทำท่านั้นอีกสักรอบสิคุณ” คุณพูดแบบนั้นไม่ได้หรอก ชีวิตน่ะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และครั้งเดียวนั่นแหละ …คือตลอดกาล

S: คุณคิดยังไงกับการถ่ายภาพสี

HCB: ผมไม่ชอบเอาเสียเลย ผมถ่ายภาพสีเวลาผมไปถ่ายงานที่ประเทศบางประเทศที่ไปยาก และพวก บ.ก. บอกผมว่า “ถ้าคุณไม่ถ่ายภาพสี พวกเราคงใช้ภาพของคุณไม่ได้” มันเลยกลายเป็นว่าผมต้องประนีประนอม ผมก็ถ่ายภาพสีออกมาได้แย่มาก เพราะผมไม่เชื่อมั่นในภาพสี

เหตุผลคือ คุณถ่ายภาพตามที่คุณเห็นก็จริง แต่มันยังมีเรื่องคุณภาพของหมึกพิมพ์และนู่นนี่อีกมากมายที่คุณควบคุมไม่ได้ และข้อผิดพลาดเหล่านั้นอาจส่งผลต่อความรู้สึกคนดูในแบบที่คุณไม่ได้ต้องการจะสื่อก็ได้ แล้วสีจริงล่ะ? ใช่ คนทางบ้านไม่สามารถเห็นสีแบบที่ตาคุณเห็นตรงหน้าตอนถ่ายได้หรอก

S: มีช่างภาพหน้าใหม่มากมาย พวกเขาต้องการทำ photo assay แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนสนใจ

HCB: ผมจะเล่าอะไรให้ฟัง ในปี 1946 ตอนที่พวกเราก่อตั้ง Magnum โลกถูกแบ่งแยกด้วยสงคราม ผู้คนเต็มไปด้วยความสงสัยว่าอีกซีกโลกจะเป็นอย่างไร เพราะพวกเขาเดินทางไปที่นั่นไม่ได้ สำหรับพวกเรามันจึงเป็นเรื่องท้าทายที่จะออกไปและบอกเล่าเรื่องราวจากอีกมุมหนึ่งของโลก ผมเคยเห็นมาอย่างมากมาย การถ่ายงาน การขายงาน การตอบรับ การปฎิเสธ ครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายแล้วผมจะพูดว่า มันมีตลาดรองรับช่างภาพเสมอ เราไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสมาคมอะไรหรือกลุ่มช่างภาพเพื่อที่จะขายงานหรอก

Magnum เป็นผลผลิตจากอัจฉริยภาพของ Robert Capa (โรเบิร์ต คาปา) ผู้มีวิธีหมุนเงินอันเยี่ยมยอด เขาออกไปแทงม้าเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าเลขา ผมเคยกลับจากเอเชียและถามเขาเรื่องเงินค่าภาพของผม เขาบอกผมว่า “หยิบกล้องออกไปถ่ายงานต่อเถอะ  ตอนนี้พวกเราเกือบล้มละลาย เงินเอ็งข้าขอติดไว้ก่อน” 

ผมยังคงหยิบกล้องทำงานต่อไป หลังจากนั้นนานหลายปีจวบจนปัจจุบัน ปัญหาหลักของทุกวันนี้คือแทบจะไม่มีนิตยสารใหญ่ๆเลย ไม่มี บ.ก. ที่จะส่งคุณไปถ่ายงานต่างประเทศ เพราะทุกคนต่างก็เดินทางไปทั่วกันหมดแล้ว แต่ก็ยังมีนิตยสารพิเศษอีกไม่กี่ที่ที่จะใช้ภาพของคุณ แต่นั่นหมายถึงคุณต้องออกไปต่างแดนเพื่อถ่ายงานปีแล้วปีเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก สำหรับช่างภาพหน้าใหม่มันเลยเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเขา

S: คุณคิดยังไงกับการตีมูลค่าภาพในปัจจุบัน?

HCB: ทุกอย่างกำลังแพงขึ้นแพงขึ้น สิ่งอันตรายคือ ถ่ายภาพจะกลายเป็นของมีค่าราคาแพงไป “โอ้! ภาพถ่ายหายาก” นั่นไม่ใช่สถานะที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ สำหรับผมการตีค่าตีราคาเป็นเรื่องป่วยจิตสิ้นดี

ทำไมช่างภาพเริ่มตีค่างานของตัวเองด้วยเม็ดเงิน ไร้สาระน่า…คุณจะทำอย่างไรเมื่อพิมพ์ภาพที่ 20 หรือ 30 เสร็จสมบูรณ์ จะกินฟิล์มต้นฉบับเข้าไปหรอ? จะยิงตัวตายหรอ? คุณจะทำยังไงให้งานของคุณแพงขึ้นไปอีก ช่างมันเถอะ..มันก็แค่เรื่องของเงิน

S: คุณคิดว่าช่างภาพควรสนใจเรื่องคุณภาพของการพิมพ์ภาพไหม

HCB: ผมเห็นด้วย ผมคิดว่าภาพถ่ายแต่ละภาพที่พิมพ์ออกมาควรมีลายเซ็นต์ของช่างภาพกำกับด้วย นั่นหมายความว่า ช่างภาพพิมพ์ภาพนี้ด้วยตนเองหรือการพิมพ์ภาพนี้อยู่ในมาตรฐานที่ช่างภาพรับได้ แต่ภาพถ่ายไม่ใช่ประติมากรรมแกะสลักที่เก่าแล้วเก่าเลย ใช่…ภาพสามารถเก่าไปตามกาลเวลาได้ แต่ฟิล์มต้นฉบับยังคงสมบูรณ์อยู่เสมอ และมันจะถูกนำมาผลิตใหม่ได้ตลอดเวลา

 S: ช่างภาพพยายามยกระดับงานภาพถ่ายให้เป็นศิลปะ และในขณะเดียวกันก็แสวงหาอัตลักษณ์ของตัวเองไปด้วย

HCB: ใช่ พูดเลย จะอายกันไปทำไม พวกเราไม่ใช่แบบที่คุณเรียกว่า “ศิลปินกะโหลกกะลา” การถ่ายภาพเป็นการถ่ายทอดตัวเองออกมาในอีกเครื่องไม้เครื่องมือหนึ่ง ก็แค่นั้นแหละ

 S: เราสามารถกลับไปคุยเรื่องเดิมก่อนหน้าได้ไหม มันเป็นยังไงที่จะได้กลับไปยังประเทศที่คุณเคยไปมาก่อนหน้าแล้ว มันมีความรู้สึกที่แตกต่างไปจากครั้งแรกและครั้งที่สองไหม

HCB: ผมชอบมากที่จะได้กลับไปประเทศที่ผมเคยไปมาแล้วเป็นครั้งที่สองและเห็นความแตกต่างที่กาลเวลาได้กระทำ เพราะคุณมีความประทับใจแรก ถูกหรือผิด จริงหรือมโนคติ ถึงอย่างไรมันก็เป็นความทรงจำที่สว่างไสวสวยงามเสมอ การใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้านต่างเมืองและทำงานที่นั่น คุณสะสมความทรงจำและจากลา เมื่อคุณกลับไปอีกหลังจากผ่านไปสักระยะ คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และคุณรู้ไหม..การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเป็นวัตถุดิบที่ดีมากที่คุณจะสังเกตการณ์มันด้วยกล้อง แต่ในขณะเดียวกัน ผมเองก็ไม่ใช่นักวิเคราะห์การเมืองหรือสภาพสังคมเศรษฐกิจอะไรเทือกนั้น ผมไม่รู้วิธีนับที่พวกนักวิชาการเขาใช้กัน ผมคลั่งไคล้แค่อย่างเดียวนั่นคือสุนทรีย์จากการมอง มันมีความสวยงามบางอย่างที่ผมสัมผัสได้ตรงหน้า เมื่อทุกอย่างอยู่ในที่ที่เหมาะสม ในลำดับที่เหมาะสม และในระยะที่เหมาะสม

 S: เล่าเรื่องมุมมองของคุณต่อคำว่าภาพที่ดีหน่อยได้ไหม

HCB: ข้อแตกต่างระหว่างภาพที่ดีกับภาพทั่วๆไปมันอยู่ในระดับมิลลิเมตร เป็นข้อแตกต่างเล็กกะจิดริด แต่มันสำคัญ ผมไม่คิดว่ามันจะมีความแตกต่างอะไรมากมายระหว่างช่างภาพแต่ละคน แต่แค่สิ่งที่แตกต่างไปเล็กๆน้อยๆนั่นแหละ มันคือสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ส่งผล

สิ่งสำคัญสำหรับช่างภาพคือการเชื่อมโยง ภาพถ่ายไม่ใช่การชวนเชื่อ แต่มันเป็นหนทางที่คุณจะได้บอกเล่าสิ่งที่คุณรู้สึกออกมา ผมจะเปรียบเทียบแบบนี้ระหว่างภาพที่ดีกับภาพทั่วๆไป คือผมจะเปรียบเหมือนใบปลิวโฆษณากับวรรณกรรม ใช่…มันเล่าเรื่องทั้งคู่ แต่วรรณกรรมจะผ่านเส้นประสาทของคุณสะท้านไปถึงหัวใจ มันมีพลังมากกว่าใบปลิวที่คุณจะมองผ่านและโยนทิ้ง เวลาคุณถ่ายภาพให้คุณคิดถึงการที่จะพัฒนาให้เป็นวรรณกรรมเสมอ…เปราะบางขึ้น ลึกซึ้งขึ้น

สำหรับผมบทกวีเป็นแก่นของทุกสิ่ง เมื่อคุณอ่านบทกวีคุณจะเข้าใจความจริงชัดขึ้นและใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมมากขึ้น บ่อยครั้งผมเห็นช่างภาพพยายามถ่ายช่วงเวลาที่แปลกประหลาดหรือน่าอึดอัดใจ คิดไปว่านี่คือบทกวี  เปล่าเลย..บทกวีคือประกายบางอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างสิ่งต่างๆในแต่ละวัน คุณไม่สามารถมองหามันได้หรอก ก็เหมือนคุณมองหาแรงบันดาลใจ คุณจะไม่พบมันเมื่อคุณมองหา แต่คุณจะพบมันเมื่อคุณใช้ชีวิต

คุณต้องลืมตัวเองไปเสีย เพื่อจะให้ภาพออกมามีพลังมากขึ้น ความคิดเป็นเรื่องต้องห้าม คุณจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคุณไม่คิดอะไรเลยในหัว ใช่…คุณควรคิดตลอดเวลา แต่ในเวลาที่คุณลั่นชัตเตอร์ คุณต้องไม่คิดที่จะผลักดันบางเรื่องหรือพิสูจน์บางอย่าง คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรหรอก ข้อพิสูจน์มันจะมาของมันเอง

เมื่อผมไปที่ไหน การถ่ายภาพไม่ใช่แค่การบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เป็นการแช่แข็งสถานการณ์ตรงหน้า และเมื่อผมเดินทางไปต่างแดน ผมหวังเสมอว่าผมจะได้รูปหนึ่งที่ผู้คนจะมองดูและพูดว่า “ใช่ นี่แหละ นี่คือความจริง”

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมการถ่ายภาพถึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผมความรื่นรมย์คือการได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันในหนึ่งเฟรม ภาพถ่ายเป็นเหมือนข้อยืนยันถึงความสวยงามในโลกของเรา ถึงแม้ตอนกดชัตเตอร์คุณอาจไม่รู้แม้กระทั่งว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่

สำหรับผม ผมชอบถ่ายภาพ ผมชอบอยู่กับปัจจุบัน ลั่นชัตเตอร์ มันเป็นวิธีของผมที่จะพูดว่า “ใช่! ใช่! ใช่!” เหมือนสามคำสุดท้ายในหนังสือเรื่องยูดิสซีของจอยซ์ การถ่ายภาพก็เป็นเช่นนั้น มันคือ “ใช่! ใช่! ใช่!” ไม่มีที่สำหรับคำว่า “อาจจะ” คำว่า”อาจจะ” ถูกส่งตรงลงถังขยะไปเลย เพราะการถ่ายภาพเป็นเรื่องของเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ มันคือช่วงเวลานี้ ตรงหน้าเรานี่แหละ คุณต้องเคารพความพิเศษของสิ่งที่เกิดขึ้น เคารพความรื่นรมย์ของสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อคุณมองเห็นคุณจะพูดว่า “ใช่!” แม้ว่ามันจะมีสิ่งที่คุณไม่ชอบอยู่บ้าง แต่นั่นคือข้อยืนยันถึงชีวิต และชีวิตก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีเหลือเกิน

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s