อัครา นักทำนา ช่างภาพสตรีทไทยที่ Photobook ถูกคัดเลือกไปอยู่ใน MoMA Library

อัครา นักทำนา คือผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Street Photo Thailand Collective และช่างภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติผ่านรางวัลและเทศกาลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น IPA Street Photography Asia Award 2013, Miami Street Photography Festival 2013, Xishuangbana Photo Festival 2014, Photo Bangkok Festival 2015, Singapore Photo Festival 2016, NYC Art Book Fair 2016 นอกจากนี้ ผลงานโฟโต้ซีน SIGNS ของเขา ยังได้รับการบรรจุอยู่ใน Franklin Furnace Archive และ MoMA Library อีกด้วย

BBB DF 004-3

อะไรทำให้ Software Engineer หันมาจับกล้องและถ่ายภาพ

ผมดูหนัง เรื่อง Pecker (1998) เป็นหนังคอมเมดี้ที่จัดอยู่ในหมวดหนังกระบะเกรดบีเลย (หัวเราะ) ตัวละครเป็นคนถ่ายภาพสตรีท เห็นอะไรรอบตัวก็ถ่ายหมด จริงๆ เนื้อเรื่องแมสมาก เป็นเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อตัวละครที่ชอบถ่ายรูปไปอยู่นิวยอร์ก แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับผมคือภาพในหนังมันน่าสนใจนะ ดูจบผมก็ไปเอากล้องพลาสติกของพ่อ ไปซื้อฟิล์มขาวดำมาใส่ด้วยนะ แต่ถ่ายทั้งม้วนไม่มีอะไรดีเลย ก็เลยเลิกถ่ายไป

จนเมื่อกล้องดิจิทัลเริ่มถูกลง ผมก็เลยซื้อมาลองใช้ แล้วก็ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่คิโนะคุนิยะ เปิดเจอภาพคนหน้าหมา คือเขาเอาหมานั่งบนตักแล้วหน้าของหมาบังหน้าเขา เราก็เฮ้ย! มันมีภาพแบบนี้อยู่นะ Elliot Erwitt กลายเป็นช่างภาพคนหนึ่งที่เราชอบมาก และเป็นมันเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งที่ทำให้เราสนใจมาถ่ายภาพสตรีท ไม่ใช่ภาพท่องเที่ยวทั่วไป

ชอบอะไรในภาพถ่ายสตรีท

ปกติเราจะเห็นภาพของช่างภาพหลายๆ คน เป็นภาพแสงสวยๆ ทิวทัศน์งดงาม แต่ภาพถ่ายสตรีทไม่ใช่อย่างนั้น ผมเดินออกไปถ่ายหน้าปากซอยก็ได้ แต่จะทำยังไงให้หน้าปากซอยมันน่าสนใจ มันก็ต้องมีการคิดอะไรบางอย่างที่ทำให้ภาพน่าสนใจมากขึ้น

แก่นสำคัญของการถ่ายรูปของคุณคือความคิด?

ใช่ ผมว่ามันคือการมองสิ่งที่ดูไม่น่าสนใจในอีกมุมหนึ่ง และทำให้มันน่าสนใจมากขึ้น จากสิ่งที่เรามองข้าม สิ่งที่เราไม่เคยสนใจ เราลองไปเป็นมิตรกับมันดู แล้วนำเสนอออกมาเป็นภาพถ่าย

ถามว่ามันถูกเรียกว่า conceptual photography ไหม คอนเซปชวลในความหมายของผมมันคือการนำเสนอแนวคิดเท่านั้นเอง และแนวคิดนั้นมันต้องน่าสนใจด้วย ผมอยากถ่ายหมาหน้าเซเว่น แต่น่าสนใจหรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่งนะ หรือถ้าผมอยากถ่ายสิ่งที่ไม่น่าจะอยู่ในเซเว่น เช่น มีแพะอยู่หน้าเซเว่น มันเริ่มน่าสนใจขึ้นมั้ย จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องยาก คุณแค่นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจออกมา ยกลัทธิทางศิลปะออกไปก่อน ค่อยไปศึกษาทีหลังก็ได้

2079

จริงไหมที่งาน Street Photography เป็นบันไดก้าวแรกๆ ในการทำความเข้าใจงานศิลปะเชิงแนวคิด

งานสตรีทเป็นบันไดก้าวแรกๆ ของการสโคปความคิดออกมา เพราะเราไม่ได้ถ่ายอะไรก็ได้ พอสโคปเข้ามาเรื่อยๆ มันก็จะได้คอนเซปต์เอง มันเร่ิมต้นจากเราต้องการเสนอความคิด อยากแสดงความคิดเห็นบางอย่าง อยากจะต่อต้านบางอย่าง อยากจะสนับสนุนบางอย่าง และทำออกมาผ่านงานศิลปะ และเมื่อผมถนัดการถ่ายภาพ ผมก็นำเสนอมันออกมาผ่านภาพเท่านั้นเอง

เราจะใส่ความคิดเห็นลงไปในภาพได้อย่างไร

เราจะทำให้ถังขยะหนึงใบแสดงความคิดเห็นของเราได้อย่างไร ผมว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดวางมันอย่างไรมากกว่า เราเอาอะไรมาประกอบกันจนทำให้เกิดเป็นความคิดเห็น มันต้องใช้ประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์ ผมยกตัวอย่าง ผมมีภาพชุดหนึ่งเล่าเรื่องเจ้าที่ ผมสนใจการวางสิ่งของของคนไทยบนถนน เช่น ม้าลายหน้าศาล ผมก็ถ่ายม้าลายเป็นแนวยาวใหญ่โตมโหฬาร คำถามของผมคือ ทำไมเราต้องเดินหลบม้าลายบนท้องถนนด้วย (หัวเราะ) นี่คือความคิดเห็นของผม แต่ใบเดียวมันไม่แข็งแรงพอ ผมต้องถ่าย หนึ่งใบ สองใบ สามใบ หลายๆ ใบ เพื่อสื่อให้เห็นว่าทำไมเจ้าที่เมืองไทยถึงเยอะนัก

2368

Photo Series ที่ดีควรเป็นอย่างไร

ควรเป็นภาพชุดที่นำเสนอแนวคิดที่ค่อนข้างชัดเจน บอกให้เรารู้ได้ว่ามันกำลังสื่อสารอะไรบางอย่าง ถึงแม้บางครั้ง ซีรีส์ที่แอบสแตร็กซ์หรือนามธรรมมากๆ ก็อาจจะขาดการสื่อสารกับคนดู บางทีผมก็ชอบอะไรที่นามธรรม ไม่แมส แต่มันต้องสโคปไอเดียให้เราสามารถสื่อสารสิ่งที่เราอยากนำเสนอได้ มันต้องมีความหลากหลายในตัวมันเอง ถึงจะเพิ่มความน่าสนใจ

การเลือกและเรียงภาพ มีผลแค่ไหน

ความสำคัญของโฟโต้ซีรีส์คือการเลือกรูป สมมุติคุณเลือกรูปที่ไม่ดีมา เรียงยังไงมันก็ไม่ดี ต้องเลือกรูปที่เข้ากับธีมของมัน และบางรูปอาจจะไม่ต้องดีนัก แต่มันมีเสน่ห์ของมัน เพื่อให้เรื่องราวมันมีไดนามิก เล่าเรื่องจากต้นจนจบได้ การเรียงภาพ ผมว่ามันเหมือนหนัง ถ้าเราเรียงแบบละครไทย พจมานเข้าบ้าน อยู่ในบ้านโดนรังแก สุดท้ายผู้คนเห็นใจ จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง มันจะเป็นทางเดียว แต่จริงๆ แล้วการทำโฟโต้ซีรีส์ เราอาจจะไม่ได้เล่าเรื่องตามเส้นเวลา เช่นผมถ่ายงานบวช ต้องมีรูปโกนหัวก่อนเข้าวัด แต่ผมอาจจะเลือกรูปเข้าวัดก่อน แล้วก็เอาภาพอื่นๆ มาผสมรวมๆ กัน แล้วก็เริ่มเรื่องใหม่ไปเรื่อยๆ ทำให้มันน่าสนใจ เล่าเรื่อง ฮุก ตั้งคำถาม เล่าเรื่อง ฮุก แล้วก็จบ ถ้าเราจะตัดต่อมันให้น่าสนใจ คนที่มาดูงานจะมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่เราทำลงไป

แต่จริงๆ เราต้องรู้ก่อนว่าจะเรียงไปเพื่ออะไร เหมือนถ้าเราทำหนังสือ หมัดเด็ดหรือรูปเด็ดต้องอยู่ในหนังสือ ไม่ใช่อยู่ที่หน้าปกหรือใบแรก เพราะพลิกมาแล้วข้างในไม่มีอะไรเลย มีหน้าแรกหน้าเดียว

คุณใช้วิธีการแบบไหนในเล่ม SIGNS

เริ่มจากผมไปเจอต้นไม้ที่รูปร่างมันเหมือน BigFoot ก็ถ่ายมา ไม่ได้คิดอะไรเลย ถ่ายรวมๆ มากับรูปอื่นๆ จนกระทั่งพี่มานิต (มานิต ศรีวานิชภูมิ-ศิลปิน) บอกว่ารูปนี้น่าสนใจ ทำต่อได้ ผมก็ลองทำดู ไปเดินดูตามที่ต่างๆ เพราะต้นไม้แบบนี้มีเยอะมากในกรุงเทพฯ ก็ถ่ายๆ มาแล้วก็เอามาเลือก จนได้มา 15 รูป จัดเรียงให้เป็น Photobook และส่งไปประกวดและได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในคอลเลกชันของ MoMA Library นั่นก็แปลว่ามีคนเข้าใจสิ่งที่เราทำอยู่

4707

ในฐานะเมนเทอร์ มองอย่างไรว่าภาพไหนทำต่อได้

เวลาดูงานใคร ผมมักจะคัดงานที่แมสออก คืองานที่เห็นบ่อยแล้ว งานที่คนทำซ้ำๆ กันอยู่ แล้วเราก็จะดูงานว่างานนั้นๆ ฟลุคไหม (หัวเราะ) หรือมันเป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใจเขาจริงๆ จึงเอามาทำต่อได้ ซึ่งนี่จะเป็นสิ่งที่เราได้ทำในคลาส ทำงานที่สะท้อนอะไรบางอย่าง จะตัวคุณก็ได้ สังคมนี้ก็ได้ ผมอยากเห็นคนรุ่นใหม่ๆ ทำงานที่มันแตกต่างจากที่เป็นอยู่ แล้วงานพวกนี้มันจะผลักดันคุณไปเอง

Advertisements

บรรณาธิการบทความเว็บไซต์ greenery.org และนักเขียนอิสระที่สนใจเรื่องการกิน การอยู่ และการใช้ชีวิตในเมือง เจ้าของหนังสือเมื่อคิดให้ดีโลกนี้ตลาด ร้านหวานหวานวันวาน และบำเพ็ญตะกละ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.