การเดินทางของชีวิตและความตาย ในหนังสือภาพถ่ายของ ARAKI Nobuyoshi

ขอบคุณโยโกะที่ทำให้ผมได้เป็นช่างภาพอย่างเช่นทุกวันนี้

โนบุโยชิ อารากิ กล่าวถึงภรรยาของเขาที่ล่วงลับไปแล้ว ในงานนิทรรศการ ARAKI Nobuyoshi : Sentimental Journey 1971 – 2017 ที่จัดขึ้นโดย Tokyo Photography Art Museum เมื่อปีที่แล้ว

ร่องรอยของความรัก ‘หวานขม’ ในห้วงชีวิตของอารากิ ตลอดการเดินทางที่ไม่ได้มีท่าทีเฉกเช่นงานที่ผู้คนต่างรู้สึกถึง เรื่องเพศ-ดิบ-จัดจ้าน ตลอด 50 ปีในการทำงานของเขา

ในวันที่อารากิอายุ 31 ปี และโยโกะในวัย 24 ทั้งคู่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน พร้อมๆกับการเดินทางที่มันไม่ใช่เพียงแค่จุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ แต่มันคือการเดินทางที่เป็นจุดเริ่มต้นของจิตวิญญาณแห่งงานของ “โนบุโยชิ อารากิ” ช่างภาพที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยของญี่ปุ่นด้วย

“Sentimental Journey” คือชื่องานภาพความเรียง (Photo Essay) ที่ทำให้ผู้คนรู้จักอารากิเป็นครั้งแรก มันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อปี 1971 ที่หนังสือภาพชื่อเดียวกันนี้ถูกตีพิมพ์ด้วยตัวเขาเองในวงจำกัด ด้วยภาพปริ๊นท์ขาวดำโทนสีแอชที่ให้อารมณ์อุ่นๆ ภาพเหล่านั้นเล่าถึงเรื่องราวส่วนตัวระหว่างทั้งสองในช่วงออกเดินทางฮันนีมูน

แต่ละหน้าถูกเรียงร้อยอย่างตรงมาตรงไป ผ่านเส้นเวลาของทั้งสองที่คนดูได้ติดตามไปทุกหนแห่งแม้แต่บนเตียงนอน

…ภาพโป๊เปลือยในกิจส่วนตัวเหล่านั้นมันละมุนอ่อนหวานราวน้ำหวานจากเกสรดอกไม้

…อาจจะเป็นที่ภาพขาวดำโทนสีแอชเหล่านั้น

…อาจจะเป็นที่เกรนจากฟิล์มขาวดำที่ทั้งหยาบและละเอียดไปในที

…หรือไม่ มันก็คงเป็นความรักที่โพล่งออกมาผ่านมุมมองภาพที่ถูกถ่ายออกมาของอารากิ

ทั้งโยโกะและอารากิ พบรักกันเมื่อครั้งที่เขายังทำงานถ่ายภาพให้กับ Dentsu เอเจนซี่โฆษณาชื่อดังตอนปี 1968 เพียง 3 ฤดูร้อนที่ผ่านไป เขาและเธอก็ตกลงปลงใจแต่งงานกันด้วยความรักอันเปี่ยมล้น

บนรถไฟชินคันเซ็นจากโตเกียวถึงเกียวโต เขาและเธอเริ่มต้นออกเดินทางไปด้วยกัน ระหว่างเวลาบนรถไฟขบวนนั้น ภาพๆหนึ่งก็กลายเป็นภาพบนปกหนังสือ “Sentimental Journey” อันคือจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งอย่าง ทั้งชีวิตคู่ของคนสองคน การถ่ายภาพที่เป็นดั่งลมหายใจของอารากิ จนถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางงานศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยของญี่ปุ่น การเล่าเรื่องส่วนตัวอย่างสุดโต่งที่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมตะวันออก ในยุคที่เป็นการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมตะวันตกที่กำลังเข้าครอบงำวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม

อารากิเรียกการถ่ายภาพของเขาว่า “I-Photograph” ซึ่งแผลงมาจากการผ้องเสียง Shi-Shashin กับ Shi-Shosetsu ในภาษาญี่ปุ่น ที่แปลว่า “I-Novel” อันแปลความได้ว่าการแสดงตัวตนผ่านภาพถ่าย โดยไม่ได้จัดวางใดๆ ไม่เสแสร้ง ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ ‘ภาพถ่าย’ อย่างแท้จริงในฐานะสื่อ และเป็นรากฐานในงานของอารากิ รวมไปถึงต้นทางของวัฒนธรรมภาพถ่ายร่วมสมัยในญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบันด้วย

ภาพของโยโกะกำลังนอนหลับบนเรือระหว่างเดินทางไปตามแม่น้ำยานากาวา งดงามราวกับเด็กน้อยในครรภ์แม่ ดั่งคำกล่าวโบร่ำโบราณของญี่ปุ่นว่า การข้ามแม่น้ำซานซึนั้นประหนึ่งการข้ามสู่อีกภพภูมิ

แม้ว่าเรื่องราวของทั้งสองในปี 1971 พวกเขาอาจจะคิดว่านี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่พวกเขาอยากจะเล่าแล้ว แต่ในความเป็นจริง..อารากิไม่เคยหยุดเล่าการเดินทางระหว่างเขาและโยโกะเลย การเดินทางยังคงดำเนินไป จาก Sentimental Journey สู่ Winter Journey อันเศร้าหมอง การจากไปของโยโกะก่อนเวลาอันควรด้วยโรคมะเร็งมดลูกเมื่อปี 1990 ถูกถ่ายทอดเป็นภาพการเดินทาง การต่อสู้ที่ทำให้เขาและโยโกะต้องจากลากัน ภาพเงาของอารากิและก้านกิ่งของกล้วยไม้ที่ยังไม่ผลิบาน พาดผ่านลงบนขั้นบันไดสะพานลอยระหว่างที่เขากำลังจะนำมันไปให้โยโกะที่โรงพยาบาล

มันอาจจะสายเกินไปที่โยโกะจะเห็นดอกกล้วยไม้ที่เธอโปรดปรานได้ผลิบาน เธอไม่สามารถรับรู้ใดๆ มีเพียงเครื่องช่วยหายใจและการนอนหลับ ภาพสุดท้ายที่โยโกะนอนอยู่ในโรงศพพร้อมดอกกล้วยไม้ต้นนั้นที่ผลิบานแล้ว ถูกวางลงไปพร้อมกับร่างกายที่ไร้ลมหายใจของเธอ เสมือนของขวัญชิ้นสุดท้ายที่อารากิได้มอบให้โยโกะ สำหรับการเดินทางอันยาวไกล จนเขาและเธอจะไม่มีวันได้พบกันอีก

Sentimental Journey / Winter Journey ถูกเรียบเรียงใหม่เข้าด้วยกัน และตีพิมพ์ในปี 1991 มันเหมือนหนังภาคต่อที่ถูกวางพล็อตเอาไว้ล่วงหน้า ทุกอย่างร้อยเรียงกันอย่างลงตัว ครั้งหนึ่งอารากิเคยกล่าวไว้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว ขณะที่เขาถ่ายภาพ Sentimental Journey นั้น เขาเองก็คิดถึงความตายและการจากลาเอาไว้อยู่ในทีเช่นกัน

เสมือนการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด… อารากิยังคงถ่ายภาพอัลบั้มการเดินทางของเขาต่อไป

‘Skyscapes’ ภาพความเวิ้งว้างหลังการจากไปของโยโกะ เขาถ่ายภาพได้เพียงแต่ท้องฟ้าอันว่างเปล่าจากหน้าต่างในห้องนอน

‘Chiro, my love’ สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ของอารากิ คือแมวที่เขารักที่สุด ชิโระ แมวที่เป็นดั่งสิ่งสุดท้ายที่เชื่อมโยงระหว่างเขากับโยโกะเอาไว้ และกำลังใจที่ทำให้เขาฝ่าฝันการเดินทางที่ขุรขระไปได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้ว..ชิโระก็ได้เดินทางจากไปไกลเหมือนกับโยโกะก็ตาม

เมื่อผมถ่ายภาพผมจะอัดภาพลงบนกระดาษกระดาษมันอาจจะเป็นสิ่งที่สูญสลายได้แต่เมื่อมันถูกทำเป็นภาพถ่ายมันมีชีวิตยืนยาวกว่านั้นบางทีคงเป็นเพราะมันถูกบรรจุจิตวิญญาณลงไป” – โนบุโยชิอารากิ

จดหมายด้วยความระลึกถึง Sentimental Journey’ โดยโยโกะอารากิ 13 พฤศจิกายน 1985” ฉันคือเจ้าสาวอายุ 24 ที่ถูกถ่ายภาพซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเจ้าบ่าวอายุ31 คนนั้น ฉันประหลาดใจเหลือเกินที่ทำไมถึงมีแต่ภาพเจ้าสาวนั่งอยู่บนเตียงที่ดูหน้าตาไม่มีความสุขเอาซะเลย ดูไร้ชีวิตชีวา ไม่เหมือนกับการได้มาฮันนีมูน เธอดูหน้าตาบูดบึ้งตั้งแต่เริ่มการเดินทางที่ยานากาวา

ภาพเดียวที่ฉันชอบคือภาพที่ฉันหลับอยู่บนเรือที่กำลังล่องไปตามแม่น้ำยานากาวา สามีของฉันรวบรวมภาพทั้งหมดเป็นภาพชุดส่วนตัวที่ชื่อว่า ‘Sentimental Journey’ ซึ่งได้รวมเอาภาพที่ถูกถ่ายระหว่างที่เราร่วมรักกันไว้ด้วย ตอนที่ฉันเห็นครั้งแรก ฉันช็อคมาก แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น แต่มันก็ไม่ทำให้ฉันหายกังวลได้

และเมื่อฉันได้ดูภาพของทั้งหมดร้อยเรียงกัน ฉันถึงเข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้เลือกชื่อ ‘Sentimental Journey’..ตุ๊กตาปั้นมือสองที่วางอยู่ในร้านที่เกียวโต

..ภาพท้องถนนของเกียวโตในฤดูร้อนนั้น

..เหล่าผีเสื้อในสวนของโรงแรมในยานากาวา

..ภาพของฉันที่กำลังแปรงฟันในตอนเช้า

ฉันมองภาพเหล่านั้นที่อาจจะไม่ชัดเจนไปบ้าง ด้วยความรู้สึกทั้งสะเทือนใจ และอารมณ์รักที่ก่อเกิดอยู่ข้างในฉัน

การมีชีวิตอยู่เพื่อได้เดินทางตามการเดินทางอันซาบซึ้ง.. สำหรับเขาแล้ว การถ่ายภาพก็คือการเดินทางอันซาบซึ้งเช่นกัน”

Advertisements

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.