สงครามในชีวิตของ Abbas Attar และมุมมองของเขาต่อเรื่องราวเหล่านั้น

“Abbas Attar ถ่ายทอดไม่เพียงแค่เรื่องราว แต่สิ่งที่เขาทำคือการถ่ายทอดมุมมองที่เขามีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการปฏิวัติในอิหร่าน สู่แอฟริกา เม็กซิโก เลบานอน อีรัก ซาอุดิอาระเบีย อัฟกานิสถาน เคนย่า ปาเลสไตน์ และอีกหลายๆประเทศ…. แอบบาสถ่ายทอดมุมมองของสงครามชีวิตจากทั่วโลก”


1

Abbas Attar เกิดในปี 1944 ที่เมืองเล็กๆในอิหร่านติดกับชายแดนปากีสถาน และก่อนที่เขาจะพ้นวัยเด็ก สงครามอัลจีเรียก็ประทุขึ้น ครอบครัวของเขาอพยพไปอยู่ต่างแดน เปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นผู้ลี้ภัย เด็กชายแอบบาสเติบโตมากับสงครามระหว่างประเทศและนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาอยากเป็นช่างภาพสงคราม

“ช่างภาพส่วนใหญ่เมื่อเขาเรียกตัวเองว่าช่างภาพสงครามพวกเขาไม่ได้หมายถึงช่างภาพสงครามจริงๆ พวกเขาเป็นช่างภาพสนามรบ” แอบบาสกล่าว “สงครามไม่ใช่จำกัดตัวมันเองไว้แค่เรื่องของการระเบิดหรือแค่สิ่งที่เกิดในสนามรบ สงครามเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนมากกว่านั้น มากเหลือเกิน”

แอบบาสถ่ายทอดไม่เพียงแค่เรื่องราว แต่สิ่งที่เขาทำคือการถ่ายทอดมุมมองที่เขามีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการปฏิวัติในอิหร่าน สู่แอฟริกา เม็กซิโก เลบานอน อิรัก ซาอุดิอาระเบีย อัฟกานิสถาน เคนย่า ปาเลสไตน์ และอีกหลายๆประเทศ

แอบบาสถ่ายทอดมุมมองของสงครามชีวิตจากทั่วโลก

PAR304371

2

ในวัย 18 ปี แอบบาส,หนุ่มผู้ลี้ภัยคนนั้น เรียนรู้การถ่ายภาพอย่างครูพักลักจำ เข้าเป็นช่างภาพของงานกีฬาโอลิมปิคที่เม็กซิโก ซึ่งเขาเองเล่าว่า “ช่วงปีแรกๆผมทำแต่งานประหลาดๆ วันหนึ่งผมอาจถ่ายภาพกีฬา วันรุ่งขึ้นผมอาจถ่ายวงออเคสตร้า หรือไม่ก็อนุสาวรีย์แอฟริกัน อะไรทำนองนั้น”

ต่อมาแอบบาสเข้าเป็นช่างภาพของเอเจนซี่ Gamma ที่ปารีส เขาเริ่มโปรเจ็คส่วนตัวแรกโดยการถ่ายการปฏิวัติที่อิหร่านบ้านเกิด “นั่นคือประเทศของผม ผู้คนของผม การปฏิวัติของผม” คำพูดนี้ถูกกล่าวเมื่อแอบบาสพูดความรู้สึกที่มีต่อการปฏิวัติช่วงแรก เขาเห็นด้วยกับฝั่งต่อต้านชาร์ จนวันหนึ่งเมื่อกลุ่มปฏิวัติตัดสินประหารนายพล 4 คนที่จับได้ เช้าวันนั้นแอบบาสรีบเร่งไปที่โรงเก็บศพ ถ่ายภาพศพของนายพลเพื่อบอกเล่าอีกด้านหนึ่งของความรุนแรงในอิหร่านที่กลุ่มผู้ปฏิวัติไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำ แต่เป็นผู้กระทำด้วยเช่นกัน และในวันนั้นเองที่เขายุติความคิดว่านี่เป็นการปฏิวัติที่เขามีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของฝั่งผู้ประท้วง เขาเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นผู้สังเกตการณ์

“ตอนผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟัง” แอบบาสท้าวความถึงตอนที่เล่าให้เพื่อนฟังถึงเหตุการณ์ตัดสินประหารนายพลครั้งนั้น รวมถึงการที่หญิงที่สนับสนุนฝั่งชาร์ถูกทุบตีและลากไปบนท้องถนน “พวกเพื่อนของผมห้ามไม่ให้ผมเผยแพร่ภาพที่แสดงด้านลบของการปฏิวัติสู่โลก ความรุนแรงควรมาจากฝั่งชาร์ ไม่ใช่ฝั่งผู้ประท้วง ผมตอบพวกเพื่อนไปว่า มันเคยเป็นการปฏิวัติของผม แล้วในขณะเดียวกันผมก็ต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของผมเองในการเป็นนักข่าวและในการเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์ ผมมั่นใจว่าผมตัดสินใจได้ถูกต้องที่ทำแบบนั้น”

เมื่อภาพชุดนั้นเผยแพร่ออกสู่สายตาชาวโลก ผู้คนในอิหร่านไม่พอใจที่ภาพเหล่านั้นจริงเกินไปในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้น แอบบาสต้องเนรเทศตัวเองออกจากประเทศบ้านเกิดสู่ปารีส ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังย้ำว่า “ผมตัดสินใจได้ถูกต้อง”

DbtmHROXcAAGytiinterview-photographer-abbas-magnum-876-939-1432046377PAR21PAR59PAR73ABA79006W00010/18AIRAN. Tehran. 1980. First anniversary of the Revolution. A man is carried away.

หลังจากการปฏิวัติในอิหร่าน เขากลับไปถ่ายภาพที่เม็กซิโกที่เขาเคยถ่ายภาพโอลิมปิค แต่ครั้งนี้เขาหันเลนส์เข้าหาผู้คนและชีวิตประจำวัน ซึ่งเซบาสเตียว ซัลกาโดเคยทำโปรเจ็คที่คล้ายกันนี้ที่เม็กซิโกเช่นกัน แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ผมกับซัลกาโดขัดแย้งกันหลายครั้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของช่างภาพกับบุคคลที่จะถ่าย ซัลกาโดเชื่อว่าเขาต้องเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตบุคคลเหล่านั้น แต่ผมไม่เห็นด้วย ผมใช้เวลาเยอะมากตามหมู่บ้านในเม็กซิโก แต่ผมไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวบ้านเม็กซิโก ผมเชื่อว่าผมไม่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของอะไรก็ตามที่ผมถ่ายได้”

โปรเจ็คเม็กซิโกคือการพักรบ ก่อนแอบบาสจะลงสู่สนามใหม่

MEXICO. Town of Tepotzotlan. Upper class wedding party. 1984.PAR172PAR191PAR143ABA1984006W00020-05

3

“สิ่งที่ผมสนใจคือเรื่องมุมมองด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ แม้กระทั่งด้านจิตวิทยา ในความสัมพันธ์ของสิ่งเหล่านั้นกับศาสนา”

แอบบาสเล่าถึงสนามต่อมา ซึ่งคือการถ่ายกลุ่มศาสนา ไม่ใช่ในมุมของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ศรัทธากับสิ่งที่พวกเขาเชื่อ แต่ในมุมของผู้คนที่กระทำการในนามของพระเจ้าที่พวกเขาศรัทธา ทั้งการกระทำที่ดี และการกระทำที่น่าตั้งคำถาม

ABA2009002W00063/23Apar2559-teaser-story-bigPAR372PAR382ABA2000009W00008/19A

เขาถ่ายทอดเรื่องราวทางจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง และการปรับตัวเข้าสู่สังคมสมัยใหม่กับการคงขนมเดิมเอาไว้ หลังจากโปรเจ็คนั้นจบลง แอบบาสออกเดินทางสู่ 16 ประเทศ ใช้เวลาทั้งหมดเจ็ดปี ถ่ายภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นในสังคมอิสลามจากเหตุการณ์ 9/11 โปรเจ็คสุดท้ายในชีวิตของเขาคือการกลับสู่การพูดถึงความศรัทธาอย่างแรงกล้าอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นศาสนาพุทธและฮินดู งานแต่ละครั้งของเขาวิพากษ์ศาสนาและการดำรงอยู่ของความเชื่อในวิถีชีวิตปัจจุบันของผู้คน

“ภาพของผมเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์เสมอ แต่ละภาพดีพอที่จะมองเป็นภาพเดี่ยว แต่คุณค่าของมันคือการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น”

จริงเช่นที่เขากล่าว ภาพของแอบบาสบอกเล่าเรื่องราวของคนธรรมดาสามัญ ในขณะเดียวกันก็บอกเล่าเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง

PAR288214PAR164078ABA1989015W00151/20PAR189701

4

“ถ้าผมจนความคิดเมื่อไหร่ผมจะหยุดถ่ายภาพทันที หรือไม่งั้นก็อาจไปให้ฉลามกิน” แอบบาสพูดติดตลกเมื่อสามปีที่แล้ว “แต่ตอนนี้ผมยังรู้สึกยังมีความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มเปี่ยม ผมหวังจริงๆว่าผมจะไม่มีวันที่แก่เกินไปหรือเหนื่อยเกินไปที่จะเป็นช่างภาพ”

แอบบาสเสียชีวิตลงด้วยวัย 74 ปีที่ปารีสเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อปี 2016 เขาเพิ่งออกหนังสือโฟโต้บุ๊คเล่มล่าสุด เขาไม่เคยแก่ไป ไม่เคยเหนื่อยไป แอบบาสยังคงดำรงความเป็นช่างภาพตราบจนชั่วชีวิต

reference: abbas.site / magnum.com / Abbas Photographs the bullshit people get up to in the name of God by Julie Le Baron on vice.com / Abbas Attar, who photographed Iran’s revolution, dies at 74 by The New York Times / remembering Abbas,a photographer focused on the religions of the world by Terry Gross on NPR / obituary: Abbas, photographer and Magnum photo member,1944-2018 by Diane Smyth on British Journal of Photography / Abbas, Magnum photographer, dies at 74 by Michael Zhang on petapixel / Abbas biography on famousphotographer.net /

Advertisements

หนามเตยเรียนอยู่คณะเภสัชศาสตร์ปีสาม เวลาว่างชอบอ่านหนังสือกับเรียนคอร์สศิลปะออนไลน์ ช่างภาพที่ชอบคือ Abigail Heyman วิชาที่ชอบคือฟามาโคโลจี้ ไม่ชอบกินหลนกะทิ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.