การกักเก็บยุคสมัยผ่านผู้คนของ Dorothea Lange

แม้จะผ่านมากว่าแปดสิบปีแล้ว ภาพ Migrant Mother ของ Dorothea Lange ยังคงร่วมสมัยและคงมนตร์ขลังไว้ครบถ้วน มันพาตัวเองเข้าเป็นหนึ่งในภาพที่สำคัญที่สุดเท่าที่มีการถ่ายภาพ แลงก์ทำได้อย่างไร อะไรนำพาให้เธอถ่ายภาพ ชีวิตของเธอผกผันไปถึงจุดที่ถ่ายภาพนั้นได้อย่างไร ภาพของเธอบอกเล่าอะไร และโดยชีวิตของเธอเองบอกเล่าอะไรแก่เรา

 

แววตากังวลของแม่ที่มองไปข้างหน้า เสื้อผ้าปะผุที่ใส่ และลูกน้อยที่กอดอยู่ , โดโรเธียแลงก์ถ่ายภาพนี้ขณะเธอและสามีขับรถไปเจอค่ายคนงานที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ตอนแรกพวกเขาขับผ่านค่ายนี้ไปหลายไมล์แล้ว แต่แลงก์ติดใจจนต้องวนรถกลับมาที่ค่ายนี้อีกครั้งภาพ Migrant Mother ที่เธอถ่ายกลายเป็นภาพตัวแทนของยุคสมัย และเป็นหนึ่งในภาพที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพถ่าย

“วิธีทำงานของเธอ” สามีของแลงก์เล่า “คือเข้าไปอยู่ท่ามกลางผู้คน มองไปรอบๆ เมื่อเธอเจอสิ่งที่เธออยากถ่าย เธอจะยกกล้องขึ้น แล้วมองดู ถ้าคนนั้นไม่อยากถูกถ่ายเธอจะไม่ถ่าย หรือเธออาจรอจนเขาชินกับเธอ”

นั่นเป็นวิธีที่แลงก์เข้าใกล้ผู้คน เธอถ่ายทอดเรื่องราวของช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ผ่านผู้คนที่กำลังลำบาก วิธีการที่เธอใช้คือการแนบเนียนไปกับเหตุการณ์และถ่ายด้วยความเต็มใจ ภาพที่ได้จึงจริงใจทั้งต่อผู้ถูกถ่าย ผู้ชม และตัวเธอเอง

จากท้องถนนในซานฟรานซิสโก สู่เรือกสวนแถบชนบท

คนว่างงานที่แถวอาหารปันส่วน สู่ชาวอเมริกัน-ญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง

โดโรเธียแลงก์กักเก็บยุคสมัยผ่านผู้คน

cri_000000217780

หากจะเข้าใจว่าทำไมอารมณ์ในภาพของโดโรเธียแลงก์ถึงเข้มข้นขนาดนั้น เราต้องเข้าใจวัยเด็กและสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเธอตลอดชีวิต

แลงก์เกิดและเติบโตที่นิวเจอร์ซี่ย์ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พ่อของเธอเป็นทนายความ แม่ของเธอเป็นแม่บ้าน เธอมีพี่ชายอีกคน เป็นครอบครัวชนชั้นกลางสงบสุขทั่วไป

บาดแผลแรกเกิดขึ้นตอนเธอเจ็ดขวบ เมื่อเธอติดเชื้อโปลิโอทำให้ขาซ้ายอ่อนแรงเดินไม่ได้ และนั่นทำให้เธอเดินกะเผลกตลอดชีวิต “การเป็นโปลิโอในวัยเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นกับฉัน มันทำให้ฉันเป็นฉัน ให้แนวทางฉัน ให้คำแนะนำฉัน ช่วยเหลือฉัน และทำให้ฉันอับอายด้วยในเวลาเดียวกัน” แลงก์เล่า

บาดแผลที่สองมาถึงไม่กี่ปีก่อนเธอจะเข้าวัยรุ่น พ่อแม่ของเธอหย่าขาดจากกัน แลงก์โทษพ่อที่ครอบครัวแหลกสลายและเปลี่ยนนามสกุลเป็นนามสกุลแลงก์ตามแม่

แผลนี้เองที่ทำให้เธอเข้าใจผู้คนที่เธอถ่ายมากขึ้น แต่ในตอนแรก เธอกลบแผลนั้น

fbe09764e7906b05c6212080955fb645

ในช่วงต้นของการทำงาน แลงก์ทำงานเป็นช่างภาพพอร์ทเทรต หลังจากเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเธอทำงานเป็นผู้ช่วยช่างภาพหลายคน ก่อนจะเปิดสตูดิโอถ่ายภาพพอร์ทเทรตของตัวเองในซาน ฟรานซิสโก สตูดิโอไปได้ดี แต่งงาน มีลูกสองคน แลงก์มีชีวิตสุขสบายอย่างชนชั้นกลางทั่วไปพึงเป็น

วันหนึ่งในปี 1933 ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งรุนแรงของสหรัฐทำให้ผู้คนว่างงานจำนวนมาก เธอมองลงมาจากสตูดิโอและเห็นผู้ว่างงานเดินไปมาเต็มท้องถนน แลงก์มีความสนใจมาก่อนหน้าแล้วในการถ่ายผู้คนยากแค้น และในวันนั้นเธอได้หยิบกล้องเดินออกจากสตูดิโอ “ฉันสนใจผู้คน ผู้คนเท่านั้น ผู้คนทุกประเภท ทั้งคนที่จ่ายเงินให้ฉันถ่ายรูปให้ และผู้คนที่ไม่ได้จ่าย” แลงก์เปลี่ยนจากการถ่ายคนเมืองผู้ร่ำรวยสู่การสำรวจสังคม ซาน ฟรานซิสโกของเธอคือชนชั้นแรงงานกับการหาเช้ากินค่ำ แลงก์มองภาพเปลี่ยนไป และนั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอ

2016_NYR_12203_0011_000(dorothea_lange_white_angel_bread_line_san_francisco_1933)dorothea-lange-2007dorothea-lange-476963__8b31688v-666x700

ไม่กี่ปีต่อมาเธอหย่ากับสามีเพื่อแต่งงานใหม่กับพอลเทเลอร์ ,อาจารย์มหาวิทยาลับเบิร์กลี่ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน นั่นเป็นความสนใจร่วมกันของทั้งสอง ซึ่งทำให้ห้าปีต่อมาแลงก์กับเทเลอร์ตะลอนไปทั่วอเมริกาเพื่อทำโปรเจ็คบอกเล่าเรื่องราวของความยากลำบากจากเศรษฐกิจตกต่ำที่ผู้คนต้องประสบ แลงก์ถ่าย เทเลอร์เขียน

โปรเจ็คนั้นรวมถึงภาพ Migrant Mother ที่เธอถ่ายฟลอเรนว์ โอเวน ทอมสัน “ฉันไม่ได้ถามชื่อของเธอ หรือที่มาที่ไปอะไรของเธอเลย”แลงก์เล่าถึงภาพ “เธอบอกฉันว่าเธออายุสามสิบสอง เธอและคนอื่นๆในค่ายคนงานนี้ได้กินแต่เศษผักที่แข็งกรังจากความเย็นและนกที่พวกเด็กๆยิงมา ฟลอเรนซ์เพิ่งขายยางรถยนต์ของรถเธอเองเพื่อมาซื้ออาหาร นั่งอยู่ที่เต๊นท์กับลูกสามคนจากเจ็ดคนที่เกาะเกี่ยวอยู่รอบๆ เธอเหมือนจะรู้ว่าภาพของฉันอาจช่วยเธอได้ เพราะอย่างนั้นเธอเลยช่วยฉัน และตอนนั้นฉันรู้แล้วว่าฉันได้ถ่ายแก่นของโปรเจ็ค”

dor12-100Migrant_agricultural_workers_family_Nipomo_California_ppmsca03054udor12-113dor12-119dorothea-lange-depression-inspiration-motherless-migrant-children-inithe-cotton-1935dor12-110

ยุคเศรษฐกิจตกต่ำผ่านไป โลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง แลงก์ทำโปรเจ็คถ่ายภาพการกักกันชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในอเมริกา เธอยังคงถ่ายภาพอย่างพอร์ทเทรตที่ถนัด ภาพเหล่านั้นถูกรัฐบาลห้ามไม่ให้เผยแพร่เพราะกลัวสังคมจะไม่ยอมรับการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยอย่างที่รัฐบาลกระทำ ภาพหนึ่งคือครอบครัวโมชิดะกำลังรอรถที่จะพาพวกเขาไปสถานกักกัน ครอบครัวโยชิดะต้องทิ้งบ้านและงาน แปะป้ายชื่อเพื่อป้องกันแต่ละคนหายระหว่างการเคลื่อนย้าย ทั้งอย่างนั้นภาพนี้กลับเป็นภาพพอร์ทเทรตครอบครัวที่ยังคงไว้ซึ่งเกียรติ อย่างที่ครอบครัวโยชิดะไม่ได้รับจากรัฐบาล

Photograph_of_Members_of_the_Mochida_Family_Awaiting_Evacuation_-_NARA_-_537505920x1240maxresdefaultICP_TTCFM_pressimage_3_1200x979

ช่วงยี่สิบปีสุดท้ายในชีวิต แลงก์ต่อสู้กับโรคร้าย แต่เธอยังทำงานไม่หยุด ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ aperture , ทำโปรเจ็คให้นิตยสาร life ในยูทาร์ไอแลนด์ และเดด วอลเลย์ , ทำโปรเจ็คร่วมกับสามีที่ปากีสถาน เกาหลี และเวียดนาม เธอถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนตลอดชีวิตเธอเอง

แลงก์เสียชีวิตในปี 1965 ด้วยวัยเจ็ดสิบปีจากมะเร็งกล่องเสียง

โดโรเธีย แลงก์กังวลตลอดชีวิตว่างานของเธอไม่สามารถก่อวงกระเพื่อมในสังคมได้มากพอ เธอรู้สึกว่าสิ่งที่เธอถ่าย ความยากลำบาก ความสู้ชีวิต ความถูกลดทอนเกียรติ ไม่ได้รับความสนใจมากพอ แลงก์ไม่รู้ว่าภาพของเธอจะดำรงอยู่แม้ผ่านหลายทศวรรษ มันอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงสังคมทันทีทันใดในช่วงสมัยที่เธอมีชีวิตอย่างที่เธอต้องการ แต่จากวันนั้น ภาพของเธอยังคงส่งอิทธิพลต่อการถ่ายทอดความจริงของภาพสารคดีและภาพข่าว เธอสร้างมาตรฐาน เธอถางทาง นั่นอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างที่เธอไม่ได้คาดคิด ถึงตรงนี้เราอาจพอเห็นต่างจากแลงก์ได้ เพราะเวลาพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เธอทำนั้นก่อวงกระเพื่อม

อย่างยาวนานและแท้จริง

1510242061_b5a5.jpg

 

reference : biography.com , moma.com , story of migrant mother photograph by Dorothea Lange on art and idea course by MOMA , Dorothea Lange : ‘daring to look’ on NPR , ‘Dorothea Lange’ on the art of photography

Advertisements

หนามเตยเรียนอยู่คณะเภสัชศาสตร์ปีสาม เวลาว่างชอบอ่านหนังสือกับเรียนคอร์สศิลปะออนไลน์ ช่างภาพที่ชอบคือ Abigail Heyman วิชาที่ชอบคือฟามาโคโลจี้ ไม่ชอบกินหลนกะทิ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.