Author: อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

Pictures of home ความรักที่จะคงอยู่กับเราตลอดไป

ถ้าให้พูดถึงงานภาพชุดประเภท Family Project ในโลกนี้ที่ดีๆ คงหยิบยกมาพูดกันได้ไม่รู้จบ แม้ว่ามันดูเป็นงานที่ Personal เอามากๆ แต่ถึงกระนั้นก็กลับเป็นงานที่คนทั่วไปสัมผัสมันได้ง่ายด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ในแง่ของวัฒนธรรมทั้งโลกฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ก็ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างในความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว งานฝั่งตะวันออกมักจะโดนใจเราๆซึ่งเป็นคนเอเชียได้ง่ายดายกว่ามาก แต่งานในฝั่งตะวันตกก็ใช่ว่าจะไม่มีงานที่ “Touch” คนหัวดำอย่างเราๆกันเลยเสียทีเดียว

ปี 1992 เป็นครั้งแรกของงานที่ชื่อว่า “Pictures of home” ของ Larry Sultan ถูกตีพิมพ์ มันขายหมดไปอย่างรวดเร็วพร้อมคำชมล้นหลาม และก็กลายเป็นงานโฟโต้ขึ้นหิ้งที่ถูกพูดถึงเสมอมา แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2009

25 ปีนับจากการตีพิมพ์ครั้งแรก ภรรยาของ Larry ได้ให้ทางสำนักพิมพ์ MACK ตีพิมพ์ Pictures of home อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สองที่ถูกตีพิมพ์ หลังการรอคอยจากแฟนๆมายาวนาน

Edition นี้มันถูกเรียบเรียงใหม่ด้วยการผสมผสานด้วยสื่อที่หลากหลาย ตั้งแต่บทความ บทสัมภาษณ์ งานภาพถ่ายของเขาเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟุตเทตจากหนังครอบครัวที่ถูกถ่ายโดยพ่อของ Larry ซึ่งถูกใส่เข้ามาเพิ่มเติมเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆของครอบครัว Sulton ให้ชัดเจนที่สุดตามแรงบันดาลใจแรกของ Larry เอง

ณ บ้านพัก Desert Community ใกล้ย่านปาล์มสปริงส์ บ้านพักหลังเกษียณของพ่อและแม่ของ Larry อันเป็นจุดกำเนิดของงานชุดนี้ เขาเริ่มโปรเจคนี้ตั้งแต่ปี 1982 ครั้งที่เขาไปเยี่ยมพ่อแม่ที่นั่น ในค่ำคืนนั้นแทนที่พวกเขาจะนั่งดูหนังที่เช่ามาด้วยกัน แต่พวกเขากลับค้นเอาฟุตเทตเก่าๆของครอบครัวที่ถ่ายกันไว้ออกมาดู ซึ่งไม่ได้เห็นกันมานานหลายปีดีดัก

ฟุตเทต 30 ปีที่ถูกบันทึกเอาไว้ ช่างดูเต็มไปด้วยความหวัง มันอัศจรรย์กว่าความเป็นจริงของชีวิต ทำให้เขาเริ่มคิดถึงโปรเจคที่มีพ่อแม่ของเขาอยู่ในนั้น ในวัย 30 กลางๆและสถานภาพความสัมพันธ์อันยาวนานนั้นทั้งรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจเมื่อเขาได้อยู่กับพ่อแม่อีกครั้ง เขาจึงเริ่มคิดว่า ที่ใด? ที่เขาจะเริ่มโปรเจคนี้ดี และแน่นอน…ว่ามันต้องเป็นบ้านพักย่านปาล์มสปริงส์นี้

“แกถ่ายรูปไปเป็น 20-30 ม้วน เพื่อรูปที่แกชอบรูปสองรูป มันไม่ทำให้แกลำบากใจเหรอ?” “ไม่เลยครับ ผมชอบถ่ายภาพ แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รูปแย่ๆก็ตาม” Larry ตอบพ่อของเขาไป

ประเด็นจริงๆแล้วรูปส่วนใหญ่ที่ Larry เลือก มักจะเป็นตัวสร้างความปวดหัวซะมากกว่ารูปที่ทิ้งซะอีก เพราะเขากลัวว่ารูปเหล่านี้จะทำให้พ่อรู้สึกไม่โอเค ครั้งหนึ่ง Larry เคยถ่ายภาพแม่ ซึ่งมันก็เป็นภาพธรรมดาๆ ภาพที่แม่คืออยู่ที่ประตูกระจกเลื่อน และถือถาดเงินที่ใส่ไก่งวงไว้ด้วย พ่อหาว่าเขาถ่ายภาพที่ไม่ค่อยจะเห็นแม่เลย นั่นทำให้พวกเขาเถียงกัน ในสถานะที่ต่างกัน นี่คือแม่ของ Larry ในขณะเดียวกันก็เป็นภรรยาของพ่อ Larry

“แกทำให้พ่อและแม่ดูแก่กว่าที่เรารู้สึกกัน” พ่อของเขาบอกอย่างนั้น

มันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแบบไม่ต้องชี้ชวนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ไม่ว่าจะความตลกร้ายเล็กๆที่แสดงออกในการพูดของพ่อเขา “รูปพวกนี้มันก็แค่ภาพที่แกอยากให้พ่อกับแม่เป็น มันใช่พ่อกับแม่จริงๆซะที่ไหนล่ะ” หรือสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้ง เช่น Larry เคยพูดถึงภาพหนึ่งที่เขาได้ถ่ายขณะที่แม่ของเขาหลับอยู่ มันเป็นซีนที่เขาอยากได้ และก็ตื่นเต้นอยู่ตลอดว่าแม่จะตื่นซะก่อน ซึ่งจริงๆแล้วแม่ก็ไม่ได้หลับจริงๆหรอก ทั้งเขาและแม่ ต่างก็เก็บความลับซึ่งกันและกันไว้ประหนึ่งผู้ร่วมงานที่ดี

ในช่วงเวลานั้น Larry พยายามทำความรู้จักครอบครัวตัวเองอีกครั้ง ผ่านมุมมองในวัยกลางคนนั้น กับพ่อแม่ของเขาในบั้นปลายชีวิต เขาย้อนกลับไปพูดคุยกับพ่อแม่ถึงชีวิตวัยเด็ก การพบรัก งาน การเดินทางของชีวิต และภาพถ่ายเก่าๆ

ในความเป็นผู้ชายด้วยกันระหว่างเขาและพ่อ การย้อนกลับไปค้นหาอดีตของครอบครัว มันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบชีวิตตัวเองและพ่อของเขา จริงๆแล้วมันก็ไม่เชิงเปรียบเทียบเสียทีเดียว แต่มันเหมือนเขาได้ดูตัวเองในตอนที่พ่ออายุเท่าเขา แม้ว่าบริบทของสังคมยุค ’60s และ ’90s จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ Larry เพิ่งจะมีลูกคนแรก แต่พ่อของเขาปาเข้าไป 3 คนแล้วเป็นต้น

นอกจากคนดูจะได้รู้จักครอบครัว Sultan ประหนึ่งงานสารคดีแล้ว เรายังได้เข้าใจวิธีการทำงานของ Larry ผ่านการจดบันทึก ร่างไอเดียและปากคำของเขาเอง นั่นทำให้ยิ่งเข้าใจความรู้สึกต่อผลงาน Pictures from home อย่างละเอียด แตกต่างไปจาก Edition แรก หรือกับหลายๆงานหลายๆศิลปินที่ไม่มีบทความหรือคำอธิบายอะไรมากนัก หรือมีเพียงถ้อยคำที่คนดู ซึ่งเป็นคนนอกจะตีความไปต่างๆนานา

“ผมตระหนักได้ว่า เหนือกว่าฟิล์มที่ถ่ายไปทั้งหมด ภาพดีๆที่เลือกเอาไว้ , ความต้องการต่องานของผมและความหมายที่ไม่ชัดเจนในงาน มันเป็นแรงปรารถนาที่จะถ่ายภาพอย่างแท้จริง ผมอยากจะหยุดเวลาให้พ่อและแม่ได้อยู่แบบนี้ ตลอดไป”  จากครั้งหนึ่ง Larry เคยพูดถึงงานของเขาไว้ และแน่นอน.. มันได้เป็นเช่นนั้นไปแล้ว

Advertisements

หรือนี่คือการผลัดใบใหม่ของวงการภาพสตรีท?

อีกไม่กี่วันก็จะข้ามผ่านพ้นปี 2018 ไปอีกแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าเรากำลังได้เดินทางผ่าน 20 ปีแรกของศตวรรษที่ 21 ในอีกไม่ช้า ทั้งๆที่ผ่านมาเรายังคงผลิตซ้ำสิ่งต่างๆจากศตวรรษที่  20 ออกมาไม่ขาดสาย ประหนึ่งว่าเราไม่สามารถสร้างสิ่งใดๆที่ดีไปกว่า หรือก้าวข้ามมันสมองของผู้คนเมื่อร้อยปีก่อนหน้านี้ได้สักที

ยิ่งวงการศิลปะด้วยแล้ว เราคงเห็นการรีไซเคิลความคิดกันอย่างไม่หยุดหย่อน ดั่งคำพูดที่ถูกอ้างถึงอยู่สม่ำเสมอว่า “ไม่มีอะไรที่มนุษย์สามารถคิดมาได้ใหม่หมดจดอีกแล้ว” นั่นหมายถึงเรากำลังเดินตามรอยเท้าผู้คนในรอบร้อยปีอย่างเป็นวัฏจักรอย่างนั้นหรือ? 

วงการภาพสตรีทก็เป็นงานศิลปะร่วมสมัยชนิดหนึ่งที่อาจจะอยู่ในวังวนนี้ไม่ต่างกัน ที่ในปีนี้เรารู้สึกได้ถึงการเวียนวนมาถึงปลายทางของยุคสมัย อาจจะไม่มีใครเลยที่เคยสถาปนาไว้หรอกว่าในยุคสมัยนี้คือยุคสมัยใด? ยุคทองหรือยุคมืดของวงการถ่ายภาพที่แร้นแค้นที่สุดนี้ (แน่นอนว่ายังไม่มีช่างภาพคนใดทำเงินเลี้ยงตัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากการถ่ายภาพสตรีท หรือบางคนก็อาจจะทำได้ต่อเมื่อ..ตัวได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว) 

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา วงการภาพถ่ายสตรีทดูจะร้อนแรงมากที่สุดจนเป็นที่จับตาในวงการศิลปะโดยรวม ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คงจะเป็น Matt Stuart ช่างภาพสตรีทชื่อดังตั้งแต่ต้นยุค 2000 ก็ได้เข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกช่างภาพเอเจนซี่ชื่อดังที่สุดของโลกอย่าง Magnum Photos เมื่อปี 2017 นั่นหมายถึงช่างภาพทุกแขนงต่างก็มองเห็นถึงความสำคัญของการถ่ายภาพแนวทางนี้อยู่ไม่น้อยเลย

งานที่มีชื่องานหนึ่งของ Matt Stuart

แต่ความเหนื่อยล้าของเทรนศิลปะก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ในช่วงปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นความอ่อนแรงของเทรนการถ่ายภาพสตรีทมากทีเดียว อาจจะด้วยความตีบตันที่ไม่มีงานใหม่ๆของศิลปิน หรือแม้แต่ศิลปินหน้าใหม่ที่ทำงานได้น่าสนใจมากพอก็เป็นได้ หรืออีกในที… การถ่ายภาพสตรีทกำลังผลัดใบไปสู่สิ่งใหม่?

iN-PUBLIC คือกลุ่มช่างภาพสตรีททรงอิทธิพลอย่างมากตั้งแต่ต้นยุค 2000s ดั่งที่กล่าวถึง Matt Stuart หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนี้ ก็ได้กลายเป็นสมาชิกของกลุ่มช่างภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกศิลปะร่วมสมัย นั่นหมายความว่าผลงานของ iN-PUBLIC ย่อมทรงพลังพอจะเขย่าโลกศิลปะร่วมสมัยในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมานี้

อะไรที่ทำให้ iN-PUBLIC ทรงอิทธิพล? นั่นอาจจะเพราะเป็นความถูกที่ถูกเวลาด้วย เมื่อปี 2000 โลกได้เกิดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล นั่นคือ “อินเตอร์เน็ต” ถ้าเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคใดก็ตามในศตวรรษที่ 20 เราจะพบว่าการเติบโตของศิลปะร่วมสมัยจะเติบโตแบบ “ปัจเจก” คือทวีปใครทวีปมัน อเมริกาก็พยายามโตในแบบตัวเอง ยุโรปก็พยายามโตในแบบตัวเอง การ Crossover ทางวัฒนธรรมอาจจะไม่ได้มีให้เห็นมากนัก นั่นเป็นเพราะระยะทางของสองทวีปนี้ช่างห่างไกลกัน การแลกเปลี่ยนใดๆย่อมเกิดได้ยาก  

งานของ David Gibson

แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น… โลกถูกเชื่อมโลกเข้าโดยทันที การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกิดขึ้นทันทีทันใด งานภาพสตรีทก็เช่นกัน.. iN-PUBLIC เป็นกลุ่มแรกที่เป็นการรวมตัวของช่างภาพสตรีทจากแต่ละมุมโลกเข้าไว้ด้วยกัน สมาชิก iN-PUBLIC สามารถสื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ตข้ามโลก และรวมไปถึงผู้คนทั่วโลกก็ได้เสพงานของพวกเขาในทันทีทันใดด้วย ทำให้การขัดเกลาผลงานในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นจากคนละมุมโลกกลายเป็นผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนรุ่นใหม่ 

ถ้าถามช่างภาพสตรีทในยุค 10 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าทุกคนก็คงได้รับอิทธิพลจากผู้คนกลุ่มนี้กันถ้วนหน้า ด้วยความสดใหม่ ตื่นตาตื่นใจ กลืนกินง่ายอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่…เมื่อความสดใหม่เดินทางมาถึงความเป็นแมส (Mass) อันหมายถึงเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้ นั่นก็ทำให้มันถูกตั้งอยู่ใน Safe Zone จนไม่อยากขยับตัวไปไหนอีก ไม่อยากจะถูกวิพากษ์ไปมากกว่านี้.. มันจึงเริ่มขาดความ “ร่วมสมัย” ลงไปทุกทีๆ

แม้ว่าในทุกๆปี iN-PUBLIC จะพยายามดึงเอาสมาชิกใหม่ๆเข้ามาร่วมทีม แม้แต่ช่างภาพสตรีทของไทยที่ทำชื่อเสียงอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้อย่าง ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ก็ได้เข้าไปร่วมกลุ่มเช่นกัน และสมาชิกอีกหลายคนที่เป็นเสมือน “เลือดใหม่” ให้กับ iN-PUBLIC ที่น่าสนใจ ดูเหมือนพวกเขาต้องการการถ่ายเลือดใหม่ไปแทนที่เลือดเก่า อย่างเช่น Charalampos Kydonakis หรือ Dirty Harry 

งานของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์

ในรอบไม่กี่ปีนี้ มีการวิพากษ์ต่อผลงานของกลุ่ม iN-PUBLIC อันเคยตั้งสถานภาพตนเองไว้ว่าคือ “บ้านของภาพสตรีท” (Home of Street photography) ถ้ากลับไปย้อนมองจากหนังสือภาพ 10 Years of iN-PUBLIC ซึ่งเป็นหนังสือภาพเล่มแรกของกลุ่มที่วางขายกันเองเมื่อปี 2010 จะพบว่า Nick ได้พูดถึงก่อนการก่อตั้ง iN-PUBLIC ถึงการเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่มีที่ทางของ Street Photography ดังนั้นการพยายามบัญญติการถ่ายภาพสตรีทเอาไว้ว่ามันหมายถึงอะไร? (ถ่ายภาพในที่สาธารณะ เกิดขึ้นจริง ไม่จัดฉาก และบอกเล่าอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ไม่เหมือนใคร) อย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ จึงช่วยให้พวกเขามีที่ทางมากขึ้นในวงการภาพถ่าย เพราะที่ผ่านมาเกือบร้อยปี ก็ไม่มีใครพูดถึงว่า Street Photography เท่ากับ หรือควรทำ หรือไม่ควรทำอย่างไร? ซึ่งนั่นเอง..อาจจะเป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้ iN-PUBLIC ยืดติดอยู่กับคำว่า “Street Photography” ในแบบที่เคยสร้างสรรค์เอาไว้

หนังสือภาพ 10 Years of iN-PUBLIC ที่ยังหลงเหลือของ Nick ที่ล่าสุดเทขายโล๊ะสต็อค

เมื่อใดก็ตามที่การวิพากษ์ได้เกิดขึ้น นั่นสมควรจะเป็นสัญญาณที่ดีของงานศิลปะร่วมสมัยว่ามันกำลังทำการสังคายนาผลงานเพื่อนำไปสู่สิ่งใหม่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่การวิพากษ์ไม่ทำให้ผู้สร้างงานศิลปะนั้นเคลื่อนไหวและยังยึดเหนี่ยวจุดเดิม นั่นแปลว่าศิลปะนั้นๆกำลังถูก “ปฏิวัติ” โดยคนกลุ่มใหม่ที่มีความคิดไปข้างหน้าตามการหมุนของแกนโลก

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Nick พยายามรักษาที่มั่นของคำว่า “Street Photography” เมื่อปีก่อน เขาเคยรู้สึกถึงการที่ผู้คนไม่เข้าใจคำว่า Street Photography ในแบบที่เขาวาดไว้ จนกระทั่งพยายามสร้างแคมเปญที่ชื่อว่า #CANPUBPHOTO อันมาจาก Candid Public Photograph เพื่อรองรับการถ่ายภาพสตรีทในแบบของพวกเขา ที่เดิมทีก็คือ Street Photography นั่นแหล่ะ.. แต่ Nick มองว่ามันถูกกลืนกินด้วยความหมายที่แตกต่างออกไปจนเกินเยียวยา จึงเหมือนเปิดแผ่นดินขึ้นใหม่ซะเลย

แน่นอนว่าแคมเปญนั้นมันไม่ได้ผลหรอก… เขาพยายามอยู่ได้ไม่นานนัก ทุกอย่างก็เงียบหายไป การที่ Nick พยายามทำนั้น ถือว่าเป็นการวิพากษ์งานศิลปะแบบหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่ผลของมันก็คือตกไป..  Street Photography เริ่มแปรเปลี่ยนไปอีกครั้งหรือ? เฉกเช่นต้นศตวรรษที่ 20 ที่ Street Photography มันก็เคยแปลได้ว่าเป็นคนถ่ายภาพให้นักท่องเที่ยวอยู่ริมถนนชองอลิเซ่นั่นแหล่ะ

สัญญาณที่มีมาอย่างต่อเนื่องภายใน iN-PUBLIC ก็มาถึงจุดแตกหัก เมื่อความไม่ลงรอยในความเห็นระหว่าง Blake Andrews หนึ่งในสมาชิกยุคแรกของ iN-PUBLIC กับ Nick Turpin ผู้ก่อตั้ง iN-PUBLIC ในกรณีที่มีการโหวตภาพ Picture of the Month ภายในกลุ่มประจำเดือนตุลาคม 2018 ที่ทางกลุ่มจัดขึ้น ผลปรากฏว่าภาพหนึ่งที่ถูกเลือกเป็นของ Blake Andrews เป็นการถ่ายด้วยไอโฟนในโหมด Pano ซึ่งทำให้เกิดเอฟเฟคประหลาดขึ้นในภาพ 

Blake Andrews / Aug 2018

ในความเห็นของ Nick นั้น ถือว่าภาพนี้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เห็นพ้องต้องกันมาโดยตลอดของกลุ่มว่าจัดอยู่ในหมวด Street Photography ซึ่งเขาถือว่าตัวเองและกลุ่ม iN-PUBLIC ได้ทำหน้าที่อย่างหนักเพื่อสร้างความหมายนี้ให้ออกไปยังวงกว้าง จะเรียกได้ว่าผู้คนหันมารู้จักภาพสตรีทในทศวรรษนี้ก็จากการกำหนดทิศทางของเขาและ iN-PUBLIC 

ผมสร้าง iN-PUBLIC มาเพราะผมเห็นว่าภาพสตรีทมีวิธีการที่แตกต่างจากภาพถ่ายประเภทอื่นๆด้วยตัวของมันเอง สิ่งสำคัญคือการสังเกตในขณะที่ภาพของ Blakeใช้ไอโฟนถ่ายด้วยโหมด Pano นั้น มันทำให้เกิดการเพี้ยน บิดเบือนของภาพ จริงๆผมก็ชอบภาพนะ แต่ผมไม่คิดว่านี่คือภาพสตรีทแต่อย่างใด” 

จากประโยคแสดงความคิดเห็นของ Nick เราจะสามารถเห็นความ Conservative (ปกป้องความคิดดั้งเดิม) ที่ย้อนแย้งอยู่ในการถ่ายภาพร่วมสมัย…. แน่นอนว่ามันไปด้วยกันไม่ได้ เสมือนจับเอาคู่ตรงข้ามมาอยู่ด้วยกัน เป็นเรื่องปกติที่เมื่อสิ่งใดได้รับการยอมรับในวงกว้างอย่างยาวนาน ได้เริ่มถูกท้าทายด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่  การถกเถียงนั้นย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพราะถ้ามันไม่เปลี่ยนแปลง… Street Photography เองนั่นแหล่ะก็จะเป็นสิ่งที่ตายไปซะเอง

และในกรณีนี้… คนที่ยอมตายจาก iN-PUBLIC ไปก็คือ Nick Turpin และ Nils Jorgsensen สมาชิกดั้งเดิมของกลุ่ม iN-PUBLIC โดยเฉพาะ Nick ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งอย่างแท้จริง นั่นย่อมทำให้วงการภาพถ่ายต้องหันมามองเหตุการณ์ในครั้งนี้

อะไรคือความเห็นที่แตกต่างในการถกเถียงครั้งนี้??  Nick ซึ่งมีหลักการยึดถือ “ความจริง” ที่เกิดขึ้นในภาพว่ามันต้องเป็น “ความจริงที่เป็นไปได้” หมายถึงต่อให้ทุกอย่างในภาพสตรีทจะดูเหนือจริงยังไง แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การตกแต่ง แก้ไข เราทำหน้าที่เพียงผู้จับภาพและไม่บิดเบือนมัน

จากคำจำกัดความภาพสตรีทในความหมายของ Nick จึงเห็นแย้งที่ว่า เอฟเฟคในภาพของ Blake คือการตกแต่ง แก้ไข บิดเบือน แต่… ถ้าเราพูดถึงการโต้แย้งนี้ มันเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัยเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆถูกนำมาใช้ เช่น การใช้ Flash ซึ่งไม่ใช่แสงธรรมชาติ แต่เป็นแสงที่เกิดขึ้นจากคนถ่ายแล้วไปมีผลต่อภาพ เป็นต้น

บทสรุปของเรื่องนี้จะอยู่ที่ตรงไหน? ก่อนหน้านี้การเข้ามาของ Charalampos Kydonakis หรือ Dirty Harry ก็เกิดการถกเถียงคล้ายๆกัน บางภาพของ Dirty Harry ที่ดูเหมือนการเซ็ทเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวเองเข้าไปอยู่ในภาพ หรือแม้แต่การตกแต่งโทนสีภาพอย่างหนักนั้น จะยังอยู่ในกรอบดั้งเดิมของ iN-PUBLIC มั๊ย ซึ่งในครั้งนั้นก็มีการยอมถอยคนละก้าวอยู่เหมือนกัน 

งานของ Dirty Harry ที่ถูกพาดพิงอย่างมากในช่วงนั้น

แล้วถ้าวันนี้?.. ในวันที่ iN-PUBLIC ไม่มี Nick Turpin อีกต่อไป ความหมายของการถ่ายภาพสตรีทจะเปลี่ยนไปอีกแค่ไหน? การยอมรับใหม่ๆกำลังจะเกิดขึ้น เรากำลังจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆของภาพสตรีท? หรืออีกในที.. ภาพสตรีทอาจจะถูกกลืนกินกลับไปเป็นเพียง “Photography” เฉยๆที่ไม่มีคำจำกัดความเหมือนเดิม ดั่งเช่นที่ Garry Winogrand ช่างภาพสตรีทระดับมาสเตอร์ ผู้ไม่เคยอยากให้ใครเรียกว่าช่างภาพสตรีทเคยกล่าวไว้

ผมก็แค่ถ่ายภาพอะไรที่ผมเห็นว่ามันดูจะถ่ายได้น่ะ


ประกาศผลผู้เข้ารอบสุดท้าย รายการ MSPF 2018 สตรีทไทยเข้ารอบเพียบ!

เป็นอีกหนึ่งปีที่สตรีทโฟโต้ทีมไทยพากันเข้ารอบสุดท้าย (Finalists) ในรายการแข่งขันภาพสตรีทที่ใหญ่ที่สุด Miami Street Photography Festival ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 แล้ว โดยทีมไทยสามารถเข้ารอบติดต่อกันมาถึง 6 ปี (ไม่ติดเฉพาะปีแรก)

ซึ่งในทุกๆปีที่ผ่านมา มีทีมไทยเข้ารอบไปไม่น้อย อย่างเช่นปีที่แล้ว 2017 ก็มีถึง 11 คน และในปีนี้ก็ยังทำได้ดีเช่นเคย คือเข้ารอบสุดท้ายมากที่สุดถึง 14 คน (จากผู้เข้ารอบสุดท้ายทั่วโลก 90 คน)

โดยคณะกรรมการในรอบแรกคือ

  • Constantine Manos หนึ่งในช่างภาพอาวุโสจาก Magnum Agency
  • Peter van Agtmael และ Maggie Steber จาก National Geographic
  • Nick Turpin ผู้ก่อตั้งและอดีตสมาชิกกลุ่ม iN-PUBLIC ,
  • Stella Johnson และ Meryl Meisler ช่างภาพสารคดีและสตรีท

โดยมีรายชื่อทั้ง 14 คน เรียงตามลำดับอักษรภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้

Angkul Sungthong – THAILAND

Audsadang Satsadee- THAILAND

Graeme Heckels- THAILAND

Noppadol Maitreechit- THAILAND

Nukul Leekanchana- THAILAND

Pimpika Hongsapiwat- THAILAND

Piti Amraranga- THAILAND

Sakulchai Sikitikul- THAILAND

Sarunyoo Threesukon- THAILAND

Sirawit Kuwawattananont- THAILAND

Suparp Thasai- THAILAND

Tawanwad Wanavit- THAILAND

Taweechai Iamurairat- THAILAND

Thanasorn Janekankit- THAILAND

ซึ่งในวันที่ 6-9 ธันวาคมนี้ ภาพทั้งหมดจะถูกจัดแสดงที่ Art Basel ใน Miami และประกาศผลผู้ชนะในวันนั้น โดยผู้ชนะจะได้รับกล้อง Leica Q และกระเป๋ากล้อง ONA และอื่นๆอีกเช่นเคย

ทางทีมงาน สยาม.มนุษย์.สตรีท ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านครับ

Noted : ในปี 2014 ที่ทีมไทยเคยคว้าแชมป์อันดับ 1 และ 3 โดย ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ และ พงศธร ลีลาประชากุล

พาชมนิทรรศการภาพระดับโลกของ Masahisa Fukase ที่ Foam Museum

เป็นความบังเอิญปะปนกับความโชคดีสุดๆที่เราได้ไปเยือนอัมสเตอร์ดัมในช่วงที่มีนิทรรศการครั้งใหญ่ของ Masahisa Fukase หนึ่งในช่างภาพระดับตำนานของญี่ปุ่น เพื่อนร่วมรุ่นกับ Nobuyoshi Araki และ Daido Moriyama จะเรียกว่าเป็นแก๊งค์ New Wave ของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ว่าได้

งานนิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นที่หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยชื่อดังที่ตั้งอยู่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม หนึ่งในเมืองหลวงแห่งศิลปะร่วมสมัยของยุโรปอย่าง Foam Museum ซึ่งก็เรียกว่าเป็นนิทรรศการที่จัดเต็มมากๆ ก็เค้าเรียกงานครั้งนี้ว่าเป็นการรวบรวม Life work ครั้งสำคัญนับตั้งแต่ Fukase เสียชีวิตไปเมื่อปี 2012 เลยทีเดียว

ทาง Foam เองได้รวบรวมเอาชิ้นผลงานที่ไม่เคยโชว์ที่ไหน Materials ต่างๆ ตัวปริ๊นท์ต้นฉบับจากโตเกียวโดยแบ่งผลงานเป็นซีรีส์ใหญ่ๆของเขาอย่าง Ravens , Family Chronicle , Self-portraits , Memories of My Father เป็นต้น

จะว่าไปแล้วผลงานโดยรวมของ Fukase ค่อนข้างเป็นงานทดลองใช้เทคนิคต่างๆกับการสื่อสารเรื่องราวของครอบครัวเขาเองเป็นหลัก (ถ้าให้เทียบกับช่างภาพตะวันตกก็คงประมาณ Robert Frank ล่ะ) แม้แต่ผลงานขึ้นหิ้ง “Ravens” ที่กลายเป็นหนึ่งในหนังสือภาพที่ “Must have” ของนักสะสม แม้จะมีแต่รูปอีกาเต็มไปหมด ก็ยังแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ที่ว่าด้วยการพังทลายของชีวิตแต่งงานระหว่าง Fukase กับภรรยาอยู่ในนั้นด้วย

แน่นอนว่า Ravens (1975-1982) จะต้องถูกจัดไว้เป็นพื้นที่ส่วนแรกในนิทรรศการ ความมืดหม่นของ Ravens ในเชิงเทคนิคภาพถ่ายแล้ว ค่อนข้างเป็นความนิยมของศิลปินยุคปลายๆโชวะ และมีอิทธิพลอย่างมากต่อสไตล์ภาพถ่ายของช่างภาพญี่ปุ่นในยุคต่อๆมา

ในส่วนของสิ่งที่ Fukase สื่อสารใน Ravens นั้น จุดเริ่มต้นคือมาจากการเดินทางโดยรถไฟเพื่อกลับบ้านเกิดของเขา ครั้งหนึ่ง Fukase เคยกล่าวไว้ว่าการเดินทางของเขาครั้งนั้นไม่ใช่เพื่อถ่ายภาพ แต่เป็นการใช้การถ่ายภาพเป็นข้ออ้างให้ตัวเองได้หลีกลี้หนีออกไปไกลๆจากชีวิตปกติ

การได้พบพานกับสุสานความตายจากระเบิดที่ฮิโรชิมา มาสู่ชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลวของเขา ภาพประกอบของเหล่าอีกา, แมวหน้าโหด, หญิงเปลือย และคนไร้บ้าน ต่างๆเหล่านี้ทำหน้าที่บอกเล่าถึงความเจ็บปวด โดดเดี่ยวและมืดหม่นในใจของเขาได้เป็นอย่างดี

ชีวิตที่เปรียบเสมือนนรกของเขายังไม่จบเพียงแค่ Ravens ในเวอร์ชั่นแรกเท่านั้น ในปี 1992 เขายังต้องประสบอุบัติเหตุตกบันได ซึ่งส่งผลในการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนถึงวาระสุดท้ายของเขาเอง นั่นทำให้เกิด Ravens เวอร์ชั่นปี 1992 ที่เขากลับมาถ่ายภาพในซีรีส์นี้อีกครั้งด้วยกล้อง Nikon F3 และเลนส์เทเลระยะไกล 1,000mm. เพราะเขาไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกได้ ซึ่งภายในนิทรรศการ เราจะได้เห็นงานปริ๊นท์ตัวจริงของ Ravens , ตัว Contact sheets ที่ Fukase ใช้ทำงานจริง, กล้อง Nikon F3 ที่เขาใช้ถ่ายภาพ และตัวหนังสือภาพเวอร์ชั่นแรกที่ ณ เวลานี้ราคาก้าวกระโดดไปไกลแล้ว

ในส่วนของซีรีส์ Family นั้น ก็เป็นอีกผลงานที่โดดเด่นอย่างมากของเขา การหมกมุ่นกับความตายและครอบครัว ถูกพูดถึงอย่างตรงมาตรงไป ชัดเจนอย่างที่สุด ภาพชุดที่เขาได้ถ่ายภาพหมู่ของครอบครัวตลอดเกือบ 20 ปี ทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย การเกิดขึ้นและการจากลาถูกถ่ายทอดผ่านเลนส์กล้อง Large Format ที่พ่อของเขาเคยใช้มาก่อนในสตูดิโอกว่า 40 ปี (พ่อของเขาเป็นช่างภาพและบ้านของเขาเคยเป็นสตูดิโอถ่ายภาพมาก่อน)

อารมณ์ขันท่ามกลางความตายในบางห้วงเวลา หัวโบราณท่ามกลางโลกตะวันตก กลบเกลื่อนความเจ็บปวดด้วยรอยยิ้ม มันคือความชัดเจนของวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกที่กระอักกระอ่วนนั้น Fukase ถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม

ในหมวดหมู่เดียวกันที่เราชอบมากคือ Memories of My Father ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Sukezo ผู้เป็นพ่อของ Fukase ซึ่งมีบทบาทต่อชีวิตเขาอย่างมาก ไม่ว่าจะความรักในการถ่ายภาพ หรือบทบาทต่อการใช้ชีวิต เขาเลือกที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือภาพหลังจากที่พ่อของเขาจากไปเมื่อปี 1987 โดยคัดเลือกภาพถ่ายที่ถ่ายเอาไว้นับสิบปี มาร้อยเรียงเป็น Timeline ตั้งแต่การทำงานของ Sukezo สมัยหนุ่มที่เป็นช่างภาพในสตูดิโอ จนถึงยามนอนป่วย งานศพ และเถ้าถ่าน ผู้ชมกลายเป็นสักขีพยานร่วมกับ Fukase ในการเฝ้ามองชีวิตชายผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของ Fukase และร่วมไว้อาลัยไปพร้อมๆกันกับเขา เป็นซีรีย์ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เศร้าหมอง ดั่งเช่นตัวตนของเขาเอง

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายๆซีรีย์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น Self-Portrait ซึ่งมีการผสมผสานการ Paint สีทับลงไป (เป็นเทคนิคที่นิยมในช่วงยุค 80-90s) กับภาพเซลฟี่ที่ให้เห็นบรรยากาศบนท้องถนนในโตเกียว เป็นงานช่วงท้ายๆก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถออกไปข้างนอกได้

เรียกว่าเป็นงานนิทรรศการที่อิ่มเอมมากๆ น่าอิจฉาผู้คนในเมืองนี้จริงๆที่ได้เสพงานดีๆระดับโลก การจัดวางจัดแสดงแบบมืออาชีพขนาดนี้ ใครสนใจงานของ Masahisa Fukase ก็อาจจะต้องกระเป๋าหนักนิดนึงนะ เพราะนอกจากหนังสือภาพ Ravens ที่เพิ่งพิมพ์ใหม่เมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่มีเล่มไหนราคาต่ำกว่าหลักหมื่นเลยล่ะ แต่ถ้าใครหาได้ก็กระซิบมาบอกบ้างนะ… 

ปืนไรเฟิลกับกล้องถ่ายภาพ และภาพถ่ายสงครามที่ถูกเก็บงำกว่า 50 ปีของ Tony Vaccaro

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าเราข้ามประเด็นเรื่องสงคราม แล้วหันมาคุยกันในเชิงศิลปะถ่ายภาพแล้ว นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการถ่ายภาพ (จริงๆจะว่าไป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดการก้าวกระโดดในหลายๆวงการของโลก เพราะมันคือการพยายามกลับมายืนหยัดใหม่ของมนุษยชาติ) มันคือจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีการถ่ายภาพ และความรู้ด้านการถ่ายภาพของช่างภาพที่ลงตัว

ในยุคที่กำเนิดกล้องถ่ายภาพ 35mm ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพกพากล้องไปไหนก็ได้ ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ซึ่งก่อนหน้านั้น กล้องถ่ายภาพเป็นเครื่องมือที่ไม่เอื้อให้คนแบกมันไปไหนต่อไหนได้ง่ายๆ ถ่ายได้ไม่กี่ภาพ และยังไม่สามารถเก็บภาพที่มีการเคลื่อนไหวมากๆได้ด้วย

ภาพถ่ายสงครามในยุคก่อนหน้า จึงทำได้เพียงแค่การเซ็ตขึ้นมา (Staged) เพื่อให้เห็นบรรยากาศของสงคราม แต่มันขาดความเป็นจริงที่เกิดในขณะนั้น เรื่องราวในขณะนั้น

นอกจากการปฏิวัติวงการภาพข่าวของเอเจนซี่ช่างภาพ Magnum ในช่วงทศวรรษที่ 1940s แล้ว ยังมีช่างภาพอีกหลายคนที่นำพาให้เกิดงาน แนวทางใหม่ของการถ่ายภาพในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

ในขณะที่ Robert Capa ช่างภาพผู้ให้กำเนิดเอเจนซี่ Magnum อันยิ่งใหญ่และเป็นผู้พลิกวงการการถ่ายภาพข่าวสงครามโดยการเข้าไปถ่ายภาพปฏิบัติการหาดโอมาฮาในวัน D-Day นั่นเพียงในฐานะของช่างภาพที่กองทัพอนุญาตให้เข้าร่วมในเหตุการณ์เฉพาะวันนั้นเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเสี่ยงตายมากพอแล้ว

แต่สำหรับ Tony Vaccaro หนุ่มน้อยวัย 21 ปี เขานำพาตัวเองไปไกลกว่านั้น การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทหารของกองทัพเพื่อร่วมรบ คือการพาตัวเองเข้าไปถ่ายภาพท่ามกลางสนามรบโดยไม่มีใครห้ามได้อย่างแท้จริง และนี่คือการถ่ายภาพสงครามที่ยังไม่เคยมีใครได้เข้าใกล้ความตายได้มากไปกว่าเขา

Tony Vaccaro ในวัย 21 ปี

จะว่าไม่มีใครห้ามก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว กองทัพสั่งห้ามให้ถ่ายรูปในระหว่างรบ แม้ว่าจะเป็นทหารก็ตาม และกล้องถ่ายรูปจะถูกทำลายทิ้งเสียด้วย แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่จะเหนี่ยวรั้งให้ Tony ไม่ออกไปถ่ายภาพได้

18 มิถุนายน 1944 วันแรก หรือวัน D-Day ที่เหล่าทหารยกพลขึ้นหาดนอร์มังดี Tony ไม่ยี่หระต่อกฏเกณฑ์ที่ว่าไป ระหว่างที่นั่งเรือเข้าไปในสนามรบนั้น เขาซ่อนกล้องไว้ในเสื้อกันฝน วางเลนส์กล้องผ่านรูกระดุมที่เขาฉีกให้เป็นรูใหญ่มากพอออกมา และใช้วิธีกะๆเฟรมภาพ กดถ่ายไปเรื่อยๆเอาแทน

ไม่มีใครรู้ว่าบนชายหาดนั้น พวกเขาจะเจอความโหดร้ายเพียงใด ท่ามกลางห่ากระสุนที่หนักหน่วงราวพายุ มีศพทหารเกลื่อนกลาดหลายพันศพ กลิ่นของศพเหล่านั้นผสมปนเปกับกลิ่นดินปืน และคลื่นลมทะเล กลายเป็นกลิ่นเฉพาะที่เขาเรียกมันว่า “กลิ่นของสงคราม” เขาได้กลิ่นนั้นแทบจะทันทีที่เหยียบย่างลงไปบนหาดนอร์มังดี

Tony ฝ่าพัน ถากดายทุกย่างก้าวในสมรภูมิรบด้วยปืนไรเฟิลประจำตัวในฐานะทหารราบ และเก็บเกี่ยวซากปรักหักพังแห่งสงครามผ่านเลนส์กล้องประจำตัวของเขาในฐานะศิลปินไปพร้อมๆกัน

Argus C3 เป็นเพียงกล้องที่ราคาถูก ที่เขาซื้อมาในราคา $47 เมื่อตอนอายุ 18 ปี คุณภาพไม่ได้ดีอย่างกล้องไฮเอนท์ในยุคนั้นเช่น Leica ที่ช่างภาพมืออาชีพใช้ๆกัน มันเป็นเพียงกล้องเลนส์พลาสติกที่มีคุณสมบัติหนึ่งที่ผ่านเกณฑ์ในการอยู่ในสนามรบได้ก็คือ “ความแข็งแกร่ง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับพื้นที่นี้

Tony ในปัจจุบันกับกล้อง Argus C3 ตัวเดิม

สิ่งที่ Tony ไม่ได้เตรียมการไว้อีกหนึ่งสิ่ง คือเขาไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการล้างฟิล์มระหว่างสงคราม เพราะคิดเอาไว้อย่างเดียงสาว่าเมื่อไปถึงนอร์มังดี เมื่อถึงเวลาพักรบคงจะมีร้านล้างฟิล์มสักร้านอยู่ในเมืองบ้าง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว.. สงครามโหดร้ายเกินไปกว่าความนึกคิดของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมากนัก ที่นอร์มังดีนี้…ตึกรามบ้านช่องร้านค้าถูกทำลายไปหมดสิ้นพร้อมๆกับการโจมตี แต่ระหว่างที่เขาก้าวเท้าผ่านเข้าไปในซากเมืองนั้น เขาก็พบกับซากร้านล้างฟิล์มที่ถูกระเบิดพังจนไม่เหลือชิ้นดี เขาพยายามรื้อค้นซากเหล่านั้นจนเจอเคมีสำหรับล้างฟิล์ม และค่อยๆโกยเคมีเหล่านั้นรวบรวมมาเก็บไว้

ตกดึกคืนนั้น ท่ามกลางความมืดของท้องฟ้ายามสงครามที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ Tony ใช้เคมีที่เก็บมาได้ ล้างฟิล์มด้วยอุปกรณ์ที่มีใกล้ๆตัว เช่น หมวกทหารแทนอ่าง ตากฟิล์มเหล่านั้นไว้กับกิ่งต้นไม้ใกล้ๆ เช้าวันต่อมา เขาพบว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ภาพที่ปรากฏบนฟิล์ม 10 ม้วนแรกนั้น คือหน้าประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการถ่ายภาพไปตลอดกาล

งานภาพสงครามของ Tony จับเอา “ห้วงเวลาแห่งความตาย” ได้อยู่หมัด และสามารถเล่ารายละเอียดของสงครามนั้นๆได้อย่างยอดเยี่ยมโดยที่ไม่มีการจัดฉากเพื่อถ่าย ทุกภาพเกิดขึ้นจริงแบบ Real-time แม้ว่าจะมีช่างภาพคนอื่นๆในสงครามอีกหลายต่อหลายคน แต่พวกเขามักนิยมการจัดฉากอยู่บ้างเพื่อให้ได้ภาพสวยงามอย่างที่ต้องการ แต่ Tony ปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง

ตลอด 272 วันในสงครามครั้งนั้น เขาถ่ายภาพไปกว่า 8,000 ภาพ และกองทัพไม่เคยใช้ภาพของเขาสำหรับเป็นหลักฐานหรือชิ้นงานเกี่ยวกับสงครามอย่างเป็นทางการเลย เพียงเพราะเห็นว่าเขาเป็นเพียงหนุ่มน้อยวัย 21 ที่ไม่รู้ประสีประสาเท่านั้น หลังจากสิ้นสุดสงครามโลก Tony ก็หันมาทำงานเป็นช่างภาพอย่างจริงจัง ปี 1950 เขาเริ่มทำงานให้กับ Life Magazine และนิตยสารแฟชั่นหัวใหญ่ๆอีกหลายฉบับในเวลาต่อมา

ด้วยทัศนคติของเขาต่อสงครามอันโหดร้าย Tony ตัดสินใจที่จะไม่เผยแพร่งานของเขา ปิดประตูล็อคงานเหล่านั้นไว้และมุ่งมั่นจะสร้างสรรค์เพียงงานภาพถ่ายที่สวยงามแทนที่ภาพถ่ายที่หดหู่เหล่านั้นแทน

จนกระทั่งกลางยุค  ’90s หรือ 50 ปีต่อมา ภาพกว่า 8,000 ภาพของเขาก็ถูกนำออกมาสู่สายตาชาวโลก ถูกตีพิมพ์และออกแสดงมากมายจนกระทั่งปัจจุบันที่เขาอายุเฉียด 100 เข้าไปทุกที

ต่อคำถามของนักข่าวรุ่นเหลนที่ว่า เขาคิดว่าอนาคตของการถ่ายภาพในโลกนี้จะเป็นเช่นใด? Tony บอกไว้ว่า ทุกวันนี้การถ่ายภาพเป็นเรื่องที่ต้องการความรวดเร็วเข้าไปทุกที การถ่ายภาพจะความหมายสักอย่างต่อเมื่อมันเป็นงานที่ถูกตั้งเป้าหมายไว้ แน่นอนว่าในอนาคต การถ่ายภาพต้องมีเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพียงแต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าช่างภาพใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจจะถ่ายน้อยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่น Tony ใช้เวลามากๆกับสิ่งนั้น อย่างเช่นเขาใช้เวลาหลายอาทิตย์ขลุกอยู่กับ Picasso เป็นต้น ซึ่งการที่ได้ใช้เวลา ช่างเป็นความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 เสียจริง

“ภาพถ่ายมันคือโอกาส ถ้าคุณกินนอนอยู่กับกล้อง คุณจะได้เห็นว่าอะไรที่โลกมอบให้คุณมาบ้าง”

 

 

 

ศิลปะเยียวยาชีวิต กับใจที่แตกสลายของ Robert Frank

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Robert Frank คือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในโลกของศิลปะภาพถ่ายยุคใหม่ ในวัยที่ล่วงเลยมาถึง 94 ปีแล้ว เขาผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งในหน้าที่การงาน และชีวิตส่วนตัวที่หนักหนาไม่แพ้กัน

Continue reading “ศิลปะเยียวยาชีวิต กับใจที่แตกสลายของ Robert Frank”

รีวิวหนังสือภาพ : My Moscow ของ Igor Moukhin สมาชิกใหม่ iN-PUBLIC

ค่อนข้างแปลกใจอยู่บ้าง ที่ล่าสุดทางกลุ่ม iN-PUBLIC (กลุ่มช่างภาพสตรีทที่มีชื่อเสียงระดับโลก) ประกาศสมาชิกใหม่ที่ชื่อว่า Igor Moukhin ช่างภาพชาวรัสเซีย สำหรับเราแล้ว ชื่นชอบงานของเขาอยู่แต่เดิม แต่ด้วยความที่งานของ Igor เองค่อนข้างไปทางสารคดี ซึ่งอาจจะไม่ได้ดูหวือหวาเฉกเช่นงานของชาวสตรีทยุคหลังๆเท่าไหร่นัก จึงแปลกใจอยู่เล็กน้อยที่ iN-PUBLIC เลือกทิศทางแบบนี้

Continue reading “รีวิวหนังสือภาพ : My Moscow ของ Igor Moukhin สมาชิกใหม่ iN-PUBLIC”

88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 2

จริงๆ ตั้งใจว่าจะเขียนเล่าบทความนี้ต่อกันในเวลาไม่นานเท่าไหร่ แต่กลายเป็นว่าต้องใช้เวลาถึง 1 ปีในการเขียนตอนที่ 2 ต่อมา  Continue reading “88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 2”

ประกาศผลแล้ว! ประกวดภาพสตรีท Italian Street Photo Festival 2018 คนไทยคว้าที่ 2

ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับงานประกวดภาพสตรีทนานาชาติรายการใหม่ล่าสุด Italian Street Photo Festival 2018ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยกรรมการระดับโลกในวงการสตรีท เช่น

Continue reading “ประกาศผลแล้ว! ประกวดภาพสตรีท Italian Street Photo Festival 2018 คนไทยคว้าที่ 2”

ทำไม.. เราจึงต้องลงประกวดแข่งขันกันในงานศิลปะ?

วันก่อนเพิ่งได้ดูหนังอินเดียเรื่อง Dangal ไป หนังว่าด้วยเรื่องความฝันอันล้มเหลว ในการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกกีฬามวยปล้ำมาให้ประเทศอินเดียของพระเอก สิ่งนี้เองทำให้เขาเปลี่ยนคาดหวังทั้งหมดทั้งมวลมาที่ตัวลูกๆ  Continue reading “ทำไม.. เราจึงต้องลงประกวดแข่งขันกันในงานศิลปะ?”