Author: อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

ประกาศผลผู้เข้ารอบสุดท้าย รายการ MSPF 2018 สตรีทไทยเข้ารอบเพียบ!

เป็นอีกหนึ่งปีที่สตรีทโฟโต้ทีมไทยพากันเข้ารอบสุดท้าย (Finalists) ในรายการแข่งขันภาพสตรีทที่ใหญ่ที่สุด Miami Street Photography Festival ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 แล้ว โดยทีมไทยสามารถเข้ารอบติดต่อกันมาถึง 6 ปี (ไม่ติดเฉพาะปีแรก)

ซึ่งในทุกๆปีที่ผ่านมา มีทีมไทยเข้ารอบไปไม่น้อย อย่างเช่นปีที่แล้ว 2017 ก็มีถึง 11 คน และในปีนี้ก็ยังทำได้ดีเช่นเคย คือเข้ารอบสุดท้ายมากที่สุดถึง 14 คน (จากผู้เข้ารอบสุดท้ายทั่วโลก 90 คน)

โดยคณะกรรมการในรอบแรกคือ

  • Constantine Manos หนึ่งในช่างภาพอาวุโสจาก Magnum Agency
  • Peter van Agtmael และ Maggie Steber จาก National Geographic
  • Nick Turpin ผู้ก่อตั้งและอดีตสมาชิกกลุ่ม iN-PUBLIC ,
  • Stella Johnson และ Meryl Meisler ช่างภาพสารคดีและสตรีท

โดยมีรายชื่อทั้ง 14 คน เรียงตามลำดับอักษรภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้

Angkul Sungthong – THAILAND

Audsadang Satsadee- THAILAND

Graeme Heckels- THAILAND

Noppadol Maitreechit- THAILAND

Nukul Leekanchana- THAILAND

Pimpika Hongsapiwat- THAILAND

Piti Amraranga- THAILAND

Sakulchai Sikitikul- THAILAND

Sarunyoo Threesukon- THAILAND

Sirawit Kuwawattananont- THAILAND

Suparp Thasai- THAILAND

Tawanwad Wanavit- THAILAND

Taweechai Iamurairat- THAILAND

Thanasorn Janekankit- THAILAND

ซึ่งในวันที่ 6-9 ธันวาคมนี้ ภาพทั้งหมดจะถูกจัดแสดงที่ Art Basel ใน Miami และประกาศผลผู้ชนะในวันนั้น โดยผู้ชนะจะได้รับกล้อง Leica Q และกระเป๋ากล้อง ONA และอื่นๆอีกเช่นเคย

ทางทีมงาน สยาม.มนุษย์.สตรีท ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านครับ

Noted : ในปี 2014 ที่ทีมไทยเคยคว้าแชมป์อันดับ 1 และ 3 โดย ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ และ พงศธร ลีลาประชากุล

Advertisements

พาชมนิทรรศการภาพระดับโลกของ Masahisa Fukase ที่ Foam Museum

เป็นความบังเอิญปะปนกับความโชคดีสุดๆที่เราได้ไปเยือนอัมสเตอร์ดัมในช่วงที่มีนิทรรศการครั้งใหญ่ของ Masahisa Fukase หนึ่งในช่างภาพระดับตำนานของญี่ปุ่น เพื่อนร่วมรุ่นกับ Nobuyoshi Araki และ Daido Moriyama จะเรียกว่าเป็นแก๊งค์ New Wave ของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ว่าได้

งานนิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นที่หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยชื่อดังที่ตั้งอยู่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม หนึ่งในเมืองหลวงแห่งศิลปะร่วมสมัยของยุโรปอย่าง Foam Museum ซึ่งก็เรียกว่าเป็นนิทรรศการที่จัดเต็มมากๆ ก็เค้าเรียกงานครั้งนี้ว่าเป็นการรวบรวม Life work ครั้งสำคัญนับตั้งแต่ Fukase เสียชีวิตไปเมื่อปี 2012 เลยทีเดียว

ทาง Foam เองได้รวบรวมเอาชิ้นผลงานที่ไม่เคยโชว์ที่ไหน Materials ต่างๆ ตัวปริ๊นท์ต้นฉบับจากโตเกียวโดยแบ่งผลงานเป็นซีรีส์ใหญ่ๆของเขาอย่าง Ravens , Family Chronicle , Self-portraits , Memories of My Father เป็นต้น

จะว่าไปแล้วผลงานโดยรวมของ Fukase ค่อนข้างเป็นงานทดลองใช้เทคนิคต่างๆกับการสื่อสารเรื่องราวของครอบครัวเขาเองเป็นหลัก (ถ้าให้เทียบกับช่างภาพตะวันตกก็คงประมาณ Robert Frank ล่ะ) แม้แต่ผลงานขึ้นหิ้ง “Ravens” ที่กลายเป็นหนึ่งในหนังสือภาพที่ “Must have” ของนักสะสม แม้จะมีแต่รูปอีกาเต็มไปหมด ก็ยังแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ที่ว่าด้วยการพังทลายของชีวิตแต่งงานระหว่าง Fukase กับภรรยาอยู่ในนั้นด้วย

แน่นอนว่า Ravens (1975-1982) จะต้องถูกจัดไว้เป็นพื้นที่ส่วนแรกในนิทรรศการ ความมืดหม่นของ Ravens ในเชิงเทคนิคภาพถ่ายแล้ว ค่อนข้างเป็นความนิยมของศิลปินยุคปลายๆโชวะ และมีอิทธิพลอย่างมากต่อสไตล์ภาพถ่ายของช่างภาพญี่ปุ่นในยุคต่อๆมา

ในส่วนของสิ่งที่ Fukase สื่อสารใน Ravens นั้น จุดเริ่มต้นคือมาจากการเดินทางโดยรถไฟเพื่อกลับบ้านเกิดของเขา ครั้งหนึ่ง Fukase เคยกล่าวไว้ว่าการเดินทางของเขาครั้งนั้นไม่ใช่เพื่อถ่ายภาพ แต่เป็นการใช้การถ่ายภาพเป็นข้ออ้างให้ตัวเองได้หลีกลี้หนีออกไปไกลๆจากชีวิตปกติ

การได้พบพานกับสุสานความตายจากระเบิดที่ฮิโรชิมา มาสู่ชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลวของเขา ภาพประกอบของเหล่าอีกา, แมวหน้าโหด, หญิงเปลือย และคนไร้บ้าน ต่างๆเหล่านี้ทำหน้าที่บอกเล่าถึงความเจ็บปวด โดดเดี่ยวและมืดหม่นในใจของเขาได้เป็นอย่างดี

ชีวิตที่เปรียบเสมือนนรกของเขายังไม่จบเพียงแค่ Ravens ในเวอร์ชั่นแรกเท่านั้น ในปี 1992 เขายังต้องประสบอุบัติเหตุตกบันได ซึ่งส่งผลในการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนถึงวาระสุดท้ายของเขาเอง นั่นทำให้เกิด Ravens เวอร์ชั่นปี 1992 ที่เขากลับมาถ่ายภาพในซีรีส์นี้อีกครั้งด้วยกล้อง Nikon F3 และเลนส์เทเลระยะไกล 1,000mm. เพราะเขาไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกได้ ซึ่งภายในนิทรรศการ เราจะได้เห็นงานปริ๊นท์ตัวจริงของ Ravens , ตัว Contact sheets ที่ Fukase ใช้ทำงานจริง, กล้อง Nikon F3 ที่เขาใช้ถ่ายภาพ และตัวหนังสือภาพเวอร์ชั่นแรกที่ ณ เวลานี้ราคาก้าวกระโดดไปไกลแล้ว

ในส่วนของซีรีส์ Family นั้น ก็เป็นอีกผลงานที่โดดเด่นอย่างมากของเขา การหมกมุ่นกับความตายและครอบครัว ถูกพูดถึงอย่างตรงมาตรงไป ชัดเจนอย่างที่สุด ภาพชุดที่เขาได้ถ่ายภาพหมู่ของครอบครัวตลอดเกือบ 20 ปี ทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย การเกิดขึ้นและการจากลาถูกถ่ายทอดผ่านเลนส์กล้อง Large Format ที่พ่อของเขาเคยใช้มาก่อนในสตูดิโอกว่า 40 ปี (พ่อของเขาเป็นช่างภาพและบ้านของเขาเคยเป็นสตูดิโอถ่ายภาพมาก่อน)

อารมณ์ขันท่ามกลางความตายในบางห้วงเวลา หัวโบราณท่ามกลางโลกตะวันตก กลบเกลื่อนความเจ็บปวดด้วยรอยยิ้ม มันคือความชัดเจนของวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกที่กระอักกระอ่วนนั้น Fukase ถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม

ในหมวดหมู่เดียวกันที่เราชอบมากคือ Memories of My Father ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Sukezo ผู้เป็นพ่อของ Fukase ซึ่งมีบทบาทต่อชีวิตเขาอย่างมาก ไม่ว่าจะความรักในการถ่ายภาพ หรือบทบาทต่อการใช้ชีวิต เขาเลือกที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือภาพหลังจากที่พ่อของเขาจากไปเมื่อปี 1987 โดยคัดเลือกภาพถ่ายที่ถ่ายเอาไว้นับสิบปี มาร้อยเรียงเป็น Timeline ตั้งแต่การทำงานของ Sukezo สมัยหนุ่มที่เป็นช่างภาพในสตูดิโอ จนถึงยามนอนป่วย งานศพ และเถ้าถ่าน ผู้ชมกลายเป็นสักขีพยานร่วมกับ Fukase ในการเฝ้ามองชีวิตชายผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของ Fukase และร่วมไว้อาลัยไปพร้อมๆกันกับเขา เป็นซีรีย์ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เศร้าหมอง ดั่งเช่นตัวตนของเขาเอง

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายๆซีรีย์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น Self-Portrait ซึ่งมีการผสมผสานการ Paint สีทับลงไป (เป็นเทคนิคที่นิยมในช่วงยุค 80-90s) กับภาพเซลฟี่ที่ให้เห็นบรรยากาศบนท้องถนนในโตเกียว เป็นงานช่วงท้ายๆก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถออกไปข้างนอกได้

เรียกว่าเป็นงานนิทรรศการที่อิ่มเอมมากๆ น่าอิจฉาผู้คนในเมืองนี้จริงๆที่ได้เสพงานดีๆระดับโลก การจัดวางจัดแสดงแบบมืออาชีพขนาดนี้ ใครสนใจงานของ Masahisa Fukase ก็อาจจะต้องกระเป๋าหนักนิดนึงนะ เพราะนอกจากหนังสือภาพ Ravens ที่เพิ่งพิมพ์ใหม่เมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่มีเล่มไหนราคาต่ำกว่าหลักหมื่นเลยล่ะ แต่ถ้าใครหาได้ก็กระซิบมาบอกบ้างนะ… 

ปืนไรเฟิลกับกล้องถ่ายภาพ และภาพถ่ายสงครามที่ถูกเก็บงำกว่า 50 ปีของ Tony Vaccaro

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าเราข้ามประเด็นเรื่องสงคราม แล้วหันมาคุยกันในเชิงศิลปะถ่ายภาพแล้ว นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการถ่ายภาพ (จริงๆจะว่าไป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดการก้าวกระโดดในหลายๆวงการของโลก เพราะมันคือการพยายามกลับมายืนหยัดใหม่ของมนุษยชาติ) มันคือจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีการถ่ายภาพ และความรู้ด้านการถ่ายภาพของช่างภาพที่ลงตัว

ในยุคที่กำเนิดกล้องถ่ายภาพ 35mm ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพกพากล้องไปไหนก็ได้ ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ซึ่งก่อนหน้านั้น กล้องถ่ายภาพเป็นเครื่องมือที่ไม่เอื้อให้คนแบกมันไปไหนต่อไหนได้ง่ายๆ ถ่ายได้ไม่กี่ภาพ และยังไม่สามารถเก็บภาพที่มีการเคลื่อนไหวมากๆได้ด้วย

ภาพถ่ายสงครามในยุคก่อนหน้า จึงทำได้เพียงแค่การเซ็ตขึ้นมา (Staged) เพื่อให้เห็นบรรยากาศของสงคราม แต่มันขาดความเป็นจริงที่เกิดในขณะนั้น เรื่องราวในขณะนั้น

นอกจากการปฏิวัติวงการภาพข่าวของเอเจนซี่ช่างภาพ Magnum ในช่วงทศวรรษที่ 1940s แล้ว ยังมีช่างภาพอีกหลายคนที่นำพาให้เกิดงาน แนวทางใหม่ของการถ่ายภาพในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

ในขณะที่ Robert Capa ช่างภาพผู้ให้กำเนิดเอเจนซี่ Magnum อันยิ่งใหญ่และเป็นผู้พลิกวงการการถ่ายภาพข่าวสงครามโดยการเข้าไปถ่ายภาพปฏิบัติการหาดโอมาฮาในวัน D-Day นั่นเพียงในฐานะของช่างภาพที่กองทัพอนุญาตให้เข้าร่วมในเหตุการณ์เฉพาะวันนั้นเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเสี่ยงตายมากพอแล้ว

แต่สำหรับ Tony Vaccaro หนุ่มน้อยวัย 21 ปี เขานำพาตัวเองไปไกลกว่านั้น การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทหารของกองทัพเพื่อร่วมรบ คือการพาตัวเองเข้าไปถ่ายภาพท่ามกลางสนามรบโดยไม่มีใครห้ามได้อย่างแท้จริง และนี่คือการถ่ายภาพสงครามที่ยังไม่เคยมีใครได้เข้าใกล้ความตายได้มากไปกว่าเขา

Tony Vaccaro ในวัย 21 ปี

จะว่าไม่มีใครห้ามก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว กองทัพสั่งห้ามให้ถ่ายรูปในระหว่างรบ แม้ว่าจะเป็นทหารก็ตาม และกล้องถ่ายรูปจะถูกทำลายทิ้งเสียด้วย แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่จะเหนี่ยวรั้งให้ Tony ไม่ออกไปถ่ายภาพได้

18 มิถุนายน 1944 วันแรก หรือวัน D-Day ที่เหล่าทหารยกพลขึ้นหาดนอร์มังดี Tony ไม่ยี่หระต่อกฏเกณฑ์ที่ว่าไป ระหว่างที่นั่งเรือเข้าไปในสนามรบนั้น เขาซ่อนกล้องไว้ในเสื้อกันฝน วางเลนส์กล้องผ่านรูกระดุมที่เขาฉีกให้เป็นรูใหญ่มากพอออกมา และใช้วิธีกะๆเฟรมภาพ กดถ่ายไปเรื่อยๆเอาแทน

ไม่มีใครรู้ว่าบนชายหาดนั้น พวกเขาจะเจอความโหดร้ายเพียงใด ท่ามกลางห่ากระสุนที่หนักหน่วงราวพายุ มีศพทหารเกลื่อนกลาดหลายพันศพ กลิ่นของศพเหล่านั้นผสมปนเปกับกลิ่นดินปืน และคลื่นลมทะเล กลายเป็นกลิ่นเฉพาะที่เขาเรียกมันว่า “กลิ่นของสงคราม” เขาได้กลิ่นนั้นแทบจะทันทีที่เหยียบย่างลงไปบนหาดนอร์มังดี

Tony ฝ่าพัน ถากดายทุกย่างก้าวในสมรภูมิรบด้วยปืนไรเฟิลประจำตัวในฐานะทหารราบ และเก็บเกี่ยวซากปรักหักพังแห่งสงครามผ่านเลนส์กล้องประจำตัวของเขาในฐานะศิลปินไปพร้อมๆกัน

Argus C3 เป็นเพียงกล้องที่ราคาถูก ที่เขาซื้อมาในราคา $47 เมื่อตอนอายุ 18 ปี คุณภาพไม่ได้ดีอย่างกล้องไฮเอนท์ในยุคนั้นเช่น Leica ที่ช่างภาพมืออาชีพใช้ๆกัน มันเป็นเพียงกล้องเลนส์พลาสติกที่มีคุณสมบัติหนึ่งที่ผ่านเกณฑ์ในการอยู่ในสนามรบได้ก็คือ “ความแข็งแกร่ง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับพื้นที่นี้

Tony ในปัจจุบันกับกล้อง Argus C3 ตัวเดิม

สิ่งที่ Tony ไม่ได้เตรียมการไว้อีกหนึ่งสิ่ง คือเขาไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการล้างฟิล์มระหว่างสงคราม เพราะคิดเอาไว้อย่างเดียงสาว่าเมื่อไปถึงนอร์มังดี เมื่อถึงเวลาพักรบคงจะมีร้านล้างฟิล์มสักร้านอยู่ในเมืองบ้าง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว.. สงครามโหดร้ายเกินไปกว่าความนึกคิดของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมากนัก ที่นอร์มังดีนี้…ตึกรามบ้านช่องร้านค้าถูกทำลายไปหมดสิ้นพร้อมๆกับการโจมตี แต่ระหว่างที่เขาก้าวเท้าผ่านเข้าไปในซากเมืองนั้น เขาก็พบกับซากร้านล้างฟิล์มที่ถูกระเบิดพังจนไม่เหลือชิ้นดี เขาพยายามรื้อค้นซากเหล่านั้นจนเจอเคมีสำหรับล้างฟิล์ม และค่อยๆโกยเคมีเหล่านั้นรวบรวมมาเก็บไว้

ตกดึกคืนนั้น ท่ามกลางความมืดของท้องฟ้ายามสงครามที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ Tony ใช้เคมีที่เก็บมาได้ ล้างฟิล์มด้วยอุปกรณ์ที่มีใกล้ๆตัว เช่น หมวกทหารแทนอ่าง ตากฟิล์มเหล่านั้นไว้กับกิ่งต้นไม้ใกล้ๆ เช้าวันต่อมา เขาพบว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ภาพที่ปรากฏบนฟิล์ม 10 ม้วนแรกนั้น คือหน้าประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการถ่ายภาพไปตลอดกาล

งานภาพสงครามของ Tony จับเอา “ห้วงเวลาแห่งความตาย” ได้อยู่หมัด และสามารถเล่ารายละเอียดของสงครามนั้นๆได้อย่างยอดเยี่ยมโดยที่ไม่มีการจัดฉากเพื่อถ่าย ทุกภาพเกิดขึ้นจริงแบบ Real-time แม้ว่าจะมีช่างภาพคนอื่นๆในสงครามอีกหลายต่อหลายคน แต่พวกเขามักนิยมการจัดฉากอยู่บ้างเพื่อให้ได้ภาพสวยงามอย่างที่ต้องการ แต่ Tony ปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง

ตลอด 272 วันในสงครามครั้งนั้น เขาถ่ายภาพไปกว่า 8,000 ภาพ และกองทัพไม่เคยใช้ภาพของเขาสำหรับเป็นหลักฐานหรือชิ้นงานเกี่ยวกับสงครามอย่างเป็นทางการเลย เพียงเพราะเห็นว่าเขาเป็นเพียงหนุ่มน้อยวัย 21 ที่ไม่รู้ประสีประสาเท่านั้น หลังจากสิ้นสุดสงครามโลก Tony ก็หันมาทำงานเป็นช่างภาพอย่างจริงจัง ปี 1950 เขาเริ่มทำงานให้กับ Life Magazine และนิตยสารแฟชั่นหัวใหญ่ๆอีกหลายฉบับในเวลาต่อมา

ด้วยทัศนคติของเขาต่อสงครามอันโหดร้าย Tony ตัดสินใจที่จะไม่เผยแพร่งานของเขา ปิดประตูล็อคงานเหล่านั้นไว้และมุ่งมั่นจะสร้างสรรค์เพียงงานภาพถ่ายที่สวยงามแทนที่ภาพถ่ายที่หดหู่เหล่านั้นแทน

จนกระทั่งกลางยุค  ’90s หรือ 50 ปีต่อมา ภาพกว่า 8,000 ภาพของเขาก็ถูกนำออกมาสู่สายตาชาวโลก ถูกตีพิมพ์และออกแสดงมากมายจนกระทั่งปัจจุบันที่เขาอายุเฉียด 100 เข้าไปทุกที

ต่อคำถามของนักข่าวรุ่นเหลนที่ว่า เขาคิดว่าอนาคตของการถ่ายภาพในโลกนี้จะเป็นเช่นใด? Tony บอกไว้ว่า ทุกวันนี้การถ่ายภาพเป็นเรื่องที่ต้องการความรวดเร็วเข้าไปทุกที การถ่ายภาพจะความหมายสักอย่างต่อเมื่อมันเป็นงานที่ถูกตั้งเป้าหมายไว้ แน่นอนว่าในอนาคต การถ่ายภาพต้องมีเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพียงแต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าช่างภาพใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจจะถ่ายน้อยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่น Tony ใช้เวลามากๆกับสิ่งนั้น อย่างเช่นเขาใช้เวลาหลายอาทิตย์ขลุกอยู่กับ Picasso เป็นต้น ซึ่งการที่ได้ใช้เวลา ช่างเป็นความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 เสียจริง

“ภาพถ่ายมันคือโอกาส ถ้าคุณกินนอนอยู่กับกล้อง คุณจะได้เห็นว่าอะไรที่โลกมอบให้คุณมาบ้าง”

 

 

 

ศิลปะเยียวยาชีวิต กับใจที่แตกสลายของ Robert Frank

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Robert Frank คือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในโลกของศิลปะภาพถ่ายยุคใหม่ ในวัยที่ล่วงเลยมาถึง 94 ปีแล้ว เขาผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งในหน้าที่การงาน และชีวิตส่วนตัวที่หนักหนาไม่แพ้กัน

Continue reading “ศิลปะเยียวยาชีวิต กับใจที่แตกสลายของ Robert Frank”

รีวิวหนังสือภาพ : My Moscow ของ Igor Moukhin สมาชิกใหม่ iN-PUBLIC

ค่อนข้างแปลกใจอยู่บ้าง ที่ล่าสุดทางกลุ่ม iN-PUBLIC (กลุ่มช่างภาพสตรีทที่มีชื่อเสียงระดับโลก) ประกาศสมาชิกใหม่ที่ชื่อว่า Igor Moukhin ช่างภาพชาวรัสเซีย สำหรับเราแล้ว ชื่นชอบงานของเขาอยู่แต่เดิม แต่ด้วยความที่งานของ Igor เองค่อนข้างไปทางสารคดี ซึ่งอาจจะไม่ได้ดูหวือหวาเฉกเช่นงานของชาวสตรีทยุคหลังๆเท่าไหร่นัก จึงแปลกใจอยู่เล็กน้อยที่ iN-PUBLIC เลือกทิศทางแบบนี้

Continue reading “รีวิวหนังสือภาพ : My Moscow ของ Igor Moukhin สมาชิกใหม่ iN-PUBLIC”

88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 2

จริงๆ ตั้งใจว่าจะเขียนเล่าบทความนี้ต่อกันในเวลาไม่นานเท่าไหร่ แต่กลายเป็นว่าต้องใช้เวลาถึง 1 ปีในการเขียนตอนที่ 2 ต่อมา  Continue reading “88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 2”

ประกาศผลแล้ว! ประกวดภาพสตรีท Italian Street Photo Festival 2018 คนไทยคว้าที่ 2

ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับงานประกวดภาพสตรีทนานาชาติรายการใหม่ล่าสุด Italian Street Photo Festival 2018ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยกรรมการระดับโลกในวงการสตรีท เช่น

Continue reading “ประกาศผลแล้ว! ประกวดภาพสตรีท Italian Street Photo Festival 2018 คนไทยคว้าที่ 2”

ทำไม.. เราจึงต้องลงประกวดแข่งขันกันในงานศิลปะ?

วันก่อนเพิ่งได้ดูหนังอินเดียเรื่อง Dangal ไป หนังว่าด้วยเรื่องความฝันอันล้มเหลว ในการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกกีฬามวยปล้ำมาให้ประเทศอินเดียของพระเอก สิ่งนี้เองทำให้เขาเปลี่ยนคาดหวังทั้งหมดทั้งมวลมาที่ตัวลูกๆ  Continue reading “ทำไม.. เราจึงต้องลงประกวดแข่งขันกันในงานศิลปะ?”

การเดินทางของชีวิตและความตาย ในหนังสือภาพถ่ายของ ARAKI Nobuyoshi

ขอบคุณโยโกะที่ทำให้ผมได้เป็นช่างภาพอย่างเช่นทุกวันนี้

โนบุโยชิ อารากิ กล่าวถึงภรรยาของเขาที่ล่วงลับไปแล้ว ในงานนิทรรศการ ARAKI Nobuyoshi : Sentimental Journey 1971 – 2017 ที่จัดขึ้นโดย Tokyo Photography Art Museum เมื่อปีที่แล้ว

Continue reading “การเดินทางของชีวิตและความตาย ในหนังสือภาพถ่ายของ ARAKI Nobuyoshi”

เรื่องราวระหว่างการเดินทางของ Alec Soth

เรียบเรียงโดย ภาสินี ประมูลวงศ์

เดิมที อเล็ค ซ้อธ (Alec Soth) เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อจะเป็นจิตรกร แต่วันหนึ่งในขณะที่เข้าเรียนคลาสเกี่ยวกับการถ่ายภาพ อาจารย์ของเขาก็ได้เล่าเรื่องในวัยหนุ่มที่อาจารย์ออกเดินทางทั่วอเมริกาไปกับรถตู้แวนหนึ่งคันและกล้องหนึ่งตัว Continue reading “เรื่องราวระหว่างการเดินทางของ Alec Soth”