Author: อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

หนังสือภาพแม่น้ำ Mississippi ที่ Alec Soth อาจทำให้คุณน้ำตาซึม

ตั้งแต่ยุค 1940s ที่วงการภาพถ่ายร่วมสมัยของอเมริกาพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างแบรนด์แห่ง “American Photographer” ให้โลกรู้จัก นับตั้งแต่ Walker Evans เปิดตัวผลงานชุด “Amercian Photographs” เมื่อปี 1938 ศิลปินในแผ่นดินใหม่นี้ก็ชี้ชวนกันออกเดินทางไปทั่วผืนดินอันกว้างใหญ่ตลอดเกือบร้อยปีเพื่อสำรวจและเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณแบบอเมริกันชนลงบนภาพถ่ายมากมาย

ภาพในงานของ Walker Evans ระหว่าง Road Trip เมื่อปี 1936 ในมิสซิสซิปปี้

Robert Frank , Lee Frielander, William Eggleston หรือ Joel Sternfeld คือรายชื่อส่วนหนึ่งของช่างภาพระดับตำนานตลอดศตวรรษที่ 20 ที่ออกเดินทางและบันทึกเรื่องราวในแบบของพวกเขาจากรุ่นสู่รุ่น รวมไปถึงเด็กหนุ่มจากมินนิโซต้าคนหนึ่ง ที่เมื่อครั้งเขาไปเรียนวาดภาพในโรงเรียน และ Joel Sternfeld หนึ่งในช่างภาพระดับตำนานนั้นได้มาเลคเชควิชาพิเศษที่โรงเรียนของเขา Joe ได้โชว์ผลงานมาสเตอร์พีซ “American Prospects” รวมไปถึงโชว์เบื้องหลังการเดินทางบนรถตู้เพื่อถ่ายทำผลงานทั้งหมดไปทั่วประเทศให้นักเรียนดู ช่วงเวลาที่แสนวิเศษสั้นๆนั้นเอง กลายเป็นการจุดไฟในตัวของเด็กหนุ่มคนนั้นให้ลุกโชน

ผลงานของ Joel Sternfeld ในชุด American Prospects

อีกครั้ง..ที่จิตวิญญาณของ American road trip ถูกส่งผ่านมาสู่ศิลปินหน้าใหม่อย่าง Alec Soth เด็กหนุ่มจากมินนิโซต้าคนนั้น เขามองเห็นความงดงามเล็กๆในเมืองอันแสนธรรมดาที่อเมริกันชนอย่างเขาเติบโตขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่เพียงการถ่ายภาพ แต่มันคือความซาบซึ้งในขั้นตอนที่ได้มาซึ่งภาพถ่ายนั้นๆต่างหาก

สิ่งที่ Alec Soth สร้างความแตกต่างไปจากรูปแบบ American road trip ของศิลปินคนอื่นๆที่ผ่านมา คือการเล่าเรื่องของเขาที่ค่อนข้างพร่าเบลอในเนื้อหา ซึ่งตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานั้น ผลงานของช่างภาพอเมริกันค่อนไปทางงานสารคดี (Documentary) ที่มีเนื้อหาหนักแน่น ชัดเจน ตรงไปตรงมา และนี่เองคือความแตกต่างที่ทำให้งานของ Alec Soth โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางการเริ่มต้นวันเวลาของศตวรรษใหม่

Sleeping by the Mississippi คือบทกวีแห่งอเมริกันชนเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เรื่องราวของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ที่เคยเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์เมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ในห้วงเวลานี้มันเป็นเพียงที่พักพิงของผู้คนที่ยังไม่เคลื่อนย้ายรากเหง้าไปไหน อเมริกันชนไม่ได้ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมจากการดำรงอยู่กับธรรมชาติอีกต่อไป แต่พวกเขาถูกหล่อหลอมด้วย ทีวี ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาตลอดครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

Alec Soth เล่าเรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อ เลือนลางในเรื่องราว เขาเพียงพร่ำเพ้อเป็นภาพบนแผ่นฟิล์มดั่งลำนำแห่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แม่น้ำที่ไหลจากบนสุดของแผ่นดินสู่ดินแดนล่างสุด จากร้อนไปหนาว คดเคี้ยวยาวไกลผ่านชีวิตผู้คนเป็นล้านๆ และหนึ่งในนั้นคือตัวเขาเอง นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ Alec คิดว่าเขาน่าจะเล่ามันได้ดีกว่าใคร และช่างภาพอเมริกันหลายๆคนก็ไม่ได้สนใจในพื้นที่แถบนี้มากนัก เพราะวิวทิวทัศน์มันธรรมดาเกินกว่าจะน่าสนใจ ผิดก็แต่เพียงเด็กหนุ่มจากมินนิโซต้าคนนี้ที่เติบโตมากับความราบเรียบ และอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ว่ามาทั้งหมดนี้

ถ้าคุณพลิกดูภาพสักหนึ่งภาพใน Sleeping by the Mississippi คุณอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นภาพถ่ายที่แสนธรรมดา ผิดกับการที่คุณอาจจะเคยดูงานของ Joe Sternfeld หรือ Stephen Shore สักภาพ แม้ไม่ต้องดูติดกันหลายๆภาพ มันก็ดูช่างน่าตื่นตาตื่นใจในความงดงามนั้น ที่ถ่ายทอดด้วยกล้อง Large Format ที่เก็บรายละเอียดและแสงสีที่งดงามที่สุด แต่สำหรับภาพชุดนี้.. มันอาจจะไม่ใช่แบบที่คุณคาดหวังจากเขาเหล่านั้น

ต่อเมื่อคุณเริ่มต้นตั้งใจฟังการร่ายบทกวีที่แสนธรรมดาของเขา เสียงธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้จะค่อยๆไหลบ่าเข้ามาในใจ มันไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบ ดูคล้ายๆกับการเริ่มต้นฝันในค่ำคืนหนึ่งของคุณที่ไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นที่ตรงไหน มันดำเนินไปอย่างไม่มีที่มาที่ไปแต่กลับสะเทือนอารมณ์คุณขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่ความเศร้าโศก ไม่ใช่ความเหงา ไม่มีใครในภาพร้องไห้ มันอาจจะเป็นเพียงภาพเตียงว่างเปล่า รูปวาดของหญิงสาวสักคนที่ติดอยู่บนผนัง พวกเราไม่มีใครรู้จักคนเหล่านี้ และไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร แต่เรากลับเข้าใจพวกเขา มีบางอย่างในความเป็นมนุษย์ที่เราเชื่อมถึงกันได้

บางครั้งก็ดูเป็นความประดักประเดิดของวัฒนธรรมริมแม่น้ำนั้น ที่ถูกทำให้บิดเบี้ยวจากอิทธิพลของผู้คนในเมืองหลวง มันอาจดูไม่เข้ากันนัก แต่นั่นก็พอให้เรามองเห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโลก ความสุขและความทุกข์ของผู้คนผ่านบริบทเหล่านี้

ระหว่างทางที่คุณชื่นชมภาพแต่ละภาพ Alec ไม่สนใจนักที่จะให้คนดูรู้ว่าเขาถ่ายภาพเหล่านี้ได้อย่างไร? เพราะอะไร? มันถูกวางให้จบไปเป็นบทหนึ่งๆ เขาอยากให้ทุกอย่างดูแปลกหน้าเหมือนๆกับที่เขาเดินทางไปพบปะกับผู้คนในภาพ และเขาเองก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับคนเหล่านั้นเช่นกัน

ต่อเมื่อภาพสุดท้ายได้จบลง คุณอาจจะได้เห็นข้อความเล็กๆเกี่ยวกับเรื่องราวในภาพถ่ายหลายๆภาพนั้นอยู่ที่ตอนจบของหนังสือ เขาเลือกที่จะเขียนบอกเล่าถึงในบางภาพเท่านั้น และข้อความเหล่านั้นก็มักจะทำให้คุณอยากจะพลิกหน้าหนังสือย้อนกลับไปชมภาพนั้นๆอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่อาจจะเปลี่ยนไป

Alec Soth ตีพิมพ์หนังสือภาพ Sleeping by the Mississippi ครั้งแรกด้วยตัวเขาเองเมื่อปี 2004 มันเป็นผลงานอย่างเป็นทางการชิ้นแรกของเขาเช่นกัน และมันก็ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในแวดวงศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยในเวลาต่อมา รวมไปถึงการได้ถูกเสนอชื่อเป็นช่างภาพของเอเจนซี่ Magnum ด้วย

ปัจจุบันหนังสือภาพ Sleeping by the Mississippi ในเวอร์ชั่นแรก กลายเป็นของสะสมและราคาสูงในตลาด เพิ่งจะมีการตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งโดยสำนักพิมพ์ MACK เมื่อปี 2017

Advertisements

Man Ray และลัทธิศิลปะเหนือจริง การทำลายล้างโลกสวยแห่งศิลปะ

เมื่อโลกนี้มันช่างโหดร้าย ในวันเวลาแห่งศตวรรษที่ 21 เราอาจพึ่งพาเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อหลบหนีไปสู่จินตนาการอันเวิ้งว้าง อินเตอร์เน็ต , เกม , ภาพยนตร์ หรือ แม้แต่การพัฒนาไปสู่ VR (Virtual Reality) แต่สำหรับผู้คนในศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 นอกจากพวกเขาจะไม่มีเทคโนโลยีเหนือจริงเหล่านี้แล้ว โลกของพวกเขาก็ช่างโหดร้ายกว่าพวกเรามากมายนัก

ว่ากันว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 คือการตบตีแย่งชิงทรัพยากรระหว่างเศรษฐีตะวันตกที่จบลงด้วยความเจ็บปวดกันถ้วนหน้า ฝรั่งเศสก็เป็นหนึ่งในสงครามทำลายล้างนั้น รวมถึงการเป็นประเทศมหาอำนาจทางศิลปะไปด้วยในที ถ้าทหารนั้นคอยพัฒนาอาวุธเพื่อต่อสู้ เหล่าศิลปินในโลกตะวันตกก็คงต้องคอยพัฒนาศิลปะเพื่อรับมือกับความเจ็บปวดเช่นกัน

ศิลปะในยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionism Art) แม้ว่าจะมีการปฏิวัติศิลปะมาเท่าใด แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นไปจากการลอกเลียนความจริง ​(แม้แต่ในยุคนีโออิมเพรสชั่นนิสต์ก็ตาม) และไม่ได้รองรับผลของความเป็นปัจเจกที่อยากแสดงออกถึงจินตนาการอันบิดเบี้ยวในชีวิตได้มากพอ

แม้งานของ Monet จะปฏิวัติวงการภาพวาดเพียงใด แต่ก็ยังคงอยู่ในพื้นที่ของการเลียนความจริง และยังไม่เกิดการวิพากษ์โดยปัจเจกชน | 1919 Claude Monet : www.metmuseum.org

ด้วยความโหดร้ายของสังคม ประเพณี การปกครอง ศาสนา ฯลฯ ซึ่งเป็นผลพวงของการอยู่ร่วมกันและความไม่เท่าเทียม การบูชาและนิยมความจริงที่เป็นไปโดยไม่ตีความหมายในระดับปัจเจกดั่งเช่นศิลปะแบบสัจนิยม (Realism) ในศตวรรษที่ 19 ก่อเกิด “การตั้งคำถาม” ต่อระบบที่เอารัดเอาเปรียบต่างๆมากมาย ที่คอยผูกมัดมนุษย์ให้เป็นไปตามสิ่งเหล่านั้นจนกลายมาเป็น “การต่อต้าน” ทางความคิดของปัจเจกชน ซึ่งมีการวิวัฒนาการที่ผสมผสานแนวคิดของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แพทย์ผู้ซึ่งสนใจในจิตวิเคราะห์ เข้าไปรวมกับศิลปะด้วย

ศิลปะใน ลัทธิเหนือจริง (Surrealism) จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้คนที่ต้องการปลดปล่อยตัวเองจากโลกของความจริง ด้วยเครื่องมือทางศิลปะต่างๆไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม , ภาพวาด , ภาพถ่าย ก็ตามแต่ คำอธิบายอย่างย่อของลัทธิเหนือจริงคงมีแต่เพียงว่า คือการแสดงออกทางศิลปะด้วยจิตไร้สำนึกของปัจเจกชน ไม่ผ่านการคิด ตรรกะใดๆที่มนุษย์พึงจะทำได้ ผ่านไปสู่ผลงานโดยตรง ซึ่งในช่วงต้นนั้นจะพูดได้ว่าเป็นการ “บำบัด” ผู้คนจากผลพวงของสงครามโลกก็ว่าได้

ศิลปินในยุค Surrealism อาจจะมีมากมายและหลากหลายแขนง แต่ในเชิงภาพถ่าย (Photography) ซึ่งถือว่าเป็น “ศิลปะใหม่” ของโลก แม้ว่ามันจะก่อกำเนิดในยุโรปก็ตาม แต่มันมักถูกปฏิวัติอย่างก้าวกระโดดในดินแดนใหม่อย่างอเมริกา

แมน เรย์ (Man Ray) ชายหนุ่มจากเพนซิเวเนียที่เติบโตในครอบครัวตัดเย็บเสื้อผ้า นั่นมีผลทำให้ผลงานของเขามักผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าไปเสมอๆ ในวัยหนุ่มของเขาเริ่มต้นเลี้ยงชีพด้วยงานโฆษณาโดยเป็นผู้ผลิตชิ้นงาน illustration เพื่อประกอบโฆษณาต่างๆ เขาจึงเป็นศิลปินที่ผสมผสานศิลปะที่หลากหลายอยู่ในชิ้นงานตั้งแต่เริ่มต้น

การเริ่มต้นชีวิตในบรู๊คลินนั้น ทำให้เขาได้เสพงานศิลปะร่วมสมัยชั้นนำจากทั่วโลกมากมาย ท่ามกลางเมืองหลวงแห่งศิลปะยุคใหม่อย่างนิวยอร์ค ช่วงกลางยุค 1910s เขาเริ่มต้นพัฒนางานร่วมกับต้นน้ำแห่งศิลปะร่วมสมัยอย่าง มาร์เชล ดูชอม (Marcel Duchamp) นำทิศทางผลงานของเขาไปสู่แนวทาง ลัทธิดาดา (Dadaism) ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวทางหัวรุนแรงแห่งวงการศิลปะ เพราะลัทธิดาดานั้นขบถต่อทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม ณ เวลานั้น ประหนึ่งว่าสิ้นไร้ความอดทนต่อความเป็นคนในสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงทางศิลปะเสียเอง

ถ้าจะพูดถึงดูชอม และการขบถที่ชัดเจนที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นต้องพูดถึงงาน Fountain ที่ตั้งคำถามกับคุณค่าของโลกศิลปะยุคเก่าอย่างจัดจ้าน

ลัทธิดาดานั้น ก็เปรียบเสมือนกลุ่มกบฏทางศิลปะที่มีอยู่ทั้งฝั่งปารีสและอเมริกา แน่นอนว่าการที่ แมน เรย์ ก้าวเข้าสู่ทิศทางนี้ก็เพราะได้รับอิทธิพลจาก ดูชอม ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าลัทธิดาดาของฝั่งอเมริกา พวกเขาร่วมกันแสดงการเสียดสี ประชดประชัน ความเกลียด ต่อต้านต่อขนบประเพณี วัฒนธรรม ชนชั้นการปกครอง ความเหลื่อมล้ำ และที่สำคัญคือ “สงคราม”

ถ้าพูดไปแล้ว ลัทธิดาดาก็เปรียบเสมือนผู้ประท้วงทางการเมืองที่ออกมารวมตัวกันอยู่บนท้องถนน พื้นที่สาธารณะ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางวาจา ท่าทางการกระทำกดดันสังคม แต่พวกเขาใช้ “งานศิลปะ” อย่างรุนแรงเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง

จุดนี้ทำให้ผลงานของ แมน เรย์ นำพาผู้คนออกจากความจริงไปสู่จินตนาการของเขาด้วยวิธีการที่เรียกว่า Ready-Mades (คือการหยิบจับเอาสิ่งของใดๆก็ได้รอบตัวเรา มีค่าหรือไม่มีค่ามาทำให้เป็นงานศิลปะ ) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงความขบถต่อศิลปะดั้งเดิมทั้งหลายทั้งมวลที่พยายามสร้างงานศิลปะให้ทรงคุณค่าและยิ่งใหญ่

งาน The Gift (1921) ที่แสดงความขวางโลกของ แมน เรย์

แต่บริบททางสังคมที่ก้าวหน้า หลากหลาย วุ่นวาย ขวักไขว่ของนิวยอร์คนั้น อาจจะเกินเลยไปกว่าการปฏิวัติศิลปะของเขา ซึ่งเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ลัทธิดาดาคงไม่สามารถเติบโตในนิวยอร์คได้ เพราะนิวยอร์คนั้นคือลัทธิดาดาเสียเอง มันก็เหมือนเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้นั่นแหล่ะ”

นิวยอร์ค..จึงเป็นเพียงแหล่งเพาะบ่มความคิดของเขา และสุดท้าย..เขาคงต้องหาผืนดินที่จะหว่านเมล็ดทางศิลปะของเขาลงไปอย่างพอเหมาะพอดี ซึ่งคงไม่มีที่ไหนดีไปกว่า…ปารีส

พร้อมๆกับการหย่าขาดกับภรรยาของเขา แมน เรย์ ออกเดินทางไปสู่ปารีสเมื่อปี 1921 เพื่อฝังรากเหง้าของลัทธิเหนือจริง (Surrealism) ลงที่นี่ ลัทธิซึ่งแตกหน่อออกมาจากลัทธิดาดา เขายังคงมุ่งมั่นทำลายความโลกสวยของผู้คนต่อศิลปะต่อไป ที่สำคัญ..เขากำลังทดลองใช้อาวุธใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง นั่นคือ “การถ่ายภาพ”

แมน เรย์ ถ่ายคู่กับ ซัลบาโด ดาลี (Salvador Dalí) ศิลปินร่วมแนวทางในยุคเดียวกัน

Rayographs เป็นผลงานแรกที่ แมน เรย์ ใช้ทดลองผลิตงานศิลปะจากการถ่ายภาพ ที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้ใช้กล้องถ่ายรูปในการทำภาพถ่าย แต่เขาผลิตงานลงบนกระดาษไวแสงที่ใช้สำหรับอัดภาพแทน การผสมผสานระหว่าง Ready-mades และ Photography จึงเกิดขึ้นด้วยการนำเอาวัตถุต่างๆวางไว้บนกระดาษไวแสง แล้วฉายแสงตรงไปที่กระดาษนั้น

งาน Rayographs ถูกบรรจุอยู่ในหนังสือภาพที่ชื่อว่า Les Champs délicieux หรือภาษาอังกฤษว่า The Delightful Fields ถูกตีพิมพ์ในปี 1922

เขาใช้ชีวิตในปารีสพร้อมด้วยการยึดเอาอาชีพช่างภาพนิตยสารแฟชั่นเลี้ยงชีพ พร้อมๆไปกับสั่งสมประสบการณ์และสร้างผลงานใหม่ๆขึ้นมา และในปี 1924 แมน เรย์ ก็ได้สร้างผลงานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นที่ชื่อว่า Le Violon d’Ingres ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากผลงานภาพวาดของ Jean-Auguste-Dominique Ingres ศิลปินภาพวาดในยุคนีโอคลาสสิค (การผสมผสานงานในยุคคลาสสิคกับเรเนสซองค์) ที่เน้นเรือนร่าง แสดงถึงความรู้สึก อารมณ์รักแห่งยุคโรแมนติกลึซึ่ม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินภาพวาดรุ่นต่อๆมาอย่างปีกัสโซด้วย

Le Violon d’Ingres เป็นงานที่เขาได้ถ่ายภาพหญิงสาวเปลือยและแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นภาพเครื่องดนตรีด้วยการวาดลงไปบนเรือนร่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเปรย และภาพนี้ได้กลายเป็นภาพถ่ายศิลปะที่โด่งดังมากชิ้นหนึ่งของโลกศิลปะ

เขายังคงพัฒนางานอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเทคนิคที่หลากหลาย อย่างเช่น เทคนิค Solarization ซึ่งเป็นการเพิ่มแร่เกลือเงิน แร่ที่สำคัญในการเกิดภาพของภาพถ่าย เพื่อให้ได้เอฟเฟคที่แปลกตาคล้ายภาพวิญญาณ เป็นต้น

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แมน เรย์ ได้ย้ายออกจากปารีสเพื่อหลบลี้สงครามไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนียตั้งแต่ปี 1940 จนกลับมาปารีสอีกครั้งในปี 1951 งานช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา ตลอดชีวิตของแมน เรย์ ได้ทดลองเครื่องมือศิลปะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ งานปั้น ฯลฯ “มันเป็นการบรรลุในการสร้างสรรค์งานศิลปะแล้ว ที่เขาสามารถใช้กล้องถ่ายรูปประหนึ่งแปรงพู่กันวาดภาพเพื่อแสดงออกทางความคิดอย่างบริสุทธิ์” – มาร์เชล ดูชอม

เขาไม่เคยหยุดทดลองดั่งเช่นหัวใจของลัทธิศิลปะเหนือจริงที่เป็นขบถต่อทุกสิ่ง ณ ปัจจุบันกาล ขบถแม้แต่ตัวของเขาเอง เขาจึงไม่หยุดที่จะคิด จะสร้างผลงานใหม่ๆออกมา แมน เรย์ เสียชีวิตในปี 1976 ในวัย 86 ปีที่ปารีส เมืองอันเป็นที่รักของหนุ่มช่างฝันหัวใจขบถจากเพนซิเวเนีย

** เพิ่มเติม ** ถ้าอยากเรียนรู้ผลงานในแต่ละยุคสมัยที่บรรยายความเป็นไปทางความคิดของ แมน เรย์ แล้วล่ะก็… หนังสือภาพ Self-Portrait ของเขา น่าจะเป็นหนังสือรวบรวมผลงานที่บ่งบอกตัวตนของแมน เรย์ ได้ดีที่สุด

Bertien Van Manen หญิงผู้วาดบทกวีด้วยภาพถ่ายในนาม I will be Wolf

แม้ว่าในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อเมริกันจะมีความพยายามผลักดันอย่างหนักในการทำให้ศิลปะภาพถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานภาพถ่ายสารคดี ได้กลายเป็นศิลปะของอเมริกันชน โดยมีช่างภาพระดับแนวหน้าเรียงตัวกันสร้างสรรค์ผลงานระดับชั้นครูขึ้นมามากมาย

แต่ในโลกคู่ขนานนั้น.. ก็ยังคงมีช่างภาพจากฝั่งยุโรปคอยสร้างสรรค์ผลงานในแบบเฉพาะตัวของพวกเขาต่อไป ซึ่งในซอกหลืบของวงการศิลปะร่วมสมัยนั้น ยิ่งได้เดินทางค้นหาเข้าไปมากเท่าไหร่..มันก็ยิ่งลึกลับซับซ้อน แปลกใหม่เหมือนเพิ่งเคยเกิดขึ้น แม้ว่ามันจะได้ถูกจัดวางไว้ตรงนั้นมายาวนานแล้วก็ตาม

Bertien Van Manen เธอเกิดในปี 1942 ปีที่สงครามกำลังร้อนระอุ ท่ามกลางครอบครัวคนงานเหมือง และเธอคือช่างภาพชาวดัทช์ที่หลงใหลในงานของ Robert Frank ช่างภาพชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่สร้างผลงานภาพถ่ายสารคดีครั้งสำคัญให้กับอเมริกันชน “The Americans” เมื่อปี 1958 แน่นอนว่าเมื่อคุณตกหลุมรักในงานของ Robert Frank คุณย่อมตกหลุมรักในการเดินทาง เสพติดความเจ็บปวดของชีวิตมนุษย์ไปด้วย

Bertien ไม่ได้เริ่มต้นถ่ายภาพมาแต่เด็กเหมือนช่างภาพอาชีพหลายๆคน แต่กว่าจะเริ่มถ่ายภาพเป็นอาชีพก็ล่วงเลยมาในวัย 30 ต้นๆแล้ว และเริ่มต้นด้วยงานภาพถ่ายแฟชั่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ จิตวิญญาณแห่งการเดินทางของเธอในแบบ Robert Frank ไม่เคยจางหายไป มันยังคงคุกรุ่นอยู่เสมอท่ามกลางชีวิตอันเรียบง่ายในเนเธอร์แลนด์

เธอเริ่มต้นจากโปรเจคถ่ายภาพผู้อพยพเข้าเนเธอร์แลนด์ สิ่งนั้นจุดประกายความกระหายเรียนรู้ชีวิตที่แปลกแยกแตกต่างกันของผู้คน ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจออกเดินทางไปข้ามทวีปไปสู่อเมริกาในปี 1985 จากนั้น…เธอก็ออกไปเดินทางไม่สิ้นสุด จีน รัสเซีย และอื่นๆทั่วโลก

เธอออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำโปรเจคภาพถ่ายด้วยกล้องป๊อกแป๊กแสนธรรมดา เพราะมันทำให้เธอทำลายกำแพงของความเป็นมืออาชีพ เหลือไว้เพียงสายตาของมนุษย์ธรรมดาทั่วไปเอาไว้

I will be Wolf คือผลงานแรกของเธอ ก่อนที่จะเดินทางข้ามทวีปไปไกล ภาพขาวดำที่เริ่มต้นถ่ายเมื่อเดือนธันวาคม 1975 ว่าด้วยชีวิตอันแสนธรรมดาในเมืองหลวงของฮังการี ภายใต้การปกครองของโซเวียต ก่อนที่จะถึงยุคที่โลกทั้งโลกถูกเชื่อมถึงกันอย่างง่ายดาย ถ่ายด้วยกล้องแสนธรรมดา ชีวิตคนธรรมดา แต่ว่ามันกลับสะท้อนความรู้สึกของเธอผ่านภาพขาวดำทั้งหมดนั่น

งานช่วงแรกของเธอมักสื่อสารในเชิงสังคม ความไม่เท่าเทียม และเป็นจุดเริ่มต้นที่งานของเธอมักเกี่ยวพันกับบทกวี ดังเช่นผลงาน I will be Wolf ที่ผสมผสานงานบทกวีของศิลปินชาวฮังการีเข้าไว้ด้วย ( ชื่อ I will be Wolf นำมาจากบรรทัดหนึ่งในบทกวี Grief ปี 1929 ของศิลปินที่ชื่อว่า Józef Atilla)

ด้วยความที่ Bertien ทำงานถ่ายภาพแฟชั่นมาก่อน สิ่งที่เป็นจุดเด่นในการสื่อสารของเธอคือการเข้าใกล้ Subject ได้พอดีๆ ไม่ใกล้เกินไปและไม่ห่างเกินไป ทิ้งระยะการใช้ชีวิตของผู้คนเหล่านั้นมากพอให้ผู้ชมได้เห็น แต่ก็ใกล้พอจะซึมซับอารมณ์ของผู้คนเหล่านั้นเช่นกัน

อนึ่ง.. หนังสือภาพ I will be Wolf ถูกตีพิมพ์ในปี 2018 และได้รับเลือกเข้ารอบสุดท้ายในรายการ Arles Book Prize 2018

88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 3

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกโดยปริยาย การต่อสู้เชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยก็พลอยจะได้ผลประโยชน์ร่วมไปด้วย เดิมทีที่ในยุคก่อนนั้นยุโรปเป็นศูนย์กลางของศิลปะโลกมายาวนาน นับตั้งแต่สงครามก่อเกิด ไม่ได้ทำให้เพียงตึกราบ้านช่อง ผู้คนล้มตาย หรือเศรษฐกิจพังทะลายได้เท่านั้น แต่การพยายามเอาชนะทางศิลปะของโลกใหม่อย่างอเมริกาตลอดช่วงครึ่งศตวรรษแรกก็สัมฤทธิ์ผลอย่างชัดเจนตามมาด้วย

แม้ MoMA จะเป็นตัวแทนนักแข่งศิลปะโลกจากอเมริกาที่ชัดเจนที่สุด พวกเขาต้องเอาชนะคู่แข่งเจ้าเหรียญทองหลายร้อยสมัย ทั้ง ภาพวาด (Painting) , งานปั้น (Sculpture) ฯลฯ จากยุโรป โดยอาศัยอาวุธสมัยใหม่ที่สุดคือ ศิลปะภาพถ่าย (Photography) เข้าท้าชิง แต่กระนั้นการเมืองภายในของ MoMA เองก็เป็นอุปสรรคของการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน กว่าแนวทางที่ได้ชื่อว่า Contemporary Art จะส่องแสงเจิดจรัสขึ้นมาในโลก ก็ล่วงเลยมาถึงยุค 1960s

กลับมาในส่วนของแผนกภาพถ่ายของ MoMA ในปี 1962 หลังการทำงานหน้าที่สำคัญของ Edward Steichen กว่า 15 ปี เขาปั้นช่างภาพหน้าใหม่ให้กับวงการอย่าง Robert Frank, Elliott Erwitt, Harry Callahan, Todd Webb, W.Eugene Smith , Esther Bubley และ Lucien Clergue ให้เจิดจรัสในโลกศิลปะช่วงทศวรรษที่ 50 ไปแล้ว ก็ได้เวลาที่เขาขอลงจากตำแหน่งแม่ทัพของทีมที่ดุเดือดที่สุดในวงการศิลปะยุคใหม่

Edward Steichen และ John Szarkowski ในปี 1964

การวางตัวตายตัวแทนจึงไม่ใช่เรื่องขอไปทีสำหรับ Steichen แต่มันคือการวางรากฐานสำคัญของชัยชนะทางศิลปะภาพถ่ายของอเมริกาต่อไปอีกยาวนาน แน่นอนว่าเขามีคนที่อยู่ในใจแล้ว นั่นคือ John Szarkowski (จอห์น ชาร์คอฟสกี) ช่างภาพหนุ่มไฟแรงที่กวาดรางวัลมามากมาย ขณะนั้น John อายุได้ 36 ปี กำลังเป็นคนหนุ่มไฟแรง หัวก้าวหน้าทางศิลปะ และผลงานหนังสือภาพที่เขาตีพิมพ์เอง 2 เล่ม “The Idea of Louis Sullivan” (1956) และ “The Face of Minnesota” (1958) ก็ได้รับผลตอบรับอย่างดีถึงกับเคยขึ้น Best-seller ของ The New York Times อยู่หลายสัปดาห์

The Face of Minnesota งานของ John Szarkowski

John Szarkowski มีแนวทางที่แตกต่างไปจากช่างภาพในยุคนั้นที่มักมองสิ่งต่างๆที่พัฒนาจากงาน Painting เป็นหลัก ความงดงามที่เหมือนจิตรกรรม ในขณะที่ John มองอะไรที่ค่อนข้างเป็นงาน Fine Art ที่แสดงอัตลักษณ์ของศิลปินออกมา เน้นแรงขับจากความรู้สึกข้างในตัวตนมากกว่าความงามตามทฤษฏีศิลปะทั่วไป

พูดง่ายๆคือ John ค่อนข้างเบื่อหน่ายกับงานศิลปะที่สื่อสารออกมาโต้งๆ โดยไม่ผ่านมุมมองส่วนตัวของศิลปิน จะเรียกว่าตรงข้ามกับ Steichen ที่มองคอนเซปใหญ่ๆ ไกลๆ เช่น The Family of Man ที่เป็นงานนิทรรศการระดับ World Concept จนทำให้ MoMA มีคนเข้ามาชมหลายล้านคน แต่ความแตกต่าง ตรงข้ามระหว่างเขาทั้งสองคนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเกินคาดเดาอะไรของ Steichen เลย เพราะความแตกต่างนั่นต่างหาก..ที่เขามองเห็นและวาดหวังจะให้ John เปลี่ยนแปลง MoMA แบบสุดโต่งอยู่แล้ว

John เคยพูดถึงหน้าที่ที่เขารับมอบหมายต่อจาก Steichen ว่า “เราสองคนอาจจะรับผิดชอบงานในตำแหน่งเดียวกัน แต่มันเป็นช่วงยุคสมัย ช่วงเวลาที่ต่างกันมาก ซึ่งนั่นก็หมายความว่า งานของผมกับเขา..มันก็แทบจะไม่ได้เหมือนกันหรอก”

ถ้าจะนำเอาคำพูดที่อมตะใดๆมาอธิบายตัวตน John Szarkowski ต่อการรับผิดชอบงานใน MoMA ของเขา ก็คงต้องใช้ประโยคที่ว่า “ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา” เพราะในขณะที่ Steichen นำพา MoMA ไปถึงขีดสุดของโลกศิลปะภาพถ่าย และเขาเองก็รู้ตัวว่าเริ่มแก่เกินไปจะนำพา MoMA ให้โต้คลื่นลมคลื่นน้ำลูกโตแห่งยุคสมัยได้ การมองเห็นมุมมองที่แตกต่างในตัว John Szarkowski จึงนับว่าเป็นการตัดสินใจที่แหลมคมยิ่ง

ความแตกต่างระหว่าง John Szarkowski และ Edward Steichen อีกจุดหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือ John มีวาทศิลป์ในการบรรยายถึงคอนเซปของงานแต่ละงาน ซึ่งเขาได้นำพาเอาโลกของภาพถ่าย ผสมกลมกลืนไปกับงานศิลปะเชิงภาพอื่นๆ (Visual Arts) อันเป็นการอธิบายศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ให้คนทั่วไปได้รู้จักและเข้าใจ ซึ่งต้องอาศัยความอดทนและมุ่งมั่นต่อการอธิบายสิ่งที่จับต้องไม่ได้เหล่านี้

สิ่งแรกๆที่ John Szarkowski ตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางของ MoMA เมื่อเข้ามารับตำแหน่งนั่นคือ การปรับลดจำนวนนิทรรศการภาพที่ออกแนวศิลปะเชิงวิชาการจนเกินไป แล้วแทนที่ด้วยงานที่ศิลปินมีแนวทางส่วนตัว มีความปัจเจก ซึ่งมันก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่งานนิทรรศการแรกที่เขาจัด นั่นคือ Five Unrelated Photographers แค่ชื่อนิทรรศการก็บ่งบอกถึงความต้องการของเขาอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ช่างภาพอเมริกันทั้ง 5 คน กับงานที่ไม่มีเนื้อหาหรือความหมายต่อการเชื่อมโยงกันใดๆกันทั้งสิ้น ไม่มีธีมหลัก ไม่มีสิ่งที่ต้องพูดเกี่ยวกัน

ส่วนหนึ่งในนิทรรศการภาพ Five Unrelated Photographers ปี 1963

ในทางกลับกัน ความเป็นอิสระของศิลปิน คือเนื้อหาสำคัญที่ John Szarkowski ต้องการจากช่างภาพทั้ง 5 อันได้แก่ Ken Heyman , George Krause , Jerome Liebling , Minor White และ Garry Winogrand

ปี 1966 John ประกาศรับงานของช่างภาพหน้าใหม่เพื่อทำนิทรรศการครั้งสำคัญ งานนิทรรศการนี้มองหาช่างภาพหน้าใหม่ที่มุ่งมั่นในงานภาพถ่าย “สารคดี” โดยเป็นผลงานที่ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องใหญ่โต เรื่องปฏิวัติสังคม เรื่องระดับชาติอะไร แต่เพียงแค่มีมุมมองส่วนตัว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใหม่มากในเวลานั้น

การเปิดรับแนวทางและสไตล์ใหม่ๆของ John Szarkowski ที่จับต้องได้มากอีกอย่างหนึ่งนั่นคือคำว่า “Snapshot” ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการในยุคสมัยของเขา มันถูกบัญญัติในหมู่ผู้สนใจงานศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยว่า คือการสื่อสารทางศิลปะภาพถ่ายผ่านมุมมองของ “มนุษย์” ทั่วไป. John กล่าวว่า “ช่างภาพในยุคสมัยใหม่ ต่างนำพางานสารคดีไปสู่ความเป็นตัวเองมากขึ้น สารคดีไม่ได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อปฏิรูปชีวิต แต่เพื่อให้เราได้รู้จักชีวิต”

และมุมมองของ “มนุษย์” ทั่วไปที่ทำให้เราได้รู้จักชีวิตนั้น ก็กลายเป็นผลงานของช่างภาพอย่าง Diane Arbus , Lee Friedlander และ Gary Winogrand ช่างภาพสารคดีหน้าใหม่ที่กำลังจะพาโลกของภาพถ่ายไปสู่หมุดหมายครั้งใหญ่ ภายใต้นิทรรศการที่ชื่อว่า “New Documents”

New Documents เป็นนิทรรศการภาพในตำนานวงการศิลปะยุคใหม่นิทรรศการหนึ่ง เพราะมันทำให้โลกได้รู้จักกับช่างภาพหน้าใหม่ทั้ง 3 ที่ได้เปลี่ยนโลกของการถ่ายภาพร่วมสมัยให้หลุดไปจากกรอบเดิมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กล่าวได้ว่า แนวทางการถ่ายภาพร่วมสมัย โดยเฉพาะแบบอเมริกันนั้นชัดเจนที่สุดจากจุดนี้ (รวมไปถึงการถ่ายภาพสตรีทในปัจจุบันด้วยเช่นกัน)

รอยต่อแห่งงานภาพสารคดียุคเก่าและยุคใหม่ มาบรรจบกันในยุคของ John Szarkowski อย่างมีนัยนะ เขาเป็นผู้นำพางานของ Eugène Atget บุคคลที่เป็นต้นน้ำของงานสารคดีและงานภาพสตรีทที่ถูกลืมเลือนมาครึ่งศตวรรษ John ตอบรับการนำเสนองาน Atget ของ Berenice Abbott ผู้ซึ่งต่อสู้ ผลักดันงานของ Atget มาตั้งแต่เขาเสียชีวิตไปเมื่อปี 1927 จนปี 1968 การพยายามนั้นก็เป็นผลสำเร็จ ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ผลงานระดับมาสเตอร์พีชของ Eugène Atget

รวมถึงการเสียชีวิตของ Walker Evans ในปี 1975 ผู้ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักปฏิวัติวงการภาพถ่ายสารคดีแห่งยุคสมัย (และเขาคือคนที่ได้รับอิทธิพลจากงานของ Eugène Atget มาตั้งแต่ Atget เสียชีวิตใหม่ๆ)

ความก้าวหน้าในงานภาพถ่ายสารคดีอีกก้าวที่ John นำพาไปอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือ การนำเสนอผลงานภาพถ่ายสารคดีที่เป็นภาพสี ในปัจจุบันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาเกินจะหยั่งถึงว่า เหตุใด? ภาพถ่ายสีจึงเป็นเรื่องใหม่ในงานสารคดี? นั่นเพราะภาพลักษณ์ของงานภาพถ่ายสารคดีคือความจริงจัง ความเป็นมืออาชีพอย่างมาก ซึ่ง ณ เวลานั้น การถ่ายภาพสีเป็นเรื่องของงานโฆษณา งานในสตูดิโอ ดูเป็นความขัดแย้ง ไปกันไม่ได้เชิงภาพลักษณ์ของงาน

แต่ในท้ายที่สุด John ก็ได้พาเอางานของ Ernst Haas , Helen Levitt และแน่นอนที่สุด.. William Eggleston เจ้าพ่อแห่งการถ่ายภาพสีในโลกศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเราจะพูดถึงกันในตอนถัดไป (ถ้ามีโอกาสเขียนต่ออีก)

ความสำคัญของสีหน้าและท่าที ในงานอันทรงพลังของ W.Eugene Smith

ในช่วงประมาณ 5 ปีที่แล้ว ที่เราได้หันมาถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มอย่างจริงจัง การได้ดูงานของ  W.Eugene Smith เป็นสิ่งที่กระทบใจเป็นอย่างมาก ซึ่ง ณ เวลานั้น แม้ว่าจะยังไม่ได้พินิจพิเคราะห์ลงไปว่าเหตุผลใดที่งานของ Smith ถึงได้มีพลังมากมายนัก ทั้งๆที่ส่วนใหญ่ก็เป็นภาพผู้คนเหมือนเช่นช่างภาพคนอื่นๆทั่วไป

เมื่อปีก่อน (2018) เราได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการภาพถ่ายที่ชื่อว่า “A Life in Photography” ของ W.Eugene Smith ที่โตเกียว อีกครั้ง..ที่งานของเขาได้ทำหน้าที่ส่งพลังงานบางอย่างให้กับเรา และมันยิ่งทรงพลังเป็นอย่างมาก เมื่อได้ชมผ่านงานปริ๊นท์ขนาดใหญ่

งานส่วนใหญ่ของเขา มักเป็นงานภาพชุดแบบ Photo Essay หรือความเรียงด้วยภาพ มีแก่นเป็นเรื่องราวสักเรื่องหนึ่งที่จะถูกเล่าผ่านภาพชุดหลายๆภาพเรียงกัน ผลงานตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นไป โดยเฉพาะผลงานในนิตยสาร Life ถือว่าเป็นผลงานสร้างชื่อมากมาย บรรยากาศอันน่าหดหู่ หม่นหมอง มืดหม่น แต่เราอาจพบเห็นความหวังอันริบหรี่ บางเบา ที่ได้ส่องผ่านออกมาผ่านสายตาของมนุษย์สักคู่หนึ่ง นั่นอาจจะเรียกว่าเป็นเสน่ห์ในงานของเขาก็เป็นได้

ปี 1948 ผลงานที่ชื่อว่า “Country Doctor” หรือ หมอบ้านนอก อันว่าด้วยเรื่องของคุณหมอ Earnest Ceriani ที่เป็นหมอ “เพียงคนเดียว” ที่ทำการดูแลผู้คนละแวก Kremmling รัฐ Colorado ราวๆ 2,000 คนอันห่างไกลจากความเจริญทั้งมวล รวมถึงโรงพยาบาลใหญ่ที่ต้องเดินทางออกไปถึง 115 ไมล์ เรื่องราวทั้งหมดถูกตีแผ่ผ่านความยากลำบากและทุกข์เข็นของทั้งหมอและชาวบ้านเมื่อยามเจ็บป่วย เป็นการตีแผ่ความขาดแคลนสาธารณสุขที่ดีของอเมริกาในยุคกลางศตวรรษที่ 20 ไปสู่สายตาผู้คนผ่านนิตยสาร Life อันถือว่าเป็นสื่อที่ทรงพลังอย่างมากในยุคนั้น

ภาพระหว่างการเดินเท้าไปหาชาวบ้านเพื่อรักษา ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล ท่ามกลางเมฆหมอกที่หม่นราวกับกำลังบรรยายความรู้สึกภายในหัวสมองของคุณหมอออกมา นี่น่าจะเป็นภาพแรกที่เราได้รู้จักกับผลงานของ Eugene Smith แม้ว่าจะยังไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับภาพนี้ แต่มันก็ดึงดูดให้เราตามหาเรื่องราวทั้งหมดของคนในภาพ

1*kWiEBGvjmTQZalgQnDjyhg.jpeg

หรือภาพที่คุณหมอกำลังรักษาเด็กน้อยที่ถูกม้าดีดเข้าที่บริเวณตา แต่คุณหมอก็ทำได้เพียงเย็บแผลนั้นและต้องบอกให้ครอบครัวทราบว่า เด็กน้อยได้เสียดวงตานั้นไปแล้ว ที่แย่ไปกว่านั้น..เธอจำเป็นต้องเดินทางไกลไปที่ตัวเมือง Denver ที่ห่างออกไปเป็นร้อยไมล์ เพื่อผ่าตัดเอาตาที่เสียออกไปด้วย

1*hy8JJacL_JCsPR_dcdSGDQ.jpeg

ทั้งภาพชุดและบทความนั้น เขาใช้เวลาเกือบเดือนเก็บเกี่ยวทุกเรื่องราวที่เข้าไปสั่นสะเทือนใจผู้คนอเมริกาอย่างมาก และแม้ว่าจะผ่านไปถึงกว่า 70 ปีแล้ว สายตาในแต่ละภาพของคุณหมอ Ceriani ก็ยังเจ็บปวดไม่เคยสร่างซาและจางหายไป

อีกโปรเจคที่น่าสนใจ หลายๆคนพูดว่านี่คือ Masterpiece ของเขาด้วยซ้ำไป และผู้คนมักจะเห็นภาพของ Smith จากในชุดนี้บ่อยครั้ง นั่นคือภาพชุด “Pittsburgh” (1955-1956)  ความสำคัญของโปรเจคนี้ มันเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทางที่ Smith ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Life เพราะทางนิตยสารไม่เห็นด้วยกับวิธีการเสนอผลงานของเขา ความขัดแย้งนั้น ทำให้เขาตัดสินใจเดินออกมาจากที่นั่น

a6a703596af1b4a28a6b0b23c7eddfcb.jpg

Smith ไปที่ Pittsburgh อย่างสิ้นหวัง ดั่งความมืดหม่นในผลงานของเขา แม้ว่าปีนั้นจะเป็นปีแรกที่เขาได้เข้าร่วมกับเอเจนซี่ Magnum แต่เขาไม่มีทั้งงาน ทั้งเงิน แถมยังดื่มเหล้าอย่างหนัก ลูกป่วย ครอบครัวแตกแยก แม่ตาย มันเป็นห้วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต และที่นี่เป็นเพียงความหวังสุดท้ายของเขา

Pittsburgh หรือเรียกกันว่า เมืองแห่งอุตสาหกรรมเหล็ก โชคเข้าข้าง Smith เมื่อ Stefan Lorant อดีตบรรณาธิการของนิตยสารชื่อดังของเยอรมัน ได้จ้างเขาถ่ายงานเพื่อทำหนังสือฉลองครบรอบ 200 ปีของเมือง Pittsburgh ด้วยเวลา 2-3 อาทิตย์ในการถ่ายตามบรีฟคร่าวๆของ Lorant เพื่อนำเสนอมุมมองต่อเมืองที่เปลี่ยนไปของ Pittsbergh ยุคใหม่ มันทำให้ต่ออายุชีวิตของ Smith ออกไป และนำมาซึ่งผลงานอันคลาสสิคอีกชิ้นของเขา

Lorant เคยสัมภาษณ์เอาไว้ว่า จริงๆแล้วงานชิ้นนี้เขาตั้งใจจะว่าจ้าง Elliot Erwitt ก่อนเป็นคนแรก แต่ก็นั่นแหล่ะ… สายลมแห่งโชคชะตามักพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของบางคน เฉกเช่นที่ได้เปลี่ยนแปลง Eugene Smith ไปตลอดกาล

งานภาพชุด Pittsburgh ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 12 ของอเมริกา การแสดงออกซึ่งความย้อนแย้งของชีวิตในเมืองนี้ ด้วยการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมมากมาย ก่อให้เกิดการขยายตัวของสังคม แต่ในขณะเดียวกันมันก็เปลี่ยวเหงา อ้างว้าง เต็มไปด้วยเกลียดชัง แต่ถูกโอบอุ้มด้วยความรัก ในขณะที่ตึกราเจริญงอกงาม ก็ผุพังเน่าสลายไปกับโลกอุตสาหกรรม

Eugene Smith ใช้เวลา 2-3 อาทิตย์แรกตามบรีฟงานที่ว่าไว้ แต่สุดท้าย..เขาก็ไม่พึงพอใจกับผลงานของเขาเลย จนเวลาเนิ่นนานออกไปถึง 1 ปีเต็ม ภาพกว่า 1,700 ภาพ นำมาคัดสรร เล่าเรียงใหม่จนกลายเป็นงานชิ้นประวัติศาสตร์ของเขาอีกครั้ง

งานอีกโปรเจคที่อยากพูดถึง ซึ่งนับเป็นงานชิ้นสุดท้ายของ Eugene Smith และมันเป็นงานที่ป่าวประกาศออกไปทั่วโลกถึงการมีอยู่ของปีศาจร้าย “Minamata” (1971-1973) อีกครั้งที่เขาบรรยายความหม่นหมอง มืดหม่นของมนุษย์ออกมาเป็นภาพถ่าย ผ่านสายตาแห่งความหวังอันริบหรี่

เหตุการณ์อันเลวร้ายเริ่มขึ้นในปี 1956 เมื่อโรงงานอุตสาหกรรม Chisso Corporationในเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Minamata ส่วนหนึ่งของ Kyushu ประเทศญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารปรอทลงสู่ทะเลมาอย่างยาวนาน ปีศาจร้ายเริ่มไหลผ่านจากน้ำมือมนุษย์ สู่น้ำทะเล จากน้ำทะเล สู่ปลาอันเป็นอาหารของคนทั้งเมือง จากปลา..จึงย้อนกลับเข้าสู่สายธารเลือดของมนุษย์ด้วยกัน ผลของมันเริ่มงอกเงย ความเลวร้ายเข้าปกคลุมเมืองทั้งเมือง ผู้คนนับพันเริ่มล้มป่วยอย่างรุนแรง บ้างก็ตาบอด บ้างก็หูหนวก บ้างก็เสียขา เสียแขน จนกลายเป็นโรคที่รู้จักกันในชื่อว่า “มินามาตะ”

6vx3q4an47g01.jpg

Eugene Smith พาภรรยาคนที่สอง Aileen Mioko Smith ลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ปุ่น มาด้วยกันที่เมืองนี้เพื่อทำงานชิ้นนี้ ความตั้งใจแรกที่เขาจะใช้เวลาราวๆ 3 เดือนในการเก็บเกี่ยวเรื่องราวทั้งหมด แต่มันก็เริ่มยาวนานขึ้นๆ จากเดือนเป็นปี จากปีก็นำพาทั้งคู่ยาวถึง 3 ปีในเมืองที่เขาเป็นคนแปลกถิ่นนั้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับทั้งภาครัฐและเอกชน

ปี 1972 นิตยสาร Life ตีพิมพ์ภาพอันทรงพลังของ Smith เป็นการประกาศให้โลกได้รับรู้เป็นครั้งแรกถึงปีศาจร้ายที่เกาะกินผู้คนตาดำๆนับพันๆชีวิตบนเกาะแห่งนี้ แต่นั่น..ก็ไม่ได้ทำให้มีผลอะไรมากในพื้นที่ที่เกิดผลร้าย และแม้ว่า Smith จะเอาตัวเข้าไปพัวพันมากถึงเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านแล้วก็ตาม กลับยิ่งมีผลร้ายต่อตัว Smith เองที่ถูกจับจ้องจากผู้มีอิทธิพล หมายจะเอาชีวิตเขา

จนถึงปัจจุบันนี้ ผลจากการกระทำนั้น ยังคงส่งผลจากผู้ป่วยรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง กว่า 40 ปี รัฐบาลและโรงงาน Chisso มีการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นั้นน้อยมาก แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่โลกทั้งโลกได้รับรู้ก็ตาม

( มีการประกาศในปลายปี 2018 จะมีการสร้างภาพยนตร์ที่มี W.Eugene Smith เป็นตัวเอก และดำเนินเรื่องผ่านช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์โรค Minamata โดยมี Johny Depp แสดงเป็น W.Eugene Smith )

งาน Photo Essay ของ Eugene Smith ทั้ง 3 งานนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา พวกมันบอกเล่าอะไร สอนอะไรเราบ้างในเชิงศิลปะ?

สิ่งที่เราจับต้องได้เสมอๆ ซึ่งโดดเด่นอย่างมากในงานภาพของ Smith นั้น คือการที่เขาได้จับเอาจังหวะของ “สีหน้า” (Expression) และ “ท่าที” (Reaction) ในเสี้ยววินาทีที่ Subject นั้นบอกเล่าความในใจของพวกเขาออกมาจนหมดเปลือก ผ่านภาษากายที่โต้ตอบกลับต่อเรื่องราว ณ เวลานั้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดๆอธิบายความรู้สึก ดั่งนักสืบที่ขุดเค้นเอาความจริงที่อยู่ลึกเข้าไปในหัวใจอันอ้างว้าง ให้ปรากฏออกมาในเฟรมภาพเพียงเฟรมเดียว

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เราได้บอกเอาไว้ในทั้ง 3 โปรเจคของเขา นั่นคือ “เวลา” เมื่อสิ่งที่เขาต้องการนั้น เป็นการแสดงออกจากข้างในที่แท้จริง ปฏิกิริยาที่เกิดจากเรื่องราวนั้นๆที่เขาสนใจ มันไม่ใช่การโพสท่าทาง (Posing) แต่มันคือการแสดงออกของมนุษย์ที่ไม่มีใครสามารถกำกับมันได้ “เวลา” จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่มีใครบอกได้ว่าเขาต้องใช้มันสักเท่าไหร่? และมีเพียง Smith เท่านั้นที่กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่ง เฝ้าสังเกตและเก็บเกี่ยวเสี้ยววินาทีที่เขาต้องการออกมาให้ได้เท่านั้น

Pictures of home ความรักที่จะคงอยู่กับเราตลอดไป

ถ้าให้พูดถึงงานภาพชุดประเภท Family Project ในโลกนี้ที่ดีๆ คงหยิบยกมาพูดกันได้ไม่รู้จบ แม้ว่ามันดูเป็นงานที่ Personal เอามากๆ แต่ถึงกระนั้นก็กลับเป็นงานที่คนทั่วไปสัมผัสมันได้ง่ายด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ในแง่ของวัฒนธรรมทั้งโลกฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ก็ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างในความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว งานฝั่งตะวันออกมักจะโดนใจเราๆซึ่งเป็นคนเอเชียได้ง่ายดายกว่ามาก แต่งานในฝั่งตะวันตกก็ใช่ว่าจะไม่มีงานที่ “Touch” คนหัวดำอย่างเราๆกันเลยเสียทีเดียว

ปี 1992 เป็นครั้งแรกของงานที่ชื่อว่า “Pictures of home” ของ Larry Sultan ถูกตีพิมพ์ มันขายหมดไปอย่างรวดเร็วพร้อมคำชมล้นหลาม และก็กลายเป็นงานโฟโต้ขึ้นหิ้งที่ถูกพูดถึงเสมอมา แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2009

25 ปีนับจากการตีพิมพ์ครั้งแรก ภรรยาของ Larry ได้ให้ทางสำนักพิมพ์ MACK ตีพิมพ์ Pictures of home อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สองที่ถูกตีพิมพ์ หลังการรอคอยจากแฟนๆมายาวนาน

Edition นี้มันถูกเรียบเรียงใหม่ด้วยการผสมผสานด้วยสื่อที่หลากหลาย ตั้งแต่บทความ บทสัมภาษณ์ งานภาพถ่ายของเขาเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟุตเทตจากหนังครอบครัวที่ถูกถ่ายโดยพ่อของ Larry ซึ่งถูกใส่เข้ามาเพิ่มเติมเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆของครอบครัว Sulton ให้ชัดเจนที่สุดตามแรงบันดาลใจแรกของ Larry เอง

ณ บ้านพัก Desert Community ใกล้ย่านปาล์มสปริงส์ บ้านพักหลังเกษียณของพ่อและแม่ของ Larry อันเป็นจุดกำเนิดของงานชุดนี้ เขาเริ่มโปรเจคนี้ตั้งแต่ปี 1982 ครั้งที่เขาไปเยี่ยมพ่อแม่ที่นั่น ในค่ำคืนนั้นแทนที่พวกเขาจะนั่งดูหนังที่เช่ามาด้วยกัน แต่พวกเขากลับค้นเอาฟุตเทตเก่าๆของครอบครัวที่ถ่ายกันไว้ออกมาดู ซึ่งไม่ได้เห็นกันมานานหลายปีดีดัก

ฟุตเทต 30 ปีที่ถูกบันทึกเอาไว้ ช่างดูเต็มไปด้วยความหวัง มันอัศจรรย์กว่าความเป็นจริงของชีวิต ทำให้เขาเริ่มคิดถึงโปรเจคที่มีพ่อแม่ของเขาอยู่ในนั้น ในวัย 30 กลางๆและสถานภาพความสัมพันธ์อันยาวนานนั้นทั้งรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจเมื่อเขาได้อยู่กับพ่อแม่อีกครั้ง เขาจึงเริ่มคิดว่า ที่ใด? ที่เขาจะเริ่มโปรเจคนี้ดี และแน่นอน…ว่ามันต้องเป็นบ้านพักย่านปาล์มสปริงส์นี้

“แกถ่ายรูปไปเป็น 20-30 ม้วน เพื่อรูปที่แกชอบรูปสองรูป มันไม่ทำให้แกลำบากใจเหรอ?” “ไม่เลยครับ ผมชอบถ่ายภาพ แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รูปแย่ๆก็ตาม” Larry ตอบพ่อของเขาไป

ประเด็นจริงๆแล้วรูปส่วนใหญ่ที่ Larry เลือก มักจะเป็นตัวสร้างความปวดหัวซะมากกว่ารูปที่ทิ้งซะอีก เพราะเขากลัวว่ารูปเหล่านี้จะทำให้พ่อรู้สึกไม่โอเค ครั้งหนึ่ง Larry เคยถ่ายภาพแม่ ซึ่งมันก็เป็นภาพธรรมดาๆ ภาพที่แม่คืออยู่ที่ประตูกระจกเลื่อน และถือถาดเงินที่ใส่ไก่งวงไว้ด้วย พ่อหาว่าเขาถ่ายภาพที่ไม่ค่อยจะเห็นแม่เลย นั่นทำให้พวกเขาเถียงกัน ในสถานะที่ต่างกัน นี่คือแม่ของ Larry ในขณะเดียวกันก็เป็นภรรยาของพ่อ Larry

“แกทำให้พ่อและแม่ดูแก่กว่าที่เรารู้สึกกัน” พ่อของเขาบอกอย่างนั้น

มันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแบบไม่ต้องชี้ชวนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ไม่ว่าจะความตลกร้ายเล็กๆที่แสดงออกในการพูดของพ่อเขา “รูปพวกนี้มันก็แค่ภาพที่แกอยากให้พ่อกับแม่เป็น มันใช่พ่อกับแม่จริงๆซะที่ไหนล่ะ” หรือสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้ง เช่น Larry เคยพูดถึงภาพหนึ่งที่เขาได้ถ่ายขณะที่แม่ของเขาหลับอยู่ มันเป็นซีนที่เขาอยากได้ และก็ตื่นเต้นอยู่ตลอดว่าแม่จะตื่นซะก่อน ซึ่งจริงๆแล้วแม่ก็ไม่ได้หลับจริงๆหรอก ทั้งเขาและแม่ ต่างก็เก็บความลับซึ่งกันและกันไว้ประหนึ่งผู้ร่วมงานที่ดี

ในช่วงเวลานั้น Larry พยายามทำความรู้จักครอบครัวตัวเองอีกครั้ง ผ่านมุมมองในวัยกลางคนนั้น กับพ่อแม่ของเขาในบั้นปลายชีวิต เขาย้อนกลับไปพูดคุยกับพ่อแม่ถึงชีวิตวัยเด็ก การพบรัก งาน การเดินทางของชีวิต และภาพถ่ายเก่าๆ

ในความเป็นผู้ชายด้วยกันระหว่างเขาและพ่อ การย้อนกลับไปค้นหาอดีตของครอบครัว มันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบชีวิตตัวเองและพ่อของเขา จริงๆแล้วมันก็ไม่เชิงเปรียบเทียบเสียทีเดียว แต่มันเหมือนเขาได้ดูตัวเองในตอนที่พ่ออายุเท่าเขา แม้ว่าบริบทของสังคมยุค ’60s และ ’90s จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ Larry เพิ่งจะมีลูกคนแรก แต่พ่อของเขาปาเข้าไป 3 คนแล้วเป็นต้น

นอกจากคนดูจะได้รู้จักครอบครัว Sultan ประหนึ่งงานสารคดีแล้ว เรายังได้เข้าใจวิธีการทำงานของ Larry ผ่านการจดบันทึก ร่างไอเดียและปากคำของเขาเอง นั่นทำให้ยิ่งเข้าใจความรู้สึกต่อผลงาน Pictures from home อย่างละเอียด แตกต่างไปจาก Edition แรก หรือกับหลายๆงานหลายๆศิลปินที่ไม่มีบทความหรือคำอธิบายอะไรมากนัก หรือมีเพียงถ้อยคำที่คนดู ซึ่งเป็นคนนอกจะตีความไปต่างๆนานา

“ผมตระหนักได้ว่า เหนือกว่าฟิล์มที่ถ่ายไปทั้งหมด ภาพดีๆที่เลือกเอาไว้ , ความต้องการต่องานของผมและความหมายที่ไม่ชัดเจนในงาน มันเป็นแรงปรารถนาที่จะถ่ายภาพอย่างแท้จริง ผมอยากจะหยุดเวลาให้พ่อและแม่ได้อยู่แบบนี้ ตลอดไป”  จากครั้งหนึ่ง Larry เคยพูดถึงงานของเขาไว้ และแน่นอน.. มันได้เป็นเช่นนั้นไปแล้ว

หรือนี่คือการผลัดใบใหม่ของวงการภาพสตรีท?

อีกไม่กี่วันก็จะข้ามผ่านพ้นปี 2018 ไปอีกแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าเรากำลังได้เดินทางผ่าน 20 ปีแรกของศตวรรษที่ 21 ในอีกไม่ช้า ทั้งๆที่ผ่านมาเรายังคงผลิตซ้ำสิ่งต่างๆจากศตวรรษที่  20 ออกมาไม่ขาดสาย ประหนึ่งว่าเราไม่สามารถสร้างสิ่งใดๆที่ดีไปกว่า หรือก้าวข้ามมันสมองของผู้คนเมื่อร้อยปีก่อนหน้านี้ได้สักที

ยิ่งวงการศิลปะด้วยแล้ว เราคงเห็นการรีไซเคิลความคิดกันอย่างไม่หยุดหย่อน ดั่งคำพูดที่ถูกอ้างถึงอยู่สม่ำเสมอว่า “ไม่มีอะไรที่มนุษย์สามารถคิดมาได้ใหม่หมดจดอีกแล้ว” นั่นหมายถึงเรากำลังเดินตามรอยเท้าผู้คนในรอบร้อยปีอย่างเป็นวัฏจักรอย่างนั้นหรือ? 

วงการภาพสตรีทก็เป็นงานศิลปะร่วมสมัยชนิดหนึ่งที่อาจจะอยู่ในวังวนนี้ไม่ต่างกัน ที่ในปีนี้เรารู้สึกได้ถึงการเวียนวนมาถึงปลายทางของยุคสมัย อาจจะไม่มีใครเลยที่เคยสถาปนาไว้หรอกว่าในยุคสมัยนี้คือยุคสมัยใด? ยุคทองหรือยุคมืดของวงการถ่ายภาพที่แร้นแค้นที่สุดนี้ (แน่นอนว่ายังไม่มีช่างภาพคนใดทำเงินเลี้ยงตัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากการถ่ายภาพสตรีท หรือบางคนก็อาจจะทำได้ต่อเมื่อ..ตัวได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว) 

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา วงการภาพถ่ายสตรีทดูจะร้อนแรงมากที่สุดจนเป็นที่จับตาในวงการศิลปะโดยรวม ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คงจะเป็น Matt Stuart ช่างภาพสตรีทชื่อดังตั้งแต่ต้นยุค 2000 ก็ได้เข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกช่างภาพเอเจนซี่ชื่อดังที่สุดของโลกอย่าง Magnum Photos เมื่อปี 2017 นั่นหมายถึงช่างภาพทุกแขนงต่างก็มองเห็นถึงความสำคัญของการถ่ายภาพแนวทางนี้อยู่ไม่น้อยเลย

งานที่มีชื่องานหนึ่งของ Matt Stuart

แต่ความเหนื่อยล้าของเทรนศิลปะก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ในช่วงปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นความอ่อนแรงของเทรนการถ่ายภาพสตรีทมากทีเดียว อาจจะด้วยความตีบตันที่ไม่มีงานใหม่ๆของศิลปิน หรือแม้แต่ศิลปินหน้าใหม่ที่ทำงานได้น่าสนใจมากพอก็เป็นได้ หรืออีกในที… การถ่ายภาพสตรีทกำลังผลัดใบไปสู่สิ่งใหม่?

iN-PUBLIC คือกลุ่มช่างภาพสตรีททรงอิทธิพลอย่างมากตั้งแต่ต้นยุค 2000s ดั่งที่กล่าวถึง Matt Stuart หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนี้ ก็ได้กลายเป็นสมาชิกของกลุ่มช่างภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกศิลปะร่วมสมัย นั่นหมายความว่าผลงานของ iN-PUBLIC ย่อมทรงพลังพอจะเขย่าโลกศิลปะร่วมสมัยในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมานี้

อะไรที่ทำให้ iN-PUBLIC ทรงอิทธิพล? นั่นอาจจะเพราะเป็นความถูกที่ถูกเวลาด้วย เมื่อปี 2000 โลกได้เกิดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล นั่นคือ “อินเตอร์เน็ต” ถ้าเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคใดก็ตามในศตวรรษที่ 20 เราจะพบว่าการเติบโตของศิลปะร่วมสมัยจะเติบโตแบบ “ปัจเจก” คือทวีปใครทวีปมัน อเมริกาก็พยายามโตในแบบตัวเอง ยุโรปก็พยายามโตในแบบตัวเอง การ Crossover ทางวัฒนธรรมอาจจะไม่ได้มีให้เห็นมากนัก นั่นเป็นเพราะระยะทางของสองทวีปนี้ช่างห่างไกลกัน การแลกเปลี่ยนใดๆย่อมเกิดได้ยาก  

งานของ David Gibson

แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น… โลกถูกเชื่อมโลกเข้าโดยทันที การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกิดขึ้นทันทีทันใด งานภาพสตรีทก็เช่นกัน.. iN-PUBLIC เป็นกลุ่มแรกที่เป็นการรวมตัวของช่างภาพสตรีทจากแต่ละมุมโลกเข้าไว้ด้วยกัน สมาชิก iN-PUBLIC สามารถสื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ตข้ามโลก และรวมไปถึงผู้คนทั่วโลกก็ได้เสพงานของพวกเขาในทันทีทันใดด้วย ทำให้การขัดเกลาผลงานในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นจากคนละมุมโลกกลายเป็นผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนรุ่นใหม่ 

ถ้าถามช่างภาพสตรีทในยุค 10 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าทุกคนก็คงได้รับอิทธิพลจากผู้คนกลุ่มนี้กันถ้วนหน้า ด้วยความสดใหม่ ตื่นตาตื่นใจ กลืนกินง่ายอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่…เมื่อความสดใหม่เดินทางมาถึงความเป็นแมส (Mass) อันหมายถึงเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้ นั่นก็ทำให้มันถูกตั้งอยู่ใน Safe Zone จนไม่อยากขยับตัวไปไหนอีก ไม่อยากจะถูกวิพากษ์ไปมากกว่านี้.. มันจึงเริ่มขาดความ “ร่วมสมัย” ลงไปทุกทีๆ

แม้ว่าในทุกๆปี iN-PUBLIC จะพยายามดึงเอาสมาชิกใหม่ๆเข้ามาร่วมทีม แม้แต่ช่างภาพสตรีทของไทยที่ทำชื่อเสียงอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้อย่าง ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ก็ได้เข้าไปร่วมกลุ่มเช่นกัน และสมาชิกอีกหลายคนที่เป็นเสมือน “เลือดใหม่” ให้กับ iN-PUBLIC ที่น่าสนใจ ดูเหมือนพวกเขาต้องการการถ่ายเลือดใหม่ไปแทนที่เลือดเก่า อย่างเช่น Charalampos Kydonakis หรือ Dirty Harry 

งานของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์

ในรอบไม่กี่ปีนี้ มีการวิพากษ์ต่อผลงานของกลุ่ม iN-PUBLIC อันเคยตั้งสถานภาพตนเองไว้ว่าคือ “บ้านของภาพสตรีท” (Home of Street photography) ถ้ากลับไปย้อนมองจากหนังสือภาพ 10 Years of iN-PUBLIC ซึ่งเป็นหนังสือภาพเล่มแรกของกลุ่มที่วางขายกันเองเมื่อปี 2010 จะพบว่า Nick ได้พูดถึงก่อนการก่อตั้ง iN-PUBLIC ถึงการเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่มีที่ทางของ Street Photography ดังนั้นการพยายามบัญญติการถ่ายภาพสตรีทเอาไว้ว่ามันหมายถึงอะไร? (ถ่ายภาพในที่สาธารณะ เกิดขึ้นจริง ไม่จัดฉาก และบอกเล่าอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ไม่เหมือนใคร) อย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ จึงช่วยให้พวกเขามีที่ทางมากขึ้นในวงการภาพถ่าย เพราะที่ผ่านมาเกือบร้อยปี ก็ไม่มีใครพูดถึงว่า Street Photography เท่ากับ หรือควรทำ หรือไม่ควรทำอย่างไร? ซึ่งนั่นเอง..อาจจะเป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้ iN-PUBLIC ยืดติดอยู่กับคำว่า “Street Photography” ในแบบที่เคยสร้างสรรค์เอาไว้

หนังสือภาพ 10 Years of iN-PUBLIC ที่ยังหลงเหลือของ Nick ที่ล่าสุดเทขายโล๊ะสต็อค

เมื่อใดก็ตามที่การวิพากษ์ได้เกิดขึ้น นั่นสมควรจะเป็นสัญญาณที่ดีของงานศิลปะร่วมสมัยว่ามันกำลังทำการสังคายนาผลงานเพื่อนำไปสู่สิ่งใหม่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่การวิพากษ์ไม่ทำให้ผู้สร้างงานศิลปะนั้นเคลื่อนไหวและยังยึดเหนี่ยวจุดเดิม นั่นแปลว่าศิลปะนั้นๆกำลังถูก “ปฏิวัติ” โดยคนกลุ่มใหม่ที่มีความคิดไปข้างหน้าตามการหมุนของแกนโลก

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Nick พยายามรักษาที่มั่นของคำว่า “Street Photography” เมื่อปีก่อน เขาเคยรู้สึกถึงการที่ผู้คนไม่เข้าใจคำว่า Street Photography ในแบบที่เขาวาดไว้ จนกระทั่งพยายามสร้างแคมเปญที่ชื่อว่า #CANPUBPHOTO อันมาจาก Candid Public Photograph เพื่อรองรับการถ่ายภาพสตรีทในแบบของพวกเขา ที่เดิมทีก็คือ Street Photography นั่นแหล่ะ.. แต่ Nick มองว่ามันถูกกลืนกินด้วยความหมายที่แตกต่างออกไปจนเกินเยียวยา จึงเหมือนเปิดแผ่นดินขึ้นใหม่ซะเลย

แน่นอนว่าแคมเปญนั้นมันไม่ได้ผลหรอก… เขาพยายามอยู่ได้ไม่นานนัก ทุกอย่างก็เงียบหายไป การที่ Nick พยายามทำนั้น ถือว่าเป็นการวิพากษ์งานศิลปะแบบหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่ผลของมันก็คือตกไป..  Street Photography เริ่มแปรเปลี่ยนไปอีกครั้งหรือ? เฉกเช่นต้นศตวรรษที่ 20 ที่ Street Photography มันก็เคยแปลได้ว่าเป็นคนถ่ายภาพให้นักท่องเที่ยวอยู่ริมถนนชองอลิเซ่นั่นแหล่ะ

สัญญาณที่มีมาอย่างต่อเนื่องภายใน iN-PUBLIC ก็มาถึงจุดแตกหัก เมื่อความไม่ลงรอยในความเห็นระหว่าง Blake Andrews หนึ่งในสมาชิกยุคแรกของ iN-PUBLIC กับ Nick Turpin ผู้ก่อตั้ง iN-PUBLIC ในกรณีที่มีการโหวตภาพ Picture of the Month ภายในกลุ่มประจำเดือนตุลาคม 2018 ที่ทางกลุ่มจัดขึ้น ผลปรากฏว่าภาพหนึ่งที่ถูกเลือกเป็นของ Blake Andrews เป็นการถ่ายด้วยไอโฟนในโหมด Pano ซึ่งทำให้เกิดเอฟเฟคประหลาดขึ้นในภาพ 

Blake Andrews / Aug 2018

ในความเห็นของ Nick นั้น ถือว่าภาพนี้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เห็นพ้องต้องกันมาโดยตลอดของกลุ่มว่าจัดอยู่ในหมวด Street Photography ซึ่งเขาถือว่าตัวเองและกลุ่ม iN-PUBLIC ได้ทำหน้าที่อย่างหนักเพื่อสร้างความหมายนี้ให้ออกไปยังวงกว้าง จะเรียกได้ว่าผู้คนหันมารู้จักภาพสตรีทในทศวรรษนี้ก็จากการกำหนดทิศทางของเขาและ iN-PUBLIC 

ผมสร้าง iN-PUBLIC มาเพราะผมเห็นว่าภาพสตรีทมีวิธีการที่แตกต่างจากภาพถ่ายประเภทอื่นๆด้วยตัวของมันเอง สิ่งสำคัญคือการสังเกตในขณะที่ภาพของ Blakeใช้ไอโฟนถ่ายด้วยโหมด Pano นั้น มันทำให้เกิดการเพี้ยน บิดเบือนของภาพ จริงๆผมก็ชอบภาพนะ แต่ผมไม่คิดว่านี่คือภาพสตรีทแต่อย่างใด” 

จากประโยคแสดงความคิดเห็นของ Nick เราจะสามารถเห็นความ Conservative (ปกป้องความคิดดั้งเดิม) ที่ย้อนแย้งอยู่ในการถ่ายภาพร่วมสมัย…. แน่นอนว่ามันไปด้วยกันไม่ได้ เสมือนจับเอาคู่ตรงข้ามมาอยู่ด้วยกัน เป็นเรื่องปกติที่เมื่อสิ่งใดได้รับการยอมรับในวงกว้างอย่างยาวนาน ได้เริ่มถูกท้าทายด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่  การถกเถียงนั้นย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพราะถ้ามันไม่เปลี่ยนแปลง… Street Photography เองนั่นแหล่ะก็จะเป็นสิ่งที่ตายไปซะเอง

และในกรณีนี้… คนที่ยอมตายจาก iN-PUBLIC ไปก็คือ Nick Turpin และ Nils Jorgsensen สมาชิกดั้งเดิมของกลุ่ม iN-PUBLIC โดยเฉพาะ Nick ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งอย่างแท้จริง นั่นย่อมทำให้วงการภาพถ่ายต้องหันมามองเหตุการณ์ในครั้งนี้

อะไรคือความเห็นที่แตกต่างในการถกเถียงครั้งนี้??  Nick ซึ่งมีหลักการยึดถือ “ความจริง” ที่เกิดขึ้นในภาพว่ามันต้องเป็น “ความจริงที่เป็นไปได้” หมายถึงต่อให้ทุกอย่างในภาพสตรีทจะดูเหนือจริงยังไง แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การตกแต่ง แก้ไข เราทำหน้าที่เพียงผู้จับภาพและไม่บิดเบือนมัน

จากคำจำกัดความภาพสตรีทในความหมายของ Nick จึงเห็นแย้งที่ว่า เอฟเฟคในภาพของ Blake คือการตกแต่ง แก้ไข บิดเบือน แต่… ถ้าเราพูดถึงการโต้แย้งนี้ มันเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัยเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆถูกนำมาใช้ เช่น การใช้ Flash ซึ่งไม่ใช่แสงธรรมชาติ แต่เป็นแสงที่เกิดขึ้นจากคนถ่ายแล้วไปมีผลต่อภาพ เป็นต้น

บทสรุปของเรื่องนี้จะอยู่ที่ตรงไหน? ก่อนหน้านี้การเข้ามาของ Charalampos Kydonakis หรือ Dirty Harry ก็เกิดการถกเถียงคล้ายๆกัน บางภาพของ Dirty Harry ที่ดูเหมือนการเซ็ทเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวเองเข้าไปอยู่ในภาพ หรือแม้แต่การตกแต่งโทนสีภาพอย่างหนักนั้น จะยังอยู่ในกรอบดั้งเดิมของ iN-PUBLIC มั๊ย ซึ่งในครั้งนั้นก็มีการยอมถอยคนละก้าวอยู่เหมือนกัน 

งานของ Dirty Harry ที่ถูกพาดพิงอย่างมากในช่วงนั้น

แล้วถ้าวันนี้?.. ในวันที่ iN-PUBLIC ไม่มี Nick Turpin อีกต่อไป ความหมายของการถ่ายภาพสตรีทจะเปลี่ยนไปอีกแค่ไหน? การยอมรับใหม่ๆกำลังจะเกิดขึ้น เรากำลังจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆของภาพสตรีท? หรืออีกในที.. ภาพสตรีทอาจจะถูกกลืนกินกลับไปเป็นเพียง “Photography” เฉยๆที่ไม่มีคำจำกัดความเหมือนเดิม ดั่งเช่นที่ Garry Winogrand ช่างภาพสตรีทระดับมาสเตอร์ ผู้ไม่เคยอยากให้ใครเรียกว่าช่างภาพสตรีทเคยกล่าวไว้

ผมก็แค่ถ่ายภาพอะไรที่ผมเห็นว่ามันดูจะถ่ายได้น่ะ


ประกาศผลผู้เข้ารอบสุดท้าย รายการ MSPF 2018 สตรีทไทยเข้ารอบเพียบ!

เป็นอีกหนึ่งปีที่สตรีทโฟโต้ทีมไทยพากันเข้ารอบสุดท้าย (Finalists) ในรายการแข่งขันภาพสตรีทที่ใหญ่ที่สุด Miami Street Photography Festival ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 แล้ว โดยทีมไทยสามารถเข้ารอบติดต่อกันมาถึง 6 ปี (ไม่ติดเฉพาะปีแรก)

ซึ่งในทุกๆปีที่ผ่านมา มีทีมไทยเข้ารอบไปไม่น้อย อย่างเช่นปีที่แล้ว 2017 ก็มีถึง 11 คน และในปีนี้ก็ยังทำได้ดีเช่นเคย คือเข้ารอบสุดท้ายมากที่สุดถึง 14 คน (จากผู้เข้ารอบสุดท้ายทั่วโลก 90 คน)

โดยคณะกรรมการในรอบแรกคือ

  • Constantine Manos หนึ่งในช่างภาพอาวุโสจาก Magnum Agency
  • Peter van Agtmael และ Maggie Steber จาก National Geographic
  • Nick Turpin ผู้ก่อตั้งและอดีตสมาชิกกลุ่ม iN-PUBLIC ,
  • Stella Johnson และ Meryl Meisler ช่างภาพสารคดีและสตรีท

โดยมีรายชื่อทั้ง 14 คน เรียงตามลำดับอักษรภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้

Angkul Sungthong – THAILAND

Audsadang Satsadee- THAILAND

Graeme Heckels- THAILAND

Noppadol Maitreechit- THAILAND

Nukul Leekanchana- THAILAND

Pimpika Hongsapiwat- THAILAND

Piti Amraranga- THAILAND

Sakulchai Sikitikul- THAILAND

Sarunyoo Threesukon- THAILAND

Sirawit Kuwawattananont- THAILAND

Suparp Thasai- THAILAND

Tawanwad Wanavit- THAILAND

Taweechai Iamurairat- THAILAND

Thanasorn Janekankit- THAILAND

ซึ่งในวันที่ 6-9 ธันวาคมนี้ ภาพทั้งหมดจะถูกจัดแสดงที่ Art Basel ใน Miami และประกาศผลผู้ชนะในวันนั้น โดยผู้ชนะจะได้รับกล้อง Leica Q และกระเป๋ากล้อง ONA และอื่นๆอีกเช่นเคย

ทางทีมงาน สยาม.มนุษย์.สตรีท ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านครับ

Noted : ในปี 2014 ที่ทีมไทยเคยคว้าแชมป์อันดับ 1 และ 3 โดย ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ และ พงศธร ลีลาประชากุล

พาชมนิทรรศการภาพระดับโลกของ Masahisa Fukase ที่ Foam Museum

เป็นความบังเอิญปะปนกับความโชคดีสุดๆที่เราได้ไปเยือนอัมสเตอร์ดัมในช่วงที่มีนิทรรศการครั้งใหญ่ของ Masahisa Fukase หนึ่งในช่างภาพระดับตำนานของญี่ปุ่น เพื่อนร่วมรุ่นกับ Nobuyoshi Araki และ Daido Moriyama จะเรียกว่าเป็นแก๊งค์ New Wave ของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ว่าได้

งานนิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นที่หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยชื่อดังที่ตั้งอยู่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม หนึ่งในเมืองหลวงแห่งศิลปะร่วมสมัยของยุโรปอย่าง Foam Museum ซึ่งก็เรียกว่าเป็นนิทรรศการที่จัดเต็มมากๆ ก็เค้าเรียกงานครั้งนี้ว่าเป็นการรวบรวม Life work ครั้งสำคัญนับตั้งแต่ Fukase เสียชีวิตไปเมื่อปี 2012 เลยทีเดียว

ทาง Foam เองได้รวบรวมเอาชิ้นผลงานที่ไม่เคยโชว์ที่ไหน Materials ต่างๆ ตัวปริ๊นท์ต้นฉบับจากโตเกียวโดยแบ่งผลงานเป็นซีรีส์ใหญ่ๆของเขาอย่าง Ravens , Family Chronicle , Self-portraits , Memories of My Father เป็นต้น

จะว่าไปแล้วผลงานโดยรวมของ Fukase ค่อนข้างเป็นงานทดลองใช้เทคนิคต่างๆกับการสื่อสารเรื่องราวของครอบครัวเขาเองเป็นหลัก (ถ้าให้เทียบกับช่างภาพตะวันตกก็คงประมาณ Robert Frank ล่ะ) แม้แต่ผลงานขึ้นหิ้ง “Ravens” ที่กลายเป็นหนึ่งในหนังสือภาพที่ “Must have” ของนักสะสม แม้จะมีแต่รูปอีกาเต็มไปหมด ก็ยังแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ที่ว่าด้วยการพังทลายของชีวิตแต่งงานระหว่าง Fukase กับภรรยาอยู่ในนั้นด้วย

แน่นอนว่า Ravens (1975-1982) จะต้องถูกจัดไว้เป็นพื้นที่ส่วนแรกในนิทรรศการ ความมืดหม่นของ Ravens ในเชิงเทคนิคภาพถ่ายแล้ว ค่อนข้างเป็นความนิยมของศิลปินยุคปลายๆโชวะ และมีอิทธิพลอย่างมากต่อสไตล์ภาพถ่ายของช่างภาพญี่ปุ่นในยุคต่อๆมา

ในส่วนของสิ่งที่ Fukase สื่อสารใน Ravens นั้น จุดเริ่มต้นคือมาจากการเดินทางโดยรถไฟเพื่อกลับบ้านเกิดของเขา ครั้งหนึ่ง Fukase เคยกล่าวไว้ว่าการเดินทางของเขาครั้งนั้นไม่ใช่เพื่อถ่ายภาพ แต่เป็นการใช้การถ่ายภาพเป็นข้ออ้างให้ตัวเองได้หลีกลี้หนีออกไปไกลๆจากชีวิตปกติ

การได้พบพานกับสุสานความตายจากระเบิดที่ฮิโรชิมา มาสู่ชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลวของเขา ภาพประกอบของเหล่าอีกา, แมวหน้าโหด, หญิงเปลือย และคนไร้บ้าน ต่างๆเหล่านี้ทำหน้าที่บอกเล่าถึงความเจ็บปวด โดดเดี่ยวและมืดหม่นในใจของเขาได้เป็นอย่างดี

ชีวิตที่เปรียบเสมือนนรกของเขายังไม่จบเพียงแค่ Ravens ในเวอร์ชั่นแรกเท่านั้น ในปี 1992 เขายังต้องประสบอุบัติเหตุตกบันได ซึ่งส่งผลในการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนถึงวาระสุดท้ายของเขาเอง นั่นทำให้เกิด Ravens เวอร์ชั่นปี 1992 ที่เขากลับมาถ่ายภาพในซีรีส์นี้อีกครั้งด้วยกล้อง Nikon F3 และเลนส์เทเลระยะไกล 1,000mm. เพราะเขาไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกได้ ซึ่งภายในนิทรรศการ เราจะได้เห็นงานปริ๊นท์ตัวจริงของ Ravens , ตัว Contact sheets ที่ Fukase ใช้ทำงานจริง, กล้อง Nikon F3 ที่เขาใช้ถ่ายภาพ และตัวหนังสือภาพเวอร์ชั่นแรกที่ ณ เวลานี้ราคาก้าวกระโดดไปไกลแล้ว

ในส่วนของซีรีส์ Family นั้น ก็เป็นอีกผลงานที่โดดเด่นอย่างมากของเขา การหมกมุ่นกับความตายและครอบครัว ถูกพูดถึงอย่างตรงมาตรงไป ชัดเจนอย่างที่สุด ภาพชุดที่เขาได้ถ่ายภาพหมู่ของครอบครัวตลอดเกือบ 20 ปี ทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย การเกิดขึ้นและการจากลาถูกถ่ายทอดผ่านเลนส์กล้อง Large Format ที่พ่อของเขาเคยใช้มาก่อนในสตูดิโอกว่า 40 ปี (พ่อของเขาเป็นช่างภาพและบ้านของเขาเคยเป็นสตูดิโอถ่ายภาพมาก่อน)

อารมณ์ขันท่ามกลางความตายในบางห้วงเวลา หัวโบราณท่ามกลางโลกตะวันตก กลบเกลื่อนความเจ็บปวดด้วยรอยยิ้ม มันคือความชัดเจนของวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกที่กระอักกระอ่วนนั้น Fukase ถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม

ในหมวดหมู่เดียวกันที่เราชอบมากคือ Memories of My Father ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Sukezo ผู้เป็นพ่อของ Fukase ซึ่งมีบทบาทต่อชีวิตเขาอย่างมาก ไม่ว่าจะความรักในการถ่ายภาพ หรือบทบาทต่อการใช้ชีวิต เขาเลือกที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือภาพหลังจากที่พ่อของเขาจากไปเมื่อปี 1987 โดยคัดเลือกภาพถ่ายที่ถ่ายเอาไว้นับสิบปี มาร้อยเรียงเป็น Timeline ตั้งแต่การทำงานของ Sukezo สมัยหนุ่มที่เป็นช่างภาพในสตูดิโอ จนถึงยามนอนป่วย งานศพ และเถ้าถ่าน ผู้ชมกลายเป็นสักขีพยานร่วมกับ Fukase ในการเฝ้ามองชีวิตชายผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของ Fukase และร่วมไว้อาลัยไปพร้อมๆกันกับเขา เป็นซีรีย์ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เศร้าหมอง ดั่งเช่นตัวตนของเขาเอง

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายๆซีรีย์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น Self-Portrait ซึ่งมีการผสมผสานการ Paint สีทับลงไป (เป็นเทคนิคที่นิยมในช่วงยุค 80-90s) กับภาพเซลฟี่ที่ให้เห็นบรรยากาศบนท้องถนนในโตเกียว เป็นงานช่วงท้ายๆก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถออกไปข้างนอกได้

เรียกว่าเป็นงานนิทรรศการที่อิ่มเอมมากๆ น่าอิจฉาผู้คนในเมืองนี้จริงๆที่ได้เสพงานดีๆระดับโลก การจัดวางจัดแสดงแบบมืออาชีพขนาดนี้ ใครสนใจงานของ Masahisa Fukase ก็อาจจะต้องกระเป๋าหนักนิดนึงนะ เพราะนอกจากหนังสือภาพ Ravens ที่เพิ่งพิมพ์ใหม่เมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่มีเล่มไหนราคาต่ำกว่าหลักหมื่นเลยล่ะ แต่ถ้าใครหาได้ก็กระซิบมาบอกบ้างนะ… 

ปืนไรเฟิลกับกล้องถ่ายภาพ และภาพถ่ายสงครามที่ถูกเก็บงำกว่า 50 ปีของ Tony Vaccaro

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าเราข้ามประเด็นเรื่องสงคราม แล้วหันมาคุยกันในเชิงศิลปะถ่ายภาพแล้ว นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการถ่ายภาพ (จริงๆจะว่าไป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดการก้าวกระโดดในหลายๆวงการของโลก เพราะมันคือการพยายามกลับมายืนหยัดใหม่ของมนุษยชาติ) มันคือจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีการถ่ายภาพ และความรู้ด้านการถ่ายภาพของช่างภาพที่ลงตัว

ในยุคที่กำเนิดกล้องถ่ายภาพ 35mm ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพกพากล้องไปไหนก็ได้ ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ซึ่งก่อนหน้านั้น กล้องถ่ายภาพเป็นเครื่องมือที่ไม่เอื้อให้คนแบกมันไปไหนต่อไหนได้ง่ายๆ ถ่ายได้ไม่กี่ภาพ และยังไม่สามารถเก็บภาพที่มีการเคลื่อนไหวมากๆได้ด้วย

ภาพถ่ายสงครามในยุคก่อนหน้า จึงทำได้เพียงแค่การเซ็ตขึ้นมา (Staged) เพื่อให้เห็นบรรยากาศของสงคราม แต่มันขาดความเป็นจริงที่เกิดในขณะนั้น เรื่องราวในขณะนั้น

นอกจากการปฏิวัติวงการภาพข่าวของเอเจนซี่ช่างภาพ Magnum ในช่วงทศวรรษที่ 1940s แล้ว ยังมีช่างภาพอีกหลายคนที่นำพาให้เกิดงาน แนวทางใหม่ของการถ่ายภาพในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

ในขณะที่ Robert Capa ช่างภาพผู้ให้กำเนิดเอเจนซี่ Magnum อันยิ่งใหญ่และเป็นผู้พลิกวงการการถ่ายภาพข่าวสงครามโดยการเข้าไปถ่ายภาพปฏิบัติการหาดโอมาฮาในวัน D-Day นั่นเพียงในฐานะของช่างภาพที่กองทัพอนุญาตให้เข้าร่วมในเหตุการณ์เฉพาะวันนั้นเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเสี่ยงตายมากพอแล้ว

แต่สำหรับ Tony Vaccaro หนุ่มน้อยวัย 21 ปี เขานำพาตัวเองไปไกลกว่านั้น การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทหารของกองทัพเพื่อร่วมรบ คือการพาตัวเองเข้าไปถ่ายภาพท่ามกลางสนามรบโดยไม่มีใครห้ามได้อย่างแท้จริง และนี่คือการถ่ายภาพสงครามที่ยังไม่เคยมีใครได้เข้าใกล้ความตายได้มากไปกว่าเขา

Tony Vaccaro ในวัย 21 ปี

จะว่าไม่มีใครห้ามก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว กองทัพสั่งห้ามให้ถ่ายรูปในระหว่างรบ แม้ว่าจะเป็นทหารก็ตาม และกล้องถ่ายรูปจะถูกทำลายทิ้งเสียด้วย แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่จะเหนี่ยวรั้งให้ Tony ไม่ออกไปถ่ายภาพได้

18 มิถุนายน 1944 วันแรก หรือวัน D-Day ที่เหล่าทหารยกพลขึ้นหาดนอร์มังดี Tony ไม่ยี่หระต่อกฏเกณฑ์ที่ว่าไป ระหว่างที่นั่งเรือเข้าไปในสนามรบนั้น เขาซ่อนกล้องไว้ในเสื้อกันฝน วางเลนส์กล้องผ่านรูกระดุมที่เขาฉีกให้เป็นรูใหญ่มากพอออกมา และใช้วิธีกะๆเฟรมภาพ กดถ่ายไปเรื่อยๆเอาแทน

ไม่มีใครรู้ว่าบนชายหาดนั้น พวกเขาจะเจอความโหดร้ายเพียงใด ท่ามกลางห่ากระสุนที่หนักหน่วงราวพายุ มีศพทหารเกลื่อนกลาดหลายพันศพ กลิ่นของศพเหล่านั้นผสมปนเปกับกลิ่นดินปืน และคลื่นลมทะเล กลายเป็นกลิ่นเฉพาะที่เขาเรียกมันว่า “กลิ่นของสงคราม” เขาได้กลิ่นนั้นแทบจะทันทีที่เหยียบย่างลงไปบนหาดนอร์มังดี

Tony ฝ่าพัน ถากดายทุกย่างก้าวในสมรภูมิรบด้วยปืนไรเฟิลประจำตัวในฐานะทหารราบ และเก็บเกี่ยวซากปรักหักพังแห่งสงครามผ่านเลนส์กล้องประจำตัวของเขาในฐานะศิลปินไปพร้อมๆกัน

Argus C3 เป็นเพียงกล้องที่ราคาถูก ที่เขาซื้อมาในราคา $47 เมื่อตอนอายุ 18 ปี คุณภาพไม่ได้ดีอย่างกล้องไฮเอนท์ในยุคนั้นเช่น Leica ที่ช่างภาพมืออาชีพใช้ๆกัน มันเป็นเพียงกล้องเลนส์พลาสติกที่มีคุณสมบัติหนึ่งที่ผ่านเกณฑ์ในการอยู่ในสนามรบได้ก็คือ “ความแข็งแกร่ง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับพื้นที่นี้

Tony ในปัจจุบันกับกล้อง Argus C3 ตัวเดิม

สิ่งที่ Tony ไม่ได้เตรียมการไว้อีกหนึ่งสิ่ง คือเขาไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการล้างฟิล์มระหว่างสงคราม เพราะคิดเอาไว้อย่างเดียงสาว่าเมื่อไปถึงนอร์มังดี เมื่อถึงเวลาพักรบคงจะมีร้านล้างฟิล์มสักร้านอยู่ในเมืองบ้าง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว.. สงครามโหดร้ายเกินไปกว่าความนึกคิดของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมากนัก ที่นอร์มังดีนี้…ตึกรามบ้านช่องร้านค้าถูกทำลายไปหมดสิ้นพร้อมๆกับการโจมตี แต่ระหว่างที่เขาก้าวเท้าผ่านเข้าไปในซากเมืองนั้น เขาก็พบกับซากร้านล้างฟิล์มที่ถูกระเบิดพังจนไม่เหลือชิ้นดี เขาพยายามรื้อค้นซากเหล่านั้นจนเจอเคมีสำหรับล้างฟิล์ม และค่อยๆโกยเคมีเหล่านั้นรวบรวมมาเก็บไว้

ตกดึกคืนนั้น ท่ามกลางความมืดของท้องฟ้ายามสงครามที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ Tony ใช้เคมีที่เก็บมาได้ ล้างฟิล์มด้วยอุปกรณ์ที่มีใกล้ๆตัว เช่น หมวกทหารแทนอ่าง ตากฟิล์มเหล่านั้นไว้กับกิ่งต้นไม้ใกล้ๆ เช้าวันต่อมา เขาพบว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ภาพที่ปรากฏบนฟิล์ม 10 ม้วนแรกนั้น คือหน้าประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการถ่ายภาพไปตลอดกาล

งานภาพสงครามของ Tony จับเอา “ห้วงเวลาแห่งความตาย” ได้อยู่หมัด และสามารถเล่ารายละเอียดของสงครามนั้นๆได้อย่างยอดเยี่ยมโดยที่ไม่มีการจัดฉากเพื่อถ่าย ทุกภาพเกิดขึ้นจริงแบบ Real-time แม้ว่าจะมีช่างภาพคนอื่นๆในสงครามอีกหลายต่อหลายคน แต่พวกเขามักนิยมการจัดฉากอยู่บ้างเพื่อให้ได้ภาพสวยงามอย่างที่ต้องการ แต่ Tony ปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง

ตลอด 272 วันในสงครามครั้งนั้น เขาถ่ายภาพไปกว่า 8,000 ภาพ และกองทัพไม่เคยใช้ภาพของเขาสำหรับเป็นหลักฐานหรือชิ้นงานเกี่ยวกับสงครามอย่างเป็นทางการเลย เพียงเพราะเห็นว่าเขาเป็นเพียงหนุ่มน้อยวัย 21 ที่ไม่รู้ประสีประสาเท่านั้น หลังจากสิ้นสุดสงครามโลก Tony ก็หันมาทำงานเป็นช่างภาพอย่างจริงจัง ปี 1950 เขาเริ่มทำงานให้กับ Life Magazine และนิตยสารแฟชั่นหัวใหญ่ๆอีกหลายฉบับในเวลาต่อมา

ด้วยทัศนคติของเขาต่อสงครามอันโหดร้าย Tony ตัดสินใจที่จะไม่เผยแพร่งานของเขา ปิดประตูล็อคงานเหล่านั้นไว้และมุ่งมั่นจะสร้างสรรค์เพียงงานภาพถ่ายที่สวยงามแทนที่ภาพถ่ายที่หดหู่เหล่านั้นแทน

จนกระทั่งกลางยุค  ’90s หรือ 50 ปีต่อมา ภาพกว่า 8,000 ภาพของเขาก็ถูกนำออกมาสู่สายตาชาวโลก ถูกตีพิมพ์และออกแสดงมากมายจนกระทั่งปัจจุบันที่เขาอายุเฉียด 100 เข้าไปทุกที

ต่อคำถามของนักข่าวรุ่นเหลนที่ว่า เขาคิดว่าอนาคตของการถ่ายภาพในโลกนี้จะเป็นเช่นใด? Tony บอกไว้ว่า ทุกวันนี้การถ่ายภาพเป็นเรื่องที่ต้องการความรวดเร็วเข้าไปทุกที การถ่ายภาพจะความหมายสักอย่างต่อเมื่อมันเป็นงานที่ถูกตั้งเป้าหมายไว้ แน่นอนว่าในอนาคต การถ่ายภาพต้องมีเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพียงแต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าช่างภาพใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจจะถ่ายน้อยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่น Tony ใช้เวลามากๆกับสิ่งนั้น อย่างเช่นเขาใช้เวลาหลายอาทิตย์ขลุกอยู่กับ Picasso เป็นต้น ซึ่งการที่ได้ใช้เวลา ช่างเป็นความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 เสียจริง

“ภาพถ่ายมันคือโอกาส ถ้าคุณกินนอนอยู่กับกล้อง คุณจะได้เห็นว่าอะไรที่โลกมอบให้คุณมาบ้าง”