Tag: ถ่ายสตรีท

“ดราม่าสตรีท” วิจารณ์ภาพสตรีทจากแฟนเพจ ครั้งที่ 2

เป็นครั้งที่ 2 แล้วสำหรับ “ดราม่าสตรีท” ต้องขอบคุณน้องๆเพื่อนๆพี่ๆในเพจ  สยามมนุษย์สตรีท Siam Street Nerds ที่ให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม มีคนส่งภาพมาให้วิจารณ์กันมากมาย แต่ต้องยอมรับว่ากำลังคนของพวกเรา ไม่สามารถวิจารณ์ให้ได้ทุกภาพจริงๆ ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีเลือกภาพที่จะมีประโยชน์ต่อทุกคน 

หลายๆภาพ จะมีเคสที่น่าสนใจอยู่ ถ้าใครคิดว่าภาพที่เลือกมามีปัญหาคล้ายๆกับตัวเอง ก็จะได้นำไปพัฒนาปรับปรุงต่อไปได้ Continue reading ““ดราม่าสตรีท” วิจารณ์ภาพสตรีทจากแฟนเพจ ครั้งที่ 2″

Advertisements

“ดราม่าสตรีท” วิจารณ์ภาพสตรีทจากแฟนเพจ ครั้งที่ 1

อย่างที่เคยประกาศกันไปแล้วในเพจ สยามมนุษย์สตรีท Siam Street Nerds เกี่ยวกับคอลัมน์ใหม่ของพวกเรา ที่จะมาช่วยวิจารณ์งานสตรีทอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งในระดับสากลการวิจารณ์งานเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยพัฒนาฝีมือได้อย่างมาก 

เพียงแต่ในเมืองไทย มักจะมีปัญหาเรื่องการวิจารณ์งานกัน บ้างก็จะคิดว่าเป็นการตำหนิกัน บ้างก็หาว่าด่าว่ากัน แทบจะเรียกว่าต้องชมกันได้อย่างเดียว จนกลายเป็นสิ่งที่เราได้ยินกันจนชาชินว่า “ดราม่า” Continue reading ““ดราม่าสตรีท” วิจารณ์ภาพสตรีทจากแฟนเพจ ครั้งที่ 1″

ภาพสตรีท Street Photo Thailand Editor’s Pick ประจำเดือน พฤษภาคม 2559

สวัสดีชาวสตรีทเนิร์ด เดือนพฤษภาคมผ่านไป หน้าฝนเริ่มเข้ามา ท้องฟ้าสีหม่นมาก อย่าลืมพกแฟลชกันด้วย เดือนนี้มีชาวเนิร์ดหน้าใหม่ๆ งานเจ๋งๆเข้ามาให้เห็นกันเยอะขึ้น มาดูกันว่า งานของใครได้รับเลือก Pinned เป็น Editor’s Pick จากเพจ Street Photo Thailand ประจำเดือนพฤษภาคม 2559 กันบ้าง Continue reading “ภาพสตรีท Street Photo Thailand Editor’s Pick ประจำเดือน พฤษภาคม 2559”

ภาพสตรีท Street Photo Thailand Editor’s Pick ประจำเดือน เมษายน 2559

สวัสดีชาวสตรีทเนิร์ดอีกแล้ว เดือนเมษาหน้าร้อนผ่านไป ตับแล่บกันเลยทีเดียว ชาวเนิร์ดผู้ใดที่สามารถฟันฝ่าแสงแดดอันร้อนระอุไปคว้าภาพเด็ดๆมาโพสจนได้คัดเลือกเป็น Pinned เป็น Editor’s Pick จากเพจ Street Photo Thailand ประจำเดือนเมษายน 2559 กันบ้าง มาชมกันได้เลย Continue reading “ภาพสตรีท Street Photo Thailand Editor’s Pick ประจำเดือน เมษายน 2559”

5 ทิปส์สั้นๆ ที่จะช่วยให้อัพเลเวลในการถ่ายสตรีท

ภาพ โดย Michael Archambault

แปลจากบทความของ Michael Archambault ใน PetaPixel

 

ในศาสตร์แห่งการถ่ายภาพสตรีทนั้น เป็นศาสตร์ที่จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์ให้กับช่างภาพที่พยายามจะจับภาพจังหวะความเป็นมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การถ่ายแคนดิดช่วยให้ศิลปินจับภาพความเป็นธรรมชาติในโลกนี้ และสะท้อนสิ่งที่เป็นไปในสังคม ถ้าคุณเริ่มต้นเข้ามาในโลกแห่งการถ่ายสตรีท และมีพื้นฐานที่ดีแล้ว ทิปส์เหล่านี้..กำลังจะพาคุณไปสู่ขั้นต่อไป Continue reading “5 ทิปส์สั้นๆ ที่จะช่วยให้อัพเลเวลในการถ่ายสตรีท”

6 กรุ๊ปบน Facebook ที่เนิร์ดสตรีทต้องไม่พลาด

วันนี้จะมาแนะนำสนามฝึกปรือวิทยายุทธสตรีทกัน ใน Facebook มีกรุ๊ปมากมายที่ให้โพสภาพสตรีทกัน แต่บอกเลยว่าหลายๆกรุ๊ปเองก็ยังไม่ถือว่าเป็นกรุ๊ปที่จริงจังเรื่องภาพสตรีทกันเท่าไหร่ บางกรุ๊ปก็อาจจะยังไม่เข้าใจจริงๆว่าภาพสตรีทคืออะไร? เพราะฉะนั้น..การเข้าร่วมกรุ๊ปต่างๆควรพิจารณากันให้ดีๆ เราก็เลยขอแนะนำกรุ๊ปที่เป็นประโยชน์กับชาวเนิร์ดกันสัก 6 กรุ๊ปก่อน

อีกอย่างที่อยากจะฝากกันก็คือ หลายๆกรุ๊ปมักจะต้องผ่านการ Aprrove ภาพจากแอดมินก่อน ถ้าเรายังไม่ผ่าน แนะนำให้สอบถามหรือศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพสตรีทด้วยนะ เพื่อจะได้รู้ว่ามันไม่ผ่านเพราะอะไร? เราจะพัฒนาต่อยังไง? เพราะการถ่ายสตรีท ถ้าเราไม่คิดจะจริงจังอะไร ก็โอเคนะ..ที่จะถ่ายยังไงก็ได้ตามใจเรา แต่ถ้าเราอยากจะเนิร์ดจริงๆจังๆ อยากจะถ่ายสตรีทให้ดีขึ้นล่ะก็…ควรฝึกฝีมือให้มากขึ้น สตรีทมันเป็นศาสตร์การถ่ายภาพที่มีเนื้อหา มีประวัติศาสตร์ของมันอยู่นะ มีที่มาที่ไป ถ้าเป็นกรุ๊ปฝรั่งเนิร์ดๆนี่เค้าวิจารณ์งานกันจริงจังเลย เราก็จะได้ความรู้ที่ดีด้วย

สำหรับใครยังไม่เข้าใจเรื่องถ่ายสตรีทเบื้องต้น คลิกอ่านที่นี่ / และอย่าลืมอ่านกฏของกรุ๊ปแต่ละกรุ๊ปก่อนโพสด้วยนะจ้ะ

 

Street Photo Thailand 

กรุ๊ปนี้คือเสาหลักของวงการสตรีทเมืองไทยก็ว่าได้ เนิร์ดชาวไทยที่เริ่มต้นถ่ายสตรีทก็คงไม่พ้นเริ่มจากกรุ๊ปนี้กันก่อน การโพสรูปลงในกรุ๊ปนี้ก็ไม่ซับซ้อนนะ ขอแค่อ่านกฏกันดูก่อน (คลิกอ่านกฏ) สำคัญมากเพราะคนไม่อ่านกฏกันเยอะ เราจะสรุปย่อๆคือ รูปสตรีทคือต้องไม่จัดฉาก ถ่ายในที่สาธารณะ และต้องมีความคิดสร้างสรรค์! ย้ำ! ไม่เอาแบบขอทาน พระเดินบิณฑบาต คนพิการ หมา แมว ตึกราบ้านช่องเฉยๆห้วนๆงี้ไม่เอานะ ไม่ต้องแต่งภาพแต่งสีจนเว่อร์ สีจัด HDR อะไรงี้ รวมไปถึงลายเซ็นต์ ลายน้ำ กรอบอะไรงี้ ก็ไม่ต้องใส่มานะ

ในกรุ๊ปจะมีแอดมินซึ่งเป็นช่างภาพในกลุ่ม Street Photo Thailand ซึ่งมีดีกรีในเวทีสตรีทระดับโลกกันหลายคน คอยช่วยกัน Approve ดังนั้นรูปที่โพสจะไม่ขึ้นเลย ต้องผ่านการอนุมัติก่อนว่าผิดกฏหรือไม่ หรืออยู่ในเกณฑ์ภาพสตรีทหรือไม่ ใครไม่ได้โพสสักทีแล้วสงสัยว่าตัวเองทำไมถึงไม่ผ่าน สามารถส่งไปถามทางแอดมินเพื่อขอคำชี้แนะได้นะ ทุกอย่างมีเหตุและผลอยู่ตามหลักสากล อยากพัฒนางานตัวเองก็ลองฟังแอดมินกันดู ไม่ต้องดราม่ากันนะ เราเห็นดราม่ากันบ่อยเหลือเกิน ไม่ดีๆ..

ในแต่ละเดือน รูปที่ได้โพสลงในกรุ๊ปแล้วเป็นภาพสตรีทที่น่าสนใจ จะถูก Pinned ไว้ สามารถคลิกย้อนดูได้

 

APF Magazine Street Photography

กรุ๊ปนี้เป็นกรุ๊ปภาพสตรีทนานาชาติ อาจจะมีจากอินเดียเยอะหน่อย เพราะฐานหลักเค้าอยู่กันที่อินเดีย เช่นกันกรุ๊ป APF ก็มีกฏอยู่ อย่าลืมอ่านก่อนจะโพส! เช่น โพสได้วันละ 1 รูป , ไม่ใส่ลิ้งค์หรือแชร์ภาพจากลิ้งค์ไหน , รวมถึงกฏของภาพสตรีท อย่างไม่ใส่ลายน้ำ ลายเซ็นต์อะไรก็ตาม ฯลฯ

กรุ๊ปนี้ไม่มีการสกรีนก่อน สามารถโพสลงไปได้เลย แต่ถ้าผิดกฏก็จะโดนลบ งานในนั้นอาจจะมีภาพที่เป็นสตรีทที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป เนื่องจากโพสกันอิสระกว่าที่อื่น แต่คำแนะนำสำหรับผู้ชมคือ จะดูภาพไหนเป็นตัวอย่างภาพสตรีทที่ดีนั้น อย่าได้เอา like เป็นตัววัดเด็ดขาดนะ หลายๆภาพ like เยอะแต่ไม่ใช่ภาพสตรีทที่ดีเลยก็มี สังเกตได้อย่างนึงว่า ภาพสตรีทที่ดีในนั้น จะมีแอดมินคอมเม้นท์เสริมอยู่เป็นต้น

จุดเด่นอีกอย่างของกรุ๊ปนี้คือ ทุกวันจันทร์ จะมี Tips ในการถ่ายสตรีทจากแอดมินกรุ๊ปมาแนะนำให้อ่านกัน ส่วนทุกวันศุกร์ จะมี Feedback Friday แอดมินจะเข้ามาคอมเม้นท์อย่างตรงมาตรงไปในรูปที่ขอคำแนะนำ อันนี้เป็นประโยชน์มากในการศึกษา อาจจะต้องฝึกภาษาเล็กน้อย เพราะเป็นภาษาอังกฤษหมดนะจ๊ะ

 

Streethunters.net

กรุ๊ปสตรีทนานาชาติอีกเช่นกัน กรุ๊ปนี้มีช่องทางเยอะ มีบล็อกให้อ่าน มีคลิปด้วย เหมือนกับทุกกรุ๊ปก็คือ กรุณาอ่านกฏก่อนนะ! ซึ่งกฏก็จะคล้ายๆกันอีกนั่นแหล่ะ ถ้าเข้าใจกฏของ Street Photo Thailand ก็โพสที่นี่ได้เช่นกัน หลักๆก็คือ รูปที่ไม่ใช่ภาพสตรีทที่ดีอย่างที่บอกไปแล้ว พวกใส่ลายน้ำ พวกแต่งรูป พวกซูมๆภาพเข้าไปนี่ (ที่นี่ค่อนข้างซีเรียสหน่อย) และการโพสรูปทางแอดมินจะเป็นคน Approve อีกทีนึงด้วย

กรุ๊ปนี้ยังมีคนไม่มากเท่าไหร่ เพราะเปิดได้ไม่นาน  แต่ที่น่าสนใจก็คือมีบล็อกข้อมูลดีๆให้อ่านกันเรื่อยๆด้วย รวมถึงภาพสตรีทดีๆที่แอดมินเค้าจะมาแนะนำอะไรแบบนี้

 

Streets In Color

อีกหนึ่งกรุ๊ปที่มีคนเล่นอยู่มากพอสมควร แม้ว่ากรุ๊ปนี้จะไม่เห็นกฏแปะไว้ชัดเจน แต่ก็เหมือนเช่นกฏของชาวสตรีททั่วโลก ในกรุ๊ปนี้เวลาโพส แอดมินก็จะ Approve อีกเช่นกัน รวมถึงมีการตั้งธีมให้ในแต่ละสัปดาห์อีกด้วย ลองชม Gallery รูปสตรีทของกรุ๊ปได้ที่ www.streetsincolor.com

 

Black and White Street.com

สำหรับคอภาพขาวดำ กรุ๊ปนี้เน้นเฉพาะสตรีทภาพขาวดำเลย กฏของกลุ่มก็คล้ายๆกันกับกลุ่มด้านบน โพสได้วันละ 1 รูป แอดมินจะคอยตรวจสอบ และภาพที่น่าสนใจจะถูกคัดไปไว้ใน Gallery ของกรุ๊ป www.blackandwhitestreet.com

 

TSC – Public Projects

เป็นกรุ๊ปโปรเจคระยะยาว สำหรับเนิร์ดขั้นกว่า เหมาะกับสตรีทจริงจังจริงๆ เพราะแอดมินจะให้โจทย์ระยะยาวหลายๆเดือน โดยแต่ละโปรเจคก็จะจำกัดว่าโพสได้กี่รูป ซึ่งมากกว่ากฏของการถ่ายสตรีททั่วไปตรงที่งานของเราต้องมีมาตรฐานดีพอที่จะได้รับการคัดเข้าไปใน Collective นั้นๆ โดยจะมีการประกาศผู้ชนะในแต่ละโปรเจค และนำผลงานไปโชว์ในงานนิทรรศการที่สวีเดนปีนี้ ติดตามผลงานของกรุ๊ปนี้ได้ที่  www.thestreetcollective.com

 

7 สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการถ่ายสตรีท(ที่ดี)

บทความโดย กบ สยาม.มนุษย์.สตรีท

ในบล็อกของ สยาม.มนุษย์.สตรีท มีเรื่องราวให้อ่านมากมายสำหรับคนที่สนใจการถ่ายสตรีทอย่างจริงจัง แต่เราก็เชื่อว่ายังมีหลายๆคนก็อาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก หาเจอบ้างไม่เจอบ้าง เช่น บทความ “ก้าวแรกสู่สังเวียน Street Photography”  ที่เหมาะกับคนเริ่มต้นจะเข้าใจภาพสตรีทอย่างจริงจัง เป็นต้น

วันนี้ ง่ายๆเลย สำหรับคนที่เพิ่งเปิดมาเจอบล็อก อยากจะมาย้ำให้ฟังกันเรื่องเบสิคๆ 7 สิ่งที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับการถ่ายสตรีทที่ดีกันก่อน

 

  • ภาพสตรีทดีๆต้องเป็นภาพขาวดำเท่านั้นถึงจะได้อารมณ์

อาจจะเพราะเราเห็นรูปในตำนานสมัยโบราณกาลทั้งหลายเป็นรูปขาวดำ ซึ่งสมัยก่อนเราก็คิดเหมือนกันว่าภาพขาวดำนี่มันได้อารมณ์กว่าจริงๆนะ ต่อมาเราเจอคำพูดนี้ “Color is very much about atmosphere and emotion and the feel of a place.” โดย Alex Webb ช่างภาพสตรีทระดับ Magnum Photos  ในใจก็คิดว่า “โด่ลุงยังไงก็สู้ขาวดำไม่ได้หรอกกกก” (egoมาเต็ม)

จนเราไปเจอหนังสือของลุงที่ชื่อว่า “The Suffering Of Light” เปิดไปได้ 4-5 หน้าเท่านั้นแหละ เหมือนโดนสะกดจิตเดินไปจ่ายเงินทันที คือเป็นภาพสีที่สวยมากกกกก พลังมาเต็มแบบที่เราไม่เคยเห็นจากภาพขาวดำ ตั้งแต่นั้นมาความคิดเราเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังชอบดูงานและถ่ายภาพขาวดำอยู่นะ มันทำให้เห็นว่า จะสีจะขาวดำ ก็เป็นภาพสตรีทที่ดีได้ทั้งนั้น

 

NICARAGUA. Puerto Cabezas. 1992.
© Alex Webb/Magnum Photos

 

  • ถ่ายขอทาน คนไร้บ้าน

เป็นอะไรที่ฮอตฮิตมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มถ่ายสตรีท แม้จะเคยมีบทความที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เพราะนี่คือทัศนคติแรกของชาวสตรีทที่ต้องปรับก่อนเลย ซึ่งถ้าจะถามว่าการถ่ายขอทานนั้นเป็นภาพสตรีทหรือเปล่า? คำตอบคือมันก็ใช่ภาพสตรีท แต่..จะเป็นภาพสตรีทที่ดีมั้ย นั้นเป็นอีกเรื่องนึง คือเรามองว่า การเดินถ่ายภาพคนที่ด้อยกว่าเรามันไม่ใช่สิ่งที่น่าดูสักเท่าไร  ที่สำคัญ หัวใจของการถ่ายสตรีทคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ต่างหาก ดั้งนั้น การถ่ายแค่ขอทาน คนพิการแบบโต้งๆมันคือ “ง่ายเกินไป” ในการจับความน่าสงสาร รันทด ตามท้องถนน มาเป็นผลงานของเรา รวมไปถึงความซ้ำซากจำเจ (พอๆกับรูปฟิวคุณยายถือตะเกียงในป่าใหญ่)  ต่อไปนี้เวลาเราออกไปสตรีทที่ไหนแล้วเจอขอทาน จับกล้องแน่นๆใจแข็งๆแล้วเดินผ่านกันเถอะ เรารู้ว่าชาวเนิร์ดมีพลังในการสร้างสรรค์งานมากกว่านั้น

 

  • เขียนคำอธิบายยาวๆประกอบรูป

เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาพข่าวหรือภาพสารคดีดีกว่า บ่อยครั้งที่เราเห็นภาพสตรีทที่ตามมากับ การเขียนคำอธิบายยาวๆ ถึงเรื่องราวที่เราตั้งใจให้มันเป็น เช่น ภาพคุณยายนั่งรอรถเมล์ ก็จะมีคำอธิบายถึงความเหน็ดเหนื่อยที่ลูกหลานทอดทิ้ง ไม่มีเงินกินข้าว บลาๆๆ  / ตัดภาพกลับมาความเป็นจริงคือ คุณยายมีคนขับรถ benz มารับ จบ.  คือภาพสตรีทที่ดีมันควรจะเล่าเรื่องด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว(ในกรณีภาพเดี่ยวนะ) หรือการให้ผู้ที่ดูรูปได้ไปจิ้นต่อเอาเอง โดยไม่ต้องเอาคำอธิบายมาปิดกั้น บางคนซีเรียสถึงขนาดไม่ตั้งชื่อรูปเลยก็มีนะ ทั้งนี้ทั้งนั่นเราพูดถึงงานแบบภาพเดียวนะ ถ้ามาเป็น ภาพชุดหรือ project จะมีคำอธิบายถึงแนวคิดมาก็ไม่แปลก

 

  • ซีนสวยๆ กดชัตเตอร์สักทีก็อยู่แล้ว

    ใช่แล้ววินาทีที่ดีที่สุดของซีนนั้นๆอาจจะมีแค่แว่บเดียว (Desisive Moment) แต่เราก็ไม่จำเป็นต้อรอให้เกิดขึ้นก่อนแล้วกดมาแค่ครั้งเดียวนิ (แบบนั้นไม่น่าจะทันด้วยซ้ำ)  หากเราเห็นแล้วว่าซีนนี้น่าสนใจเราก็แค่คิดก่อนถ่ายซักหน่อย ยืนรอวางเฟรม ปรับค่าตั้งกล้องให้เหมาะสมแล้วก็กดไปเรื่อยๆเปลี่ยนมุม ลองดูทั้งแนวตั้งแนวนอน คิดไปถ่ายไป ลองดูจนกว่าเราจะได้ภาพที่คิดว่าชอบแล้วก็ค่อยกลับไปเลือกรูปที่บ้าน หรือถ้าได้แล้วคิดว่ายังดีได้มากกว่านี้ เราก็ค่อยกลับมาซ้ำต่อในวันถัดไปก็ได้ รูปเด็ดๆระดับโลกมีน้อยมากที่ลุงๆเค้าจะกดมาทีเดียว ลอง google ว่า “magnum contact sheets” ดูก็ได้นะ

IMG_0258
Contact Sheets ของปู่ Elliot Erwitt ก่อนจะได้เป็นภาพสตรีทน้องหมาในตำนาน

 

USA.  New York.  2000.
© Elliott Erwitt/Magnum Photos

 

  • ภาพสตรีทต้องถ่ายบนท้องถนนเท่านั้น

ที่ไหนก็ตามที่เป็นที่สาธารณะเช่น ห้างสรรพสินค้า ทะเล ภูเขา  หรือจะดาวอังคาร จะที่ไหนก็ตามเราก็สามารถสตรีทได้หมด โอเคส่วนนึงก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ถ่ายด้วยนะ เช่นเอาจริงๆตามห้างก็จะมีป้ายห้ามถ่ายรูปบอกไว้ แต่อย่างที่เรารู้คนก็ถ่ายกันทั่วไปอยู่แล้ว ตราบใดที่เราไม่ฮาร์ดคอร์ไปเดินตบแฟลชในห้าง หรือทำท่าซุ่มๆใต้บันไดเลื่อน ก็คงไม่โดนยามรวบตัว

18293772128_9cb7ddd0a5_b
ภาพนี้ ถ่ายในห้างง่ายๆเลย ไม่ต้องไปที่ไหนไกล / ภาพโดย Sun สยาม.มนุษย์.สตรีท

 

 

  • ภาพสตรีทต้องมีคนอยู่ในภาพ

อันนี้แม้แต่ในระดับสากลก็ถกเถียงกันมาเยอะเหมือนกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็ยอมรับ บางภาพไม่มีแม้แต่สิ่งมีชีวิตอยู่เลย อาจจะเป็นเส้นสาย กราฟฟิค ก้อนเมฆที่เป็นรูปหน้าคน หรืออีกเยอะแยะมากมายตามแค่จิตนาการ นั่นล้วนแต่เป็นงานสตรีทที่ดีทั้งนั้นแหละ ขอแค่อยู่ในความหมายที่ว่า ภาพถ่ายในที่สาธารณะที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์

© Matt Stuart/iN-PUBLIC

 

 

  • ถ่ายโดยใช้เลนส์เทเล ซูมจากไกลๆไม่ให้คนรู้ตัว

โดยส่วนใหญ่คนที่ไม่ได้เรียนรู้งานสตรีทอย่างจริงจังมาก่อน มันจะมีความเข้าใจแบบนี้มาก่อนแทบทั้งนั้น เลนส์เทเลถ่ายภาพที่มีซับเจคเดี่ยวซูมมาจากไกลๆ โบเก้งามๆนั้น เหมาะกับการถ่าย portrait  มากกว่า เพราะโดยปกติระยะที่ช่างภาพสตรีทใช้จะเป็น 28mm. 35mm. หรืออย่างเต็มที่ก็ 50mm. เพราะงานสตรีทเป็นการจับองค์ประกอบหลายๆอย่างไว้ในเฟรมเดียวกัน เลนส์ที่มีความกว้างจะเก็บเรื่องราวได้เยอะกว่า เล่าเรื่องได้ดีกว่า ยิ่งคนที่สามารถเอาองค์ประกอบเยอะๆมาวางในเฟรมเดียวกันได้อย่างลงตัวสวยงามและเล่าเรื่องได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งเป็นภาพสตรีทที่ดีมากเท่านั้น ซึ่งส่วนตัวเราถนัดระยะ 35mm มากที่สุด

 

ทั้ง 7 ข้อนี้ เป็นการย้ำง่ายๆ ไม่ให้ลืมกัน ค่อยๆลด ละ เลิก เรียนรู้ไปด้วยกันทีละข้อสองข้อละกันนะ หลายคนอาจจะบ่นว่าทำไมต้องมีกฎเกณฑ์อะไรเยอะแยะแบบนี้ สตรีทมันก็แค่ถือกล้องเดินไปตามถนนถ่ายอะไรมาก็ได้ไม่ใช่หรือ? คือมันก็ได้แหละ ถ้าเราไม่ได้ต้องการจะพัฒนางานของเราให้ดีขึ้นๆอย่างชาวเนิร์ดสตรีททั่วโลกพยายามกัน มันก็เหมือนกับเราเล่น red alert โหมดง่ายสุด วนไปวนมา ชนะแล้วชนะอีก ไม่ตื่นเต้นเอาซะเลยเนอะ

 

 

Observe Street Fight เปิดโหวต Golden Gloves Award ภาพสตรีทที่ดีที่สุดประจำปี 2015

กรุ๊ป Obeserve Street Fight เป็นกรุ๊ปแข่งขันภาพสตรีทที่สนุกและฮิตที่สุดของใน Flickr.com  จัดโดยกลุ่ม Observe Collective ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มแนวหน้าของวงการสตรีทโลกยุคนี้ โดยจะมีการเฟ้นหาภาพสตรีทที่น่าสนใจมาจับคู่แข่งขันกันในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งตอนนี้ทางกรุ๊ปก็ได้นำเอารูปที่ชนะทั้งหมดตลอดทั้งปี 2015 มาจัดลงหมวดหมู่ต่างๆเพื่อเปิดโหวตรางวัล Golden Gloves Award  ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่มีการเปิดโหวตรางวัลนี้ โดยปีนี้มีสตรีทไทยเข้าชิงในสาขาต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

นพดล ไมตรีจิตร์   จาก Loopers Collective สาขา Action

#02

 

อิศเรศ เฉลิมโสภาณ  จาก สยาม.มนุษย์.สตรีท สาขา Sleeping

Dreamer

 

อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล จาก สยาม.มนุษย์.สตรีท สาขา Color

 

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ จาก Street Photo Thailand สาขา Repetition/Sequence

Siam Park City

 

นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective สาขา Unpeopled

For Sale

 

นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective สาขา Decisive Moment

#14

 

พงศธร ลีลาประชากุล จาก Street Photo Thailand สาขา Humor

Bangkok, Thailand 2015

 

นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective สาขา Reflections

_DSC1337

 

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ จาก Street Photo Thailand สาขา Scale

Shadow of the Colossus

 

Mr Ping Sricham สาขา Backs


Rammy Narula และ เจษฎา อินเอก จาก Street Photo Thailand สาขา Graphic

https://flic.kr/p/qpTXfh

935

 

Kölner Dom

 

Rammy Narula จาก Street Photo Thailand สาขา Perspective Trick

 

ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ จาก Street Photo Thailand และ นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective ( 2 ภาพ ) สาขา Silhouette/Shadow

Freedom

#15



นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective , Rammy Narula  และ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ จาก Street Photo Thailand สาขา Hands/Legs

swimming pool  No.3

https://flic.kr/p/u232bM

Lizard man

 

นพดล ไมตรีจิตร์  จาก Loopers Collective และ Rammy Narula จาก Street Photo Thailand สาขา Beach

#03

 

San Francisco, USA 2015

San Francisco, USA 2015

 

Bangkok, Thailand 2014

Share

Framing  Special thank :  Mr.Lightman1975

 

Yamanashi, Japan 2015

 

#15 White Walker

 

Rammy Narula จาก Street Photo Thailand ( 2 ภาพ ) สาขา Windows

Platform 10

 

Pomegranate man

San Francisco, USA 2015

 

สัมภาษณ์พิเศษแบบเนิร์ดๆ “น้าบอล” สกุลชัย สี่กิติกุล สตรีทคือความฟิน!

  • สัมภาษณ์ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ( Sun )
  • ภาพ โดย อิศเรศ เฉลิมโสภาณ ( กบ )

 

น้าบอล” เป็นช่างภาพสตรีทไทยคนแรกๆที่เรารู้จักว่า นี่แหล่ะ.. คนไทยที่ถ่ายภาพสตรีทจริงๆจังๆ มีงานเข้าในระดับโลกไม่น้อย งานของน้าบอลดูดวิญญาณเราตั้งแต่แว่บแรกที่มองเข้าไป องค์ประกอบภาพที่อิ่ม เต็ม พอมองไปดีๆก็จะมีเรื่องอะไรบางอย่างในภาพที่มันสะกิดเราอีกขั้นหนึ่ง ตอนที่เริ่มถ่ายสตรีท เราไม่รู้หรอกว่างานสไตล์นี้เรียกว่าอะไร แต่ก็จำได้ดีว่าคนนี้เขาถ่ายแบบนี้ เป็นช่างภาพสตรีทอยู่ที่หาดใหญ่ เงียบขรึม และเขาก็ถ่ายภาพสตรีทด้วยฟิล์มอยู่หลายภาพทีเดียว ทำให้หลังจากนั้น เราสามารถคุยกับน้าบอลได้อย่างออกรสออกชาติ ใครๆก็เรียกว่า “น้าบอล” และน้าบอล ก็ไม่ได้แก่ขนาดจนเป็นน้าจริงๆ แต่เป็นคำเรียกที่ติดปากของวงการช่างภาพที่รู้กันดี

วันนี้เราเลยจะพามารู้จัก น้าบอล สกุลชัย สี่กิติกุล หนึ่งในช่างภาพสตรีทจากกลุ่ม Street Photo Thailand

 

4250
© สกุลชัย สี่กิติกุล/Street Photo Thailand : หนึ่งในภาพที่เคยเข้า Finalist ของรายการ Miami Street Photography 2014

 

SSN : ตอนแรกน้าบอลเริ่มถ่ายภาพแนวๆไหนมาก่อน

น้าบอล : เริ่มแรกจริงๆ ไม่ได้ถ่ายสตรีทครับ ก็ถ่ายทั่วไป ถ่ายแฟน ถ่ายอะไรที่เน้น Depth of field ยังบ้าเรื่องโบเก้อยู่ (Bokeh)

SSN : น้าบอลเรียนอะไรมาครับ

น้าบอล : ศิลปากรครับ นิเทศน์ศิลป์ ศิลปากร แต่ว่าสมัยเรียนก็ไม่ได้สนใจกับเรื่องฟิล์มเลย มีวิชาเรียนก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ตั้งใจ บางทียังยืมงานเพื่อนส่ง

SSN : แล้วอะไรคือจุดที่อยากถ่ายรูป แบบก่อนหน้าจะถ่ายสตรีทด้วยนะ

น้าบอล : เรายังเป็นคนในยุคโน้น แม้ตอนนั้นดิจิตอลจะมาแล้วนะ แต่เรายังชอบฟิลลิ่งของฟิล์ม แล้วยังเชื่อว่า การเก็บภาพด้วยฟิล์มเนี่ย มันนิ่งกว่าการเก็บด้วยไฟล์ ผมไม่ค่อยเชื่อในความเป็นเทคโนโลยีเท่าไหร่ เราเก็บเป็นฟิล์มมันอุ่นใจกว่า

SSN : แสดงว่าเริ่มจากถ่ายฟิล์มก่อน ตอนนั้นใช้กล้องอะไรจำได้มั๊ยครับ

น้าบอล : มีพี่คนนึงยุให้มองที่เลนส์ก่อน ก็คือระยะ 35 เป็น Voigtlander 35 (หมายถึงเลนส์ระยะ 35mm. ของ Voigtlander)  แต่ว่าเพื่อนที่เป็นรุ่นพี่ก็ทักแล้วล่ะว่าควรจะเป็น Leica แต่ตอนนั้นเราก็คิดว่ามันไม่ต่างกันเท่าไหร่ ก็เลยซื้อมา แล้วท้ายสุดเราก็ต้องกลับมาที่ Leica 35 f/2 ( Leica Summicron 35mm. F/2 ) อยู่ดี

ถามว่าระยะ 35 ระยะ 50 ต่างกันยังไง ตอนนั้นคือยังไม่รู้เรื่องเลย เขายุมาอย่างนี้เราก็ตาม แต่ว่าพอถ่ายไปสักพักเนี่ย พี่คนเดิมเขาก็แนะนำต่ออีกว่า ลองดูงานคนนี้สิ Henri Catier Bresson เอาและ.. คือใคร ทีนี้เราก็เริ่ม Search

 

4242
© สกุลชัย สี่กิติกุล/Street Photo Thailand

 

SSN : ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของสายสตรีท

น้าบอล : ใช่ครับ ซึ่งก่อนสตรีทนี่ไปหลงใหล Medium Format มาก่อนด้วย ผมรู้สึกว่าฟิล์มมันใหญ่มาก ผลักระยะสวย มันเก็บทุกรายละเอียดได้ดี ตาม Flickr คนญี่ปุ่น ตอนนั้นยังติดเป็นงานเรียบๆนิ่มๆ

SSN : ทีนี้พอเริ่ม HCB (Henri Catier Bresson) แล้วเลยยาว?

น้าบอล : ใช่ ทีนี้เลยยาว ก็ไปตามเขา (HCB) ว่าเขาถ่ายด้วยอะไร มี 50 ด้วย ก็ไปหามาอีก

SSN : แสดงว่าน้าบอลชอบแนวคลาสสิคเลย

น้าบอล : เรียกว่าแทบจะตามรอยกันเลย ใช้เลนส์อันนี้ก็ตาม วิเคราะห์ภาพกันแบบซีเรียสเลย ตอนนั้นเขาถ่ายอย่างเงี้ย ด้วยท่าไหน

SSN : แล้วคือ HCB คนเดียวเลยหรือเปล่าที่ตามจริงจัง

น้าบอล : จริงๆก่อนนั้นก็มี Steve McCurry ก็คือไม่สตรีทซะทีเดียว แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ อะไรคือ Decisive Moment แต่เราตั้งคำถามกับรูปของ Steve ว่า ทำไมภาพคนภาพนี้ แค่มีคนเดินผ่านอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ทำไมมันถึงอิมแพคกับเรา ทำไมมันถึงตราตรึงกับความรู้สึกเรา พอมาถึงปู่อองรี (HCB) ปุ๊ป มันก็เลยบรรจบกันที่คำว่า Decisive Moment ว่ามันคือช่วงเวลาที่เหมาะสม

 

INDIA. Jodhpur. 2007.
© Steve McCurry/Magnum Photos

 

SSN : ก็เลยเริ่มเรียนรู้สตรีทจากจุดนี้ ทีนี้จุดพัฒนาต่อมาของน้าบอลคืออะไร

น้าบอล : คือเริ่มมารู้จักเพื่อนๆในเฟสบุ๊ค ก็คือ น้าต๋อง (วิสิทธิ์ กุลศิริ) ตอนนั้นยังเป็นกลุ่ม Smiley ( Smiley in public ) ซึ่งเพื่อนๆแนะนำให้ลองมาสมัครดูสิ ตอนนั้นยังเป็นสนุกๆเล่นๆ ภาพดูตลกดี อะไรแบบนี้ พอเข้ากลุ่มปุ๊ป ก็เริ่มดูงานเพื่อน ดูงานน้าต๋อง ดูงานคนโน้นคนนี้ ก็เริ่มเข้าใจทีละนิด เป็นไปตามสเตป

SSN : จุดไหนที่คิดว่า เราเริ่มเข้าใจงานสตรีท อย่างผมตอนแรกไม่เข้าใจเลย จนกระทั่งวันนึงพอเริ่มเรียนรู้ มีคนบอก แล้วเราถ่าย มันได้รูปนึงที่รู้สึกว่า เออ เราเข้าใจสตรีทบ้างแล้ว

น้าบอล : รูปแรกๆที่ผมเข้าใจ คือการเล่นกับป้าย อะไรแบบนี้ มันจะเข้าใจง่าย สื่อสารกับคนดูได้ง่าย เราจะเริ่มเข้าใจจากตรงนั้น แล้วพอเราไปเดินในหาดใหญ่ เราก็ลองบ้าง เพียงแต่ว่าในหาดใหญ่มันไม่ค่อยมีป้ายที่เท่ๆ โมเดิร์นๆ ก็เคว้งไปพักนึงเหมือนกัน สุดท้ายแล้วผมรู้สึกว่าคนที่ถ่ายสตรีท ท้ายสุดแล้วมันต้องมีรูปแรกที่เขารู้สึกว่ามันเข้าถึง แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ที่ดีหรอกนะ ถ้ามองย้อนกลับไป เพียงแต่เราต้องภูมิใจกับภาพๆแรกก่อน

ผมเล่นกับป้ายห้ามเลี้ยวซ้าย แต่บังเอิญคนเดินมาแล้วเลี้ยวซ้าย (แนว Juxtaposition การเปรียบเทียบสองสิ่งในภาพเดียวกัน) คือมันไม่มีอะไร (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นเราภูมิใจว่าเราเข้าถึงแล้ว

 

11874223_1112018468826859_2060590189_n
© สกุลชัย สี่กิติกุล/Street Photo Thailand

 

SSN : จุดนึงของคนสมัยนี้ Flickr มันคือสิ่งที่ใช้พัฒนาตัวเองในการถ่ายสตรีท น้าบอลเริ่มเล่นมานานแค่ไหนแล้ว

น้าบอล : ก็ประมาณ 4 ปีครับ

SSN : แล้วมันท้าทายตัวเองมั๊ย

น้าบอล : คือเหมือนกับพอเรารู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ เราเห็นงานเขา มันก็เป็นแรงขับลึกๆของเราเหมือนกันว่า เฮ้ย เพื่อนเขาไปกับเรื่อยๆแล้วนะ แล้วถ้าเราจะไปให้ถึงตรงนั้นได้ เราต้องจริงจังกับมัน จะมานั่งถ่ายขำๆ มันไปไม่ได้

SSN : จุดนี้อยากจะชวนคุยเหมือนกัน อย่างที่ผมทำบล็อกเนี่ย ชื่อแม่งคือ “เนิร์ด”

น้าบอล : จริงๆผมก็ “เนิร์ด” นะ

SSN : ใช่ (หัวเราะ) คือผมว่าคนที่มาถ่ายสตรีทเนี่ยมันต้องไปถึงจุดที่แบบ “หมกมุ่น” จุดไหนที่น้าบอลรู้สึกว่า “หมกมุ่น”

น้าบอล : คือผมอ่านของใครน่ะ  Elliott Erwitt เหรอ แกก็บอกว่า คุณต้องเอากล้องไปทุกที่นะ ผมก็เอาไป คือทุกคนต้องผ่านช่วงเวลาที่แบบกล้าๆกลัวๆไม่กล้าถ่าย เราต้องผ่านตรงนั้นไปให้ได้ พอเราผ่านไปได้ มันก็จะมีการก้าวกระโดดพอสมควร

SSN : อย่างเช่นการถ่าย Subject คนที่ใกล้มาก น้าบอลทำยังไง

น้าบอล : ผมว่าทุกคนมันจะมีความกลัวที่จะถูกด่า จะโดนอะไรก็แล้วแต่ ผมก็คิดก้าวกระโดดไปเลย เลวร้ายที่สุดที่จะเจอคืออะไร   เขาก็คงด่ามั้ง เราถ่ายฟิล์มมันก็ลบไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดพอเราโดนด่าจริง มันก็จุกไป

SSN : เคยโดนด่าหนักสุดจริงๆคืออะไร

น้าบอล : ผมอยู่ในรถแล้วถ่ายคันข้างหน้า เป็นเหมือนแบบคนส่งของที่อยู่หลังรถ เราก็แบบเฮ้ยได้เว้ย เราก็กดป้าบ แล้วเขาก็หันมามองเราพอดี คือเราก็ไม่ได้ยินนะ แค่เห็นขยับปาก พออ่านความได้บ้าง (หัวเราะ) มันก็จะชาๆ หน้าชาๆ แต่เราก็เตรียมใจได้ประมาณนึง

SSN : บ่อยมั๊ย เอาแบบจาก 100%

น้าบอล : ไม่เยอะนะ ของผมไม่เยอะ

SSN : ข้อนี้ คืออยากจะบอกคนที่เริ่มถ่ายสตรีทเหมือนกัน ว่าคนที่ถ่ายสตรีทจริงๆจังแล้วเนี่ย มันไม่ได้โดนอะไรแบบนี้เยอะมากๆนะ แบบ 30% อะไรแบบนี้ เต็มที่ก็ 10%

น้าบอล : ผมว่ามันขึ้นอยู่กับสถานที่ด้วย

SSN : มันอยู่ที่ Subject นั้นด้วยว่ามั๊ย

น้าบอล : ผมว่าโดยทั่วไป คนถ่ายสตรีทเขาก็จะมอง Subject ที่มีอะไรบางอย่างที่เราต้องกด ซึ่งมันต้องผิดปกติกว่านั่งอ่านหนังสือพิมพ์อะไรแบบนี้ บางทีเราอาจจะเข้าไป ก้าวข้ามวงปลอดภัยของเขา

SSN : ซึ่งน้าก็ชินแล้ว

น้าบอล : ก็ถ้าโดนทีก็จุกไปที

SSN : มีคนเคยบอกว่า ถ่ายสตรีทเยอะแล้วก็เถอะ นึกจะกล้าก็กล้า บางจังหวะนึกจะไม่กล้าขึ้นมาซะงั้น

น้าบอล : เป็นๆ คิดแล้วต้องทำเลย ถ้าแบบเดี๋ยวๆกูไปแป๊ปนึง ก็จะเริ่มกล้าๆกลัวๆ ตอนที่ยังไม่ได้กดน่ะ มันจะตื่นเต้น ซึ่งตรงนั้นมันคือขอบเหว ถ้าเราทำได้ มันคือความสุข มันจะฟินมากเลยอ่ะ

SSN : คือผมจะชอบคิดว่า ความอยากได้ภาพแม่งเหนือทุกอย่าง

น้าบอล : ถูกๆ

SSN : วันก่อนคุยกับน้าไปแล้วบ้างเรื่อง น้าเองจะมีการเข้าไปคุยกับ Subject ด้วย เริ่มต้นยังไง

น้าบอล : การเข้าไปคุยกับ Subject นี่ มันไม่ได้หมายความว่าเราเข้าไป “จัด” (Staged) เขานะ ในท้ายที่สุดแล้ว เราคิดว่าก็คือคนน่ะ โอเคเราอาจจะแอบถ่ายเขา แต่เราก็อาจจะขอบคุณเขาได้ หรือบางทีที่เราเข้าไปในสถานที่ที่สังคมปิดๆหน่อย การที่เราเข้าไปเดินทำท่าลุกลี้ลุกลน ผมว่าคิดในทางกลับกัน เขาคงไม่แฮปปี้ แล้วยิ่งภาคใต้บ้านผมงี้ เขาคงไม่แฮปปี้ เราก็แค่สวัสดีครับ ขอมาถ่ายรูปครับ

SSN : น้ามองการเข้าไปคุยแบบนี้ มันเป็นวิธีของ Documentary หรือเปล่า

น้าบอล : ใช่ๆ

SSN : เส้นบางๆระหว่าง Documentary กับ Street Photography ของน้าคืออะไร

น้าบอล : คือผมว่ามันเป็นอิทธิพลที่เราได้รับจากคนที่เราชอบ ซึ่งมันเป็น Documentary อยู่ อีกอย่างเนี่ย สถานที่ที่เขาไปเนี่ยไม่ใช่อะไรที่เป็นห้าง มันเป็นอะไรที่กันดาร ผมเชื่อว่ามันจะมีความเป็น Documentary

SSN : แสดงว่าน้ามีความชอบที่เป็น Documentary อยู่ มีใครที่มีอิทธิพลต่องานน้า

น้าบอล : ชื่อลุง Nikos Ecomonopoulos  

 

ALBANIA. Tirana. 1991.
© Nikos Economopoulos/Magnum Photos

 

SSN : จริงๆเขาก็คล้ายๆแนว Alex Webb

น้าบอล : แต่เป็นโทนขาวดำ ผมรู้สึกว่าในพื้นที่ผม หาดใหญ่ มันมีความเป็นท้องถิ่น ชาวบ้าน ถ้าเราจะถ่ายอะไรที่โมเดิร์นมากๆ เราต้องดูสถานที่ด้วย เราก็ต้องดูความเป็นจริงของบ้านเรา มันมีการเรียง Composition คือถ่ายแบบตั้งใจ ไม่ใช่ฟลุ๊คน่ะ

SSN : พอชวนคุยมาถึงจุดนี้ ผมรู้สึกว่างานน้าจะมีความเป็นมุสลิมเยอะ คือน้าสนใจเป็นพิเศษหรือเพราะเป็นพื้นที่น้า

 

3617

“ตอนที่ยังไม่ได้กดน่ะ มันจะตื่นเต้น ซึ่งตรงนั้นมันคือขอบเหว ถ้าเราทำได้ มันคือความฟิน”

 

น้าบอล : ใช่ครับ มันเป็นพื้นที่ของผมครับ คือเรามองสิ่งที่เราเห็นจริงๆ เพียงแต่เราไม่ก้าวข้ามไปถึง Documentary เต็มตัว ผมเชื่อว่าถ้าจะทำ Documentary มันต้องเต็มที่กับมันมากๆ ต้องศึกษาละเอียดและมีประเด็นที่จะพูดชัดเจน

SSN : มาถึงเครื่องมือ น้าใช้อะไรมาบ้าง

น้าบอล : ตอนแรกเพื่อนแนะนำให้ใช้ Leica M6 เราก็ย่ามใจ ไปซื้อ Voigtlander Bessa R2A มีโหมดออโต้ด้วย มันก็ได้เฟรมที่ถูก เร็ว แต่สักพักนึง เพื่อนอีกคนนึง เปรยๆว่ามึงถ่ายฟิล์มต้องเมนวลสิ มันไม่ได้วิญญาณ (หัวเราะ) ท้ายสุดแล้วก็กลั้นใจซื้อ M6

SSN : พอหันมาใช้เมนวลหมดแล้วได้อย่างที่คิดมั๊ย

น้าบอล : ไม่ได้ (หัวเราะ) คือสมัยเรียนผมไม่ค่อยตั้งใจเรียน ทุกอย่างก็ต้องมารื้อฟื้นใหม่ ทฤษฏีก็ไม่ค่อยแม่น หลายครั้งเนี่ย ภาพที่กดออกมา เราแทบจะเอาโมเม้นท์นั้นเนี่ย แต่เข็ม M6 มันชี้ว่าอันเดอร์ โอเว่อร์ แต่ว่าเอาแล้วอ่ะ ทุกอย่างเรามองไปที่นั่นแล้ว หลายๆครั้งภาพมันก็ออกมาโอเว่อร์ อันเดอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพยายามแก้ ถ่ายแล้วก็ปรับปรุง ให้มันเพอร์เฟค

SSN : แล้วแฮปปี้กับมันมั๊ย

น้าบอล : ผมรู้สึกว่าพอเราถ่ายไปสักพัก พอเวลาเราได้ภาพที่พอดี มันจะภูมิใจกับตัวเองมาก มันคุ้มที่จะแลกกับมัน เพียงแต่เราต้องยอมรับว่าเราต้องปรับปรุงในเรื่องทฤษฏี

SSN : เทคนิคของการถ่ายของน้า อย่างผมจะได้จากน้าต๋องเรื่อง Zone System ของน้ามีบ้างมั๊ย

น้าบอล : ผมดูรูปที่เราชอบ แล้วมาวิเคราะห์ว่า แต่ละรูปเนี่ย เขาโฟกัสตรงไหน เพราะด้วยขีดจำกัดของเลนส์มันไม่มีทางที่จะชัดหมด ในหลายๆรูปแสงมันน้อยมาก  เราก็มาวิเคราะห์ว่าเขาโฟกัสตรงไหน

SSN : คือวิเคราะห์จุดที่เขาทิ้งโฟกัส อย่าง Layer (ภาพที่มี Subject ทั้งระยะหน้า , กลาง , หลัง ประกอบกันหลายๆ Subject โดยไม่ซ้อนทับกัน) เงี้ย

น้าบอล : เออ อย่าง Layer เงี้ย ทำไมรูปนี้ เอาข้างหน้าชัด รูปนี้เอาข้างหลังชัด รูปนี้เอาตรงกลางชัด ยกตัวอย่างอย่าง Alex Webb เราดูกันแบบ รูปนี้เขาเอาตรงไหนนะ

 

MEXICO. Oaxaca state. Tehuantepec. 1985. Children playing in a courtyard.
© Alex Webb/Magnum Photos

 

SSN : น้าคิดว่าเขา (Alex Webb) เอาตรงไหน

น้าบอล : ผมว่าเขาเอาตรงกลางแล้วก็ปล่อยข้างหน้าเบลอ ช่างมัน

SSN : ซึ่งงานน้าก็ประมาณนั้นมาก

น้าบอล : มีคนนึงชื่อ Ernesto อะไรสักอย่าง คนบราซิล เขาก็ถ่ายแบบนั้น คือ Layer แล้วเอาตรงกลางหลักไว้ก่อน เราก็อ่อ ตั้ง 2-3 เมตร ไว้ก่อน ถ้ามีเวลาเพิ่มเราถึงบรรจงโฟกัสเพิ่ม

SSN : ผมมองว่าสตรีทมันคือการสะท้อนสังคมในยุคนั้นๆ ลึกกว่านั้น มันยังสะท้อนบุคลิกของคนถ่ายด้วย

น้าบอล : ผมมองว่าสตรีทมีวิวัฒนาการของสังคม มันเป็นเทรนน่ะ ยิ่งเราไปมองงานต่างประเทศมันจะไปเรื่อยๆของมัน

SSN : เอาแค่หนึ่งปีที่ผ่านมา ก็โคตรพัฒนามากๆ สมมติอย่างวีพง (ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์) จากจุดที่ถ่ายหมาหัวขาด มาถึงตอนนี้ งานก็ไปไกลมาก

 

3390
© ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ /Street Photo Thailand

 

น้าบอล : ใช่ครับ ผมคิดว่าถ้าเอางานสไตล์ยุคก่อนๆมาส่งประกวด มันจะกลายเป็นงานที่เชยไปเลย อ่าวแล้วยังไงเนี่ย.. คนที่ชอบงานคลาสสิคนี่ยังไง เราก็มองว่า อ่อ มันเป็นแฟชั่น มันเป็นเทรน มาแล้วก็ไป มีกระแสหลัก พอผมมาถ่ายสี งั้นกูลองกระโดดเข้าไปในวงแฟชั่นบ้าง

SSN : เห็นเดี๋ยวนี้น้ามียิงแฟลช

น้าบอล : (หัวเราะ) ก็ลองสนุกกับมัน ถ้าถามลึกๆก็ชอบงานคลาสสิค

SSN : อย่างผม ผมชอบงานน้ามากที่การวางเฟรม

 

3596
© สกุลชัย สี่กิติกุล/Street Photo Thailand

“ผมรู้สึกว่าภาพสตรีทที่เวิร์ค มันเหมือนกัมมันตภาพรังสี มันจะส่งพลังกับคนดู อีกห้าปีมันก็ยังมีพลังอยู่”

 

น้าบอล : ผมก็ลองไปเรื่อยๆ แบบ Layer ลองแบบเต็ม แบบถอยออกมาแล้วทิ้ง Space

SSN : น้ามีเป้าหมายในการถ่ายสตรีทของตัวเองมั๊ย คือเพราะการถ่ายสตรีทนี่เป็นถ่ายภาพที่เรียกว่าเป็นอาชีพได้ยากมาก

น้าบอล : เคยคุยกับคนอื่น ผมบอกว่า จริงๆเราอยู่บ้านก็ได้ เราจะออกมาตากแดด ร้อน วุ่นวาย โดนคนด่าทำไม คือจริงๆเรามาสร้างงานศิลปะ โอเคบางคนอาจจะเพ้นท์อะไรก็ว่าไป ผมรู้สึกว่าภาพสตรีทที่เวิร์ค มันเหมือนกัมมันตภาพรังสี มันจะส่งพลังกับคนดู ไม่ว่ามันจะผ่านไปอีกห้าปี ถ้ารูปมันเวิร์ค อีกห้าปีมันก็ยังมีพลังอยู่

ผมว่าการยืนระยะสำคัญมาก อาจจะเป็นเพราะผมเรียนสายศิลปะมา ลึกๆแล้วเรามีความอยากสร้างงานศิลปะ ซึ่งคนเรียนศิลปะทุกคนก็คงอยากทำสิ่งนี้.

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

 

 

บทสัมภาษณ์คุณลุง Bruce Gilden สตรีทสายโหดกับงานชิ้นล่าสุด Face

ตอนแรกๆที่เราเริ่มถ่ายสตรีทอย่างจริงจัง การที่ต้องฝึกเข้าใกล้ Subject นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากเลย จะว่ามากที่สุดสำหรับภาคสนามก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านั้นเราว่าคนส่วนใหญ่ที่ถ่ายรูปจะมีปัญหาเรื่องการเข้าหา Subject ใกล้ๆ คนปกติเขาก็คงไม่ได้กล้าเอากล้องไปจ่อหน้าใครแน่ๆ ยกเว้นพวกเนิร์ดๆแบบพวกเรานี่แหล่ะ

การบิ้วให้เรามีความกล้ามากขึ้นย่อมต้องดูตัวอย่างก่อน Bruce Gilden คือมาสเตอร์ของสิ่งนั้น เราเปิดดูคลิปลุง Bruce นับครั้งไม่ถ้วน ลุงสตรีทสายโหด ที่มาพร้อมกล้อง Leica M6 พ่วงแฟลช Vivitar ตลอดเวลา แกจะเดินไปเรื่อยๆตามถนนในนิวยอร์ค มือหนึ่งถือกล้อง มือหนึ่งถือแฟลช เมื่อเจอ subject ที่ถูกใจ แกจะรอให้ subject อยู่ใกล้มากพอ แล้วก็หันขวับอย่างรวดเร็วไปจ่อหน้า พร้อมสาดแฟลชใส่อย่างไม่ให้ใครตั้งตัว ภาพสตรีทขาวดำเมามันแบบนั้น บิ้วให้เรามีความกล้ามากขึ้น ต้องขอบคุณลุง Bruce สำหรับมาสเตอร์แห่งความใกล้ subject จริงๆ และเราเชื่อว่า คนถ่ายสตรีทรุ่นใหม่ๆแทบทุกคนต้องศึกษาความใจกล้าจากลุง Bruce นี่แหล่ะ

เราก็เลยอยากจะหาบทความดีๆที่จะทำให้สตรีทไทยทั้งหลาย ได้รู้จักลุง Bruce ได้ดียิ่งขึ้น บังเอิญว่ามีบทความหนึ่งของ Gup Magazine ซึ่งสัมภาษณ์โดย Katherine Oktober Matthews เอาไว้เมื่อเร็วๆ น่าสนใจมาก เพราะเราอาจจะหาอ่านเกี่ยวกับลุง Bruce ในสมัยเฟี้ยวฟ้าวของแกได้ทั่วไปในอินเตอร์เน็ต แต่เราอยากรู้ว่าวันนี้ แนวความคิดและการทำงานในวันนี้ของแกเป็นยังไง? และนี่แกก็เล่าถึงงานล่าสุดของแกที่กำลังจะวางจำหน่ายด้วย นั่นคือ “Face” งานที่แกบอกว่า มันดีที่สุดในชีวิตแกเลย อาจจะไม่ใช่งานสตรีทเหมือนเดิมอีก เพราะเป็นงาน Portrait จ๋าๆเลยล่ะ แต่ก็มีกลิ่นอายของลุง Bruce ไม่เสื่อมคลาย ลองมาอ่านกันหน่อย

I would like to thank you Katherine Oktober Matthews (Chief Editor of GUP Magazine) for permission of this article and thank you to MAGNUM Photo , Dewi Lewis for permission of photos from Bruce Gilden’s Photo Book ‘Face’.

IN YOUR FACE: AN INTERVIEW WITH BRUCE GILDEN

บทความโดย Katherine Oktober Matthews

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Bruce Gilden ช่างภาพที่เกิดในบรู๊คลินแท้ๆ (1948) แกมีชื่อเสียงมากๆในแนวทางการถ่ายภาพสตรีทขาวดำที่ใช้แฟลชกับ Subject ในระยะเผาขนไม่เกิดหนึ่งช่วงแขน Bruce ถ่ายแบบไม่ตั้งตัวและไม่แคร์ใครทั้งนั้น . งานล่าสุดของแก ‘Face’ เพิ่งจะตีพิมพ์ออกมาโดย Dewi Lewis Publishing เมื่อสิงหาคม 2558 เช่นเคย..งานนี้ยังเข้าใกล้คนไม่ต่างจากเดิม แต่คราวนี้เป็นภาพสี . Bruce Gilden นั่งคุยอยู่ตรงนี้แล้วกับ Katherine Oktober Matthews  กับการค้นหาตัวตนในผู้คนที่ถูกถ่ายเหล่านั้น กับขีดจำกัดในการถ่ายสตรีทเมื่อเริ่มแก่ขึ้น

Q : คุณกำลังจะออกหนังสือใหม่ ‘Face’ ช่วยขยายความหน่อยว่าใบหน้าของคนเหล่านั้นหมายถึงอะไร?

A : หลายต่อหลายปีแล้วล่ะ ผมชอบภาพถ่ายแนวๆบันทึกประวัติผู้ต้องหาของตำรวจเอามากๆ ผมก็เลยค่อยๆทำงานนี้เก็บสะสมไปเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะประมาณ 20 – 30 ปีมาแล้วล่ะ แต่อยู่ๆตอนที่ผมอยู่ที่ไมอามี่ ทำงานถ่ายโปสการ์ดให้กับ Magnum ในโปรเจค America ซึ่งพวกเขาก็มีกล้อง Leica S อยู่ มันเป็นกล้อง Digital Midsize เอาไว้ใช้ถ่าย Portrait แล้วผมโคตรชอบเลย ถ่ายเป็นสีนะ.. ผมไม่ได้ถ่ายงานภาพสีเลยมาตั้งแต่โน่นน่ะ อายุ 19 คิดดูว่าตอนนี้ 68 แล้ว (สัก 65 หรือ 66 ปีนี่ล่ะ) ผมเคยเริ่มโปรเจคนี้มาก่อนแล้วนะ กับภาพขาวดำในโปรเจค Middlesex ของ Timonthy Prus สำหรับองค์กร Archive of Modern Conflict แต่ตอนนั้นผมใช้กล้อง Nikon แล้วก็คิดว่าควรจะใช้เลนส์ระยะ 35mm. ซึ่งภาพที่ได้มันไม่ค่อยเต็มเฟรมเท่าไหร่ แต่สำหรับอันนี้มันเต็มเฟรมมาก มันเลยเป็นภาพที่โคตรแข็งแรง โคตรมีพลังเลย

คือ ผมถ่ายภาพคนพวกนี้นี่ ไม่ใช่แค่เป็นคนที่มีอะไรอยู่บ้างในชีวิตนะ แต่คนพวกนี้คือ เรียกว่า “ไม่มีตัวตน” เลยดีกว่า เพราะไม่มีใครอยากจะรู้จัก ไม่มีใครอยากจะเจอคนพวกนี้หรอก ซึ่งภาพที่ออกมานี่ก็ทำได้ดีเลยล่ะ มันน่าจะปริ๊นท์เป็นขนาดใหญ่ๆ สัก 40×60 นิ้ว 50×70 อะไรประมาณนั้น คือกล้องต้องใช่ ตัวแบบต้องใช่ ซึ่งนี่มันลงตัวเลย เหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อกันพอดี

 

Q : อะไรที่คุณชอบในการที่ได้ถ่าย ‘คนที่ไม่มีตัวตนในสังคม’ กลุ่มนี้?

A : ผมชอบคนที่สถานะต้อยต่ำในสังคม คนพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสังคมดีๆ และก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเป็นรูปของชนชั้นล่างในสังคมนะ แต่ยังมีรูปตอนที่ผมถูกจ้างไปถ่ายงานใน Midlands ในกลุ่มที่ชื่อว่า Multistory. ซึ่งมีคนที่มีปัญหาการขาดสารอาหารเยอะมากใน Midlands เพราะที่นั่นมีโรงงานใหญ่ๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมโน่น ซึ่งตอนนี้มันก็แย่ไปหมด คนก็ไม่มีงานทำ หลายๆคนก็รู้สึกโกรธแค้น ผมรู้สึกว่าที่นั่นน่าสนใจมาก เพราะผมมองว่า ที่ไหนในโลกตอนนี้มันก็ดูเหมือนๆกันนั่นแหล่ะ แต่ที่นั่น คนยังมีความแปลกแยก ที่นิวยอร์ค ที่ลอนดอน ในดับบลินหรืออัมสเตอร์ดัม ผมว่าพวกนี้นี่คืออีกหน่อยมันก็กลายเป็นที่ของชนชั้นกลางไปหมด อีกหน่อยคนที่ไม่มีเงินก็ต้องถูกถีบออกมา อย่างที่ผมเจอๆมา ผมเพิ่งปล่อยอพาร์ทเม้นต์ในโซโหที่นิวยอร์คต่อให้คนอื่นไปแล้ว ไม่ใช่เพราะผมไม่ต้องไปอยู่ แต่คือมันถึงเวลาของผมที่ควรจะออกมาจากที่นั่นสักที ซึ่งผมทำใจยากนะ ผมอยู่มาตั้งแต่ปี 1979

และนี่คือผมพิสูจน์ให้เห็นด้วยภาพของคนเหล่านี้ จริงๆแล้วนี่ผมเหมือนถ่ายรูปตัวเองเลยนะ คนที่ผมสนใจ ผมชอบพวกเขา แล้วพวกเขาก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเลย เพราะเวลาที่ผมถ่ายงานต่างๆที่เป็นอาชีพผมจริงๆนะ ผมไม่ได้มีความสนใจอะไรพวกนั้นหรอก.

Q : คุณมองเห็นอะไรในใบหน้าของคนเหล่านั้น ที่คุณมองว่าเป็นชนชั้นล่างในสังคม?

A : คือ คุณจะรู้สึกได้เลยนะ คุณจะเห็นเลยล่ะ ผมตีพิมพ์งานเป็นหนังสือไว้เยอะมากนะ ที่ถ่ายตามงาน State Fairs (คล้ายๆงานวัดใหญ่ๆบ้านเรา : ผู้แปล)  ต้องขอบคุณ สมาคม Guggenheim ที่อนุญาตให้ผมเข้าไปถ่ายในงาน  5-6 ที่ในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว เหตุผลที่ผมเลือกงาน State Fairs พวกนี้เพราะมีคนมากมายเลยยังให้ความสนใจคนพวกนี้แหล่ะ ซึ่งมันเป็นโอกาสที่ผมจะได้เจอคนที่ผมสนใจอยากจะถ่ายภาพ แต่เอาจริงๆคือผมก็ถ่ายไม่ได้มากหรอก ผมถ่ายสัก 5-15  รูปต่อวันเท่านั้นแหล่ะ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

“ผมชอบด้านมืดในชีวิตคนนะ ผมชอบอะไรที่มันไม่ใช่ธรรมดาๆ”

 

Q : ถ้าอย่างที่คุณบอกนะ นี่คือภาพถ่ายของตัวคุณเอง ภาพทั้งหมดนี่คือภาพ Portrait ของ Bruce Gilden …. เรารู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง? เขาเป็นคนยังไง?

A : ผมว่าเขากำลังเปิดเผยตัวตนของเขาให้เห็น ซึ่งนั่นแหล่ะคือสิ่งที่ผมชอบในการถ่ายรูป มีคนถ่ายภาพ portrait เยอะแยะไปในนิวยอร์คน่ะ แต่เขาก็มักจะให้คนเหล่านั้นพยายามแสดงอะไรออกมา ผมไม่ชอบอะไรแบบว่า “ผมกำกับคุณอยู่นะ เข้าใจมั๊ย” ผมตรงมาตรงไปกับงานตัวเอง โอเคล่ะ..ผมเป็นคนชอบความรุนแรง ผมอยากเห็นตัวตนพวกเขา ผมก็โชว์ตัวตนของผม ผมตรงมาตรงไป คุณคุยกับผม คุณจะรู้เลยว่าผมเป็นคนยังไง คุณจะรู้เลยว่าผมชอบอะไรไม่ชอบอะไร ผมนี่โคตรตรงเลยล่ะ แต่ผมไม่ใช่คนก้าวร้าวนะ แล้วผมก็ไม่ชอบคนที่ก้าวร้าวด้วย คุณชอบยังไงคุณก็จะได้อย่างนั้นแหล่ะ. ผมใช้เวลากับการอยู่บ้านเยอะ อยู่กับแมวสามตัว ผมชอบอ่านหนังสือ ดูกีฬา แล้วคิดดูสิ.. ผมโชคดีมากนะที่รู้ตลอดน่ะว่าตัวเองอยากถ่ายอะไร ผมชอบด้านมืดในชีวิตคนนะ ผมชอบอะไรที่มันไม่ใช่ธรรมดาๆ

 

Q : คุณรู้สึกมั๊ยว่ารูปของคุณนี่มันดู ‘ดาร์ค’ ?

A : คือโลกนี้มันไม่ได้สวยหรูนะ ลองดูสิ ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างในโลก สิ่งแวดล้อม..นี่ก็พวกเรานี่แหล่ะกำลังสร้างมลพิษ ใช้ความรุนแรง แล้วพวกคุณก็ยังมีรัฐบาล มีนักการเมืองเฮงซวยอีก.. ไม่เคยมีใครพูดความจริงกัน เอาแต่สร้างภาพ โปรโมตตัวเอง สิ่งที่ผมกำลังจะสื่อก็คือ เฮ้ย! ดูนี่! รูปของผมนี่มันกำลังโชว์ให้เห็นปัญหาของโลกใบนี้ ผมคิดว่านี่เป็นวิธีที่คุณจะสามารถแก้ปัญหาพวกนี้ได้ ด้วยการเผชิญหน้ากับมัน นี่เรียกว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีนะ

 

Q : แล้วคุณคาดหวังว่าจะเกิดอะไรดีๆขึ้นบ้าง?

A: อืม ผมเป็นคนแบบนี้มาตลอดนะ คาดหวังว่ามันจะมีอะไรดีๆขึ้นบ้างจากรูปที่ผมถ่าย ถ้าคุณจับผมโยนไปในสถานการณ์นั้นๆ ไม่ว่ายังไงผมก็จะพยายามแก้ปัญหาให้ได้ ผมไม่ได้คิดถึงปัญหาบนโลกนี้นะ ผมหมายถึงปัญหาของผมเองนี่แหล่ะ ในแบบของผมเอง คือศิลปินนี่นะ จริงๆก็ค่อนข้างเห็นแก่ตัว แต่ผมไม่คิดว่าผมโคตรจะเห็นแก่ตัวขนาดนั้น ผมก็ยังแคร์สังคมอยู่ คือคนมันก็มีขอบเขตล่ะ ผมก็เชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยคนที่พยายามช่วยตัวเอง ประเด็นนี้มันฟังดูอธิบายยากน่ะ อย่าให้มันอยู่ในบริบทที่ผิดนะ โอเคมั๊ย? เพราะผมเชื่อว่าทุกคนมีข้อจำกัดตัวเองอยู่ แต่ถ้าคุณรู้ตัวว่าอะไรที่ทำให้คุณเข้มแข็งได้ อะไรทำให้คุณอ่อนแอได้ แล้วคุณก็มองหาจุดแข็งของตัวเองเจอ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Q : ในมุมมองของคุณนี่ ดูเหมือนว่าคุณสื่อกับสังคม ผู้คน ผ่านรูปถ่ายของคุณ คุณคิดว่าที่ผ่านมา อะไรที่เปลี่ยนพวกเขาไปบ้าง?

A : อย่างที่ผมบอกไปนะ ที่เห็นๆ คนดูเหมือนๆกันไปหมดมากขึ้น คุณจะเห็นบริษัทระดับโลกมากขึ้น อย่าง สตาร์บัคส์ หรือ กางเกงยีนส์ยี่ห้อดังๆอย่างนี้ เรากำลังสูญเสียความเป็นตัวตนไปเรื่อยๆ หลายๆอย่างกำลังถูกล้างใหม่ ผมเคยอยู่ในที่ที่ผมมีความสุขมากเลย ผมก็อยู่ที่นี่มา 36 ปีแล้ว แล้วผมก็จะต้องย้ายออก ตอนที่ผมออกมา ผมสังเกตเห็นว่าตึกพวกนี้ถูกเข้าไปทำความสะอาดเรียบร้อยเลย มันดูเหมือนตึกของเล่นไปเลย ไม่ใช่ว่าตัวผมเองสกปรกอะไรนะ แต่ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ต้นๆยุค ’80s ปลายๆ ’70s ซึ่งสมัยนั้นน่ะ นิวยอร์คนี่เละเทะมากนะ มีพวกไม่มีบ้านอยู่เต็มไปหมด สกปรกมากจริงๆ รถจอดพังเต็มไปหมด แต่มันก็มีชีวิตในแบบของมัน มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แต่ตอนนี้ทุกคนมันดูเห่ยๆ คุณจะเห็นคนขับรถรูปร่างแปลกๆอะไรก็ไม่รู้ หมาทำขนประหลาดๆ มันขาดการมีวัฒนธรรมน่ะ คนเอาแต่อยู่กับโทรศัพท์ คนเดินชนคุณเขาก็ไม่แคร์หรอก..

ไอ้ตึกที่มันดูสะอาดสะอ้านน่ะ มันดูเหมือนที่ๆถูกระเบิดทิ้งแล้วสร้างใหม่ เสน่ห์มันหายไปหมด คือมันก็สวยนะ ปลอดภัยกว่า มีร้านอาหารให้เลือกเยอะแยะ แต่มันแบนมาก! มันไม่มีเสน่ห์เลย ไม่มีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์อะไรเลย

 

Q : ในเรื่องการถ่ายภาพแบบแคนดิดของคุณ ในวิดีโอต่างๆนี่จะเห็นวิธีที่คุณถ่าย ว่าคุณจะเดินไปเรื่อยๆตามถนน เล็งคนที่คุณกะจะถ่ายแล้วก็เข้าไปถ่ายอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งถือกล้อง อีกมือหนึ่งถือแฟลช เรียกว่าจ่อไปที่หน้าของคนนั้นเลย อันนี้นี่คือลักษณะเฉพาะตัว เคยหยุดคุยกับแบบที่จะถ่ายก่อนมั๊ย?

A : คืออย่างนี้นะ.. ไอ้เรื่องวิธีการในการถ่ายรูปนี่คือมันมานั่งถกเถียงกันยาก สำหรับงานของผมทั้งหมดที่ถ่ายนี่ ผมก็เจอการต่อว่าบ้าง ทะเลาะบ้าง เพราะผมสบายใจที่จะทำงานลักษณะนี้ ผมไม่ถ่ายรูปใครเพื่อจะหาเงิน ผมจะไม่ถ่ายรูปใครเพื่อจะแสดงออกมาให้เห็นว่าคนนี้เจ๋งไปเลย หรือคนนี่เลวจังเลย คือคนที่ผมถ่ายเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่ผมสนใจ ซึ่งนั่นแหล่ะ ผมสบายใจแบบนั้น บางทีผมก็ทำเป็นตลกใส่เขาตอนที่ถ่าย ซึ่งมันก็ช่วยให้ง่ายขึ้น และผมว่านะ คนส่วนใหญ่ไม่แคร์ที่ถูกถ่ายเลย แค่บางคนเท่านั้นแหล่ะที่จะมีปัญหา.

ยกตัวอย่างนะ ถ้าผมเดินถ่ายอยู่แล้วเห็นว่าเป็นพวกค้ายายืนอยู่ ผมก็ไม่ไปถ่ายนะ อยู่ให้ห่างๆเลยล่ะ ผมพยายามจะอยู่ห่างตำรวจด้วย คือคุณแยกแยะได้น่ะ บางอย่างที่ผมไม่ถ่ายแน่ๆเพราะรู้ว่าคนพวกนี้จะมาหาเรื่องคุณได้ แน่นอนล่ะ การที่คุณมาถ่ายรูปแบบนี้ คนจะมองคุณดูทำตัวลับๆล่อๆ ซึ่งคุณจะคอยบอกใครๆหรือว่า “นี่ครับ! ผมกำลังจะเข้าไปถ่ายนะครับ นี่กล้องของผมครับ!” ก็แค่เข้าไปถ่ายเลย ผมว่ามันเวิร์คแล้วล่ะ ผมรู้ตัวว่าต้องทำยังไง.

 

และผมก็ยังสบายใจที่จะทำในแบบของผม. คนเราน่ะ รับรู้ได้เวลาที่เราทำด้วยความสบายใจ เพราะถ้าเวลาคุณไม่สบายๆ แล้วคุณกังวลนะ คุณจะรู้สึกว่าคุณกำลังทำอะไรผิดอยู่ คนเขาก็จะรู้สึกไปด้วย ยกตัวอย่างนะ หลายปีก่อน ผมไปที่ลิมา ประเทศเปรู ผมเดินไปตามถนนในเมืองบาร์ริโอ ซึ่งมันดูไม่มีคนเลย ผมก็เลยเดินออกจากถนนตรงนั้น เพราะคิดแล้วว่าอีกสักสิบนาที อาจจะมีใครสักคนเดินเอามีดมาจ่อคอผมก็ได้ ซึ่งคุณรู้สึกได้อยู่แล้ว นึกออกมั๊ย? มันมีเซนท์น่ะ ถ้าคุณรู้เข้าใจอะไรบนถนนหนทางนี่ คุณจะรู้สึกได้เลย คุณต้องระวังตัว บนถนนนี่มันเจ๋งมากเลย แต่บางทีมันก็โหดเอามากๆ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Q : ฉันเคยอ่านมา ที่คุณเคยบอกว่า คุณเชื่อในคำพูดของ Robert Capa ที่ว่า “ถ้ารูปคุณยังไม่ดีพอ แสดงว่าคุณยังเข้าใกล้ไม่พอ” และมุมมองของคุณที่ว่า “ยิ่งแก่ ยิ่งใกล้” คุณคิดว่าถึงวันนี้แล้ว คุณเข้าใกล้พอหรือยัง? หรือยังคิดว่าอยากจะใกล้เข้าไปอีก?

A : ไม่รู้สินะ เวลาเท่านั้นแหล่ะที่จะบอกได้ ผมเข้าใกล้เพราะผมพยายามที่จะให้ใกล้ถึงตัวตนของคนเหล่านั้น และสื่อออกมาในภาพของผม ซึ่งมันก็ยังคงเป็นอย่างนั้นนะ คือผมไม่ไปนับถืออะไรกับคนที่ใช้เลนส์ Tele แล้วถ่ายรูปจากอีกฟากหนึ่งของถนน คือผมคิดว่า คุณควรที่จะคอยยืนซุ่มรอถ่ายรูปมากกว่าน่ะ.

งานเก่าๆของผม คนอาจจะบอกได้ว่ามันดูคล้ายจะเป็นการเซ็ตฉาก คนดูดูแล้วรู้สึกเหมือนได้ดูการแสดงน่ะ ซึ่งเดี๋ยวนี้นะ ผมวางคนดูไว้ตรงกลางเลย คนดูกลายเป็นส่วนหนึ่งในภาพ แล้วภาพพวกนี้มันใกล้เท่าที่จะใกล้จนคนดูรู้สึกเท่ากับที่ผมไปยืนถ่ายมาเลย การที่มันใกล้นี่มันกลายเป็นเหมือนหลักการในการถ่ายของผมเลย ซึ่งผมไม่ได้ตั้งใจจะไปยึดว่าเป็นของตัวเองอะไรแบบนั้นนะ  ใครๆก็ทำได้ แค่มันไม่ใช่งานของผม มันมีรูปแบบของมัน ช่างภาพที่ดีในมุมมองของผมนะ คือวางเฟรมได้ดีและมีคอนเทนต์ที่สื่ออารมณ์ได้แข็งแรงด้วย ณ เวลานี้ ผมจบอยู่ที่งานหน้าคนเหล่านี้ และผมก็ต้องหาอย่างอื่นทำต่อไป ก็รอดูกัน.

 

Q : อะไรที่คุณคิดว่านี่คือรางวัลสำหรับคุณในการถ่ายรูปสไตล์นี้

A : คือผมบอกคุณอย่างนี้ งานนี้อาจจะเป็นงานที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย มันแข็งแรงมาก และภาพพวกนี้มันถูกทำให้แข็งแรงขึ้นไปอีก ตอนที่ผมเริ่มทำงานนี้ ผมหลงใหลมันมาก อยากทำมันให้ดี แล้วพอได้ทำไปๆ มันก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น แข็งแรงขึ้น เพราะผมก็ยิ่งพยายามมันมากขึ้นไปอีก

 

Q : พยายามผลักดันตัวเอง หรือ พยายามจะให้ได้รูปที่ดีขึ้น?

A : ผมหมายถึงรูปนะ ผมผลักดันตัวเองตลอดอยู่แล้ว เวลาที่คุณได้ทำอะไร คุณก็ได้เรียนรู้มันไปด้วย ผมหยุดถ่ายแคนดิดคนในนิวยอร์คเลย เพราะผมใช้วิธีพุ่งตัวเข้าไปถ่ายคนเยอะไป อายุมากขึ้น ร่างกายมันก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวเหมือนตอนอายุน้อยๆ แล้วคุณก็จะเคลื่อนไหวอะไรยากๆไม่ได้ มันจะแย่เอา และผมก็เพิ่งจัดการปัญหานี้ไป โดยมานั่งทบทวนตัวเอง.

ผมทำโปรเจคนี้มาสองปี เห็นภาพพวกนี้มันแข็งแรงขึ้นๆ ผมเองก็พยายามมากขึ้นเพื่อจะได้อะไรที่ดี ยกตัวอย่างนะ ถ้าผมไปเฮติ ผมไปที่นั่นมา 22 ครั้งแล้วในชีวิตนี้ หลังจากที่ได้ไปครั้งแรกกลับมา ผมพูดว่า “เฮ้ย.. มันเยี่ยมไปเลย!” ซึ่งมันไม่ใช่แค่นั้น.. คุณจะทำดีขึ้นเท่าที่คุณได้อยู่กับมัน เพราะคุณมีประสบการณ์มากขึ้น คุณจะรู้เลยว่าจะได้อะไรเมื่อไปที่นั่น ซึ่งมันก็เหมือนกันเลยกับการถ่าย Portrait.

 

Q : มาที่ประเด็นเรื่องงานของคุณ ไม่ว่าจะงานที่ตีพิมพ์ งาน Exhibition รางวัลที่คุณได้ คุณยังรู้สึกว่ายังต้องพิสูจน์อะไรอีกมั๊ย?

A :  แน่นอน ผมยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป ครอบครัวสมัยผมเด็กๆ เรียกได้ว่าย่ำแย่มาก และผมคิดว่านั่นเป็นจุดที่ทำให้ผมรักในความเป็นชนชั้นล่างในสังคม ตอนที่ผมอายุ 5 ขวบ ผมอยากเป็นนักมวยและพ่อผมค่อนข้างนักเลงๆ เขาไม่อยากให้ผมเป็นนักมวย เพราะมันทำให้สมองผมพังได้ ผมอยากจะตีกลอง ผมอยากซน ในความรู้สึกของผมคือผมโตมาในแบบลำบากลำบน ซึ่งงานของผมมันก็ฉายภาพตรงนั้นออกมา ตอนที่คุณเป็นเด็ก การเลี้ยงดูของครอบครัวนี่เป็นอย่างเดียวที่บ่มเพาะคุณมา คุณมักจะคิดว่าคนอื่นๆจะคิดอะไรเหมือนกับคุณ แต่พอวันนึงคุณโตขึ้น คุณรู้แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผมเข้าใจโลกมากพอจะตัดประเด็นนี้ออกไปได้ แต่มันก็ยังอยู่ในตัวผมน่ะ ความเกรี้ยวกราดอะไรแบบนั้น แต่ผมก็ยังอยู่กับภรรยาผมมาได้ 25 ปีแล้ว เรามีชีวิตคู่ที่ดี ผมมีลูกสาวคนนึง ตอนนี้ก็อายุ 22 แล้ว ผมมีแมว 3 ตัวที่ผมชอบอยู่กับมัน ซึ่งพอผมมองตัวเองในกระจกแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ผมผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ.

ผมเล่าอะไรให้คุณฟังอย่างหนึ่ง ผมอ่านเจอเมื่อหลายปีแล้วล่ะ ว่าคุณจะถ่ายรูปหรือทำอะไรก็ตามด้วยความรัก หรือเพราะมี Passion ถ้าเราทำมันด้วยความรักสิ่งนั้นมันจะยืนยาว ถ้าทำด้วย Passion วันหนึ่งไฟมันก็หมดไป ไฟผมยังไม่หมด ผมยังอยากทำอะไรต่อไป ซึ่งมันยากนะที่จะรักษา Passion นั้นไว้.

ผมรู้ขีดจำกัดตัวเองดี ซึ่งนั่นแหล่ะ คุณก็จะรู้ว่าพอแก่ขึ้น ผมเองก็ไม่สามารถจะไปลุยแบบนั้นเหมือนที่เคย เดินวันละ 10 ชั่วโมงทุกวันตลอดสามเดือน พอมันถึงเวลานี้ “โอเคล่ะ.. ฉันเหนื่อยแล้วล่ะ” เพราะผมเดินมาเยอะมาก อย่างที่ผู้ช่วยผมชอบพูด “ผมทำแบบคุณไม่ได้แน่ๆล่ะ ซึ่งผมเพิ่งจะอายุ 30 นะ! ผมนึกไม่ออกเลยว่าตอนที่คุณอายุเท่าผมนี่คุณจะขนาดไหน” เขาพูดถูกเลย แต่ก็เพราะนั่นมันผมเป็นคนเดินน่ะ แต่ตอนนี้ผมไม่จำเป็นต้องออกไปเดินขนาดนั้นแล้ว พอผมไม่ได้ออกไปเดิน ผมก็ไม่ได้มองหาภาพแบบนั้นอีก.

 

Q : เป็นเรื่องที่ดีที่คุณสามารถ “หยุด” ตัวเองได้ คุณรู้สึกยังไงเวลาเดินไปตามถนนโดยที่ไม่มีกล้อง?

A : คือถ้าคุณมีกล้องอยู่กับตัว มันจะมีความกดดันอยู่ สิ่งที่มันแตกต่างออกไปคือ ผมไม่ต้องแบกกล้องไปด้วยตลอดเวลา ตอนนี้ผมเหมือนเป็นคนหมดน้ำยา ผมยังมีกฏของตัวเองเวลาเดินถนนอยู่อย่างเช่นผมจะไม่พยายามตั้งใจมองหาภาพ และเดี๋ยวนี้ผมอยู่แถวๆกลางเมืองเลย ผมไม่เคยถ่ายรูปแถวๆที่ผมอยู่เลยนะ บางทีอาจจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นแหล่ะที่ผมควรจะไปอยู่ตรงไหน แต่ผมก็ดันไม่เคยเลือกที่อะไรแบบนั้นเลย บางทีก็ต้องเดินออกไปอีก 1-2 ไมล์ แต่ผมคิดว่านั่นเป็นการตัดสินใจจากความรู้สึกตัวเองล้วนๆเลย.

พอคุณได้เดินออกมาข้างนอก คุณไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรขาดๆไป คือเราก็รู้ตัวว่าตัวเองต้องการพักแล้วล่ะ ผมไม่แคร์แล้วว่าคุณจะเป็นใคร ผมไม่ได้พยายามเอาชนะใครเลย นอกจากตัวเองนี่แหล่ะ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Q : การที่คุณเป็นส่วนหนึ่งของ Magnum ที่นั่นมีอิทธิพลกับงานของคุณมั๊ย?

A : มีช่างภาพเก่งๆหลายคนใน Magnum นะ แต่..นั่นมีอิทธิพลกับงานของผมมั๊ย? ผมคิดว่าการ “มีอิทธิพล” นี่น่าจะใช้คำผิดไป ตอนที่ผมเริ่มถ่ายรูป มีช่างภาพหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมนะ แต่ตอนนี้ผมมีตัวตนของผมเอง ผมมีส่วนผสมของช่างภาพพวกนั้น งานของพวกเขาที่ผมชื่นชอบ แต่ผมสร้างตัวตนเอง ผมหยิบจากตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย มาประกอบกันจนกลายเป็น Bruce Gilden.

ผมว่ามันก็ตอบยากนะ จากไอ้เด็กอายุ 22 คนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ใน Magnum แต่ช่างภาพส่วนใหญ่ที่มาอยู่ใน Magnum นี่เขาก็มีทางของเขาเองมาแล้วนะ คุณเข้าใจใช่มั๊ย? คือมันเป็นกลุ่มที่เข้ามายากมาก ในทางกลับกัน คุณยิ่งต้องมีทางของตัวเองด้วยซ้ำ ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณคือใคร คุณจะไม่มีทางสร้างงานดีๆได้เลย และถ้าคุณไม่สามารถบอกได้ว่ารูปไหนดีไม่ดี คุณจะถ่ายภาพให้ดีได้ยังไงล่ะ? ซึ่งถ้าคุณทำไม่ได้ ผมก็มองไม่เห็นเลยว่าคุณจะเป็นช่างภาพที่ดีได้ยังไง.

 

Q : อะไรที่ทำให้คุณยังมีแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไปในแต่ละวัน?

A : เพราะยังคุณทำได้ดีได้แค่เท่าเมื่อวานน่ะ  ผมหมายถึงว่า คุณต้องทำมันไปเรื่อยๆนะ ตราบเท่าที่เรายังมีเวลา ไม่กี่ปีมานี้ ผมไม่ได้ทำงานมากเหมือนเมื่อก่อน หรืออะไรที่ผมสนใจเองก็ตาม ศิลปินจะมีช่วงเวลาที่มีพลัง พอได้ทำงานดีๆออกมาเยอะๆ แล้วก็จะมีช่วงที่ไม่มีงานดีๆเอาเสียเลย มันเป็นปกติมาก เอาแค่นึกถึงศิลปินที่คุณชอบนะ ผมแน่ใจเลยว่าบางงานของศิลปินนั้นคุณก็ยังชอบมากกว่าอีกงานเลย คืองานศิลปินมันก็ไม่ได้ดีไปซะทั้งหมด.

 

“ศิลปินจะมีช่วงเวลาที่มีพลัง พอได้ทำงานดีๆออกมาเยอะๆ แล้วก็จะมีช่วงที่ไม่มีงานดีๆเอาเสียเลย มันเป็นปกติมาก”

 

แล้วอย่าลืมนะว่า พอคุณแก่ขึ้น คุณต้องต่อสู้กับเวลา ทั้งเวลาและสถานที่ด้วย ถ้าผมไม่สามารถได้ภาพที่ดี ผมไม่รอนะ ผมเลิกเลย ซึ่งคุณอาจจะไม่อยากจะยอมรับว่าคุณแก่ แต่ผมยอมรับว่าผมแก่ คือผมยังทำหน้าที่ได้ดีนะ แต่ผมเปลี่ยนไปแล้ว ผมเริ่มมาถ่าย Portrait เพราะผมไม่อยากฝืนขาผม ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากขอพรให้มีร่างกายแข็งแรงแบบนักกีฬา ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องปวด แต่มันไม่ได้แล้วไง คุณต้องมองให้ออก ต้องคิดให้ได้ว่าอะไรที่คุณทำได้ อะไรที่คุณทำไม่ได้ มันเหมือนกับถ้ามีคนแก่อายุ 70 แต่ยังแต่งตัวแบบเด็กอายุ 20 มันดูปัญญาอ่อนมาก! นี่ก็เหมือนกันเลย ถึงแม้ว่าคุณจะยังอยากถ่ายแคนดิดนะ คุณก็ต้องดูด้วยว่ามันเหมาะกับสังขารคุณหรือเปล่า.

นั่นแหล่ะที่ผมเรียนรู้ มันเหมาะกับผมแล้วในจุดนี้ ใครจะรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป วันนี้อาจจะหมดความอยากกับมัน มันเหมือนกับความรักน่ะ ถ้าคุณไม่มีมันซะแล้ว คุณก็ต้องรู้ว่าคุณฝืนมันไม่ได้.

งาน Face ของ Bruce Gilden จะตีพิมพ์โดย Dewi Lewis และวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2015