หรือนี่คือการผลัดใบใหม่ของวงการภาพสตรีท?

อีกไม่กี่วันก็จะข้ามผ่านพ้นปี 2018 ไปอีกแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าเรากำลังได้เดินทางผ่าน 20 ปีแรกของศตวรรษที่ 21 ในอีกไม่ช้า ทั้งๆที่ผ่านมาเรายังคงผลิตซ้ำสิ่งต่างๆจากศตวรรษที่  20 ออกมาไม่ขาดสาย ประหนึ่งว่าเราไม่สามารถสร้างสิ่งใดๆที่ดีไปกว่า หรือก้าวข้ามมันสมองของผู้คนเมื่อร้อยปีก่อนหน้านี้ได้สักที

ยิ่งวงการศิลปะด้วยแล้ว เราคงเห็นการรีไซเคิลความคิดกันอย่างไม่หยุดหย่อน ดั่งคำพูดที่ถูกอ้างถึงอยู่สม่ำเสมอว่า “ไม่มีอะไรที่มนุษย์สามารถคิดมาได้ใหม่หมดจดอีกแล้ว” นั่นหมายถึงเรากำลังเดินตามรอยเท้าผู้คนในรอบร้อยปีอย่างเป็นวัฏจักรอย่างนั้นหรือ? 

วงการภาพสตรีทก็เป็นงานศิลปะร่วมสมัยชนิดหนึ่งที่อาจจะอยู่ในวังวนนี้ไม่ต่างกัน ที่ในปีนี้เรารู้สึกได้ถึงการเวียนวนมาถึงปลายทางของยุคสมัย อาจจะไม่มีใครเลยที่เคยสถาปนาไว้หรอกว่าในยุคสมัยนี้คือยุคสมัยใด? ยุคทองหรือยุคมืดของวงการถ่ายภาพที่แร้นแค้นที่สุดนี้ (แน่นอนว่ายังไม่มีช่างภาพคนใดทำเงินเลี้ยงตัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากการถ่ายภาพสตรีท หรือบางคนก็อาจจะทำได้ต่อเมื่อ..ตัวได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว) 

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา วงการภาพถ่ายสตรีทดูจะร้อนแรงมากที่สุดจนเป็นที่จับตาในวงการศิลปะโดยรวม ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คงจะเป็น Matt Stuart ช่างภาพสตรีทชื่อดังตั้งแต่ต้นยุค 2000 ก็ได้เข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกช่างภาพเอเจนซี่ชื่อดังที่สุดของโลกอย่าง Magnum Photos เมื่อปี 2017 นั่นหมายถึงช่างภาพทุกแขนงต่างก็มองเห็นถึงความสำคัญของการถ่ายภาพแนวทางนี้อยู่ไม่น้อยเลย

งานที่มีชื่องานหนึ่งของ Matt Stuart

แต่ความเหนื่อยล้าของเทรนศิลปะก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ในช่วงปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นความอ่อนแรงของเทรนการถ่ายภาพสตรีทมากทีเดียว อาจจะด้วยความตีบตันที่ไม่มีงานใหม่ๆของศิลปิน หรือแม้แต่ศิลปินหน้าใหม่ที่ทำงานได้น่าสนใจมากพอก็เป็นได้ หรืออีกในที… การถ่ายภาพสตรีทกำลังผลัดใบไปสู่สิ่งใหม่?

iN-PUBLIC คือกลุ่มช่างภาพสตรีททรงอิทธิพลอย่างมากตั้งแต่ต้นยุค 2000s ดั่งที่กล่าวถึง Matt Stuart หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนี้ ก็ได้กลายเป็นสมาชิกของกลุ่มช่างภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกศิลปะร่วมสมัย นั่นหมายความว่าผลงานของ iN-PUBLIC ย่อมทรงพลังพอจะเขย่าโลกศิลปะร่วมสมัยในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมานี้

อะไรที่ทำให้ iN-PUBLIC ทรงอิทธิพล? นั่นอาจจะเพราะเป็นความถูกที่ถูกเวลาด้วย เมื่อปี 2000 โลกได้เกิดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล นั่นคือ “อินเตอร์เน็ต” ถ้าเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคใดก็ตามในศตวรรษที่ 20 เราจะพบว่าการเติบโตของศิลปะร่วมสมัยจะเติบโตแบบ “ปัจเจก” คือทวีปใครทวีปมัน อเมริกาก็พยายามโตในแบบตัวเอง ยุโรปก็พยายามโตในแบบตัวเอง การ Crossover ทางวัฒนธรรมอาจจะไม่ได้มีให้เห็นมากนัก นั่นเป็นเพราะระยะทางของสองทวีปนี้ช่างห่างไกลกัน การแลกเปลี่ยนใดๆย่อมเกิดได้ยาก  

งานของ David Gibson

แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น… โลกถูกเชื่อมโลกเข้าโดยทันที การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกิดขึ้นทันทีทันใด งานภาพสตรีทก็เช่นกัน.. iN-PUBLIC เป็นกลุ่มแรกที่เป็นการรวมตัวของช่างภาพสตรีทจากแต่ละมุมโลกเข้าไว้ด้วยกัน สมาชิก iN-PUBLIC สามารถสื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ตข้ามโลก และรวมไปถึงผู้คนทั่วโลกก็ได้เสพงานของพวกเขาในทันทีทันใดด้วย ทำให้การขัดเกลาผลงานในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นจากคนละมุมโลกกลายเป็นผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนรุ่นใหม่ 

ถ้าถามช่างภาพสตรีทในยุค 10 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าทุกคนก็คงได้รับอิทธิพลจากผู้คนกลุ่มนี้กันถ้วนหน้า ด้วยความสดใหม่ ตื่นตาตื่นใจ กลืนกินง่ายอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่…เมื่อความสดใหม่เดินทางมาถึงความเป็นแมส (Mass) อันหมายถึงเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้ นั่นก็ทำให้มันถูกตั้งอยู่ใน Safe Zone จนไม่อยากขยับตัวไปไหนอีก ไม่อยากจะถูกวิพากษ์ไปมากกว่านี้.. มันจึงเริ่มขาดความ “ร่วมสมัย” ลงไปทุกทีๆ

แม้ว่าในทุกๆปี iN-PUBLIC จะพยายามดึงเอาสมาชิกใหม่ๆเข้ามาร่วมทีม แม้แต่ช่างภาพสตรีทของไทยที่ทำชื่อเสียงอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้อย่าง ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ก็ได้เข้าไปร่วมกลุ่มเช่นกัน และสมาชิกอีกหลายคนที่เป็นเสมือน “เลือดใหม่” ให้กับ iN-PUBLIC ที่น่าสนใจ ดูเหมือนพวกเขาต้องการการถ่ายเลือดใหม่ไปแทนที่เลือดเก่า อย่างเช่น Charalampos Kydonakis หรือ Dirty Harry 

งานของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์

ในรอบไม่กี่ปีนี้ มีการวิพากษ์ต่อผลงานของกลุ่ม iN-PUBLIC อันเคยตั้งสถานภาพตนเองไว้ว่าคือ “บ้านของภาพสตรีท” (Home of Street photography) ถ้ากลับไปย้อนมองจากหนังสือภาพ 10 Years of iN-PUBLIC ซึ่งเป็นหนังสือภาพเล่มแรกของกลุ่มที่วางขายกันเองเมื่อปี 2010 จะพบว่า Nick ได้พูดถึงก่อนการก่อตั้ง iN-PUBLIC ถึงการเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่มีที่ทางของ Street Photography ดังนั้นการพยายามบัญญติการถ่ายภาพสตรีทเอาไว้ว่ามันหมายถึงอะไร? (ถ่ายภาพในที่สาธารณะ เกิดขึ้นจริง ไม่จัดฉาก และบอกเล่าอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ไม่เหมือนใคร) อย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ จึงช่วยให้พวกเขามีที่ทางมากขึ้นในวงการภาพถ่าย เพราะที่ผ่านมาเกือบร้อยปี ก็ไม่มีใครพูดถึงว่า Street Photography เท่ากับ หรือควรทำ หรือไม่ควรทำอย่างไร? ซึ่งนั่นเอง..อาจจะเป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้ iN-PUBLIC ยืดติดอยู่กับคำว่า “Street Photography” ในแบบที่เคยสร้างสรรค์เอาไว้

หนังสือภาพ 10 Years of iN-PUBLIC ที่ยังหลงเหลือของ Nick ที่ล่าสุดเทขายโล๊ะสต็อค

เมื่อใดก็ตามที่การวิพากษ์ได้เกิดขึ้น นั่นสมควรจะเป็นสัญญาณที่ดีของงานศิลปะร่วมสมัยว่ามันกำลังทำการสังคายนาผลงานเพื่อนำไปสู่สิ่งใหม่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่การวิพากษ์ไม่ทำให้ผู้สร้างงานศิลปะนั้นเคลื่อนไหวและยังยึดเหนี่ยวจุดเดิม นั่นแปลว่าศิลปะนั้นๆกำลังถูก “ปฏิวัติ” โดยคนกลุ่มใหม่ที่มีความคิดไปข้างหน้าตามการหมุนของแกนโลก

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Nick พยายามรักษาที่มั่นของคำว่า “Street Photography” เมื่อปีก่อน เขาเคยรู้สึกถึงการที่ผู้คนไม่เข้าใจคำว่า Street Photography ในแบบที่เขาวาดไว้ จนกระทั่งพยายามสร้างแคมเปญที่ชื่อว่า #CANPUBPHOTO อันมาจาก Candid Public Photograph เพื่อรองรับการถ่ายภาพสตรีทในแบบของพวกเขา ที่เดิมทีก็คือ Street Photography นั่นแหล่ะ.. แต่ Nick มองว่ามันถูกกลืนกินด้วยความหมายที่แตกต่างออกไปจนเกินเยียวยา จึงเหมือนเปิดแผ่นดินขึ้นใหม่ซะเลย

แน่นอนว่าแคมเปญนั้นมันไม่ได้ผลหรอก… เขาพยายามอยู่ได้ไม่นานนัก ทุกอย่างก็เงียบหายไป การที่ Nick พยายามทำนั้น ถือว่าเป็นการวิพากษ์งานศิลปะแบบหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่ผลของมันก็คือตกไป..  Street Photography เริ่มแปรเปลี่ยนไปอีกครั้งหรือ? เฉกเช่นต้นศตวรรษที่ 20 ที่ Street Photography มันก็เคยแปลได้ว่าเป็นคนถ่ายภาพให้นักท่องเที่ยวอยู่ริมถนนชองอลิเซ่นั่นแหล่ะ

สัญญาณที่มีมาอย่างต่อเนื่องภายใน iN-PUBLIC ก็มาถึงจุดแตกหัก เมื่อความไม่ลงรอยในความเห็นระหว่าง Blake Andrews หนึ่งในสมาชิกยุคแรกของ iN-PUBLIC กับ Nick Turpin ผู้ก่อตั้ง iN-PUBLIC ในกรณีที่มีการโหวตภาพ Picture of the Month ภายในกลุ่มประจำเดือนตุลาคม 2018 ที่ทางกลุ่มจัดขึ้น ผลปรากฏว่าภาพหนึ่งที่ถูกเลือกเป็นของ Blake Andrews เป็นการถ่ายด้วยไอโฟนในโหมด Pano ซึ่งทำให้เกิดเอฟเฟคประหลาดขึ้นในภาพ 

Blake Andrews / Aug 2018

ในความเห็นของ Nick นั้น ถือว่าภาพนี้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เห็นพ้องต้องกันมาโดยตลอดของกลุ่มว่าจัดอยู่ในหมวด Street Photography ซึ่งเขาถือว่าตัวเองและกลุ่ม iN-PUBLIC ได้ทำหน้าที่อย่างหนักเพื่อสร้างความหมายนี้ให้ออกไปยังวงกว้าง จะเรียกได้ว่าผู้คนหันมารู้จักภาพสตรีทในทศวรรษนี้ก็จากการกำหนดทิศทางของเขาและ iN-PUBLIC 

ผมสร้าง iN-PUBLIC มาเพราะผมเห็นว่าภาพสตรีทมีวิธีการที่แตกต่างจากภาพถ่ายประเภทอื่นๆด้วยตัวของมันเอง สิ่งสำคัญคือการสังเกตในขณะที่ภาพของ Blakeใช้ไอโฟนถ่ายด้วยโหมด Pano นั้น มันทำให้เกิดการเพี้ยน บิดเบือนของภาพ จริงๆผมก็ชอบภาพนะ แต่ผมไม่คิดว่านี่คือภาพสตรีทแต่อย่างใด” 

จากประโยคแสดงความคิดเห็นของ Nick เราจะสามารถเห็นความ Conservative (ปกป้องความคิดดั้งเดิม) ที่ย้อนแย้งอยู่ในการถ่ายภาพร่วมสมัย…. แน่นอนว่ามันไปด้วยกันไม่ได้ เสมือนจับเอาคู่ตรงข้ามมาอยู่ด้วยกัน เป็นเรื่องปกติที่เมื่อสิ่งใดได้รับการยอมรับในวงกว้างอย่างยาวนาน ได้เริ่มถูกท้าทายด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่  การถกเถียงนั้นย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพราะถ้ามันไม่เปลี่ยนแปลง… Street Photography เองนั่นแหล่ะก็จะเป็นสิ่งที่ตายไปซะเอง

และในกรณีนี้… คนที่ยอมตายจาก iN-PUBLIC ไปก็คือ Nick Turpin และ Nils Jorgsensen สมาชิกดั้งเดิมของกลุ่ม iN-PUBLIC โดยเฉพาะ Nick ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งอย่างแท้จริง นั่นย่อมทำให้วงการภาพถ่ายต้องหันมามองเหตุการณ์ในครั้งนี้

อะไรคือความเห็นที่แตกต่างในการถกเถียงครั้งนี้??  Nick ซึ่งมีหลักการยึดถือ “ความจริง” ที่เกิดขึ้นในภาพว่ามันต้องเป็น “ความจริงที่เป็นไปได้” หมายถึงต่อให้ทุกอย่างในภาพสตรีทจะดูเหนือจริงยังไง แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การตกแต่ง แก้ไข เราทำหน้าที่เพียงผู้จับภาพและไม่บิดเบือนมัน

จากคำจำกัดความภาพสตรีทในความหมายของ Nick จึงเห็นแย้งที่ว่า เอฟเฟคในภาพของ Blake คือการตกแต่ง แก้ไข บิดเบือน แต่… ถ้าเราพูดถึงการโต้แย้งนี้ มันเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัยเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆถูกนำมาใช้ เช่น การใช้ Flash ซึ่งไม่ใช่แสงธรรมชาติ แต่เป็นแสงที่เกิดขึ้นจากคนถ่ายแล้วไปมีผลต่อภาพ เป็นต้น

บทสรุปของเรื่องนี้จะอยู่ที่ตรงไหน? ก่อนหน้านี้การเข้ามาของ Charalampos Kydonakis หรือ Dirty Harry ก็เกิดการถกเถียงคล้ายๆกัน บางภาพของ Dirty Harry ที่ดูเหมือนการเซ็ทเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวเองเข้าไปอยู่ในภาพ หรือแม้แต่การตกแต่งโทนสีภาพอย่างหนักนั้น จะยังอยู่ในกรอบดั้งเดิมของ iN-PUBLIC มั๊ย ซึ่งในครั้งนั้นก็มีการยอมถอยคนละก้าวอยู่เหมือนกัน 

งานของ Dirty Harry ที่ถูกพาดพิงอย่างมากในช่วงนั้น

แล้วถ้าวันนี้?.. ในวันที่ iN-PUBLIC ไม่มี Nick Turpin อีกต่อไป ความหมายของการถ่ายภาพสตรีทจะเปลี่ยนไปอีกแค่ไหน? การยอมรับใหม่ๆกำลังจะเกิดขึ้น เรากำลังจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆของภาพสตรีท? หรืออีกในที.. ภาพสตรีทอาจจะถูกกลืนกินกลับไปเป็นเพียง “Photography” เฉยๆที่ไม่มีคำจำกัดความเหมือนเดิม ดั่งเช่นที่ Garry Winogrand ช่างภาพสตรีทระดับมาสเตอร์ ผู้ไม่เคยอยากให้ใครเรียกว่าช่างภาพสตรีทเคยกล่าวไว้

ผมก็แค่ถ่ายภาพอะไรที่ผมเห็นว่ามันดูจะถ่ายได้น่ะ


Advertisements

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

ประกาศผลผู้เข้ารอบสุดท้าย รายการ MSPF 2018 สตรีทไทยเข้ารอบเพียบ!

เป็นอีกหนึ่งปีที่สตรีทโฟโต้ทีมไทยพากันเข้ารอบสุดท้าย (Finalists) ในรายการแข่งขันภาพสตรีทที่ใหญ่ที่สุด Miami Street Photography Festival ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 แล้ว โดยทีมไทยสามารถเข้ารอบติดต่อกันมาถึง 6 ปี (ไม่ติดเฉพาะปีแรก)

ซึ่งในทุกๆปีที่ผ่านมา มีทีมไทยเข้ารอบไปไม่น้อย อย่างเช่นปีที่แล้ว 2017 ก็มีถึง 11 คน และในปีนี้ก็ยังทำได้ดีเช่นเคย คือเข้ารอบสุดท้ายมากที่สุดถึง 14 คน (จากผู้เข้ารอบสุดท้ายทั่วโลก 90 คน)

โดยคณะกรรมการในรอบแรกคือ

  • Constantine Manos หนึ่งในช่างภาพอาวุโสจาก Magnum Agency
  • Peter van Agtmael และ Maggie Steber จาก National Geographic
  • Nick Turpin ผู้ก่อตั้งและอดีตสมาชิกกลุ่ม iN-PUBLIC ,
  • Stella Johnson และ Meryl Meisler ช่างภาพสารคดีและสตรีท

โดยมีรายชื่อทั้ง 14 คน เรียงตามลำดับอักษรภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้

Angkul Sungthong – THAILAND

Audsadang Satsadee- THAILAND

Graeme Heckels- THAILAND

Noppadol Maitreechit- THAILAND

Nukul Leekanchana- THAILAND

Pimpika Hongsapiwat- THAILAND

Piti Amraranga- THAILAND

Sakulchai Sikitikul- THAILAND

Sarunyoo Threesukon- THAILAND

Sirawit Kuwawattananont- THAILAND

Suparp Thasai- THAILAND

Tawanwad Wanavit- THAILAND

Taweechai Iamurairat- THAILAND

Thanasorn Janekankit- THAILAND

ซึ่งในวันที่ 6-9 ธันวาคมนี้ ภาพทั้งหมดจะถูกจัดแสดงที่ Art Basel ใน Miami และประกาศผลผู้ชนะในวันนั้น โดยผู้ชนะจะได้รับกล้อง Leica Q และกระเป๋ากล้อง ONA และอื่นๆอีกเช่นเคย

ทางทีมงาน สยาม.มนุษย์.สตรีท ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านครับ

Noted : ในปี 2014 ที่ทีมไทยเคยคว้าแชมป์อันดับ 1 และ 3 โดย ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ และ พงศธร ลีลาประชากุล

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

พาชมนิทรรศการภาพระดับโลกของ Masahisa Fukase ที่ Foam Museum

เป็นความบังเอิญปะปนกับความโชคดีสุดๆที่เราได้ไปเยือนอัมสเตอร์ดัมในช่วงที่มีนิทรรศการครั้งใหญ่ของ Masahisa Fukase หนึ่งในช่างภาพระดับตำนานของญี่ปุ่น เพื่อนร่วมรุ่นกับ Nobuyoshi Araki และ Daido Moriyama จะเรียกว่าเป็นแก๊งค์ New Wave ของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ว่าได้

งานนิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นที่หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยชื่อดังที่ตั้งอยู่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม หนึ่งในเมืองหลวงแห่งศิลปะร่วมสมัยของยุโรปอย่าง Foam Museum ซึ่งก็เรียกว่าเป็นนิทรรศการที่จัดเต็มมากๆ ก็เค้าเรียกงานครั้งนี้ว่าเป็นการรวบรวม Life work ครั้งสำคัญนับตั้งแต่ Fukase เสียชีวิตไปเมื่อปี 2012 เลยทีเดียว

ทาง Foam เองได้รวบรวมเอาชิ้นผลงานที่ไม่เคยโชว์ที่ไหน Materials ต่างๆ ตัวปริ๊นท์ต้นฉบับจากโตเกียวโดยแบ่งผลงานเป็นซีรีส์ใหญ่ๆของเขาอย่าง Ravens , Family Chronicle , Self-portraits , Memories of My Father เป็นต้น

จะว่าไปแล้วผลงานโดยรวมของ Fukase ค่อนข้างเป็นงานทดลองใช้เทคนิคต่างๆกับการสื่อสารเรื่องราวของครอบครัวเขาเองเป็นหลัก (ถ้าให้เทียบกับช่างภาพตะวันตกก็คงประมาณ Robert Frank ล่ะ) แม้แต่ผลงานขึ้นหิ้ง “Ravens” ที่กลายเป็นหนึ่งในหนังสือภาพที่ “Must have” ของนักสะสม แม้จะมีแต่รูปอีกาเต็มไปหมด ก็ยังแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ที่ว่าด้วยการพังทลายของชีวิตแต่งงานระหว่าง Fukase กับภรรยาอยู่ในนั้นด้วย

แน่นอนว่า Ravens (1975-1982) จะต้องถูกจัดไว้เป็นพื้นที่ส่วนแรกในนิทรรศการ ความมืดหม่นของ Ravens ในเชิงเทคนิคภาพถ่ายแล้ว ค่อนข้างเป็นความนิยมของศิลปินยุคปลายๆโชวะ และมีอิทธิพลอย่างมากต่อสไตล์ภาพถ่ายของช่างภาพญี่ปุ่นในยุคต่อๆมา

ในส่วนของสิ่งที่ Fukase สื่อสารใน Ravens นั้น จุดเริ่มต้นคือมาจากการเดินทางโดยรถไฟเพื่อกลับบ้านเกิดของเขา ครั้งหนึ่ง Fukase เคยกล่าวไว้ว่าการเดินทางของเขาครั้งนั้นไม่ใช่เพื่อถ่ายภาพ แต่เป็นการใช้การถ่ายภาพเป็นข้ออ้างให้ตัวเองได้หลีกลี้หนีออกไปไกลๆจากชีวิตปกติ

การได้พบพานกับสุสานความตายจากระเบิดที่ฮิโรชิมา มาสู่ชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลวของเขา ภาพประกอบของเหล่าอีกา, แมวหน้าโหด, หญิงเปลือย และคนไร้บ้าน ต่างๆเหล่านี้ทำหน้าที่บอกเล่าถึงความเจ็บปวด โดดเดี่ยวและมืดหม่นในใจของเขาได้เป็นอย่างดี

ชีวิตที่เปรียบเสมือนนรกของเขายังไม่จบเพียงแค่ Ravens ในเวอร์ชั่นแรกเท่านั้น ในปี 1992 เขายังต้องประสบอุบัติเหตุตกบันได ซึ่งส่งผลในการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนถึงวาระสุดท้ายของเขาเอง นั่นทำให้เกิด Ravens เวอร์ชั่นปี 1992 ที่เขากลับมาถ่ายภาพในซีรีส์นี้อีกครั้งด้วยกล้อง Nikon F3 และเลนส์เทเลระยะไกล 1,000mm. เพราะเขาไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกได้ ซึ่งภายในนิทรรศการ เราจะได้เห็นงานปริ๊นท์ตัวจริงของ Ravens , ตัว Contact sheets ที่ Fukase ใช้ทำงานจริง, กล้อง Nikon F3 ที่เขาใช้ถ่ายภาพ และตัวหนังสือภาพเวอร์ชั่นแรกที่ ณ เวลานี้ราคาก้าวกระโดดไปไกลแล้ว

ในส่วนของซีรีส์ Family นั้น ก็เป็นอีกผลงานที่โดดเด่นอย่างมากของเขา การหมกมุ่นกับความตายและครอบครัว ถูกพูดถึงอย่างตรงมาตรงไป ชัดเจนอย่างที่สุด ภาพชุดที่เขาได้ถ่ายภาพหมู่ของครอบครัวตลอดเกือบ 20 ปี ทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย การเกิดขึ้นและการจากลาถูกถ่ายทอดผ่านเลนส์กล้อง Large Format ที่พ่อของเขาเคยใช้มาก่อนในสตูดิโอกว่า 40 ปี (พ่อของเขาเป็นช่างภาพและบ้านของเขาเคยเป็นสตูดิโอถ่ายภาพมาก่อน)

อารมณ์ขันท่ามกลางความตายในบางห้วงเวลา หัวโบราณท่ามกลางโลกตะวันตก กลบเกลื่อนความเจ็บปวดด้วยรอยยิ้ม มันคือความชัดเจนของวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกที่กระอักกระอ่วนนั้น Fukase ถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม

ในหมวดหมู่เดียวกันที่เราชอบมากคือ Memories of My Father ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Sukezo ผู้เป็นพ่อของ Fukase ซึ่งมีบทบาทต่อชีวิตเขาอย่างมาก ไม่ว่าจะความรักในการถ่ายภาพ หรือบทบาทต่อการใช้ชีวิต เขาเลือกที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือภาพหลังจากที่พ่อของเขาจากไปเมื่อปี 1987 โดยคัดเลือกภาพถ่ายที่ถ่ายเอาไว้นับสิบปี มาร้อยเรียงเป็น Timeline ตั้งแต่การทำงานของ Sukezo สมัยหนุ่มที่เป็นช่างภาพในสตูดิโอ จนถึงยามนอนป่วย งานศพ และเถ้าถ่าน ผู้ชมกลายเป็นสักขีพยานร่วมกับ Fukase ในการเฝ้ามองชีวิตชายผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของ Fukase และร่วมไว้อาลัยไปพร้อมๆกันกับเขา เป็นซีรีย์ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เศร้าหมอง ดั่งเช่นตัวตนของเขาเอง

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายๆซีรีย์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น Self-Portrait ซึ่งมีการผสมผสานการ Paint สีทับลงไป (เป็นเทคนิคที่นิยมในช่วงยุค 80-90s) กับภาพเซลฟี่ที่ให้เห็นบรรยากาศบนท้องถนนในโตเกียว เป็นงานช่วงท้ายๆก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถออกไปข้างนอกได้

เรียกว่าเป็นงานนิทรรศการที่อิ่มเอมมากๆ น่าอิจฉาผู้คนในเมืองนี้จริงๆที่ได้เสพงานดีๆระดับโลก การจัดวางจัดแสดงแบบมืออาชีพขนาดนี้ ใครสนใจงานของ Masahisa Fukase ก็อาจจะต้องกระเป๋าหนักนิดนึงนะ เพราะนอกจากหนังสือภาพ Ravens ที่เพิ่งพิมพ์ใหม่เมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่มีเล่มไหนราคาต่ำกว่าหลักหมื่นเลยล่ะ แต่ถ้าใครหาได้ก็กระซิบมาบอกบ้างนะ… 

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

ปืนไรเฟิลกับกล้องถ่ายภาพ และภาพถ่ายสงครามที่ถูกเก็บงำกว่า 50 ปีของ Tony Vaccaro

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าเราข้ามประเด็นเรื่องสงคราม แล้วหันมาคุยกันในเชิงศิลปะถ่ายภาพแล้ว นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการถ่ายภาพ (จริงๆจะว่าไป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดการก้าวกระโดดในหลายๆวงการของโลก เพราะมันคือการพยายามกลับมายืนหยัดใหม่ของมนุษยชาติ) มันคือจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีการถ่ายภาพ และความรู้ด้านการถ่ายภาพของช่างภาพที่ลงตัว

ในยุคที่กำเนิดกล้องถ่ายภาพ 35mm ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพกพากล้องไปไหนก็ได้ ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ซึ่งก่อนหน้านั้น กล้องถ่ายภาพเป็นเครื่องมือที่ไม่เอื้อให้คนแบกมันไปไหนต่อไหนได้ง่ายๆ ถ่ายได้ไม่กี่ภาพ และยังไม่สามารถเก็บภาพที่มีการเคลื่อนไหวมากๆได้ด้วย

ภาพถ่ายสงครามในยุคก่อนหน้า จึงทำได้เพียงแค่การเซ็ตขึ้นมา (Staged) เพื่อให้เห็นบรรยากาศของสงคราม แต่มันขาดความเป็นจริงที่เกิดในขณะนั้น เรื่องราวในขณะนั้น

นอกจากการปฏิวัติวงการภาพข่าวของเอเจนซี่ช่างภาพ Magnum ในช่วงทศวรรษที่ 1940s แล้ว ยังมีช่างภาพอีกหลายคนที่นำพาให้เกิดงาน แนวทางใหม่ของการถ่ายภาพในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

ในขณะที่ Robert Capa ช่างภาพผู้ให้กำเนิดเอเจนซี่ Magnum อันยิ่งใหญ่และเป็นผู้พลิกวงการการถ่ายภาพข่าวสงครามโดยการเข้าไปถ่ายภาพปฏิบัติการหาดโอมาฮาในวัน D-Day นั่นเพียงในฐานะของช่างภาพที่กองทัพอนุญาตให้เข้าร่วมในเหตุการณ์เฉพาะวันนั้นเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเสี่ยงตายมากพอแล้ว

แต่สำหรับ Tony Vaccaro หนุ่มน้อยวัย 21 ปี เขานำพาตัวเองไปไกลกว่านั้น การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทหารของกองทัพเพื่อร่วมรบ คือการพาตัวเองเข้าไปถ่ายภาพท่ามกลางสนามรบโดยไม่มีใครห้ามได้อย่างแท้จริง และนี่คือการถ่ายภาพสงครามที่ยังไม่เคยมีใครได้เข้าใกล้ความตายได้มากไปกว่าเขา

Tony Vaccaro ในวัย 21 ปี

จะว่าไม่มีใครห้ามก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว กองทัพสั่งห้ามให้ถ่ายรูปในระหว่างรบ แม้ว่าจะเป็นทหารก็ตาม และกล้องถ่ายรูปจะถูกทำลายทิ้งเสียด้วย แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่จะเหนี่ยวรั้งให้ Tony ไม่ออกไปถ่ายภาพได้

18 มิถุนายน 1944 วันแรก หรือวัน D-Day ที่เหล่าทหารยกพลขึ้นหาดนอร์มังดี Tony ไม่ยี่หระต่อกฏเกณฑ์ที่ว่าไป ระหว่างที่นั่งเรือเข้าไปในสนามรบนั้น เขาซ่อนกล้องไว้ในเสื้อกันฝน วางเลนส์กล้องผ่านรูกระดุมที่เขาฉีกให้เป็นรูใหญ่มากพอออกมา และใช้วิธีกะๆเฟรมภาพ กดถ่ายไปเรื่อยๆเอาแทน

ไม่มีใครรู้ว่าบนชายหาดนั้น พวกเขาจะเจอความโหดร้ายเพียงใด ท่ามกลางห่ากระสุนที่หนักหน่วงราวพายุ มีศพทหารเกลื่อนกลาดหลายพันศพ กลิ่นของศพเหล่านั้นผสมปนเปกับกลิ่นดินปืน และคลื่นลมทะเล กลายเป็นกลิ่นเฉพาะที่เขาเรียกมันว่า “กลิ่นของสงคราม” เขาได้กลิ่นนั้นแทบจะทันทีที่เหยียบย่างลงไปบนหาดนอร์มังดี

Tony ฝ่าพัน ถากดายทุกย่างก้าวในสมรภูมิรบด้วยปืนไรเฟิลประจำตัวในฐานะทหารราบ และเก็บเกี่ยวซากปรักหักพังแห่งสงครามผ่านเลนส์กล้องประจำตัวของเขาในฐานะศิลปินไปพร้อมๆกัน

Argus C3 เป็นเพียงกล้องที่ราคาถูก ที่เขาซื้อมาในราคา $47 เมื่อตอนอายุ 18 ปี คุณภาพไม่ได้ดีอย่างกล้องไฮเอนท์ในยุคนั้นเช่น Leica ที่ช่างภาพมืออาชีพใช้ๆกัน มันเป็นเพียงกล้องเลนส์พลาสติกที่มีคุณสมบัติหนึ่งที่ผ่านเกณฑ์ในการอยู่ในสนามรบได้ก็คือ “ความแข็งแกร่ง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับพื้นที่นี้

Tony ในปัจจุบันกับกล้อง Argus C3 ตัวเดิม

สิ่งที่ Tony ไม่ได้เตรียมการไว้อีกหนึ่งสิ่ง คือเขาไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการล้างฟิล์มระหว่างสงคราม เพราะคิดเอาไว้อย่างเดียงสาว่าเมื่อไปถึงนอร์มังดี เมื่อถึงเวลาพักรบคงจะมีร้านล้างฟิล์มสักร้านอยู่ในเมืองบ้าง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว.. สงครามโหดร้ายเกินไปกว่าความนึกคิดของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมากนัก ที่นอร์มังดีนี้…ตึกรามบ้านช่องร้านค้าถูกทำลายไปหมดสิ้นพร้อมๆกับการโจมตี แต่ระหว่างที่เขาก้าวเท้าผ่านเข้าไปในซากเมืองนั้น เขาก็พบกับซากร้านล้างฟิล์มที่ถูกระเบิดพังจนไม่เหลือชิ้นดี เขาพยายามรื้อค้นซากเหล่านั้นจนเจอเคมีสำหรับล้างฟิล์ม และค่อยๆโกยเคมีเหล่านั้นรวบรวมมาเก็บไว้

ตกดึกคืนนั้น ท่ามกลางความมืดของท้องฟ้ายามสงครามที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ Tony ใช้เคมีที่เก็บมาได้ ล้างฟิล์มด้วยอุปกรณ์ที่มีใกล้ๆตัว เช่น หมวกทหารแทนอ่าง ตากฟิล์มเหล่านั้นไว้กับกิ่งต้นไม้ใกล้ๆ เช้าวันต่อมา เขาพบว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ภาพที่ปรากฏบนฟิล์ม 10 ม้วนแรกนั้น คือหน้าประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการถ่ายภาพไปตลอดกาล

งานภาพสงครามของ Tony จับเอา “ห้วงเวลาแห่งความตาย” ได้อยู่หมัด และสามารถเล่ารายละเอียดของสงครามนั้นๆได้อย่างยอดเยี่ยมโดยที่ไม่มีการจัดฉากเพื่อถ่าย ทุกภาพเกิดขึ้นจริงแบบ Real-time แม้ว่าจะมีช่างภาพคนอื่นๆในสงครามอีกหลายต่อหลายคน แต่พวกเขามักนิยมการจัดฉากอยู่บ้างเพื่อให้ได้ภาพสวยงามอย่างที่ต้องการ แต่ Tony ปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง

ตลอด 272 วันในสงครามครั้งนั้น เขาถ่ายภาพไปกว่า 8,000 ภาพ และกองทัพไม่เคยใช้ภาพของเขาสำหรับเป็นหลักฐานหรือชิ้นงานเกี่ยวกับสงครามอย่างเป็นทางการเลย เพียงเพราะเห็นว่าเขาเป็นเพียงหนุ่มน้อยวัย 21 ที่ไม่รู้ประสีประสาเท่านั้น หลังจากสิ้นสุดสงครามโลก Tony ก็หันมาทำงานเป็นช่างภาพอย่างจริงจัง ปี 1950 เขาเริ่มทำงานให้กับ Life Magazine และนิตยสารแฟชั่นหัวใหญ่ๆอีกหลายฉบับในเวลาต่อมา

ด้วยทัศนคติของเขาต่อสงครามอันโหดร้าย Tony ตัดสินใจที่จะไม่เผยแพร่งานของเขา ปิดประตูล็อคงานเหล่านั้นไว้และมุ่งมั่นจะสร้างสรรค์เพียงงานภาพถ่ายที่สวยงามแทนที่ภาพถ่ายที่หดหู่เหล่านั้นแทน

จนกระทั่งกลางยุค  ’90s หรือ 50 ปีต่อมา ภาพกว่า 8,000 ภาพของเขาก็ถูกนำออกมาสู่สายตาชาวโลก ถูกตีพิมพ์และออกแสดงมากมายจนกระทั่งปัจจุบันที่เขาอายุเฉียด 100 เข้าไปทุกที

ต่อคำถามของนักข่าวรุ่นเหลนที่ว่า เขาคิดว่าอนาคตของการถ่ายภาพในโลกนี้จะเป็นเช่นใด? Tony บอกไว้ว่า ทุกวันนี้การถ่ายภาพเป็นเรื่องที่ต้องการความรวดเร็วเข้าไปทุกที การถ่ายภาพจะความหมายสักอย่างต่อเมื่อมันเป็นงานที่ถูกตั้งเป้าหมายไว้ แน่นอนว่าในอนาคต การถ่ายภาพต้องมีเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพียงแต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าช่างภาพใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจจะถ่ายน้อยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่น Tony ใช้เวลามากๆกับสิ่งนั้น อย่างเช่นเขาใช้เวลาหลายอาทิตย์ขลุกอยู่กับ Picasso เป็นต้น ซึ่งการที่ได้ใช้เวลา ช่างเป็นความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 เสียจริง

“ภาพถ่ายมันคือโอกาส ถ้าคุณกินนอนอยู่กับกล้อง คุณจะได้เห็นว่าอะไรที่โลกมอบให้คุณมาบ้าง”

 

 

 

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

20 คำถามกับ Ilya Shtutsa ผู้ชนะเลิศ Street Photo Thailand Festival ,ตอนที่ 1

แปลจาก 20 questions in Saint-Petersburg,Russia with Ilya Shtutsa โดย shooter files by F.D.Walker 

ก่อนที่เราจะเข้าสู่ 20 คำถาม แนะนำตัวถึงชื่อของคุณ,คุณมาจากไหน และสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับคุณหน่อยครับ

ผมชื่อ Ilya Shtutsa ผมมาจากเมืองที่ไกลออกไปทางตะวันตกของรัสเซีย แต่ห้าปีก่อนผมย้ายมา Saint-Petersberg

ตั้งแต่ตอนที่ผมอายุ 24 ปี ผมใช้ชีวิตเป็นนักดนตรีริมถนน ทุกที่ที่ผมไป ผมจะเอาฟลุตไปด้วยตลอด แต่ 6 ปีที่ผ่านมาผมจะมีกล้องอยู่ติดตัวไปด้วยเช่นกัน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะมาเป็นช่างภาพสตรีทถ้าคุณเป็นนักดนตรีสตรีท ในทั้งสองกรณี ชีวิตของคุณผูกพันธ์แน่นหนากับท้องถนน

Ilya-Shtutsa-for-Forrest-2

1.อะไรคือความทรงจำแรกสุดของคุณเกี่ยวกับการถ่ายภาพ

ความทรงจำแรกสุดของผมเกี่ยวกับการถ่ายภาพ… นั่นน่าสนใจมากที่จะพยายามรื้อมันขึ้นมา ตอนผม 10 ขวบ พ่อแม่ของผมให้กล้องตัวเล็กๆตัวหนึ่งแก่ผม คือกล้อง smena 8m มันเป็นกล้องฟิล์มขาวดำถูกๆ แต่มันน่าสนใจมากสำหรับผมตอนนั้น และเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ห้องนอนเลยกลายเป็นห้องมืดของผม ผมคิดว่าสิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดของผมในการเห็นภาพค่อยๆเผยขึ้นมาจากกระดาษ เผยขึ้นมาจากความว่างเปล่า มันเหมือนเวทมนตร์ แต่น่าเสียดายที่ผมจำไม่ได้ว่าผมสนใจการถ่ายภาพอยู่แล้วก่อนพ่อแม่จะให้กล้องแก่ผมหรือของขวัญชิ้นนั้นทำให้ผมสนใจกันแน่

ในทางกลับกัน ถ้าพูดถึงความทรงจำที่ชัดเจน ผมคิดว่า ตอนนั้นภาพจากกองนิตยสารโซเวียตในห้องใต้หลังคาของอพาร์ตเม้นลุงผมเป็นภาพจากช่างภาพมืออาชีพเดียวที่ผมเคยเห็น อย่างไรก็ตาม พ่อเลี้ยงของผมมีอัลบั้มภาพวาด,หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ และอีกมากมาย ผมสามารถนั่งและมองภาพเหล่านั้นได้เป็นชั่วโมง ผมคิดว่าประสบการณ์นี้สำคัญมากต่อการพัฒนาแนวทางการมองของผม

Ilya-Shtutsa-for-Forrest-3

2.อะไรที่คุณคิดว่าเป็นเหตุผลในการเลือก subject ในการถ่ายภาพของคุณ

เพื่อจะตอบคำถามว่าอะไรนำผมสู่ subject ที่ผมชอบที่สุดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะคำตอบไปๆมาๆตลอด พูดอีกแบบ ผมควรอธิบายถึงอะไรที่ผมมองหาและทำไมผมถึงถ่ายรูป สำหรับผม มันเป็นเกมส์ เกมส์ที่ผมเล่นกับโลก มันมีนิทานของรัสเซียชื่อ “ออกไปอย่างไม่รู้ว่าที่ไหน ให้ปิศาจนำไป” ประโยคนี้อธิบายแก่นของเกมส์ได้อย่างดี ผมไม่เคยรู้ว่าผมเจาะจงมองหาอะไร มันควรเป็นเรื่องประหลาดใจ ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะถ่ายภาพที่ดีออกมาโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเอง วิญญาณหรือพลังงานบางอย่างหรืออะไรไม่รู้ แต่ผมคิดว่าความรู้สึกที่ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับพลังประหลาดนี้คือสิ่งที่พาผมไปสู่ subject ผมไม่สามารถอธิบายถึงมันได้ชัดเจนนัก

 

3.คุณจะให้คำแนะนำอะไรแก่ตัวเองตอนเริ่มถ่ายภาพ

ถ่ายต่อไป เรื่อยๆ และอย่ารอจนมีดิจิตัล จนคุณมีเงินพอจะซื้อมัน มันจะเกิดขึ้น 20 ปีต่อมา มันนานเกินไป อย่างไรก็ตามคุณก็จะกลับไปถ่ายรูป เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่จะรอถึง 20 ปี จงถ่ายรูปต่อไป มันคือพรหมลิขิตของคุณ

Ilya-Shtutsa-for-Forrest-5

4.สไตล์การถ่ายภาพของคุณพัฒนาอย่างไรในระยะเวลาที่ผ่านมา

ตอนวัยเด็กที่ผมเริ่มถ่ายภาพผมไม่มีสไตล์เลย แต่ตอนที่ผมกลับไปถ่ายรูป ผมคล้อยตามงานของสมาชิกในกลุ่ม in-public มันเป็นบทความในนิตยสารการถ่ายภาพที่ผมอ่านตอนปี 2007 หรือ 2008 มันทำให้ผมพูดว่า “ว้าว ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าทำไมมนุษย์เราคิดค้นการถ่ายภาพขึ้นมา!” แน่นอน ในตอนแรกผมพยายามเลียนแบบ Matt Stuart ผมมองหามุมที่สนุกของสิ่งที่อยู่รอบตัวผม ในเวลาไม่นานผมพบว่าสิ่งประหลาดบางอย่างเกิดขึ้น คือผมพบว่าชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระและผมแสดงให้เห็นถึงมันได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มสนใจการค้นหาเวทมนตร์ในสถานการณ์ธรรมดา มีความสงบมากขึ้น เกี่ยวกับเรื่องในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพื่อพบสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ในความวุ่นวาย นั่นคือสิ่งที่ผมมองหาตอนนี้ มันอาจจะเปลี่ยนในอนาคตก็ได้ ไม่มีใครอยู่ที่เดิมได้เป็นปีๆหรอก มันน่าเบื่อ

5.อะไรเป็นอุปกรณ์ที่คุณชอบตอนผมออกไปถ่ายภาพ

สิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมมีตอนนี้คือ canon 6D กับเลนส์ 24-105 มันเป็นอุปกรณ์ที่ดี มันได้รูปที่ดี และแน่นอน มันเร็ว แต่มันก็มีข้อเสีย พอฝนตกมันทำงานแย่มาก และผมกลัวว่าฝนตกครั้งหน้า ผมจะพบว่ามันใช้การไม่ได้อีก

Ilya-Shtutsa-for-Forrest-6

6.อะไรทำให้คุณสนใจการถ่ายสตรีท

ผมคิดว่าผมตอบคำถามนี้ไปแล้วตอนตอบคำถามที่สอง แต่ผมจะพยายามอธิบายมันในอีกแบบหนึ่ง สำหรับผม ขั้นตอนของการมองหาภาพคล้ายกับการแต่งเพลง อะไรที่คุณทำตอนคุณแต่งเพลงบ้างละ? เดินไปบนถนนกับคำบางคำในหัว คิดถึงและปรับเปลี่ยนคำเหล่านั้นไปมา แต่มันฟังดูไม่เข้าท่า มันยังไม่ใช่สิ่งที่คุณมองหา คุณก็พยายามปรับมันในหัวจนบางสิ่งเกิดขึ้น บางสิ่งที่คุณอธิบายไม่ได้ มันดูเหมือนบางอย่างเปิดออกแล้วคำเหล่านั้นก็เข้าที่เข้าทาง หรือบางที คุณอาจไม่ได้เดิน แต่เอนตัวนอนปิดตาบนเตียงและทำสิ่งเดียวกันจนบางอย่างเกิดขึ้น คุณกระโดดลุกเหมือนคนบ้าและเขียนมันออกมาได้ทั้งหมด แล้วคุณก็นอนอีก กระโดดลุกขึ้นมาอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ตอนคุณกำลังหาภาพ ขั้นตอนเหล่านี้คล้ายกันมาก ด้วยส่วนต่าง 2 อย่าง อย่างแรกคือคุณควรคิดเป็นภาพแทนคำ และอย่างที่สองคือ แน่นอน คุณไม่สามารถทำมันบนเตียงได้ แต่ในทั้งการถ่ายภาพและแต่งเพลง บางสิ่งจะเข้ามาหาคุณด้วยตัวมันเอง บางสิ่งที่คุณมองหา โดยไม่เคยรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นล่วงหน้า แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณทำงานมากๆเท่านั้น

Ilya-Shtutsa-for-Forrest-7

7.เมื่อคุณมองภาพ อะไรที่ทำให้ภาพนั้นดี หรือมากไปกว่านั้น อะไรทำให้ภาพนั้นยอดเยี่ยม

มันสามารถเป็นได้หลายอย่าง ทั้ง subject ที่น่าสนใจ,สีที่สวย,composition และอีกมากมาย ตามทั่วไป มันคือสิ่งที่ทำให้ผมหยุดชะงักด้วยความชื่นชมหรือด้วยความสงสัยหรือ … ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ภาษาสเปนเรียกว่า duende ผมเพิ่งอ่านบทความโดย Federico Garcia Lorca มันอธิบายได้เยอะมาก

8.ถ้าคุณมีพลังพิเศษหนึ่งอย่างในการถ่ายภาพ มันจะเป็นอะไร และทำไม(คุณเลือกพลังล่องหนไม่ได้!)

แน่นอน มันคือพลังที่จะย้ายตัวเองไปที่ไหนก็ได้ทันทีด้วยพลังจิตของตัวเอง ผมควรอธิบายไหมว่าทำไม? ผมเคยฝันเกี่ยวกับมันตอนผมเป็นเด็ก มันน่าดึงดูดมาก

Ilya-Shtutsa-for-Forrest-8

9.คุณได้รับพร 3 ข้อเกี่ยวกับการถ่ายภาพ อะไรคือพรที่คุณจะขอ

มันค่อนข้างง่าย แน่นอนผมคงมีความสุขถ้าผมไม่ต้องคิดเรื่องหาเงินและสนใจแต่กับเรื่องราวที่ผมอยากถ่าย  ผมมีแผนการเยอะ และมันต้องมีแหล่งข้อมูล ผมเลยอยากสามารถท่องเที่ยวมากเท่าที่ต้องการ แค่ไปที่ไหนก็ได้ในโลกแล้วถ้าผมรู้สึกถึงบางสิ่งในแห่งนั้นที่จู่โจมและค้นหาว่ามันคืออะไร และแน่นอน มันคงดีที่จะมีกล้องอะไรก็ได้ที่ผมต้องการ ทดลองกับอุปกรณ์ต่างๆ และอาจพบอันที่ดีทุกอย่าง หรืออาจไม่พบ

Ilya-Shtutsa-for-Forrest-9

10.ถ่ายคนเดียวหรือกับคนอื่น

ผมเลือกคนเดียว อย่างเช่นเมื่อผมไปงานบางงานแล้วเจอช่างภาพที่นั่น 20 คน ผมจะคิดตลอดว่านี่น่าเบื่อ ในสถานการณ์แบบนั้นผมจะพยายามไม่ถ่ายสิ่งเดียวกับที่พวกเขาทำ ผมจะคิดเสมอว่าผมจะพบภาพของผมเมื่อผมหันกล้องไปในทิศทางตรงข้ามกับคนอื่นเท่านั้น

Ilya-Shtutsa-for-Forrest-10

 

หนามเตยเรียนอยู่คณะเภสัชศาสตร์ปีสาม เวลาว่างชอบอ่านหนังสือกับเรียนคอร์สศิลปะออนไลน์ ช่างภาพที่ชอบคือ Abigail Heyman วิชาที่ชอบคือฟามาโคโลจี้ ไม่ชอบกินหลนกะทิ

ลูกบอล นักเตะ กองเชียร์ และการยิงประตู ชวนดูรูปสตรีทจากข่าวกีฬาฟุตบอลโลก 2018

ช่วงนี้หลายคนคงได้อยู่ดึก เปิดทีวี ตามดูฟุตบอลโลก เชียร์ทีมชาติต่างๆ กัน แม้ว่าปีนี้ตัวเก็งทั้งหลายอย่างสเปน เยอรมนี หรืออาร์เจนตินาจะตกรอบไปแล้ว แต่ฟุตบอลในปีนี้ ก็มีช็อตเด็ดๆ ทั้งลูกยิง และรูปถ่ายข่าวกีฬามาไม่น้อยเลยทีเดียว

และระหว่างที่เทศกาลบอลโลกปีนี้ กำลังจะเข้าสู่รอบ semi-final เราอยากชวนมาดูรูปข่าวกีฬาเชิงสตรีท ที่แฝงช็อตเด็ดๆ ไว้ในการแข่งขันนี้กัน

Continue reading “ลูกบอล นักเตะ กองเชียร์ และการยิงประตู ชวนดูรูปสตรีทจากข่าวกีฬาฟุตบอลโลก 2018”

อยากเป็น bnk48 แต่อายุเกิน

ผู้หญิงซาอุฯ ขับรถได้ครั้งแรก บอลโลกที่ระอุ และภาพข่าวอื่นๆ รับเดือนกรกฎาคม

ผ่านมาแล้วครึ่งปี กับปี 2018 ในช่วงนี้โลกเราก็มีสีสัน และเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งคอบอลที่ต้องติดตามเชียร์ฟุตบอลโลกที่เพิ่งได้ทีมเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย กฎหมายในประเทศอิหร่าน ที่เคร่งครัดก็ปรับให้ทันสมัย อนุญาติให้ผู้หญิงขับรถได้ หรือนโยบายผู้ลี้ภัยในสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงต่อเนื่อง

เราจึงนำภาพข่าวต่างๆ ในช่วงนี้มาฝากกัน

Continue reading “ผู้หญิงซาอุฯ ขับรถได้ครั้งแรก บอลโลกที่ระอุ และภาพข่าวอื่นๆ รับเดือนกรกฎาคม”

อยากเป็น bnk48 แต่อายุเกิน

ภาพข่าวผู้อพยพ การเดินทาง และกำแพงที่กีดกั้น ในสัปดาห์ที่ข่าวผู้ลี้ภัยเป็นประเด็นร้อน

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันผู้ลี้ภัยโลก ซึ่งประเด็นผู้ลี้ภัยในตอนนี้ ก็กำลังร้อนแรงในการเมืองสหรัฐฯ และนานาชาติ จากมาตรการเด็ดขาดของโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ ที่ออกนโยบาย ‘Zero-tolerance’ พรากลูกจากผู้ลี้ภัยผิดกฎหมาย กักตัวไว้ในค่ายกักกันบริเวณกำแพง จนมีภาพเด็กน้อยเสื้อแดง ร้องไห้เรียกหาพ่อแม่ที่กลายเป็นไวรัลออกมาในสัปดาห์ที่ผ่านมา

เราจึงนำรูปบางส่วนของมาตรการนี้ของทรัมป์ ทั้งค่ายกักกัน เด็กๆ กำแพง รวมไปถึงภาพผู้ลี้ภัย ในประเทศอื่นๆ มาฝากกัน

Continue reading “ภาพข่าวผู้อพยพ การเดินทาง และกำแพงที่กีดกั้น ในสัปดาห์ที่ข่าวผู้ลี้ภัยเป็นประเด็นร้อน”

อยากเป็น bnk48 แต่อายุเกิน

Talk with 7 Unknown Artist เรื่องราวแสนธรรมดาในชีวิตประจำวันสู่การทำงานศิลปะ

 

อะไรๆก็เป็นงานศิลปะได้ จริงไหมนะ ?

วันนี้เราได้มีโอกาสคุยกับศิลปินหน้าใหม่ทั้ง 7 คน ที่ร่วมแสดงงานในนิทรรศการศิลปะคอนเซปชวล Nerd Night#1

สิ่งที่น่าสนใจในงานนี้คือ ศิลปินแต่ละคนนั้นมาจากมากมายหลายอาชีพ
ทั้งแม่บ้าน วิศวกร นักศึกษา ช่างภาพ เจ้าของธุรกิจ ฯลฯ Continue reading “Talk with 7 Unknown Artist เรื่องราวแสนธรรมดาในชีวิตประจำวันสู่การทำงานศิลปะ”

Arne Svenson นำความโรคจิตมาเป็นศิลปะได้อย่างไร ?

ต้นปี 2013 Arne Svenson หันเลนส์เทเลจากบ้านตนเองในนิวยอร์คเข้าหาหน้าต่างเพื่อนบ้านที่อยู่อพาร์ตเม้นต์ฝั่งตรงกันข้าม ถ่ายสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เพื่อนมนุษย์กระทำ ​ภาพของเขาเลียนแบบภาพวาดด้วยการใช้แสง สี และการวางเฟรม ขับให้สิ่งธรรมดาสามัญเหล่านั้นดูสวยงามเกินกว่าสิ่งที่ผู้ชมรับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน Continue reading “Arne Svenson นำความโรคจิตมาเป็นศิลปะได้อย่างไร ?”

หนามเตยเรียนอยู่คณะเภสัชศาสตร์ปีสาม เวลาว่างชอบอ่านหนังสือกับเรียนคอร์สศิลปะออนไลน์ ช่างภาพที่ชอบคือ Abigail Heyman วิชาที่ชอบคือฟามาโคโลจี้ ไม่ชอบกินหลนกะทิ