Month: August 2015

Mission การเรียนรู้เทคนิคการถ่ายแบบ Layer จาก EyeEm

Mission ใหม่ของ EyeEm น่าสนใจมากสำหรับชาวสตรีทเลยทีเดียว ใครยังไม่รู้จัก EyeEm แนะนำสั้นๆว่าเป็น App คล้ายๆ Instagram แต่เน้นที่การถ่ายรูปจริงจังกว่า มี Mission ให้เล่นตลอดเวลาในแต่ละเดือน และทุกๆปีจะมีการประกวดรางวัลใหญ่ทุกๆปี (ซึ่งปีนี้ มีสตรีทไทยเข้าชิงรางวัล EyeEm Awards ถึง 6 คน คลิกอ่านข่าวได้ที่นี่ ) แนะนำให้ลองโหลดกันดูในมือถือ

Mission นี้ว่าชื่อว่า Learn & Shoot : Layering ก็คือการเรียนรู้เรื่อง Layer ซึ่งเป็นท่าไม้ตายหนึ่งของชาวสตรีท เป็นการจัดวางเรียงหลายๆ Subject ในเฟรม ให้น่าสนใจ ไม่ทับซ้อนกันใน Composition ที่สวยงาม

กติกาคือทาง EyeEm จะให้เรา Upload รูปที่เป็นแนว Layer เข้าไปใน Mission (ทาง EyeEm ไม่ให้ใส่ # แปลว่าต้องอัพเข้าไปใหม่เลย) และทาง EyeEm จะเลือกขึ้นมา 5 รูปแล้วมารีวิวให้ และเป็น Showcase ให้คนอื่นๆได้ดูด้วย หมดเขต 4 กันยายนนี้เท่านั้น 

คลิกเข้าไปดูรายละเอียด Mission ที่นี่ได้เลย

ข้อแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการถ่าย Layer ของ EyeEm

  • แบ่งระยะออกเป็น 3 ระยะ คือ Foreground / Mid-ground / Background หรือ หน้า / กลาง / หลัง ทั้ง 3 ระยะ ควรมี subject ที่แข็งแรง โดดเด่น น่าสนใจ และทิ้งระยะให้สอดคล้องกัน เพื่อดึงดูดให้คนดู เสมือนเข้าไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งในภาพนั้น (หลักการเหมือนหนังสามมิติ)
  • ควรมี Subject อย่างน้อย 3 elements และให้ดีควรจะมี 5 elements ขึ้นไป แต่เมื่อยิ่งมาก ก็ต้องสามารถจัดวางให้ไม่ทับซ้อนกันมากขึ้นด้วย

ใครสนใจการถ่าย Layer แนะนำให้ดูงานของ Alex Webb ค้นในกูเกิ้ลได้เลย มีให้ดูเพียบ ถือว่าเป็นเจ้าพ่อ Layer อย่างแท้จริง

 

By Ali Selvi

 

By K E A L A N

 

Advertisements

ประกบคู่มวยภาพสตรีท Observe Street Fight สัปดาห์ที่ 85

ห่างหายไปหลายสัปดาห์ สำหรับคู่มวย Observe Street Flight รายการแข่งสตรีทระดับโลกจาก Flickr.com เนื่องจากสตรีทไทยไม่ได้เข้ารอบ แต่สัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ 85 แล้ว มีสตรีทไทยเข้าชิงมาให้ดู 3 คู่

 

คู่ที่ 1 ของรายการ Antti Vettenranta กับ Tavepong Pratoomwong

Tavepong Pratoomwong ฝั่งสตรีทไทย เจ้าเก่า กับสถิติจำนวนชนะน็อคในรายการนี้ 19 ครั้ง ไฟท์นี้มากับรูปมนุษย์ทับทิม สนุกกุ๊กกิ๊กสไตล์วีพง อัดแน่นด้วยรายละเอียด อย่างมนุษย์ทับทิมแถมกินน้ำส้มกล่อง

Pomegranate man

 

Antti Vettenranta คู่ชก มาในทรงเดียวกัน มนุษย์ห่วงยาง สนุกดีไม่น้อย Composition สวยงาม มีแดดดีที่เมืองไทยไม่ค่อยมี

sunbath

 

 

คู่ที่ 2 ของรายการ Issaret Chalermsopone กับ Sasikumar Ramachandran

Issaret Chalermsopone ฝั่งสตรีทไทย (และเป็น Staff ของ สยามมนุษย์สตรีท ด้วยนะ) เข้าชิงด้วยรูปโยคะ เรียบง่าย Juxtaposition ท่าทางกับต้นไม้ ก่อนหน้านี้ รูปนี้ได้เข้าใน Pool ของ Urban Picnic Street Photography ซึ่งเป็นกรุ๊ปโหดระดับต้นๆกรุ๊ปหนึ่งของชาวสตรีทโลกมาแล้ว

 

Yoga

 

Sasikumar คู่ชก มาในรูปโทนใกล้เคียงกัน คุมโทนสีร้อนแรง ส้มแดง และการมีเส้นนำสายตาที่น่าสนใจ เรียกว่าคู่นี้น่าสนุกเลยทีเดียว

https://flic.kr/p/xywMU5

 

คู่ที่ 3 ของรายการ Ping Sricham กับ Pratyay

Ping Sricham ฝั่งสตรีทไทย มากับรูปโทน Mystery คุมโทนสีน้ำเงิน มีเส้นนำสายตา ท่าทางของ Subject ที่ดู Mystery ไปด้วย น่าสนใจมาก

 

Pratyay คู่ชก คุมโทน Mystery เช่นกัน มีแสงและฉากหลังที่น่าสนใจทีเดียว

 

มาติดตามกันได้สัปดาห์หน้า ว่าผลคะแนนจะเป็นอย่างไร ร่วมกันเชียร์สตรีทไทยได้ที่ Street Fight

 

 

บทสัมภาษณ์คุณลุง Bruce Gilden สตรีทสายโหดกับงานชิ้นล่าสุด Face

ตอนแรกๆที่เราเริ่มถ่ายสตรีทอย่างจริงจัง การที่ต้องฝึกเข้าใกล้ Subject นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากเลย จะว่ามากที่สุดสำหรับภาคสนามก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านั้นเราว่าคนส่วนใหญ่ที่ถ่ายรูปจะมีปัญหาเรื่องการเข้าหา Subject ใกล้ๆ คนปกติเขาก็คงไม่ได้กล้าเอากล้องไปจ่อหน้าใครแน่ๆ ยกเว้นพวกเนิร์ดๆแบบพวกเรานี่แหล่ะ

การบิ้วให้เรามีความกล้ามากขึ้นย่อมต้องดูตัวอย่างก่อน Bruce Gilden คือมาสเตอร์ของสิ่งนั้น เราเปิดดูคลิปลุง Bruce นับครั้งไม่ถ้วน ลุงสตรีทสายโหด ที่มาพร้อมกล้อง Leica M6 พ่วงแฟลช Vivitar ตลอดเวลา แกจะเดินไปเรื่อยๆตามถนนในนิวยอร์ค มือหนึ่งถือกล้อง มือหนึ่งถือแฟลช เมื่อเจอ subject ที่ถูกใจ แกจะรอให้ subject อยู่ใกล้มากพอ แล้วก็หันขวับอย่างรวดเร็วไปจ่อหน้า พร้อมสาดแฟลชใส่อย่างไม่ให้ใครตั้งตัว ภาพสตรีทขาวดำเมามันแบบนั้น บิ้วให้เรามีความกล้ามากขึ้น ต้องขอบคุณลุง Bruce สำหรับมาสเตอร์แห่งความใกล้ subject จริงๆ และเราเชื่อว่า คนถ่ายสตรีทรุ่นใหม่ๆแทบทุกคนต้องศึกษาความใจกล้าจากลุง Bruce นี่แหล่ะ

เราก็เลยอยากจะหาบทความดีๆที่จะทำให้สตรีทไทยทั้งหลาย ได้รู้จักลุง Bruce ได้ดียิ่งขึ้น บังเอิญว่ามีบทความหนึ่งของ Gup Magazine ซึ่งสัมภาษณ์โดย Katherine Oktober Matthews เอาไว้เมื่อเร็วๆ น่าสนใจมาก เพราะเราอาจจะหาอ่านเกี่ยวกับลุง Bruce ในสมัยเฟี้ยวฟ้าวของแกได้ทั่วไปในอินเตอร์เน็ต แต่เราอยากรู้ว่าวันนี้ แนวความคิดและการทำงานในวันนี้ของแกเป็นยังไง? และนี่แกก็เล่าถึงงานล่าสุดของแกที่กำลังจะวางจำหน่ายด้วย นั่นคือ “Face” งานที่แกบอกว่า มันดีที่สุดในชีวิตแกเลย อาจจะไม่ใช่งานสตรีทเหมือนเดิมอีก เพราะเป็นงาน Portrait จ๋าๆเลยล่ะ แต่ก็มีกลิ่นอายของลุง Bruce ไม่เสื่อมคลาย ลองมาอ่านกันหน่อย

I would like to thank you Katherine Oktober Matthews (Chief Editor of GUP Magazine) for permission of this article and thank you to MAGNUM Photo , Dewi Lewis for permission of photos from Bruce Gilden’s Photo Book ‘Face’.

IN YOUR FACE: AN INTERVIEW WITH BRUCE GILDEN

บทความโดย Katherine Oktober Matthews

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Bruce Gilden ช่างภาพที่เกิดในบรู๊คลินแท้ๆ (1948) แกมีชื่อเสียงมากๆในแนวทางการถ่ายภาพสตรีทขาวดำที่ใช้แฟลชกับ Subject ในระยะเผาขนไม่เกิดหนึ่งช่วงแขน Bruce ถ่ายแบบไม่ตั้งตัวและไม่แคร์ใครทั้งนั้น . งานล่าสุดของแก ‘Face’ เพิ่งจะตีพิมพ์ออกมาโดย Dewi Lewis Publishing เมื่อสิงหาคม 2558 เช่นเคย..งานนี้ยังเข้าใกล้คนไม่ต่างจากเดิม แต่คราวนี้เป็นภาพสี . Bruce Gilden นั่งคุยอยู่ตรงนี้แล้วกับ Katherine Oktober Matthews  กับการค้นหาตัวตนในผู้คนที่ถูกถ่ายเหล่านั้น กับขีดจำกัดในการถ่ายสตรีทเมื่อเริ่มแก่ขึ้น

Q : คุณกำลังจะออกหนังสือใหม่ ‘Face’ ช่วยขยายความหน่อยว่าใบหน้าของคนเหล่านั้นหมายถึงอะไร?

A : หลายต่อหลายปีแล้วล่ะ ผมชอบภาพถ่ายแนวๆบันทึกประวัติผู้ต้องหาของตำรวจเอามากๆ ผมก็เลยค่อยๆทำงานนี้เก็บสะสมไปเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะประมาณ 20 – 30 ปีมาแล้วล่ะ แต่อยู่ๆตอนที่ผมอยู่ที่ไมอามี่ ทำงานถ่ายโปสการ์ดให้กับ Magnum ในโปรเจค America ซึ่งพวกเขาก็มีกล้อง Leica S อยู่ มันเป็นกล้อง Digital Midsize เอาไว้ใช้ถ่าย Portrait แล้วผมโคตรชอบเลย ถ่ายเป็นสีนะ.. ผมไม่ได้ถ่ายงานภาพสีเลยมาตั้งแต่โน่นน่ะ อายุ 19 คิดดูว่าตอนนี้ 68 แล้ว (สัก 65 หรือ 66 ปีนี่ล่ะ) ผมเคยเริ่มโปรเจคนี้มาก่อนแล้วนะ กับภาพขาวดำในโปรเจค Middlesex ของ Timonthy Prus สำหรับองค์กร Archive of Modern Conflict แต่ตอนนั้นผมใช้กล้อง Nikon แล้วก็คิดว่าควรจะใช้เลนส์ระยะ 35mm. ซึ่งภาพที่ได้มันไม่ค่อยเต็มเฟรมเท่าไหร่ แต่สำหรับอันนี้มันเต็มเฟรมมาก มันเลยเป็นภาพที่โคตรแข็งแรง โคตรมีพลังเลย

คือ ผมถ่ายภาพคนพวกนี้นี่ ไม่ใช่แค่เป็นคนที่มีอะไรอยู่บ้างในชีวิตนะ แต่คนพวกนี้คือ เรียกว่า “ไม่มีตัวตน” เลยดีกว่า เพราะไม่มีใครอยากจะรู้จัก ไม่มีใครอยากจะเจอคนพวกนี้หรอก ซึ่งภาพที่ออกมานี่ก็ทำได้ดีเลยล่ะ มันน่าจะปริ๊นท์เป็นขนาดใหญ่ๆ สัก 40×60 นิ้ว 50×70 อะไรประมาณนั้น คือกล้องต้องใช่ ตัวแบบต้องใช่ ซึ่งนี่มันลงตัวเลย เหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อกันพอดี

 

Q : อะไรที่คุณชอบในการที่ได้ถ่าย ‘คนที่ไม่มีตัวตนในสังคม’ กลุ่มนี้?

A : ผมชอบคนที่สถานะต้อยต่ำในสังคม คนพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสังคมดีๆ และก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเป็นรูปของชนชั้นล่างในสังคมนะ แต่ยังมีรูปตอนที่ผมถูกจ้างไปถ่ายงานใน Midlands ในกลุ่มที่ชื่อว่า Multistory. ซึ่งมีคนที่มีปัญหาการขาดสารอาหารเยอะมากใน Midlands เพราะที่นั่นมีโรงงานใหญ่ๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมโน่น ซึ่งตอนนี้มันก็แย่ไปหมด คนก็ไม่มีงานทำ หลายๆคนก็รู้สึกโกรธแค้น ผมรู้สึกว่าที่นั่นน่าสนใจมาก เพราะผมมองว่า ที่ไหนในโลกตอนนี้มันก็ดูเหมือนๆกันนั่นแหล่ะ แต่ที่นั่น คนยังมีความแปลกแยก ที่นิวยอร์ค ที่ลอนดอน ในดับบลินหรืออัมสเตอร์ดัม ผมว่าพวกนี้นี่คืออีกหน่อยมันก็กลายเป็นที่ของชนชั้นกลางไปหมด อีกหน่อยคนที่ไม่มีเงินก็ต้องถูกถีบออกมา อย่างที่ผมเจอๆมา ผมเพิ่งปล่อยอพาร์ทเม้นต์ในโซโหที่นิวยอร์คต่อให้คนอื่นไปแล้ว ไม่ใช่เพราะผมไม่ต้องไปอยู่ แต่คือมันถึงเวลาของผมที่ควรจะออกมาจากที่นั่นสักที ซึ่งผมทำใจยากนะ ผมอยู่มาตั้งแต่ปี 1979

และนี่คือผมพิสูจน์ให้เห็นด้วยภาพของคนเหล่านี้ จริงๆแล้วนี่ผมเหมือนถ่ายรูปตัวเองเลยนะ คนที่ผมสนใจ ผมชอบพวกเขา แล้วพวกเขาก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเลย เพราะเวลาที่ผมถ่ายงานต่างๆที่เป็นอาชีพผมจริงๆนะ ผมไม่ได้มีความสนใจอะไรพวกนั้นหรอก.

Q : คุณมองเห็นอะไรในใบหน้าของคนเหล่านั้น ที่คุณมองว่าเป็นชนชั้นล่างในสังคม?

A : คือ คุณจะรู้สึกได้เลยนะ คุณจะเห็นเลยล่ะ ผมตีพิมพ์งานเป็นหนังสือไว้เยอะมากนะ ที่ถ่ายตามงาน State Fairs (คล้ายๆงานวัดใหญ่ๆบ้านเรา : ผู้แปล)  ต้องขอบคุณ สมาคม Guggenheim ที่อนุญาตให้ผมเข้าไปถ่ายในงาน  5-6 ที่ในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว เหตุผลที่ผมเลือกงาน State Fairs พวกนี้เพราะมีคนมากมายเลยยังให้ความสนใจคนพวกนี้แหล่ะ ซึ่งมันเป็นโอกาสที่ผมจะได้เจอคนที่ผมสนใจอยากจะถ่ายภาพ แต่เอาจริงๆคือผมก็ถ่ายไม่ได้มากหรอก ผมถ่ายสัก 5-15  รูปต่อวันเท่านั้นแหล่ะ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

“ผมชอบด้านมืดในชีวิตคนนะ ผมชอบอะไรที่มันไม่ใช่ธรรมดาๆ”

 

Q : ถ้าอย่างที่คุณบอกนะ นี่คือภาพถ่ายของตัวคุณเอง ภาพทั้งหมดนี่คือภาพ Portrait ของ Bruce Gilden …. เรารู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง? เขาเป็นคนยังไง?

A : ผมว่าเขากำลังเปิดเผยตัวตนของเขาให้เห็น ซึ่งนั่นแหล่ะคือสิ่งที่ผมชอบในการถ่ายรูป มีคนถ่ายภาพ portrait เยอะแยะไปในนิวยอร์คน่ะ แต่เขาก็มักจะให้คนเหล่านั้นพยายามแสดงอะไรออกมา ผมไม่ชอบอะไรแบบว่า “ผมกำกับคุณอยู่นะ เข้าใจมั๊ย” ผมตรงมาตรงไปกับงานตัวเอง โอเคล่ะ..ผมเป็นคนชอบความรุนแรง ผมอยากเห็นตัวตนพวกเขา ผมก็โชว์ตัวตนของผม ผมตรงมาตรงไป คุณคุยกับผม คุณจะรู้เลยว่าผมเป็นคนยังไง คุณจะรู้เลยว่าผมชอบอะไรไม่ชอบอะไร ผมนี่โคตรตรงเลยล่ะ แต่ผมไม่ใช่คนก้าวร้าวนะ แล้วผมก็ไม่ชอบคนที่ก้าวร้าวด้วย คุณชอบยังไงคุณก็จะได้อย่างนั้นแหล่ะ. ผมใช้เวลากับการอยู่บ้านเยอะ อยู่กับแมวสามตัว ผมชอบอ่านหนังสือ ดูกีฬา แล้วคิดดูสิ.. ผมโชคดีมากนะที่รู้ตลอดน่ะว่าตัวเองอยากถ่ายอะไร ผมชอบด้านมืดในชีวิตคนนะ ผมชอบอะไรที่มันไม่ใช่ธรรมดาๆ

 

Q : คุณรู้สึกมั๊ยว่ารูปของคุณนี่มันดู ‘ดาร์ค’ ?

A : คือโลกนี้มันไม่ได้สวยหรูนะ ลองดูสิ ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างในโลก สิ่งแวดล้อม..นี่ก็พวกเรานี่แหล่ะกำลังสร้างมลพิษ ใช้ความรุนแรง แล้วพวกคุณก็ยังมีรัฐบาล มีนักการเมืองเฮงซวยอีก.. ไม่เคยมีใครพูดความจริงกัน เอาแต่สร้างภาพ โปรโมตตัวเอง สิ่งที่ผมกำลังจะสื่อก็คือ เฮ้ย! ดูนี่! รูปของผมนี่มันกำลังโชว์ให้เห็นปัญหาของโลกใบนี้ ผมคิดว่านี่เป็นวิธีที่คุณจะสามารถแก้ปัญหาพวกนี้ได้ ด้วยการเผชิญหน้ากับมัน นี่เรียกว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีนะ

 

Q : แล้วคุณคาดหวังว่าจะเกิดอะไรดีๆขึ้นบ้าง?

A: อืม ผมเป็นคนแบบนี้มาตลอดนะ คาดหวังว่ามันจะมีอะไรดีๆขึ้นบ้างจากรูปที่ผมถ่าย ถ้าคุณจับผมโยนไปในสถานการณ์นั้นๆ ไม่ว่ายังไงผมก็จะพยายามแก้ปัญหาให้ได้ ผมไม่ได้คิดถึงปัญหาบนโลกนี้นะ ผมหมายถึงปัญหาของผมเองนี่แหล่ะ ในแบบของผมเอง คือศิลปินนี่นะ จริงๆก็ค่อนข้างเห็นแก่ตัว แต่ผมไม่คิดว่าผมโคตรจะเห็นแก่ตัวขนาดนั้น ผมก็ยังแคร์สังคมอยู่ คือคนมันก็มีขอบเขตล่ะ ผมก็เชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยคนที่พยายามช่วยตัวเอง ประเด็นนี้มันฟังดูอธิบายยากน่ะ อย่าให้มันอยู่ในบริบทที่ผิดนะ โอเคมั๊ย? เพราะผมเชื่อว่าทุกคนมีข้อจำกัดตัวเองอยู่ แต่ถ้าคุณรู้ตัวว่าอะไรที่ทำให้คุณเข้มแข็งได้ อะไรทำให้คุณอ่อนแอได้ แล้วคุณก็มองหาจุดแข็งของตัวเองเจอ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Q : ในมุมมองของคุณนี่ ดูเหมือนว่าคุณสื่อกับสังคม ผู้คน ผ่านรูปถ่ายของคุณ คุณคิดว่าที่ผ่านมา อะไรที่เปลี่ยนพวกเขาไปบ้าง?

A : อย่างที่ผมบอกไปนะ ที่เห็นๆ คนดูเหมือนๆกันไปหมดมากขึ้น คุณจะเห็นบริษัทระดับโลกมากขึ้น อย่าง สตาร์บัคส์ หรือ กางเกงยีนส์ยี่ห้อดังๆอย่างนี้ เรากำลังสูญเสียความเป็นตัวตนไปเรื่อยๆ หลายๆอย่างกำลังถูกล้างใหม่ ผมเคยอยู่ในที่ที่ผมมีความสุขมากเลย ผมก็อยู่ที่นี่มา 36 ปีแล้ว แล้วผมก็จะต้องย้ายออก ตอนที่ผมออกมา ผมสังเกตเห็นว่าตึกพวกนี้ถูกเข้าไปทำความสะอาดเรียบร้อยเลย มันดูเหมือนตึกของเล่นไปเลย ไม่ใช่ว่าตัวผมเองสกปรกอะไรนะ แต่ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ต้นๆยุค ’80s ปลายๆ ’70s ซึ่งสมัยนั้นน่ะ นิวยอร์คนี่เละเทะมากนะ มีพวกไม่มีบ้านอยู่เต็มไปหมด สกปรกมากจริงๆ รถจอดพังเต็มไปหมด แต่มันก็มีชีวิตในแบบของมัน มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แต่ตอนนี้ทุกคนมันดูเห่ยๆ คุณจะเห็นคนขับรถรูปร่างแปลกๆอะไรก็ไม่รู้ หมาทำขนประหลาดๆ มันขาดการมีวัฒนธรรมน่ะ คนเอาแต่อยู่กับโทรศัพท์ คนเดินชนคุณเขาก็ไม่แคร์หรอก..

ไอ้ตึกที่มันดูสะอาดสะอ้านน่ะ มันดูเหมือนที่ๆถูกระเบิดทิ้งแล้วสร้างใหม่ เสน่ห์มันหายไปหมด คือมันก็สวยนะ ปลอดภัยกว่า มีร้านอาหารให้เลือกเยอะแยะ แต่มันแบนมาก! มันไม่มีเสน่ห์เลย ไม่มีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์อะไรเลย

 

Q : ในเรื่องการถ่ายภาพแบบแคนดิดของคุณ ในวิดีโอต่างๆนี่จะเห็นวิธีที่คุณถ่าย ว่าคุณจะเดินไปเรื่อยๆตามถนน เล็งคนที่คุณกะจะถ่ายแล้วก็เข้าไปถ่ายอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งถือกล้อง อีกมือหนึ่งถือแฟลช เรียกว่าจ่อไปที่หน้าของคนนั้นเลย อันนี้นี่คือลักษณะเฉพาะตัว เคยหยุดคุยกับแบบที่จะถ่ายก่อนมั๊ย?

A : คืออย่างนี้นะ.. ไอ้เรื่องวิธีการในการถ่ายรูปนี่คือมันมานั่งถกเถียงกันยาก สำหรับงานของผมทั้งหมดที่ถ่ายนี่ ผมก็เจอการต่อว่าบ้าง ทะเลาะบ้าง เพราะผมสบายใจที่จะทำงานลักษณะนี้ ผมไม่ถ่ายรูปใครเพื่อจะหาเงิน ผมจะไม่ถ่ายรูปใครเพื่อจะแสดงออกมาให้เห็นว่าคนนี้เจ๋งไปเลย หรือคนนี่เลวจังเลย คือคนที่ผมถ่ายเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่ผมสนใจ ซึ่งนั่นแหล่ะ ผมสบายใจแบบนั้น บางทีผมก็ทำเป็นตลกใส่เขาตอนที่ถ่าย ซึ่งมันก็ช่วยให้ง่ายขึ้น และผมว่านะ คนส่วนใหญ่ไม่แคร์ที่ถูกถ่ายเลย แค่บางคนเท่านั้นแหล่ะที่จะมีปัญหา.

ยกตัวอย่างนะ ถ้าผมเดินถ่ายอยู่แล้วเห็นว่าเป็นพวกค้ายายืนอยู่ ผมก็ไม่ไปถ่ายนะ อยู่ให้ห่างๆเลยล่ะ ผมพยายามจะอยู่ห่างตำรวจด้วย คือคุณแยกแยะได้น่ะ บางอย่างที่ผมไม่ถ่ายแน่ๆเพราะรู้ว่าคนพวกนี้จะมาหาเรื่องคุณได้ แน่นอนล่ะ การที่คุณมาถ่ายรูปแบบนี้ คนจะมองคุณดูทำตัวลับๆล่อๆ ซึ่งคุณจะคอยบอกใครๆหรือว่า “นี่ครับ! ผมกำลังจะเข้าไปถ่ายนะครับ นี่กล้องของผมครับ!” ก็แค่เข้าไปถ่ายเลย ผมว่ามันเวิร์คแล้วล่ะ ผมรู้ตัวว่าต้องทำยังไง.

 

และผมก็ยังสบายใจที่จะทำในแบบของผม. คนเราน่ะ รับรู้ได้เวลาที่เราทำด้วยความสบายใจ เพราะถ้าเวลาคุณไม่สบายๆ แล้วคุณกังวลนะ คุณจะรู้สึกว่าคุณกำลังทำอะไรผิดอยู่ คนเขาก็จะรู้สึกไปด้วย ยกตัวอย่างนะ หลายปีก่อน ผมไปที่ลิมา ประเทศเปรู ผมเดินไปตามถนนในเมืองบาร์ริโอ ซึ่งมันดูไม่มีคนเลย ผมก็เลยเดินออกจากถนนตรงนั้น เพราะคิดแล้วว่าอีกสักสิบนาที อาจจะมีใครสักคนเดินเอามีดมาจ่อคอผมก็ได้ ซึ่งคุณรู้สึกได้อยู่แล้ว นึกออกมั๊ย? มันมีเซนท์น่ะ ถ้าคุณรู้เข้าใจอะไรบนถนนหนทางนี่ คุณจะรู้สึกได้เลย คุณต้องระวังตัว บนถนนนี่มันเจ๋งมากเลย แต่บางทีมันก็โหดเอามากๆ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Q : ฉันเคยอ่านมา ที่คุณเคยบอกว่า คุณเชื่อในคำพูดของ Robert Capa ที่ว่า “ถ้ารูปคุณยังไม่ดีพอ แสดงว่าคุณยังเข้าใกล้ไม่พอ” และมุมมองของคุณที่ว่า “ยิ่งแก่ ยิ่งใกล้” คุณคิดว่าถึงวันนี้แล้ว คุณเข้าใกล้พอหรือยัง? หรือยังคิดว่าอยากจะใกล้เข้าไปอีก?

A : ไม่รู้สินะ เวลาเท่านั้นแหล่ะที่จะบอกได้ ผมเข้าใกล้เพราะผมพยายามที่จะให้ใกล้ถึงตัวตนของคนเหล่านั้น และสื่อออกมาในภาพของผม ซึ่งมันก็ยังคงเป็นอย่างนั้นนะ คือผมไม่ไปนับถืออะไรกับคนที่ใช้เลนส์ Tele แล้วถ่ายรูปจากอีกฟากหนึ่งของถนน คือผมคิดว่า คุณควรที่จะคอยยืนซุ่มรอถ่ายรูปมากกว่าน่ะ.

งานเก่าๆของผม คนอาจจะบอกได้ว่ามันดูคล้ายจะเป็นการเซ็ตฉาก คนดูดูแล้วรู้สึกเหมือนได้ดูการแสดงน่ะ ซึ่งเดี๋ยวนี้นะ ผมวางคนดูไว้ตรงกลางเลย คนดูกลายเป็นส่วนหนึ่งในภาพ แล้วภาพพวกนี้มันใกล้เท่าที่จะใกล้จนคนดูรู้สึกเท่ากับที่ผมไปยืนถ่ายมาเลย การที่มันใกล้นี่มันกลายเป็นเหมือนหลักการในการถ่ายของผมเลย ซึ่งผมไม่ได้ตั้งใจจะไปยึดว่าเป็นของตัวเองอะไรแบบนั้นนะ  ใครๆก็ทำได้ แค่มันไม่ใช่งานของผม มันมีรูปแบบของมัน ช่างภาพที่ดีในมุมมองของผมนะ คือวางเฟรมได้ดีและมีคอนเทนต์ที่สื่ออารมณ์ได้แข็งแรงด้วย ณ เวลานี้ ผมจบอยู่ที่งานหน้าคนเหล่านี้ และผมก็ต้องหาอย่างอื่นทำต่อไป ก็รอดูกัน.

 

Q : อะไรที่คุณคิดว่านี่คือรางวัลสำหรับคุณในการถ่ายรูปสไตล์นี้

A : คือผมบอกคุณอย่างนี้ งานนี้อาจจะเป็นงานที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย มันแข็งแรงมาก และภาพพวกนี้มันถูกทำให้แข็งแรงขึ้นไปอีก ตอนที่ผมเริ่มทำงานนี้ ผมหลงใหลมันมาก อยากทำมันให้ดี แล้วพอได้ทำไปๆ มันก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น แข็งแรงขึ้น เพราะผมก็ยิ่งพยายามมันมากขึ้นไปอีก

 

Q : พยายามผลักดันตัวเอง หรือ พยายามจะให้ได้รูปที่ดีขึ้น?

A : ผมหมายถึงรูปนะ ผมผลักดันตัวเองตลอดอยู่แล้ว เวลาที่คุณได้ทำอะไร คุณก็ได้เรียนรู้มันไปด้วย ผมหยุดถ่ายแคนดิดคนในนิวยอร์คเลย เพราะผมใช้วิธีพุ่งตัวเข้าไปถ่ายคนเยอะไป อายุมากขึ้น ร่างกายมันก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวเหมือนตอนอายุน้อยๆ แล้วคุณก็จะเคลื่อนไหวอะไรยากๆไม่ได้ มันจะแย่เอา และผมก็เพิ่งจัดการปัญหานี้ไป โดยมานั่งทบทวนตัวเอง.

ผมทำโปรเจคนี้มาสองปี เห็นภาพพวกนี้มันแข็งแรงขึ้นๆ ผมเองก็พยายามมากขึ้นเพื่อจะได้อะไรที่ดี ยกตัวอย่างนะ ถ้าผมไปเฮติ ผมไปที่นั่นมา 22 ครั้งแล้วในชีวิตนี้ หลังจากที่ได้ไปครั้งแรกกลับมา ผมพูดว่า “เฮ้ย.. มันเยี่ยมไปเลย!” ซึ่งมันไม่ใช่แค่นั้น.. คุณจะทำดีขึ้นเท่าที่คุณได้อยู่กับมัน เพราะคุณมีประสบการณ์มากขึ้น คุณจะรู้เลยว่าจะได้อะไรเมื่อไปที่นั่น ซึ่งมันก็เหมือนกันเลยกับการถ่าย Portrait.

 

Q : มาที่ประเด็นเรื่องงานของคุณ ไม่ว่าจะงานที่ตีพิมพ์ งาน Exhibition รางวัลที่คุณได้ คุณยังรู้สึกว่ายังต้องพิสูจน์อะไรอีกมั๊ย?

A :  แน่นอน ผมยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป ครอบครัวสมัยผมเด็กๆ เรียกได้ว่าย่ำแย่มาก และผมคิดว่านั่นเป็นจุดที่ทำให้ผมรักในความเป็นชนชั้นล่างในสังคม ตอนที่ผมอายุ 5 ขวบ ผมอยากเป็นนักมวยและพ่อผมค่อนข้างนักเลงๆ เขาไม่อยากให้ผมเป็นนักมวย เพราะมันทำให้สมองผมพังได้ ผมอยากจะตีกลอง ผมอยากซน ในความรู้สึกของผมคือผมโตมาในแบบลำบากลำบน ซึ่งงานของผมมันก็ฉายภาพตรงนั้นออกมา ตอนที่คุณเป็นเด็ก การเลี้ยงดูของครอบครัวนี่เป็นอย่างเดียวที่บ่มเพาะคุณมา คุณมักจะคิดว่าคนอื่นๆจะคิดอะไรเหมือนกับคุณ แต่พอวันนึงคุณโตขึ้น คุณรู้แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผมเข้าใจโลกมากพอจะตัดประเด็นนี้ออกไปได้ แต่มันก็ยังอยู่ในตัวผมน่ะ ความเกรี้ยวกราดอะไรแบบนั้น แต่ผมก็ยังอยู่กับภรรยาผมมาได้ 25 ปีแล้ว เรามีชีวิตคู่ที่ดี ผมมีลูกสาวคนนึง ตอนนี้ก็อายุ 22 แล้ว ผมมีแมว 3 ตัวที่ผมชอบอยู่กับมัน ซึ่งพอผมมองตัวเองในกระจกแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ผมผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ.

ผมเล่าอะไรให้คุณฟังอย่างหนึ่ง ผมอ่านเจอเมื่อหลายปีแล้วล่ะ ว่าคุณจะถ่ายรูปหรือทำอะไรก็ตามด้วยความรัก หรือเพราะมี Passion ถ้าเราทำมันด้วยความรักสิ่งนั้นมันจะยืนยาว ถ้าทำด้วย Passion วันหนึ่งไฟมันก็หมดไป ไฟผมยังไม่หมด ผมยังอยากทำอะไรต่อไป ซึ่งมันยากนะที่จะรักษา Passion นั้นไว้.

ผมรู้ขีดจำกัดตัวเองดี ซึ่งนั่นแหล่ะ คุณก็จะรู้ว่าพอแก่ขึ้น ผมเองก็ไม่สามารถจะไปลุยแบบนั้นเหมือนที่เคย เดินวันละ 10 ชั่วโมงทุกวันตลอดสามเดือน พอมันถึงเวลานี้ “โอเคล่ะ.. ฉันเหนื่อยแล้วล่ะ” เพราะผมเดินมาเยอะมาก อย่างที่ผู้ช่วยผมชอบพูด “ผมทำแบบคุณไม่ได้แน่ๆล่ะ ซึ่งผมเพิ่งจะอายุ 30 นะ! ผมนึกไม่ออกเลยว่าตอนที่คุณอายุเท่าผมนี่คุณจะขนาดไหน” เขาพูดถูกเลย แต่ก็เพราะนั่นมันผมเป็นคนเดินน่ะ แต่ตอนนี้ผมไม่จำเป็นต้องออกไปเดินขนาดนั้นแล้ว พอผมไม่ได้ออกไปเดิน ผมก็ไม่ได้มองหาภาพแบบนั้นอีก.

 

Q : เป็นเรื่องที่ดีที่คุณสามารถ “หยุด” ตัวเองได้ คุณรู้สึกยังไงเวลาเดินไปตามถนนโดยที่ไม่มีกล้อง?

A : คือถ้าคุณมีกล้องอยู่กับตัว มันจะมีความกดดันอยู่ สิ่งที่มันแตกต่างออกไปคือ ผมไม่ต้องแบกกล้องไปด้วยตลอดเวลา ตอนนี้ผมเหมือนเป็นคนหมดน้ำยา ผมยังมีกฏของตัวเองเวลาเดินถนนอยู่อย่างเช่นผมจะไม่พยายามตั้งใจมองหาภาพ และเดี๋ยวนี้ผมอยู่แถวๆกลางเมืองเลย ผมไม่เคยถ่ายรูปแถวๆที่ผมอยู่เลยนะ บางทีอาจจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นแหล่ะที่ผมควรจะไปอยู่ตรงไหน แต่ผมก็ดันไม่เคยเลือกที่อะไรแบบนั้นเลย บางทีก็ต้องเดินออกไปอีก 1-2 ไมล์ แต่ผมคิดว่านั่นเป็นการตัดสินใจจากความรู้สึกตัวเองล้วนๆเลย.

พอคุณได้เดินออกมาข้างนอก คุณไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรขาดๆไป คือเราก็รู้ตัวว่าตัวเองต้องการพักแล้วล่ะ ผมไม่แคร์แล้วว่าคุณจะเป็นใคร ผมไม่ได้พยายามเอาชนะใครเลย นอกจากตัวเองนี่แหล่ะ.

 

© Bruce Gilden/Magnum Photos from 'Face', Dewi Lewis Publishing.
© Bruce Gilden/Magnum Photos from ‘Face’, Dewi Lewis Publishing.

 

Q : การที่คุณเป็นส่วนหนึ่งของ Magnum ที่นั่นมีอิทธิพลกับงานของคุณมั๊ย?

A : มีช่างภาพเก่งๆหลายคนใน Magnum นะ แต่..นั่นมีอิทธิพลกับงานของผมมั๊ย? ผมคิดว่าการ “มีอิทธิพล” นี่น่าจะใช้คำผิดไป ตอนที่ผมเริ่มถ่ายรูป มีช่างภาพหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมนะ แต่ตอนนี้ผมมีตัวตนของผมเอง ผมมีส่วนผสมของช่างภาพพวกนั้น งานของพวกเขาที่ผมชื่นชอบ แต่ผมสร้างตัวตนเอง ผมหยิบจากตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย มาประกอบกันจนกลายเป็น Bruce Gilden.

ผมว่ามันก็ตอบยากนะ จากไอ้เด็กอายุ 22 คนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ใน Magnum แต่ช่างภาพส่วนใหญ่ที่มาอยู่ใน Magnum นี่เขาก็มีทางของเขาเองมาแล้วนะ คุณเข้าใจใช่มั๊ย? คือมันเป็นกลุ่มที่เข้ามายากมาก ในทางกลับกัน คุณยิ่งต้องมีทางของตัวเองด้วยซ้ำ ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณคือใคร คุณจะไม่มีทางสร้างงานดีๆได้เลย และถ้าคุณไม่สามารถบอกได้ว่ารูปไหนดีไม่ดี คุณจะถ่ายภาพให้ดีได้ยังไงล่ะ? ซึ่งถ้าคุณทำไม่ได้ ผมก็มองไม่เห็นเลยว่าคุณจะเป็นช่างภาพที่ดีได้ยังไง.

 

Q : อะไรที่ทำให้คุณยังมีแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไปในแต่ละวัน?

A : เพราะยังคุณทำได้ดีได้แค่เท่าเมื่อวานน่ะ  ผมหมายถึงว่า คุณต้องทำมันไปเรื่อยๆนะ ตราบเท่าที่เรายังมีเวลา ไม่กี่ปีมานี้ ผมไม่ได้ทำงานมากเหมือนเมื่อก่อน หรืออะไรที่ผมสนใจเองก็ตาม ศิลปินจะมีช่วงเวลาที่มีพลัง พอได้ทำงานดีๆออกมาเยอะๆ แล้วก็จะมีช่วงที่ไม่มีงานดีๆเอาเสียเลย มันเป็นปกติมาก เอาแค่นึกถึงศิลปินที่คุณชอบนะ ผมแน่ใจเลยว่าบางงานของศิลปินนั้นคุณก็ยังชอบมากกว่าอีกงานเลย คืองานศิลปินมันก็ไม่ได้ดีไปซะทั้งหมด.

 

“ศิลปินจะมีช่วงเวลาที่มีพลัง พอได้ทำงานดีๆออกมาเยอะๆ แล้วก็จะมีช่วงที่ไม่มีงานดีๆเอาเสียเลย มันเป็นปกติมาก”

 

แล้วอย่าลืมนะว่า พอคุณแก่ขึ้น คุณต้องต่อสู้กับเวลา ทั้งเวลาและสถานที่ด้วย ถ้าผมไม่สามารถได้ภาพที่ดี ผมไม่รอนะ ผมเลิกเลย ซึ่งคุณอาจจะไม่อยากจะยอมรับว่าคุณแก่ แต่ผมยอมรับว่าผมแก่ คือผมยังทำหน้าที่ได้ดีนะ แต่ผมเปลี่ยนไปแล้ว ผมเริ่มมาถ่าย Portrait เพราะผมไม่อยากฝืนขาผม ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากขอพรให้มีร่างกายแข็งแรงแบบนักกีฬา ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องปวด แต่มันไม่ได้แล้วไง คุณต้องมองให้ออก ต้องคิดให้ได้ว่าอะไรที่คุณทำได้ อะไรที่คุณทำไม่ได้ มันเหมือนกับถ้ามีคนแก่อายุ 70 แต่ยังแต่งตัวแบบเด็กอายุ 20 มันดูปัญญาอ่อนมาก! นี่ก็เหมือนกันเลย ถึงแม้ว่าคุณจะยังอยากถ่ายแคนดิดนะ คุณก็ต้องดูด้วยว่ามันเหมาะกับสังขารคุณหรือเปล่า.

นั่นแหล่ะที่ผมเรียนรู้ มันเหมาะกับผมแล้วในจุดนี้ ใครจะรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป วันนี้อาจจะหมดความอยากกับมัน มันเหมือนกับความรักน่ะ ถ้าคุณไม่มีมันซะแล้ว คุณก็ต้องรู้ว่าคุณฝืนมันไม่ได้.

งาน Face ของ Bruce Gilden จะตีพิมพ์โดย Dewi Lewis และวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2015

 

ภาพสตรีทเจ๋งๆล้นทะลักเพจ APF Magazine ในวัน World Photography

หลังจากทางแอดมิน Facebook กลุ่ม APF Magazine Street Photography ได้ประกาศกิจกรรมเนื่องในวัน World Photography Day โดยการให้คนที่อยู่ในเพจกลุ่ม โพสภาพสตรีทที่คิดว่าดีที่สุดลงในเพจ แล้วใส่ชื่อว่า WPD ซึ่งทั้งหมดจะถูกคัดเลือก 10 ภาพที่ดีที่สุดลงใน APF Magazine ต่อไป

หลังจากมีการประกาศไป ปรากฏว่าเกิดปรากฏการณ์โชว์ภาพสตรีทสุดติ่งจากทั่วโลกหลั่งไหลกันเข้ามา จนกลายเป็นที่ฮือฮาของเหล่าชาวสตรีททั่วโลก เพราะเป็นการขุดรูปสตรีทในตำนานของแต่ละคนมาโชว์กันอย่างเมามัน เรียกได้ว่าน่าประทับใจมากตลอดสองวันนี้ ใครที่อยากดูงานเจ๋งๆช่วงนี้ ก็ลองเข้าไปในเพจ APF Magazine Street Photography ได้เลย ถ้าคิดว่างานไหนอยากจะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ก็ทำตามกติกาดูนะ

Screen Shot 2558-08-22 at 19.32.14

 

ใครกันแน่?ที่มีสิทธิ์ในงานของ Vivian Maier หลักฐานล่าสุดที่เพิ่งถูกเปิดเผย

 

extralarge
Pamela Bannos ถือฟิล์มสไลด์ของ Vivian Maier จากคอลเลคชั่นของ Ron Slattery.

 

วันก่อนผ่านตากับประเด็นข่าวที่น่าสนใจมากของป้า Vivian Maier ผู้ที่ทำให้คำว่า “Street Photography” ในปีที่ผ่านมา ร้อนแรง และเป็นที่สนใจของคนทั่วไปได้ ทั้งสารคดีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก หนังสือภาพของป้า Vivian กลายเป็นขายดีจนร้านหนังสือนำเข้าทุกร้าน มีหนังสือภาพของป้าขายอยู่เต็มไปหมด

Vivian Maier กลายเป็นที่สนใจของทั้งโลก เพราะภาพของเธอถูกค้นพบหลังจากเสียชีวิตไปแล้วอย่างบังเอิญ โดยการประมูลของเก่า ซึ่งภาพของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอมีพรสวรรค์อย่างมาก และอาชีพจริงๆของเธอคือ “พี่เลี้ยงเด็ก” นั่นยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าสนใจเข้าไปอีก

แต่ข่าวของ DNAinfo ชิคาโก้ น่าสนใจที่ว่า มีการค้นพบหลักฐานใหม่ว่า ป้า Vivian จริงๆแล้วมีญาติ นั่นคือ พี่ชายแท้ๆของเธอเอง ประเด็นนี้สำคัญอย่างไร? ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง และได้รับการพิสูจน์ทางกฏหมายแล้ว ลิขสิทธิ์งานทั้งหมดของป้า Vivian จะเปลี่ยนไปทันที และนั่นจะส่งผลถึงทุกสิ่ง ไม่ว่าจะหนังสือ ภาพยนตร์ งานแสดงภาพทั่วโลก ที่มีมูลค่ามหาศาลในปัจจุบัน (ซึ่ง ณ เวลานี้ เกิดการหยุดชะงักเลยทีเดียว)

เราเลยติดต่อคุณ Paul Biasco นักข่าวของ DNAinfo ผู้เขียนข่าวนี้ เพื่อจะแปลมาให้ชาวสตรีทไทยได้อ่านกัน ซึ่งก็ได้รับการอนุญาตเรียบร้อยแล้ว

ลองมาอ่านกันดูว่า เรื่องนี้มันเป็นมายังไง?

จากบทความเรื่อง

Who Has the Rights to Vivian Maier’s Amazing Collection? New Clues Emerge

โดย Paul Biasco (20/8/15)

 

จิ๊กซอว์ที่หายไปในเรื่องที่ยังคงเป็นปริศนาของ Vivian Maier ช่างภาพสตรีทอันเลื่องชื่อ ได้มีการค้นพบคนในเครือญาติแล้วโดยนักวิชาการ.

การค้นพบของ Northwestern University academic จะสามารถปลดล็อคคดี ที่ว่าด้วยอนาคตของงานกว่า 150,000 ชิ้นของป้า Vivian ที่ถูกค้นพบ จะเป็นอย่างไร?

Vivian Maier มีชื่อเสียงโด่งดังหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยการถูกค้นพบว่าเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ถ่ายภาพแนว Street Photograhy ได้อย่างยอดเยี่ยม จนช่างภาพระดับโลกต่างยอมรับให้เธอกลายเป็นช่างภาพสตรีทยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล ซึ่งมีญาติพี่น้องเหลืออยู่เพียงคนเดียว คือพี่ชายของเธอ  Charles Maier

ข้อมูลเกี่ยวกับ Charles มีอยู่น้อยมาก แต่การไต่สวนคดีในเขตปกครอง Cook  ก็ยังดำเนินต่อไป และทำให้เขากลายเป็นประเด็นว่า จะกลายเป็นผู้ถือสิทธิ์งานของป้า Vivian ทั้ง 150,000 ชิ้นนั้น

ร่องรอยหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่ยังคงหลงเหลือ ถูกเปิดเผยให้ DNAinfo ชิคาโก้ และ ศาลเขตปกครอง Cook ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา

พี่ชายที่สาบสูญไปเป็นเวลายาวนานของ Vivian ซึ่งทั้งทางเขตปกครอง Cook  และ ผู้ที่ครอบครองสิทธิ์งานส่วนใหญ่ของเธอเอาไว้ตามหาอยู่ ถูกฝังอยู่ในสุสานหนึ่งของนิวเจอร์ซี่ย์ ซึ่งได้รับการตรวจสอบแล้วจากนักวิชาการที่ชื่อ Pamela Bannos .

ความจริงที่ว่า Charles Maier เสียชีวิตไปแล้วนั้น ถูกเปิดเผยโดยผู้ที่ศึกษาด้านการสืบเชื้อสายให้กับสำนักข่าว The Tribune เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา แต่คำถามคือ Charles มีทายาทหรือไม่?

Bannos ผู้ที่ค้นคว้าหนังสือชีวประวัติของ Vivian ได้เจอเรื่องการตายของ Charles นี้ในข่าวจาก Tribune เธอรู้เรื่องเป็นอย่างดี เธอแจ้งข้อมูลของเรื่องนี้ไป ซึ่งนั่นจะทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของงานและสิทธิ์ต่างๆในงานของป้า Vivian จะสิ้นสุดลงด้วย

Charles  หรือ Karl ซึ่งเป็นชื่อตอนเกิดนั้น ถูกฝังอยู่ในสุสานของโรงพยาบาล Ancora Psychiatric.

พี่ชายของ Vivian ใช้เวลาหลายปีที่อยู่ในแผนกจิตวิทยาที่นี่ ก่อนจะเสียชีวิตลงในปี 1977

ความจริงที่เขามีข้อมูลจากการเข้าไปในศูนย์สุขภาพ ก็เรียกได้ว่าเป็นการยืนยันได้เกือบ 100% ในการมีตัวตนของ Charles รวมไปถึงข้อมูลของการมีคู่สมรสและลูกหลานด้วย

Bannos อายุ 56 ปี พักอยู่ในตัวเมือง ซึ่งเป็นคนที่ให้ข้อมูลใหม่ๆกับทางสำนักข่าว DNAinfo ชิคาโก้เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ว่าแจ้งข้อมูลไปทางนักรัฐประศาสนศาตร์ของทางเขตปกครอง Cook แล้ว.

“เราพบข้อมูลของเขา” Bannos กล่าว “นี่ถือเป็นการปิดฉากของเรื่องนี้เลย ไม่ว่ามันจะเกิดคำถามใหม่ๆขึ้นมาอีกหรือเปล่า แต่ต้องมีใครรับผิดชอบเขา”

Bannos รู้เรื่อง Charles มากว่าสามปีแล้ว ทั้งข้อมูลวันเกิด วันตาย เคยเห็นแม้กระทั่งข้อมูลการเข้ารับราชการทหารในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และข้อมูลประกันสังคมของเขา.

Bannos เปิดเผยถึงส่ิงที่เธอรู้เรื่องการเสียชีวิตของ Charles ให้สำนักข่าว Chicago Reader ฟังเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับจากเขตปกครอง Cook.

“ฉันเดาว่า คนที่นั่นอ่านแต่ข่าวของ Tribune” เธอกล่าว.

เมื่อช่วงหน้าร้อนนี้ หลังจากการศึกษาข้อมูลประกันสังคมเมื่อปี 1967 และดูจากแผนที่ดาวเทียมในบริเวณรอบๆเมือง ซึ่งเป็นที่ที่เขาเสียชีวิตเมื่อปี 1977 เธอก็ลงมือติดตามไปที่โรงพยาบาลจิตเวชของรัฐดู.

ซึ่งที่นั่น ทำให้เธอได้พบกับหลุมศพของ Charles.

 

การท้าทายทางกฏหมาย

ประเด็นนี่เราพูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ ไม่ได้พูดถึงสิทธิ์ในการครอบครองรูปภาพเป็นใบๆ.

สิทธิ์ในการครอบครองรูปภาพ ไม่อนุญาตให้ใครสามารถผลิตซ้ำรูปนั้น ไม่ว่าด้วยรูปแบบไหนก็ตาม ทั้งปริ๊นท์จากฟิล์ม หรือรูปภาพต่างๆในสารคดี.

คำถามของการค้นหาทายาทนั้น เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 เมื่อ David Deal ช่างภาพและทนายความ เริ่มต้นค้นหาทายาทด้วยตัวเอง.

Deal ค่อนข้างไม่พอใจที่งานของ Vivian ถูกทำเป็นงาน Exhibition , พิมพ์เป็นหนังสือ และถูกขายรูปออกไป ซึ่งหลักๆแล้ว มาจาก John Maloof ผู้ที่ซื้องานส่วนใหญ่ของ Vivian ที่ถูกค้นพบในห้องเก็บของเมื่อปี 2550 ไป.

ฟิล์มเหล่านั้น (บางม้วนยังไม่ได้ล้างเลย) และงานปริ๊นท์ของ Vivian ณ เวลานี้มีมูลค่าหลายล้านเหรียญแล้ว.

Deal เคยติดตามข้อมูลญาติของ Vivian ซึ่งครั้งหนึ่งเคยย้ายไปฝรั่งเศส และข้อมูลนั้นถูกจัดเก็บไว้ที่เขตปกครอง Cook ซึ่งก็เกิดการตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้ถือครองสิทธิ์ของรูปเหล่านี้.

การตัดสินเรื่องสิทธ์ที่ถูกต้องของทายาท Vivian ถูกดำเนินการในชั้นศาลไปแล้วมาเป็นปี แล้วก็หยุดชะงักไปจนถึงบัดนี้.

นักรัฐประศาสนศาสตร์ของเขตปกครอง Cook จะต้องไปตรวจสอบที่ดินดูว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร จึงจะสามารถผ่านการรับรองจากศาลได้.

“เราอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ครอบครองที่ดินสุดท้าย” Leah Jakubowski ทนายความของที่ทำการรัฐประศาสนศาตร์ของเขตปกครอง Cook กล่าว.

Jakubowski บอกว่าที่ทำการจะตรวจสอบข้อมูลและเริ่มต้นหาจุดเชื่อมโยงในข้อมูลความสัมพันธ์ของ Charles Maier จากที่โรงพยาบาลจิตเวชของนิวเจอร์ซีย์

“เราค่อนข้างตื่นเต้นที่ได้เห็นข้อมูลนี้” เธอกล่าว “ความคืบหน้าพวกนี้เป็นข่าวดีสำหรับพวกเรา”

ในระหว่างที่ขั้นตอนในทางกฏหมายกำลังดำเนินไปกว่าปีแล้ว ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในงานของ Vivian 2-3 รายก็ได้หยุดการพิมพ์งาน ขายงาน และแสดงงานต่างๆทั้งหมดลง.

Maloof ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิ์ในงานของ Vivian กล่าวว่าเขาได้ตามหาทายาทของป้ามาหลายปีแล้ว คำถามคือ ทำไม Bannos ไม่แจ้งข้อมูลเหล่านี้มาก่อนหน้านี้?

“ทำไม คนที่ถือได้ว่ามีข้อมูลสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ ถึงเก็บข้อมูลเอาไว้ ทั้งๆที่ข้อมูลนี้จะช่วยให้ทายาทได้รับสิ่งที่พวกเขาควรจะได้รับ และยังช่วยให้ปัญหาทั้งหมดนี้ ไม่ต้องจบลงด้วยการถูกยกเลิก” Maloof กล่าว

Maloof ยังบอกต่อไปว่า เขาคาดหวังว่าคดีนี้จะจบลงใน 2 เดือนข้างหน้านี้ แต่เป็นไปได้มากที่อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอม.

“จะต้องมีการอนุญาตให้เราทำงานของเราได้ต่อไปด้วย” เขากล่าว “เรามีสิทธิที่ต้องทำต่อไปโดยที่ไม่เสียการจัดการ เพราะเรามีการทำอะไรหลายๆอย่างร่วมกับอีกหลายๆคนอยู่ ไม่ว่าจะ แกลอรี่เอง นักสะสมภาพเอง หรือผู้จัดงานต่างๆ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก”

ผลกระทบต่องานศิลปะ

ขั้นตอนทางกฏหมายมีผลให้แกลอรี่หลายแห่ง ยกเลิกการแสดงงาน และอีกหลายๆผลงานมีความเป็นไปได้ว่าจะผลถึงการละเมิดลิขสิทธิ์.

Maloof ผู้กำกับหนังและผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2013 ในสาขาภาพยนตร์สารคดี “Finding Vivian Maier” ครอบครองงานประมาณ 90% ของ Vivian เอาไว้.

Jeffrey Goldstein ศิลปินของ Roger Park เป็นเจ้าของฟิล์มกว่า 18,000 ชิ้น. Ron Slattery นักสะสมภาพเก่าจากบรู๊คฟิลด์ อายุ 51 ปี ก็มีฟิล์มและรูปภาพนับพันชิ้นอยู่.

ทั้ง Goldstein และ Slattery ต่างก็ถูกกล่าวถึงไว้ในสารคดี.

Slattery ไม่เคยปริ๊นท์งานจากฟิล์มที่มีอยู่ ในขณะที่ทั้ง Maloof และ Goldstein  ต่างรอคำแนะนำจากทนายความว่าจะทำอย่างไรต่อไป.

งานแสดงภาพของ Goldstein ต้องหยุดลงตั้งแต่เริ่มมีการไต่สวน.

“ก็เป็นการตัดสินใจของพวกเขาที่จะเสี่ยง แต่ผมไม่” Slattery กล่าว “ผมรอดูอยู่ เป็นเหตุผลที่คุณจะไม่เห็นผมเขียนถึงเลย ผมงดที่จะเกี่ยวข้องกับทั้งหมด”

ในเวบไซด์ของ Maloof นั่นคือ Vivianmaier.com ยังคงเปิดปกติ และยังไงแสดงภาพที่เขามีอยู่.

ยังมีแกลอรี่หลายแห่งที่ยังโชว์งานต่อไป รวมถึงงาน Exhibition ที่อิตาลีด้วย.

“เรายังไม่หยุด” เขากล่าว “มีเพียง 1-2 แกลอรี่ที่ยกเลิกไป เพราะกลัวเรื่องนี้”

Maloof ยังคงตอบโต้เรื่องที่ว่า เขาต้องเดินหน้าโชว์านต่อไปเพื่อให้มีเงินทุนในการดูแลชิ้นงาน.

เขามีฟิล์มอีกราว 600 ม้วนที่แช่เอาไว้ ซึ่งแต่ละม้วนมีรูปอยู่ 36 ภาพ.

“ส่วนสำคัญที่สุดคือ คุณยังไม่เคยเห็นงานที่ดีที่สุดของเธอเลย” Slattery กล่าว “ผมบอกคุณตรงๆนะ ยังมีงานดีๆอีกมากที่ยังไม่ได้ออกมา เธอมีงานเยอะมหาศาลจริงๆ”

Bannos เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ผ่านการศึกษาเรื่องการสืบเชื้อสายมาเป็นปีๆ และมีตัวอย่างนับพันรูปของ Vivian ที่เธอเตรียมจะออกเป็นหนังสือ.

เธอไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยข้อมูล แต่รู้สึกเกิดแรงผลักดันเมื่อ Ann Marks ชาวนิวยอร์คที่จุดประเด็นจนกลายเป็นข่าวว่าเริ่มสนใจในประเด็นนี้หลังจากดูสารคดี ว่ายังไม่มีการค้นพบ Charles Maier ว่าเสียชีวิตแล้ว.

“นี่ต่างหากที่เป็นข่าว สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นพูดเมื่อวันก่อน มันไม่ใช่ข่าว” Bannos กล่าว “ฉันพยายามจะปกป้องงานวิจัยของฉัน โดยพื้นฐานของการพัฒนาใหม่นี้ ฉันรู้สึกว่าต้องเดินไปข้างหน้า เพราะฉันมีข้อมูลใหม่ๆ มาดูกันว่าต้องทำอะไรกันต่อไป”

Maloof อดีตนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นผู้ซื้องานของ Vivian จากห้องเก็บของในราคาไม่ถึง $400 กล่าวว่า เขายังมีความหวังจะเจอทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่.

“ถ้าเราพบทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องมันก็จบว่าใครจะเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งเราสามารถทำการตกลงกันได้ใหม่ แทนที่จะต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาลปกครอง ที่พยายามจะเจรจากับใครที่คิดว่าเป็นทายาทที่ใกล้เคียงที่สุด” Maloof กล่าวไว้ในระหว่างให้สัมภาษณ์กับ WBEZ

 

พี่เลี้ยงเด็กผู้ลึกลับ

เรื่องลึกลับของ Vivian อดีตพี่เลี้ยงเด็กที่อาศัยอยู่ในชิคาโก้ ใช้เวลาช่วงสุดท้ายในชีวิตใน Rogers Park. ซึ่งเป็นส่วนทำให้ Vivian ดูน่าสนใจเอามากๆ

Bannos พยายามชี้ให้เห็น Vivian ในฐานะความเป็นช่างภาพ และความพยายามจากสื่อต่างๆที่ทำให้ Vivian ดูเป็นคนลึกลับ ที่ไม่เปิดเผยเรื่องครอบครัวและชีวตของตัวเอง

สารคดีของ Maloof ซึ่งมีการสัมภาษณ์เด็กๆและครอบครับที่ Vivian เคยทำงานให้ ยิ่งทำให้คนมอง Vivian ในมุมที่เป็นคนแปลกๆ

ครอบครัวเหล่านั้นเล่าให้ฟังเสมือนเธอเป็นคนขี้หวาดระแวงและป่วยทางจิต มีโลกส่วนตัวสูงและมีบุคลิกขัดแย้งในตัวเอง.

“ใครๆก็บอกว่าเธอดูลึกลับ เธอไม่ยอมเล่าอะไรให้เราฟังเลย” Bannos กล่าว “แต่คุณรู้อะไรมั๊ย? เรื่องพี่ชายของเธอน่ะ ถูกตัดออกไปจากเรื่องนี้”

บทความจากสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำของโลกที่หนึ่ง ได้อ้างอิงไว้ว่า Vivian มีความผิดปกติ ไม่เคยแต่งงาน ไม่มีเพื่อน และชอบเก็บของไว้ทุกอย่าง.

“สิ่งที่ฉันทำคือ พยายามจะนำเสนอให้กับผู้หญิงคนนี้อย่างยุติธรรม และไม่ใช่จับประเด็นที่ว่าเธอเป็น “พี่เลี้ยงเด็กผู้ลึกลับ” Bannos กล่าว “ฉันพยายามจะนำเสนอให้เห็นว่าเธอคือช่างภาพ เธอคือศิลปินต่างหาก”

 

ประกาศผลแล้ว Finalists 100 รูป EyeEm Photo Awards ปี 2015

ประกาศผลแล้ว Finalists 100 รูป EyeEm Photo Awards ปี 2015 เป็นที่น่าดีใจแทนวงการสตรีทเมืองไทย ที่ปีนี้ เข้ารอบกันถึง 5 คน จาก 10 คนในหมวด The Street Photographer และ 1 คน ในหมวด The Moment ซึ่งผู้คัดเลือกในหมวด The Street Photographer คือ  Casey Kelbaugh ซึ่งเป็นช่างภาพและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง EyeEm ด้วย และ Rebecca Roth จาก NASA Goddard Space Flight Center เป็นผู้คัดเลือกในหมวด The Moment โดยคัดจากภาพสตรีทที่ถูกโพสเข้ามานับหมื่นภาพทั่วโลก ซึ่งปีที่แล้ว ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ก็คว้ารางวัลที่ 1 มาแล้วในสาขานี้ (ปีนี้ทาง EyeEm บอกว่า คนส่งมามากกว่าปีที่แล้วเป็นเท่าตัวเลย)

โดยการประกาศผลผู้ชนะในแต่ละหมวด จะประกาศกันในงาน EyeEm Festival  ที่นิวยอร์ค ในวันที่ 18 กันยายน 2558 นี้

ทีมงาน สยามมนุษย์สตรีท ขอแสดงความยินดี และส่งกำลังใจเชียร์ให้สตรีทไทยได้รางวัลที่ 1 กลับมาเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน (ซึ่งมีโอกาสสูงมากๆ)

 

ภาพสตรีทไทยที่ได้เข้าชิงในหมวด The Street Photographer

Nakarin Teerapenun / @flip ( พี่กอล์ฟ ทีโบน หนึ่งในช่างภาพสตรีทแถวหน้าของเมืองไทย )

 

Tavepong Pratoomwong / @tavepongpratoomwong ( แชมป์ EyeEm Awards ปี 2014 )

 

Nattawoot Peanpunyaruk / @kurtumm ( ผู้ชนะรางวัล Street Photo Thailand Contest ครั้งที่ 2 สดๆร้อนๆ )

 

Thanakorn Treratanaboot / @pingrider ( ปิง สตรีทไทยที่กำลังมาแรงมาก )

 

Issaret Chalermsopone / @KobObob ( กบ ทีมงานของ สยามมนุษย์สตรีท เรานี่เอง จับตาดูกันดีๆเลยคนนี้ )

 

ภาพสตรีทไทยที่ได้เข้าชิงในหมวด Moment

Noppadol Maitreechit / @noppadoolmaitreechit ( พี่ดิว สตรีทไทยอีกคนหนึ่ง จากกลุ่ม Loopers Collective ที่ทำผลงานในปีนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมในหลายๆรายการ )

 

 

คลิกดูผลประกาศทั้งหมดที่ EyeEm

รายการแข่งขันสตรีทที่น่าสนใจ Week#3 เดือนสิงหาคม 2015

สำหรับสัปดาห์นี้ มีโจทย์ใหม่ของ Street & Repeat 105 มาให้แข่งกันอีกแล้ว เป็นโจทย์ที่ #14 ของปี (โจทย์ที่ #13 ยังไม่มีการประกาศนะ เดี๋ยวประกาศจะแจ้งอีกครั้ง)

20374859670_abb2892b75_o

โจทย์ที่ #14 “Show me one of your favourite places to shoot” โดย Danielle Houston หนึ่งในช่างภาพจากกลุ่ม Observe Collective (กรุณาอย่ากูเกิ้ลชื่อคนตั้งโจทย์นะ เพราะคนละคนกัน  กดดูงานของศิลปินคนนี้ที่นี่นะ )

โจทย์นี้ง่ายหน่อย กว้างๆ ค่อนข้างฟรีสไตล์ด้วยซ้ำ ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่าอยากให้สบายๆ และอยากให้ไปถ่ายในที่ที่เรารู้สึกว่าชอบไปถ่ายที่นี่ จนต้องไปถ่ายบ่อยๆ อย่าง Danielle ยกตัวอย่างตัวเองชอบไปถ่ายที่ Dun Laoghaire ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลของ Dublin ประเทศไอร์แลนด์

ลองดูเป็นไอเดียนะ มีเวลาตั้งแต่วันที่ 14 สิงหา ถึง 28 สิงหานี้เท่านั้นนะ สองสัปดาห์ ไปลุยโจทย์นี้แล้วส่งได้เพียง 1 รูปเท่านั้น! และอย่าลืมเปลี่ยนชื่อรูปให้มีคำว่า #14 อยู่ด้วย

รูปที่ส่งเข้าไปจะมีโอกาสถูกเลือกเข้าไปอยู่ใน Pool ของกลุ่ม Street & Repeat 105 คลิกเข้าไปที่โจทย์นี้ที่รูปได้เลย

ประกาศผลรางวัลผู้ชนะ Street Photo Thailand Contest #2 และเปิดงานแสดงภาพ “Subconscious”

เมื่อวานนี้ (14 สิงหาคม 2558) มีการประกาศผลแล้ว สำหรับผู้ชนะในการประกวด Street Photo Thailand Contest ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ Travelling : As Far As You Can Go โดยตัดสินจากผู้เข้ารอบ Finalist ทั้งหมด 10 ภาพ โดยมีพี่มานิต ศรีวานิชภูมิ เป็นผู้มอบรางวัล

ผู้ชนะรางวัลที่ 1 ณัฐวุฒิ เพียรปัญญารักษ์

11875121_10152924454385940_2428060068872398695_o

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ได้รับรางวัลตั๋วเครื่องบินจากสายการบิน Bangkok Airways สำหรับผู้ชนะ 2 ที่นั่ง กรุงเทพฯ – ภูเก็ต

 

ผู้ชนะรอง  Neo Chee Wei (มีพี่แก๊ป ตัวแทนจาก Street Photo Thailand เป็นผู้รับรางวัลแทน)

11061343_10152924454395940_8109995963370051258_o

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ได้รับรางวัลตั๋วเครื่องบินจากสายการบิน Bangkok Airways สำหรับผู้ชนะ 2 ที่นั่ง กรุงเทพฯ – เชียงใหม่

คลิกดูภาพของผู้เข้ารอบ Finalist ทั้ง 10 ภาพจากลิ้งนี้

11888584_10152924453775940_5454163885613743610_o
ผู้เข้ารอบ Finalist ทั้ง 10 ภาพและศิลปิน Street Photo Thailand

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

11900969_10152926639915940_2092252668_o

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดยรูปจากผู้ชนะและผู้เข้ารอบทั้ง 10 ภาพ จะถูกจัดแสดงร่วมกับศิลปินของกลุ่ม Street Photo Thailand ทั้ง 13 คนในงานแสดงภาพ Street Photo Thailand ครั้งที่ 3 “Subconscious” ซึ่งในงานเมื่อวานนี้ นอกจากมีการประกาศผลแล้ว ยังเป็นการเปิดตัวงานแสดงภาพนี้อย่างเป็นทางการด้วย มีศิลปิน ช่างภาพทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ให้ความสนใจมาร่วมกันงานอย่างล้มหลามเต็มทั้งสามชั้นของบริเวณแสดงภาพเลยทีเดียว ซึ่งพี่มานิตได้กล่าวในช่วงเปิดงานไว้ว่า เห็นความสนใจจากช่างภาพและคนทั่วไปในงานภาพถ่ายสตรีทในเมืองไทย ที่มีมากขึ้นมากๆในปีที่ผ่านมา ด้วยงานภาพสตรีทจากช่างภาพไทยเอง ได้รับรางวัลมากมายในเวทีระดับโลก และเชื่อว่าวงการภาพถ่ายสตรีทในเมืองไทยในปีนี้จะยิ่งเติบโตเร็วขึ้นอีก

ใครที่สนใจงานภาพสตรีทดีๆ ซึ่งหลายๆภาพเป็นงานที่ชนะรางวัลระดับโลก จัดแสดงนับร้อยภาพอย่างสวยงาม ที่หอศิลป์ฯกรุงเทพ BACC ชั้น 3 , 4 , 5 ยาวไปจนถึง 30 กันยายน 2558

และใครที่สนใจการถ่ายภาพสตรีท สามารถติดต่อใน Facebook ของกลุ่ม Street Photo Thailand ได้ที่ Facebook.com/StreetPhotoThailand 

 

11870657_1010510415650416_5522379776492644246_n

 

 

 

 

 

 

 

 


11895572_10152926641805940_14020102_o11847684_10152926641385940_305606516_o

11873449_1010510128983778_8721998462462596660_n

 

 

 

 

 

 

 

 

11899968_1010510238983767_6659812518921342838_n

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

11873259_10152926641425940_1876093672_o

11873141_10152926636085940_1158789774_o

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพข่าว : อิศเรศ เฉลิมโสภาณ / วินัย ดิษฐจร

 

“Life” เรื่องจริงจากช่างภาพและดาราหนุ่มดาวรุ่ง หนังที่ช่างภาพต้องดู

LIFE - DANE DEHAAN AND ROBERT PATTINSON
LIFE – DANE DEHAAN AND ROBERT PATTINSON

 

ภาพจาก © Magnum Photo : USA. New York City. 1955. James DEAN haunted Times Square

 

dennis_stock_james_dean_new_york_city_1024x768
© Magnum Photo

 

แต่รูปที่เป็นที่จดจำมากที่สุด คงหนีไม่พ้นรูปของ James Dean ที่เดินอยู่ตรง Time Square ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 1955 ที่ Stock ได้รับมอบหมายจาก Life Magazine ให้ตามติดเก็บภาพ Dean ไปยังบ้านเกิดที่อินเดียนน่า จนมาถึงนิวยอร์ค ตั้งแต่ตอนนี้ James Dean ยังไม่มีชื่อเสียงเท่าไหร่นัก และภาพนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ James Dean มีชื่อเสียงและกลายเป็นไอคอน ซึ่งช่วงเวลาที่ว่านั้นถูกนำมาสร้างเป็นหนังเรื่องนี้นั่นเอง

Dennis Stock แม้จะมีชื่อจากภาพแนว Portrait ศิลปินเพลงต่างๆ แต่ก็เป็นช่างภาพที่มีความเป็น Street Photographer ไม่น้อย ด้วยความที่เป็นช่างภาพเก็บงานเชิง Documentary มากมาย ทำให้งานหลายๆงานของ Dennis  เป็นงานสตรีทที่น่าสนใจทีเดียว

Dennis Stock เสียชีวิตไปเมื่อปี 2010 ด้วยโรคมะเร็งตับ

LIFE กำกับโดย Anton Corbijn (จาก Control) มี Robert Pattinson รับบท Dennis Stock และ Dane DeHann รับบท James Dean 

 

Photo by © Dennis Stock/Magnum Photos
Photo by © Dennis Stock/Magnum Photos

 

Photo by © Dennis Stock/Magnum Photos
Photo by © Dennis Stock/Magnum Photos

รายงานผลคู่มวยภาพสตรีท Observe Street Fight สัปดาห์ที่ 81

รายงานผลคู่มวย Observe Street Flight รายการแข่งสตรีทระดับโลกจาก Flickr.com ประจำสัปดาห์ที่ 81 ที่ผ่านมา  สตรีทไทยมีเข้าชิงเพียงคู่เดียว

คู่ที่ 1 ของรายการ PAULO MARINUZZI กับ JADSADA

JADSADA เข้าชิงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน โดยสัปดาห์ที่ 80 เอาชนะคู่แข่งไปได้ แต่สัปดาห์นี้ ต้องยอมรับว่า PAULO งานดีจริงๆ ทั้งสองคนคุมโทนสีส้มเหมือนกัน และเล่นกับเงาของ Subject คล้ายๆกัน ช่วงแรก JADSADA นำไปก่อน และคะแนนค่อนข้างสูสี ผลัดกันนำและตามอย่างสนุกสนาน แต่สุดท้าย JADSADA แพ้ไปที่คะแนน 9 : 6  Continue reading “รายงานผลคู่มวยภาพสตรีท Observe Street Fight สัปดาห์ที่ 81”