Month: March 2016

ภาพสตรีท Street Photo Thailand Editor’s Pick ประจำเดือน มีนาคม 2559

สวัสดีชาวสตรีทเนิร์ด หน้าร้อนมาเยือน เนิร์ดชาวไทยทุกเหล่าคงต้องอดทนกว่าเนิร์ดประเทศใดๆในโลก ออกไปถ่ายได้ชั่วโมงเดียวก็จะเป็นลมกันแล้ว จงสู้ต่อไป! เรายังมีชาวเนิร์ดที่มีงานสตรีทเจ๋งๆที่ได้รับการคัดเลือกได้ Pinned เป็น Editor’s Pick จากเพจ Street Photo Thailand ประจำเดือนมีนาคม 2559 มาให้ดูเป็นกำลังใจกัน Continue reading “ภาพสตรีท Street Photo Thailand Editor’s Pick ประจำเดือน มีนาคม 2559”

Advertisements

“Real Food” หนังสือภาพเล่มล่าสุดของ Martin Parr วางจำหน่ายแล้ว

1998 © Martin Parr / Magnum Photos. Real Food, Martin Parr, Phaidon

9780714871035-940-1

หนังสือภาพเล่มล่าสุดของประธาน Magnum Photos เอเจนซี่ช่างภาพที่เจ๋งที่สุดในโลก Martin Parr ว่าด้วยเรื่องอาหาร รวบรวมจากการเดินทางทั่วโลกของเขา สะสมภาพสไตล์น้า Martin ไว้กว่า 250 ภาพ เทคนิคของน้าแกที่กลายเป็นสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือการยิงแฟลชด้วยแฟลชแบบ Ring Flash ใช้กับเลนส์ Macro ทำให้ได้ภาพที่เข้าใกล้วัตถุมากๆ

 

015-tijuana.jpg
2003 © Martin Parr / Magnum Photos.

 

ด้วยวิธีการเลือก Subject ที่ดูขบขัน สีสันจัดจ้าน จั๊งค์ๆ รูปร่างแปลกตา (หรือที่ฝรั่งชอบเรียกว่า Kitsch) จนกลายเป็นเทรนแฟชั่นที่น่าสนใจไปด้วย

งานของ Martin Parr มักนำเสนอเป็นโปรเจคที่มีเป้าหมายต้องการเล่าเรื่องสักอย่าง ส่วนใหญ่จะออกแนวตลกร้าย จิกกัดเชิงวัฒนธรรม Pop Culture ซึ่ง Real Food นี้ก็เช่นกัน ว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรม Pop ของอาหารทั่วโลก

 

122-wells.jpg
2000 © Martin Parr / Magnum Photos.

 

ใครอยากจะสั่งหนังสือมาดูก็เข้าไปได้ คลิกที่นี่ หรือร้านหนังสือนำเข้าในไทยก็น่าจะมีขายเร็วๆนี้เช่นกัน

 

7 หนังและสารคดีที่สร้างพลังให้กับชาวเนิร์ดในการถ่ายสตรีท

เชื่อว่าช่างถ่ายภาพหลายๆคน พออินกันมากๆเข้าก็อยากจะหยิบหนังที่เกี่ยวกับถ่ายภาพมาบิ้วกัน ประหนึ่งเวลาอกหักแล้วมันต้องฟังเพลงอกหักจะยิ่งน้ำตาแตก ระดับเนิร์ดอย่างพวกเราก็เช่นกัน มันต้องสร้างแรงบันดาลใจอีกระดับ หนังและสารคดีต่อไปนี้ คือสิ่งที่ชาวเนิร์ดดูแล้วจะต้องไฟลุกโชน ที่แม้จะอยู่ในช่วงประเทศไทยมีพระอาทิตย์เป็นของตัวเอง เราก็จะยอมออกไปให้แดดมันเผาพวกเราเพื่อแลกมาซึ่งภาพเด็ดๆ

 

Bill Cunningham New York (2010)

1417145040279

 

สารคดีที่ว่าด้วยลุง Bill Cunningham ช่างภาพสตรีทสายแฟชั่นผู้คร่ำหวอดในวงการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุค ’60s จนป่านนี้แกอายุ 93 แล้ว ทุกคนในวงการแฟชั่นต้องรู้จักแก (ใครเคยดูหนังสารคดี IRIS ป้าไอริชผู้มีแฟชั่นจัดจ้านนั่น จะเห็นลุง Bill แว่บๆในหนังนั้นด้วย) กับฝีไม้ลายมือในการสแนปแฟชั่นของชาวนิวยอร์คแล้วเอามาเขียนเป็นคอลัมน์ประจำ The New York Times (ปัจจุบันก็ยังเขียนอยู่เลย เขียนเป็นบล็อกและมีคลิปด้วย) หนังเล่าเรื่องชีวิตแกที่สมถะอย่างยิ่ง เสื้อผ้าแบบเดียวเท่านั้นที่แกใส่ บ้านที่เหมือนรูหนูไม่มีแม้ห้องน้ำในตัว ฯลฯ เป็นหนังที่สนุกและเติมพลังอย่างล้นพ้น

ตอนนี้หาชมได้ทาง Netflix นะ ถ้าใครสามารถดูได้ และเราเคยเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ คลิกอ่านกันได้

 

 

Blow-Up (1966)

blow-up

 

แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับชาวเนิร์ดชัดเจนนัก แต่หนังปมปริศนาฆาตกรรมของ Michelangelo Antonioni สุดคลาสสิคเรื่องนี้ที่เล่าเรื่องผ่านตัวละครที่เป็นช่างภาพแฟชั่น ก็ยังมีเรื่องน่าสนใจคือความโดดเด่นในด้าน Art Direction ของหนังที่เฟี้ยวมากๆแม้ว่าหนังจะมีอายุมา 50 ปีแล้ว แถมยังพาไปดูขั้นตอนการถ่ายภาพต่างๆ เห็นกล้องสวยๆ ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอจะเติมพลังให้การถ่ายรูปให้ชาวเนิร์ดได้เยอะเลย

ไม่แน่ใจว่าหาจากไหนได้บ้าง ร้านแผ่นหนังเก่าๆน่าจะหาได้นะ เป็นหนึ่งในหนังคลาสสิคที่ควรดู

 

Everybody Street (2013)

 

4444

 

ชาวเนิร์ดไม่ดูเรื่องนี้นี่ถือว่าไม่เนิร์ดจริง เพราะนี่คือหนึ่งในหนังประจำชาติของชาวเนิร์ด หนังสารคดีของ Cheryl Dunn ผู้กำกับสาวที่พาเราไปพบเจอกับการรวมตัวของซุปเปอร์สตาร์ชาวสตรีท อันได้แก่ Joel Meyerowitz , Bruce Gilden , Elliot Erwitt , Mary Ellen Mark , Jeff Mermelstein เป็นต้น

หนังเล่าความรู้สึก ความคิด ทัศนคติของเหล่าซุป’ตาร์สตรีทต่อการถ่ายภาพสตรีท พาไปดูการทำงานจริง ฯลฯ ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอให้เรานั่งดูปากค้างน้ำลายไหลตลอดชั่วโมงกว่าๆ เราชอบช่วงนึงที่มีการปะทะหลักการกันระหว่างปู่ Elliot ปรมาจารย์จาก Magnum Photos ผู้เชื่อว่าการถ่ายภาพด้วยดิจิตอลมันเป็นฆาตกรรมการถ่ายภาพชัดๆ! กับ ป้า Jill Freedman ผู้เชื่อว่า “รูปก็คือรูปสิจ๊ะเธอ ไม่ว่าจะถ่ายด้วยอะไรก็ตามนะ ฉันว่าคนที่ยึดติดอะไรแบบนี้ไร้สาระสิ้นดี” เชรดดด… สนุกมาก เชิญหาดูกันได้ ไฟลุกท่วมจอเลย

หาชมได้ทางเวบ everybodystreet.com ซึ่งมีจำหน่ายทั้ง DVD และชมเสียตังค์ทาง VIMEO ก็ได้

 

Pecker (1998)

pecker-original

 

เรื่องของหนุ่มน้อยผู้รักการถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยทุกสิ่งอย่าง มองทุกสิ่งรอบตัวเป็นงานศิลปะได้หมด และครอบครัวสุดวายป่วงของตัวเอง หนังชวนให้เราสนุกไปกับการมองเห็นสิ่งสวยงามที่คนทั่วไปมองไม่เห็นผ่านสายตาพระเอก ซึ่งก็นั่นแหล่ะ..คือหัวใจของชาวเนิร์ดอย่างเราๆ ดูเสร็จแล้วจะมีพลังอยากหยิบกล้องไปเดินถ่ายรูปเลยล่ะ

ลองหาทางร้านแผ่นหนังเก่าๆ น่าจะมีขายอยู่

 

Henri Cartier-Bresson: The Impassioned Eye (2003)

 

6602003129231

 

 

เรื่องราวจากปากของคุณปู่อองลี HCB ผู้เป็นเสมือนผู้ให้กำเนิด Street Photography อย่างเต็มปากเต็มคำในสถานะของแนวการถ่ายภาพแนวหนึ่ง สารคดีชิ้นนี้ถ่ายทำตั้งแต่ครั้งคุณปู่ยังมีชีวิตอยู่ (คุณปู่เสียชีวิตหลังจากสารคดีเรื่องนี้หนึ่งปี) เราจะได้ฟังเรื่องเล่าจากงานชิ้นต่างๆ แต่ไม่ได้พูดเชิงประวัติแกนะ เป็นเชิงวิพากษ์งานมากกว่า ซึ่งน่าสนใจทีเดียว เหมือนได้เปิดดูงานคุณปู่พร้อมๆกับการได้ฟังแรงบันดาลใจจากปากแกเลย

อันนี้มีขายเป็น DVD ต้องสั่งเอานะ ทาง Amazon.com ก็มี

 

The Many Lives of William Klein (2012)

many-lives-william-klein

 

หนังสารคดีโดย BBC เล่าเรื่อง William Klien ศิลปินในตำนานที่เป็นหลากหลายตั้งแต่ผู้กำกับ ช่างภาพหลากหลายแขนงตั้งแต่ช่างภาพแฟชั่น สารคดี ข่าว สตรีท ฯลฯ เป็นศิลปินที่มีอิทธิพลต่อศิลปะในยุคปัจจุบัน หนังใช้วิธีเดินทางไปกับ William ไปในนิวยอร์ค พร้อมกับการเล่าวิธีคิด แนวคิดต่องานของเขาผ่านช่วงเวลาต่างๆจนมาถึงปัจจุบัน นี่เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมที่บอกเราด้วยว่า แม้เราจะรักในการถ่ายสตรีท แต่เราควรเสพงานศิลปะหลากหลายแขนงเพื่อสร้างจินตนาการต่องานของเราด้วย

 

Finding Vivian Maier (2013)

 

finding_vivian_maier

 

น่าจะเป็นสารคดีในยุคนี้ที่ใครๆก็รู้จักกันดี ป้า Vivian ถือเป็นแรงผลักดันให้เด็กรุ่นใหม่รู้จักการถ่ายสตรีท หนังสารคดีที่ดีที่สุดของป้า Vivian Maier พี่เลี้ยงเด็กที่รักการถ่ายภาพ ผู้ซึ่งไม่มีโอกาสได้รู้ว่าผลงานการถ่ายภาพของตัวเองจะสร้างชื่อเสียงและแรงบันดาลใจมากมายขนาดนี้หลังจากที่ตัวเองได้ตายไปแล้ว หนังเล่าที่มาที่ไปในความพิศวงนี้ได้อย่างละเอียดที่สุด รวมถึงปากคำของคนที่อยู่รวบตัวป้าในช่วงชีวิตที่ป้ามีชีวิตอยู่ ทั้งหมดนี้ทำให้ใครก็ตามที่ดูจบ คงอยากจะคว้ากล้อง Rolleiflex สักตัวไปเดินถ่ายภาพตามท้องถนนแบบป้าแกบ้าง

ตอนนี้หาชมได้ทาง Netflix นะ

 

 

บทเรียน 10 ข้อ จากช่างภาพสตรีท Saul Leiter โดย EyeEm

  • บทความ โดย Lisbeth ใน EyeEm Blog
  • แปล โดย จุฑารัตน์ ภิญโญดุลยเจต ( ปูเป้ )

 

Saul Leiter เป็นช่างภาพที่มีสไตล์ผสมผสานระหว่างแฟชั่น สตรีท และศิลปะที่แสดงอารมณ์แนวนามธรรม (Abstract expressionism) ด้วยความที่เขาเคยเป็นจิตรกรมาก่อน ภาพถ่ายของเขาจึงเต็มไปด้วยสีสันและรูปทรงต่างๆ เขาใช้กล้องเป็นอุปกรณ์ในการถ่ายทอดเรื่องราวให้ออกมาตามมุมมองของเขา

เวลาที่คุณมองภาพของ Saul Leiter ภาพเหล่านั้นมักดูต่างจากสิ่งที่มันเป็น แต่นั่นคือความสนุกในการชมภาพของเขา ภาพที่ดีมักชวนให้เราต้องย้อนกลับไปดูมันอีกรอบ ส่วนภาพของ Saul Leiter น่ะหรอ? เราอาจจะต้องดูมันสักสามรอบเลยล่ะ เราจะมาศึกษาแนวคิดและวิธีการถ่ายภาพของศิลปินท่านนี้กัน

(ถ้าใครที่อยู่ลอนดอนตอนนี้ ถือว่าคุณโชคดีเลย เพราะกำลังมีงานของ Saul Leiter จัดที่ The Photographers’ Gallery ตอนนี้จนถึง 3 เมษา 2016)

นี่คือบทเรียน 10 ข้อที่เราได้รับ จาก Saul Leiter

 

Saul Leiter Postmen, 1952 © Saul Leiter Courtesy: Saul Leiter, Howard Greenberg Gallery, New York. Aus der Ausstellung SAUL LEITER - RETROSPEKTIVE im Haus der Photographie in den Deichtorhallen, 3.2.2012 - 15.4.2012.
Postmen, 1952 © Saul Leiter Courtesy: Saul Leiter, Howard Greenberg Gallery, New York.

 

 

1.ทุกอย่างล้วนมีค่าพอที่จะอยู่ในภาพ

Saul Leiter มักถูกอ้างเสมอจากคำพูดของเขาที่ว่า “ทุกสิ่งเหมาะสมที่จะถูกถ่ายภาพได้หมด ทุกอย่างสามารถเป็นภาพถ่ายได้” เมื่อเขาเดินถ่ายภาพในนิวยอร์ค เขาถ่ายภาพอย่างมีอิสระและทดลองอะไรใหม่ๆด้วยการวางองค์ประกอบภาพสีสันและความชัดลึก/ชัดตื้น (depth of field) ซึ่งการทดลองนี่เองที่ทำให้เขามีสไตล์ที่ชัดเจนและทำให้เป็นที่รู้จักในนิวยอร์คด้านการถ่ายภาพสตรีท

 

2.ถ่ายผ่านบางอย่าง

ปกติแล้วช่างภาพมักจะวางเฟรมโดยที่ไม่ให้อะไรมาบังตัวแบบหลักแต่ Leiter กลับทำตรงกันข้าม เขามักถ่ายภาพโดยมีสิ่งของบางอย่างบังหรือกั้นไว้อยู่เสมอ วิธีนี้เองทำให้เขาสามารถจัดวางตัวแบบและสร้างเรื่องราวในภาพได้อย่างสร้างสรรค์ เมื่อคุณออกไปถ่ายภาพ ลองถ่ายผ่านอะไรบางอย่างดู อาจจะเป็นช่องตามรั้วรูตามใบไม้หรืออาจจะถืออะไรขึ้นมาบังหน้าเลนส์คุณเลยก็ได้!

 

05_-Press-Image-l-Saul-Leiter-Daughter-of-Milton-Abery1950er-1024x677
Daughter of Milton Abery, 1950 © Saul Leiter Courtesy Howard Greenberg Gallery, New York

 

3.ชัดบ้างเบลอบ้าง

อีกหนึ่งเทคนิคของ Leiter คือการใช้ระยะชัดลึกและชัดตื้น (depth of field) เพื่อสร้างจุดสนใจในภาพ วิธีการนี้จะทำให้ตัวแบบดูเด่นออกมา ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นศิลปะแนว Abstract ได้อีกด้วย นี่เป็นเทคนิคที่แสดงความเป็นศิลปะแนว Abstract expressionism ของ Leiter

 

03_Press-Image-l-Saul-Leiter-Carol-Brown-Harper’s-Bazaar-ca.-1958-679x1024
Carol Brown, Harper’s Bazaar, ca. 1958 © Saul Leiter Courtesy Howard Greenberg Gallery, New York

 

4.หลงใหลในสี

Leiter ได้ชื่อว่าเป็นช่างภาพที่ถ่ายภาพสี ในยุคแรกๆสมัยที่เขายังเป็นช่างภาพแฟชั่นในช่วงปี 1960s เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ถ่ายภาพแฟชั่นด้วยภาพสี (แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ภาพสตรีทขาว-ดำก็ยังเป็นที่นิยมเสมอ) ความสนใจในสีสันของเขาน่าจะมาจากภูมิหลังที่เขาเคยเป็นจิตรกร และที่เขาถ่ายภาพสีคงเป็นเพราะเขาไม่ชอบทำตามคนส่วนใหญ่ด้วย

เกร็ดเล็กๆจาก Leiter  – ให้ลองหัดถ่ายคู่สีที่ไม่จัดจ้านมากนัก

 

5.สร้างความลึกลับ

Leiter มีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพความปกติในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นภาพ abstract  ไม่ว่าจะเป็นผู้คนหรือสิ่งของที่เขาเห็นตามท้องถนนในนิวยอร์ค เขาสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นรูปทรงสีสันหรือรูปร่างที่เข้ากันกับสภาพแวดล้อมตรงนั้น โดยใช้เทคนิคพื้นฐานอย่างการใช้ระยะชัดตื้นในการวางเฟรม

เกร็ดเล็กๆจาก Leiter  – ลองถ่ายภาพแบบไม่ให้เห็นหน้าเต็มๆหรือถ่ายผ่านอะไรบางอย่าง (ตามข้อ2) หรือลองวางเฟรมแบบตัดภาพดู (crop) อาจสร้างความลึกลับที่น่าสนใจได้

 

Saul Leiter Snow, 1960 © Saul Leiter Courtesy: Saul Leiter, Howard Greenberg Gallery, New York. Aus der Ausstellung SAUL LEITER - RETROSPEKTIVE im Haus der Photographie in den Deichtorhallen, 3.2.2012 - 15.4.2012.
Snow, 1960 © Saul Leiter Courtesy: Saul Leiter, Howard Greenberg Gallery, New York.

 

6.ใช้เลนส์ Tele ก็ถ่ายได้

Saul Leiter มักใช้เลนส์เทเลในการถ่ายภาพ ซึ่งการใช้เลนส์เทเลจะดึงให้สิ่งที่อยู่ไกลๆดูเหมือนอยู่ใกล้มากขึ้น ป้ายตามถนนที่อยู่ห่างๆจะดูใกล้กับคนที่เดินข้ามถนนขึ้นมาได้ วัตถุที่อยู่ใกล้และไกลจะถูกดึงเข้ามาจนดูเหมือนอยู่ในฉากเดียวกัน วิธีการนี้สร้างความน่าสนใจในภาพของเขาเหมือนกับงานศิลปะภาพตัดแปะ (collage art)

 

02_-Press-Images-l-Saul-Leiter-Harlem-1960-680x1024
Harlem, 1960 © Saul Leiter Courtesy Howard Greenberg Gallery, New York

 

7.ถ่ายแนวตั้ง

Leiter ลองถ่ายสตรีทแบบนอกกรอบด้วยการวางเฟรมแนวตั้งวิธีนี้จะทำให้เรามีมุมมองใหม่ๆ
และหลายครั้งมันก็ได้ผลทีเดียว!

 

8.ลองครอปภาพดู

เฉกเช่นช่างภาพทุกคน เรามักจะเก็บรายละเอียดทุกอย่างให้ครบถ้วนในภาพ เราพยายามให้รายละเอียดสำคัญๆทุกอย่างอยู่ในภาพให้หมด ทีนี้ลองคิดนอกกรอบดูบ้าง แล้วจะเห็นสิ่งที่ Leiter ทำในงานของเขาอย่างเฉียบคม การครอปเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป หรือตั้งใจเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งของซีนนั้นๆออกมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราจะสามารถเล่าเรื่องได้แตกต่างออกไปจากเดิม สร้างเรื่องใหม่ๆขึ้นมาได้ การครอปภาพทำให้เกิดการตีความหมายใหม่ให้แตกต่างออกไปจากเรื่องราวในชีวิตจริง

 

Saul Leiter Through Boards, ca. 1957 © Saul Leiter Courtesy: Saul Leiter, Howard Greenberg Gallery, New York. Aus der Ausstellung SAUL LEITER - RETROSPEKTIVE im Haus der Photographie in den Deichtorhallen, 3.2.2012 - 15.4.2012.
Saul Leiter Through Boards, ca. 1957 © Saul Leiter Courtesy: Saul Leiter, Howard Greenberg Gallery, New York.

 

9.เดี๋ยวภาพก็มาเอง

Leiter เคยกล่าวไว้ว่าเขาไม่เคยออกไปตามหาภาพ เพราะเดี๋ยวภาพมันก็มาของมันเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่อยู่บนท้องถนนจงเป็นคนช่างสังเกตและมองสิ่งรอบข้างเสมอ (กฎเหล็กนี้ก็เป็นสิ่งที่ Henri Cartier-Bresson ได้กล่าวไว้เช่นกัน )

 

10.ทำในสิ่งที่รักก็พอ

Saul Leiter ทำในสิ่งที่เขารักและเชื่อมั่นที่จะทำสิ่งนั้น แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นที่ถูกใจของคนหมู่มาก เขาพิสูจน์ความชอบของเขาในงานภาพถ่ายแฟชั่นที่ฉีกกฎเดิมๆของ Harper’s Bazaar และพิสูจน์มันอีกครั้งเมื่อเขาเบนจากสายแฟชั่นมาเป็นสายสตรีท สุดท้ายแล้ว เอกลักษณ์ที่ชัดเจนของเขานั่นเองที่สร้างชื่อให้เขาในงานถ่ายภาพ

 

Saul Leiter: Taxi, ca. 1957.
Taxi, ca. 1957 © Saul Leiter Courtesy Howard Greenberg Gallery, New York

 

 

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง ภาพสตรีท กับ ภาพถ่ายสารคดี?

“ศิลปะคือการปลอมความจริงขึ้นมา” พาโบล ปิกัสโซ

ถ้าเปิดดูคำว่า Street Photography ในวิกิพีเดีย จะเจอคำนิยามที่ว่า “…เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ของการถ่ายภาพสารคดี” แต่มันเป็นแบบนั้นจริงหรอ? การถ่ายภาพสตรีทและภาพสารคดีต่างก็มีรูปแบบที่พวกเราพอรู้จักกันอยู่แล้ว ทำไมบางทีเราถึงแยกการถ่ายภาพสองประเภทนี้ไม่ค่อยออกล่ะ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการถ่ายภาพสองประเภทนี้มีความคล้ายคลึงกันอยู่ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆภาพสตรีทอาจถูกตีความได้ว่าเป็นภาพสารคดี เพราะเป็นการจับจังหวะที่เกิดขึ้นจริงของบุคคลในเวลานั้น ซึ่งสิ่งที่คล้ายกันก็มีอยู่แค่นั้นล่ะ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดคำถามนี้มาจากปรมาจารย์ด้านสตรีทอย่าง Henri Cartier-Bresson ที่เป็นช่างภาพผู้ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยใช้ภาพเล่าเรื่อง (Photojournalist) ปู่ HCB ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นช่างภาพสตรีท แล้วก็ยังบอกว่าไม่ค่อยสนใจการถ่ายสารคดีจ๋าอีกด้วย แต่ภาพของ HCB นั้นน่าทึ่ง และเป็นต้นแบบให้ช่างภาพสตรีทรุ่นใหม่ได้ศึกษาอยู่เสมอ โดยเฉพาะในนิวยอร์ค

ภาพของ HCB ที่ถ่ายเหตุการณ์บนท้องถนนนั้นมีการจัดวางองค์ประกอบภาพอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และเป็นต้นแบบของการจับจังหวะภายในเสี้ยววินาที (Decisive moment) จังหวะที่พอดีเป๊ะๆจะทำให้ภาพมีพลังมหาศาล การต่างกันแค่วินาทีเดียวไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลัง ความหมายของภาพก็จะเปลี่ยนไป HCB บอกว่า สำหรับเขาแล้ว การถ่ายภาพคือการจินตนาการก่อนว่ากำลังจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้เตรียมมุมมองได้ทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ภาพของเขาจึงเป็นมากกว่าการจับจังหวะทั่วไป หรือภาพสารคดีแท้ๆ

FRANCE. Paris. Place de l'Europe. Gare Saint Lazare. 1932.
ภาพในตำนานของ HCB ที่ตอบคำว่า Decisive Moment ได้ชัดเจน จังหวะเสี้ยววินาทีที่ขานั้นยังไม่เหยียบพื้นน้ำ / © Henri Cartier-Bresson/Magnum Photos

การถ่ายภาพสตรีทไม่ใช่การถ่ายภาพบุคคลเสมือนจริง (Portraiture) ไม่ใช่การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง (Still Life) หรือการถ่ายภาพทิวทัศน์ (Landscape) การถ่ายสตรีทอาจต้องใช้สัญชาตญาณ เพราะเราไม่สามารถเตรียมการล่วงหน้าได้ มันไม่มีการจัดฉาก และภาพส่วนใหญ่คือการถ่ายทีเผลอ (Candid) การถ่ายทีเผลอในที่นี้หมายความว่าตัวแบบไม่รู้ตัวในจังหวะที่ถูกถ่ายเลยด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่แล้วตัวแบบมักเป็นบุคคลแปลกหน้าเสมอ และแก่นของงานสตรีทคือการสร้างสรรค์เรื่องราวเสริมตัวแบบนั้นๆมากกว่าการจับความจริงล้วนๆอย่างเดียว ความต่างระหว่างการถ่ายสตรีทกับสารคดีข้อนี้อธิบายได้ยากแต่สำคัญมาก

กฎเหล็กของภาพสตรีทคือมันต้องเป็นภาพที่แปลกตาและดูเหนือจริง ภาพสตรีทมักสร้างความเชื่อมโยงระหว่างตัวแบบกับสิ่งรอบข้างในแบบที่ไม่ใช่ความจริงเท่าไหร่นัก เรามักเห็นการเชื่อมโยงเหล่านี้ผ่านการวางข้างกันเพื่อเปรียบเทียบ (Juxtaposition) การเลือกวางเฟรมและจังหวะ เพื่อสร้างเรื่องราวใหม่ การขออนุญาตคนบนท้องถนนเพื่อถ่ายภาพคือการถ่ายภาพบุคคลจริง หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวแบบให้ความร่วมมือ มีการจัดท่าทางของตัวแบบ ภาพเหล่านั้นไม่ใช่การถ่ายภาพสตรีท เพราะฉะนั้นการถ่ายภาพสารคดีที่ถ่ายเน้นความเป็นจริงของตัวบุคคลคงเรียกได้ ไม่เต็มปากว่าเป็นภาพสตรีท ถ้าเรียกภาพสารคดีเช่นนี้ว่าภาพสตรีทก็ดูจะขัดใจอยู่หน่อยๆ

 

NICARAGUA. Managua. 1957.
งานของปู่ Elliot แสดงให้เห็นวิธีที่สตรีทบิดเนื้อหาจากความเป็นจริงออกไปอย่างไร // © Elliott Erwitt/Magnum Photos

 

ภาพสตรีทไม่จำเป็นต้องเล่าด้วยความจริงล้วนๆ บางครั้งภาพสตรีทที่ดี ยิ่งต้องเป็นภาพที่หลอกตาเราเพื่อสื่อความหมายอะไรบางอย่าง เหมือนกับคำกล่าวของปิกัสโซที่กล่าวไว้ข้างต้น ภาพสตรีทคือการสร้างเรื่องราวเพื่อถ่ายทอดตัวตนของช่างภาพ และการถ่ายภาพสตรีทเน้นความเป็นศิลปะมากกว่าการถ่ายทอดความจริง ดังนั้นภาพสตรีทไม่ใช่ภาพสารคดีแท้ๆ หรือภาพที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง อย่างที่ช่างภาพสมัครเล่นหลายคนมักเข้าใจผิดกัน

เป็นศิลปะมากกว่าการถ่ายทอดความจริง ดังนั้นภาพสตรีทไม่ใช่ภาพสารคดีแท้ๆ หรือภาพที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้งอย่างที่ช่างภาพสมัครเล่นหลายคนมักเข้าใจผิดกัน

ลองมาเทียบแนวคิดและแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพสตรีทและภาพสารคดีกัน

  • ตัวเอกในการเล่าเรื่องของภาพสตรีทนั้น จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากผู้คน (ต่อให้ไม่มี คนในภาพ แต่ภาพก็ต้องสื่อถึงคน) ในขณะที่ภาพสารคดีสามารถเล่าเรื่องจากสิ่งใดก็ได้ที่เกี่ยวกับประเด็นนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องมีคนในภาพก็ได้
  • ภาพสตรีทนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะหลักๆคือบนท้องถนน ส่วนภาพสารคดีจะเกิดขึ้นในที่เฉพาะเจาะจงตามประเด็นที่อยากจะเล่า อาจอยู่ในพื้นที่สาธารณะหรือไม่ได้อยู่ในพื้นที่สาธารณะก็ได้ (อาจเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน โรงงาน ออฟฟิศ บ้านส่วนตัว ป่าเขา ธรรมชาติ ท้องฟ้าอากาศ และอื่นๆ)
  • ภาพสตรีทเกี่ยวข้องกับผู้คนในชีวิตประจำวันการจับจังหวะแปลกๆที่เกิดขึ้นปฏิกิริยาต่างๆของผู้คน ในขณะที่ภาพสารคดีเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงของมนุษย์ แม้จะเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของมนุษย์เช่นกัน แต่ภาพสารคดีนั้นจะเน้นไปในสถานการณ์เฉพาะเจาะจงที่เกี่ยวกับประเด็นที่จะเล่า
  • ภาพสตรีทมักถ่ายทอดเรื่องราวที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ก่อนหรืออย่างที่เราเรียกมันว่า การจับจังหวะภายในเสี้ยววินาที (Decisive moment) ในขณะที่ภาพสารคดีถ่ายทอดเรื่องราวโดยใช้ระยะเวลานานทีเดียว ช่วงเวลาในการถ่ายภาพสารคดีอาจเป็นหลักเดือน หรือหลักปีเลยก็ได้
  • ภาพสตรีทหลายภาพค่อนข้างเป็นนามธรรมในขณะที่ภาพสารคดีจะเป็นรูปธรรมมากกว่า ศาสตร์แรกคือการสร้างภาพเสมือนจริง ส่วนอีกศาสตร์คือการถ่ายทอดความเป็นจริง
  • ช่างภาพสตรีทไม่ค่อยให้ความสำคัญตัวแบบเดี่ยวๆมากนักแต่จะสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแบบและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า ในขณะที่ช่างภาพสารคดีจะให้ความสำคัญกับตัวแบบอย่างลึกซึ้ง มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับตัวแบบและเรื่องราวของเขา เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับประเด็นที่จะเล่า ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายเลือดของผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ประสบภัยสึนามิ ความแร้นแค้นของชาวบ้าน หรือความโกรธแค้นของผู้ประท้วง อะไรก็ว่าไป ประเด็นที่ลึกซึ้งของตัวแบบเหล่านี้สร้างความสนใจให้กับช่างภาพสารคดี ส่วน ช่างภาพสตรีทนั้นจะให้ความสนใจว่าตัวแบบตรงหน้าจะมีปฏิกิริยายังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะวางเฟรมอย่างไรให้น่าสนใจมากกว่าความจริงที่เป็นอยู่ และจะจับจังหวะยังไงให้ เป๊ะเพื่อสร้างเรื่องราวใหม่ๆในภาพ
  • ช่างภาพสตรีทแทบทุกคนต้องทำตัวให้ล่องหนเข้าไว้เพื่อจะได้แอบจับจังหวะดีๆของคนอื่น หลายคนประสบความสำเร็จในการได้ภาพด้วยการทำเหมือนไม่ได้ถ่าย วิธีการเข้าไปใกล้ๆ ตัวแบบแล้วถือกล้องไว้ระดับเอวได้ผลเสมอ ในขณะที่ช่างภาพสารคดีจะเลือกใช้วิธีแอบถ่ายหรือไม่ก็ได้ ในกรณีที่ช่างภาพสารคดีต้องถ่ายแบบหลบๆซ่อนๆอาจเป็นเพราะสถานการณ์นั้นอันตรายเกินกว่าจะเข้าไปใกล้ๆ สำหรับช่างภาพสตรีทนั้น การที่จะได้ภาพดีๆมักต้องเข้าไปใกล้ๆกับตัวแบบ เพราะช่วงระยะที่เราใช้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเกิน 50mm แต่ ช่างภาพสารคดีจะเลือกช่วงระยะเลนส์เท่าไหร่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาจะถ่าย
  • ช่างภาพสตรีทไม่ได้มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนเราเดินถ่ายรูปตามท้องถนนพร้อมสังเกต ผู้คนไปเรื่อยๆ ด้วยความหวังอันสูงสุดว่าจะบังเอิญมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้น (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี) เราไม่ได้มีเป้าหมายตั้งแต่ออกจากบ้านว่าต้องไปถ่ายคนนี้นะ เพราะถ่ายภาพสตรีทเป็นเรื่องของดวง และเหตุการณ์บนท้องถนนมักเกิดขึ้นเร็วมากจนเราไม่ค่อยมีเวลาได้คิด ในขณะที่ช่างภาพสารคดีจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากจะถ่ายอะไรเพื่อจะเล่าอะไร ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตของบุคคลที่จะถ่ายได้ มาร์ติน พารร์ (Martin Parr) เลือกที่จะถ่ายแค่สิ่งที่เกี่ยวกับประเด็นที่เขาจะเล่า ยกตัวอย่างเช่น “The Mundane and Boring” หรือ “Cheap and Nasty tastes” มาร์ตินเป็นช่างภาพสารคดีที่คร่ำหวอดในโลกศิลปะ แต่เขาไม่ใช่ช่างภาพสตรีทอย่างที่หลายคนมักเข้าใจผิด

นิยามของภาพสตรีทที่ดีล้วนนั้นมาจากศิลปินในยุค 1950s – 1960s ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของสตรีท และโดยรูปแบบของภาพสตรีทตามคำนิยามเหล่านี้มันไม่ค่อยจะคล้ายกับภาพสารคดี ภาพถ่ายบุคคลเสมือนจริงเท่าไหร่นัก

 

แนะนำภาพข่าวสงครามที่น่าสนใจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยช่างภาพ Magnum

ข่าวการก่อการร้าย และสงครามในแถบตะวันออกกลาง เป็นสงครามยุคใหม่ที่โลกนี้กำลังเผชิญอยู่ ในยุคคลาสสิคเราอาจจะได้รู้จักช่างภาพสงครามในตำนานมากมาย ไล่ตั้งแต่ Robert Capa ,  Dickey Chapelle , David Seymour ต่างทุ่มเทกับงานภาพข่าวอย่างเต็มที่ หลายๆคนก็เสียชีวิตในสนามรบ ไม่ต่างกับทหารที่ออกรบในสงครามนั้นๆเลย

ภาพข่าวสงครามในปัจจุบันก็เช่นกัน มีช่างภาพข่าวสายสงครามหลายคนที่ฝีมือเยี่ยม นอกจากผลิตงานเพื่อส่งสารที่สำคัญให้ชาวโลกได้เห็นความโหดร้ายของสงครามแล้ว ภาพเหล่านี้คืองานที่ช่างภาพสตรีทควรศึกษาอย่างยิ่ง

วันนี้ สยาม.มนุษย์.สตรีท เลยหยิบเอางานภาพสงครามในช่วงปัจจุบัน ไม่เกิน 2 ปีที่แล้วมาให้ดูกัน นอกจากการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมแล้ว การวางองค์ประกอบภาพในเสี้ยววินาที เป็นความสามารถที่สุดยอดของช่างภาพสายสงครามมากๆ

 

 

IRAQ. Amariyat al-Fallujah, Anbar Province. February 1, 2016. Abda Dayeh Hamadi, 60, sits outside her tent at camp Markazi, a camp in Ambar Province for internally displaced Sunni families from Falluja and Ramadi. Abda, a diabetic, suffers from gangrene in her left foot. She was displaced from Ramadi in the past months, and she has no access to health care anymore. She is unable to keep a healthy diabetic diet and therefore this has contributed to her worsening health situation. Unable to have access to antibiotics, she dresses the affected area of her foot with a warm mixture of corn, sugar, and flour. This condition, which might otherwise be managed, becomes life-threatening, and the need for healthcare among internally displaced people is only increasing. The majority of the camp's residents have fled fighting between the Islamic State and Iraqi security forces in Ramadi since April 2015, and have been living in schools, unfinished buildings or staying with relatives around Amariyat al-Fallujah, which serves as a safe haven for uprooted Iraqis in the restive Anbar province. The families, which often have no source of income, are in urgent need of healthcare, food and other aid. The International Committee of the Red Cross helps families cope with the distribution of food parcels, blankets, and other hygiene kits. However, their ability to cope is diminishing as needs increase.
อิรัก . 1 กุมภาพันธ์ 2016 / © Moises Saman / Magnum Photos

 

IRAQ. Habbaniyah. February 2, 2016. A displaced child at the Habbaniyah Tourist City Hotel and Resort, a former vacationing spot that is now home to hundreds of displaced Sunni families from Ramadi and Fallujah that have fled the conflict with the Islamic State. Sanitary conditions inside the hotel are dire due to the lack of running water and sewage system. The International Committee of the Red Cross delivers food and other relief items to the approximately 4000 families in Habbaniyah, and has rehabilitated the main water purification station where people can access clean drinking water that is pumped from the lake.
อิรัก . 2 กุมภาพันธ์ / © Moises Saman / Magnum Photos

 

SYRIA. Derek. August 10, 2014. Displaced Yazidi men from Sinjar at a makeshift camp on the outskirts of Derek, a Kurdish-controlled town in Syria, shortly after arriving on foot from the mountains where they sought refugee after fleeing their homes as ISIS militants moved into their area. The only way for this families to reach the safety of Kurdish-controlled northern Iraq is through a safe corridor in Syria that is controlled by Syrian-Kurdish militias.
ซีเรีย . 10 สิงหาคม 2014 / © Moises Saman / Magnum Photos

 

IRAQ. Fishkhabur, Dohuk Province. August 10, 2014. Yazidi families from Sinjar arrive at the Fishkhabur border crossing between Iraq's Dohuk Province and Syria. Thousands of Yazidi families have fled their villages in the Sinjar region of northern Iraq and have sought refuge in Kurdish-controlled areas as ISIS militants moved into their area.
อิรัก 10 สิงหาคม 2014 / © Moises Saman / Magnum Photos

 

BELGIUM, Molenbeek Saint Jean (Brussels). 16/11/2015: The police move the security perimeter closer at the end of a considerable police operation around the Delaunoy street in the predominantly Muslim borough of Molenbeek Saint Jean, in connection with the terrorists attacks in Paris of the previous Friday.
เบลเยี่ยม . 16 พฤศจิกายน 2015 / © John Vink / Magnum Photos

 

IRAQ. Habbaniyah. February 2, 2016. A displaced child sits at the entrance to the Habbaniyah Tourist City Hotel, a former vacationing resort, now home to hundreds of displaced Sunni families from Ramadi and Fallujah that have fled the conflict with the Islamic State. Sanitary conditions inside the hotel are dire due to the lack of running water and sewage system. The International Committee of the Red Cross delivers food and other relief items to the 4,000 families in Habbaniyah, and has rehabilitated the main water purification station where people can access clean drinking water.
อิรัก . 2 กุมภาพันธ์ 2016 / © Moises Saman / Magnum Photos

 

SYRIA. Qamishlou. Rojava. People walking past billboard images of martyrs who died while fighting ISIS: "with you we live on and life continues".
ซีเรีย 2015 / © Newsha Tavakolian / Magnum Photos

 

SYRIA. Andivar. Rojava. YPJ fighters during their daily drills in Shilan Camp, in the border region of Andivar.
ซีเรีย 2015 / © Newsha Tavakolian / Magnum Photos

 

Syria. Nuroz refugee camp. November 2014. Yazidi refugees from Sinjar.
ซีเรีย . พฤศจิกายน 2014 / © Lorenzo Meloni / Magnum Photos

 

SYRIA. Kobani / Kobane (Arabic: Ayn al Arab) . 07 August 2015. A family stands in front of their destroyed house.
ซีเรีย 7 สิงหาคม 2015 / © Lorenzo Meloni / Magnum Photos

 

TURKEY. Suruç. November 5. 2014. Kurds watch airstrikes in Kobane. Kobane has become an emblem of Kurdish resistance and has involved significant air strikes from coalition forces.
ตุรกี . 5 พฤศจิกายน 2014 / © Peter van Agtmael / Magnum Photos

 

IRAQ. Sinjar. November 18, 2015. A man carries a large teddy bear salvaged from inside an abandoned home in the Old City in Sinjar, badly damaged by heavy fighting and airstrikes that targeted Islamic State fighting positions at the northern entrance to the city.
อิรัก . 18 พฤศจิกายน 2015 / © Moises Saman / Magnum Photos

 

IRAQ. Makhmour. November 19, 2015. Sunni fighters opposing the Islamic State gather in formation along the front line near the IS-controlled village of Haj Ali in the southern Mosul countryside.
อิรัก . 19 พฤศจิกายน 2015 / © Moises Saman / Magnum Photos

 

IRAQ. Sinjar. November 15, 2015. Kurdish peshmerga fighters at the entrance of a tunnel dug by the Islamic State on the northern edge of Sinjar.
อิรัก . 19 พฤศจิกายน 2015 / © Moises Saman / Magnum Photos

 

 

 

6 กรุ๊ปบน Facebook ที่เนิร์ดสตรีทต้องไม่พลาด

วันนี้จะมาแนะนำสนามฝึกปรือวิทยายุทธสตรีทกัน ใน Facebook มีกรุ๊ปมากมายที่ให้โพสภาพสตรีทกัน แต่บอกเลยว่าหลายๆกรุ๊ปเองก็ยังไม่ถือว่าเป็นกรุ๊ปที่จริงจังเรื่องภาพสตรีทกันเท่าไหร่ บางกรุ๊ปก็อาจจะยังไม่เข้าใจจริงๆว่าภาพสตรีทคืออะไร? เพราะฉะนั้น..การเข้าร่วมกรุ๊ปต่างๆควรพิจารณากันให้ดีๆ เราก็เลยขอแนะนำกรุ๊ปที่เป็นประโยชน์กับชาวเนิร์ดกันสัก 6 กรุ๊ปก่อน

อีกอย่างที่อยากจะฝากกันก็คือ หลายๆกรุ๊ปมักจะต้องผ่านการ Aprrove ภาพจากแอดมินก่อน ถ้าเรายังไม่ผ่าน แนะนำให้สอบถามหรือศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพสตรีทด้วยนะ เพื่อจะได้รู้ว่ามันไม่ผ่านเพราะอะไร? เราจะพัฒนาต่อยังไง? เพราะการถ่ายสตรีท ถ้าเราไม่คิดจะจริงจังอะไร ก็โอเคนะ..ที่จะถ่ายยังไงก็ได้ตามใจเรา แต่ถ้าเราอยากจะเนิร์ดจริงๆจังๆ อยากจะถ่ายสตรีทให้ดีขึ้นล่ะก็…ควรฝึกฝีมือให้มากขึ้น สตรีทมันเป็นศาสตร์การถ่ายภาพที่มีเนื้อหา มีประวัติศาสตร์ของมันอยู่นะ มีที่มาที่ไป ถ้าเป็นกรุ๊ปฝรั่งเนิร์ดๆนี่เค้าวิจารณ์งานกันจริงจังเลย เราก็จะได้ความรู้ที่ดีด้วย

สำหรับใครยังไม่เข้าใจเรื่องถ่ายสตรีทเบื้องต้น คลิกอ่านที่นี่ / และอย่าลืมอ่านกฏของกรุ๊ปแต่ละกรุ๊ปก่อนโพสด้วยนะจ้ะ

 

Street Photo Thailand 

กรุ๊ปนี้คือเสาหลักของวงการสตรีทเมืองไทยก็ว่าได้ เนิร์ดชาวไทยที่เริ่มต้นถ่ายสตรีทก็คงไม่พ้นเริ่มจากกรุ๊ปนี้กันก่อน การโพสรูปลงในกรุ๊ปนี้ก็ไม่ซับซ้อนนะ ขอแค่อ่านกฏกันดูก่อน (คลิกอ่านกฏ) สำคัญมากเพราะคนไม่อ่านกฏกันเยอะ เราจะสรุปย่อๆคือ รูปสตรีทคือต้องไม่จัดฉาก ถ่ายในที่สาธารณะ และต้องมีความคิดสร้างสรรค์! ย้ำ! ไม่เอาแบบขอทาน พระเดินบิณฑบาต คนพิการ หมา แมว ตึกราบ้านช่องเฉยๆห้วนๆงี้ไม่เอานะ ไม่ต้องแต่งภาพแต่งสีจนเว่อร์ สีจัด HDR อะไรงี้ รวมไปถึงลายเซ็นต์ ลายน้ำ กรอบอะไรงี้ ก็ไม่ต้องใส่มานะ

ในกรุ๊ปจะมีแอดมินซึ่งเป็นช่างภาพในกลุ่ม Street Photo Thailand ซึ่งมีดีกรีในเวทีสตรีทระดับโลกกันหลายคน คอยช่วยกัน Approve ดังนั้นรูปที่โพสจะไม่ขึ้นเลย ต้องผ่านการอนุมัติก่อนว่าผิดกฏหรือไม่ หรืออยู่ในเกณฑ์ภาพสตรีทหรือไม่ ใครไม่ได้โพสสักทีแล้วสงสัยว่าตัวเองทำไมถึงไม่ผ่าน สามารถส่งไปถามทางแอดมินเพื่อขอคำชี้แนะได้นะ ทุกอย่างมีเหตุและผลอยู่ตามหลักสากล อยากพัฒนางานตัวเองก็ลองฟังแอดมินกันดู ไม่ต้องดราม่ากันนะ เราเห็นดราม่ากันบ่อยเหลือเกิน ไม่ดีๆ..

ในแต่ละเดือน รูปที่ได้โพสลงในกรุ๊ปแล้วเป็นภาพสตรีทที่น่าสนใจ จะถูก Pinned ไว้ สามารถคลิกย้อนดูได้

 

APF Magazine Street Photography

กรุ๊ปนี้เป็นกรุ๊ปภาพสตรีทนานาชาติ อาจจะมีจากอินเดียเยอะหน่อย เพราะฐานหลักเค้าอยู่กันที่อินเดีย เช่นกันกรุ๊ป APF ก็มีกฏอยู่ อย่าลืมอ่านก่อนจะโพส! เช่น โพสได้วันละ 1 รูป , ไม่ใส่ลิ้งค์หรือแชร์ภาพจากลิ้งค์ไหน , รวมถึงกฏของภาพสตรีท อย่างไม่ใส่ลายน้ำ ลายเซ็นต์อะไรก็ตาม ฯลฯ

กรุ๊ปนี้ไม่มีการสกรีนก่อน สามารถโพสลงไปได้เลย แต่ถ้าผิดกฏก็จะโดนลบ งานในนั้นอาจจะมีภาพที่เป็นสตรีทที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป เนื่องจากโพสกันอิสระกว่าที่อื่น แต่คำแนะนำสำหรับผู้ชมคือ จะดูภาพไหนเป็นตัวอย่างภาพสตรีทที่ดีนั้น อย่าได้เอา like เป็นตัววัดเด็ดขาดนะ หลายๆภาพ like เยอะแต่ไม่ใช่ภาพสตรีทที่ดีเลยก็มี สังเกตได้อย่างนึงว่า ภาพสตรีทที่ดีในนั้น จะมีแอดมินคอมเม้นท์เสริมอยู่เป็นต้น

จุดเด่นอีกอย่างของกรุ๊ปนี้คือ ทุกวันจันทร์ จะมี Tips ในการถ่ายสตรีทจากแอดมินกรุ๊ปมาแนะนำให้อ่านกัน ส่วนทุกวันศุกร์ จะมี Feedback Friday แอดมินจะเข้ามาคอมเม้นท์อย่างตรงมาตรงไปในรูปที่ขอคำแนะนำ อันนี้เป็นประโยชน์มากในการศึกษา อาจจะต้องฝึกภาษาเล็กน้อย เพราะเป็นภาษาอังกฤษหมดนะจ๊ะ

 

Streethunters.net

กรุ๊ปสตรีทนานาชาติอีกเช่นกัน กรุ๊ปนี้มีช่องทางเยอะ มีบล็อกให้อ่าน มีคลิปด้วย เหมือนกับทุกกรุ๊ปก็คือ กรุณาอ่านกฏก่อนนะ! ซึ่งกฏก็จะคล้ายๆกันอีกนั่นแหล่ะ ถ้าเข้าใจกฏของ Street Photo Thailand ก็โพสที่นี่ได้เช่นกัน หลักๆก็คือ รูปที่ไม่ใช่ภาพสตรีทที่ดีอย่างที่บอกไปแล้ว พวกใส่ลายน้ำ พวกแต่งรูป พวกซูมๆภาพเข้าไปนี่ (ที่นี่ค่อนข้างซีเรียสหน่อย) และการโพสรูปทางแอดมินจะเป็นคน Approve อีกทีนึงด้วย

กรุ๊ปนี้ยังมีคนไม่มากเท่าไหร่ เพราะเปิดได้ไม่นาน  แต่ที่น่าสนใจก็คือมีบล็อกข้อมูลดีๆให้อ่านกันเรื่อยๆด้วย รวมถึงภาพสตรีทดีๆที่แอดมินเค้าจะมาแนะนำอะไรแบบนี้

 

Streets In Color

อีกหนึ่งกรุ๊ปที่มีคนเล่นอยู่มากพอสมควร แม้ว่ากรุ๊ปนี้จะไม่เห็นกฏแปะไว้ชัดเจน แต่ก็เหมือนเช่นกฏของชาวสตรีททั่วโลก ในกรุ๊ปนี้เวลาโพส แอดมินก็จะ Approve อีกเช่นกัน รวมถึงมีการตั้งธีมให้ในแต่ละสัปดาห์อีกด้วย ลองชม Gallery รูปสตรีทของกรุ๊ปได้ที่ www.streetsincolor.com

 

Black and White Street.com

สำหรับคอภาพขาวดำ กรุ๊ปนี้เน้นเฉพาะสตรีทภาพขาวดำเลย กฏของกลุ่มก็คล้ายๆกันกับกลุ่มด้านบน โพสได้วันละ 1 รูป แอดมินจะคอยตรวจสอบ และภาพที่น่าสนใจจะถูกคัดไปไว้ใน Gallery ของกรุ๊ป www.blackandwhitestreet.com

 

TSC – Public Projects

เป็นกรุ๊ปโปรเจคระยะยาว สำหรับเนิร์ดขั้นกว่า เหมาะกับสตรีทจริงจังจริงๆ เพราะแอดมินจะให้โจทย์ระยะยาวหลายๆเดือน โดยแต่ละโปรเจคก็จะจำกัดว่าโพสได้กี่รูป ซึ่งมากกว่ากฏของการถ่ายสตรีททั่วไปตรงที่งานของเราต้องมีมาตรฐานดีพอที่จะได้รับการคัดเข้าไปใน Collective นั้นๆ โดยจะมีการประกาศผู้ชนะในแต่ละโปรเจค และนำผลงานไปโชว์ในงานนิทรรศการที่สวีเดนปีนี้ ติดตามผลงานของกรุ๊ปนี้ได้ที่  www.thestreetcollective.com

 

สัมภาษณ์พิเศษ เบ๊น ธนชาติ จากก้นบึ้งของสตรีทเนิร์ด


  • สัมภาษณ์ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ( Sun )

  • ภาพ โดย อิศเรศ เฉลิมโสภาณ ( กบ )
  • คลิป โดย จุฑารัตน์ ภิญโญดุลยเจต ( ปูเป้ )

 

หลังจากที่พวกเรา สยาม.มนุษย์.สตรีท (ซึ่งเดิมมีกันสองคน ตอนนี้เพิ่มน้องปูเป้มาอีกหนึ่ง) คุยกันว่า เราอยากสัมภาษณ์คนที่ชอบถ่ายสตรีท แต่คนทั่วไปอาจจะไม่เคยรู้ว่าเขาชอบถ่ายสตรีทก็ได้ คือมีความเนิร์ดสตรีทซ่อนอยู่ลึกๆ วันหนึ่งกบมาบอกเราว่า “พี่เคยดูงานของเบ๊น ธนชาติมั๊ย?” แน่นอนว่าพวกเนิร์ดสตรีทคุยกันก็คงไม่ได้หมายถึงงานหนังสือหรืองานคลิป Viral วิดีโอที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่หมายถึงเรื่องภาพสตรีทบ้าบอคอแตกของพวกเราเท่านั้นแหล่ะ ว่าแล้วเราก็คลิกลิ้งค์เข้าไปดูในเวบ www.benzthanachart.com ในรูปเหล่านั้น มันแสดงให้เห็นว่า ผีย่อมเห็นผีด้วยกัน ในหลายๆภาพของเบ๊นบ่งบอกได้ว่า คนๆนี้ต้องมีความสตรีทจมอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจแน่นอน

ย้อนไปหลายปีก่อน เราเคยเห็นงานที่เบ๊นถ่ายในรถไฟฟ้าด้วยการตะโกนเป็นคำต่างๆแล้วก็ถ่ายอากัปกิริยาของคนบนรถไฟฟ้าที่มีต่อการตะโกนของเขานั้นไว้ จำได้ว่าเป็นคอนเทนต์ที่ Viral ชิ้นแรกๆชิ้นนึงที่ถูกพูดถึงอย่างมากในยุคสมัยที่ Social Network เริ่มเฟื่องฟู ซึ่งจริงๆแล้ว นี่ก็ถือว่าเป็นงานโปรเจคสตรีทที่ดีเลย

 

Unknown
ปฏิกิริยาของคนต่อคำว่า “Fried egg!” // © THANACHART SIRIPATRACHAI

 

เมื่อได้ดูไปดูมา เราเลยอยากจะลองสนทนากับเบ๊นในแบบที่คนอื่นไม่ค่อยคุยเท่าไหร่ นั่นคือเจาะลึกแต่เรื่องถ่ายภาพกันอย่างเดียวเลย ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราชาวเนิร์ดแน่ๆ วันนี้เราเลยพามารู้จัก เบ๊น ธนชาติ ศิริภัทราชัย ในมุมที่ไม่ได้พูดถึงความเป็นนักเขียน ไม่ได้พูดถึงความเป็นผู้กำกับ ไม่ได้พูดถึงลุงเนลสันกัน

SSN :  อะไรที่ทำให้เบ๊นอยากถ่ายรูป

เบ๊น :  เริ่มจริงๆคือน่าจะเป็นตอน ม.6 มั้งฮะ ตอนนั้นเพิ่งจะรู้จักกล้องดิจิตอล มันจะมีกล้องเล็กๆ Sanyo หน้าตาคล้ายๆเครื่องโกนหนวด แล้วก็ชอบ เออว่ะ.. ทำไมเราถึงมีความสุขกับมันได้ทั้งวัน ถ่ายช้อนส้อม ถ่ายอะไรอย่างนี้ ก็เริ่มชอบถ่ายรูปขึ้นมา ตอนปี 2 เริ่มเรียนฟิล์ม เรียนภาพยนตร์และภาพถ่าย คือต้องเล่าก่อนว่าตอนสองปีแรกผมเรียนที่ธรรมศาสตร์ รังสิต ตอนนั้นมันเบื่อๆเหมือนชีวิตมัธยมเข้ามหา’ลัยไป ทุกอย่างมันเปลี่ยน ตอนนั้นมันก็เหงาๆเคว้งๆกับชีวิต รู้สึกปีแรกๆเพื่อนน้อยมั้งฮะ ได้กล้องมาตัวนึง ธรรมศาสตร์ รังสิต มันกว้าง ไม่มีอะไรทำก็นั่งถ่าย จำได้ว่าบ้ามากถือขากล้องสะพาย ขี่จักรยาน เพราะเราไม่รู้จะทำอะไร

SSN : ตอนเด็กๆชอบอะไรบ้าง

เบ๊น : ชอบวาดการ์ตูน

SSN : แสดงว่าอ่านการ์ตูนเยอะ

เบ๊น : เป็นเนิร์ดการ์ตูน โดเรมอน ดราก้อนบอล

SSN : แสดงว่าสิ่งที่เนิร์ดจริงๆคือ การ์ตูน

เบ๊น : การ์ตูน ชอบมาก ชอบเรื่อง พอโตขึ้นมาเริ่มอ่านหนังสือ วรรณกรรม เป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ถ้ารากจริงๆคือบ้าการ์ตูน ชอบเขียนการ์ตูน เคยเขียนแก๊กส่งขายหัวเราะด้วยนะ วาดสามช่อง ได้เงิน 150 บาท

SSN : ประเด็นการ์ตูนนี่มันน่าสนใจมาก เพราะช่างภาพสตรีทหลายๆคนรู้ว่า Source (ข้อมูล) ของตัวเองมาจากการ์ตูน งานสตรีทมันต้องจินตนาการด้วย

เบ๊น : ใช่ ผมว่าการ์ตูนส่งเสริมให้เด็ก Previsualization เป็น หัดคิดภาพไว้ล่วงหน้า หัดใช้ภาษาภาพในการเล่าความคิดตัวเอง

SSN : แสดงว่าเบ๊นก็รู้สึกว่า อยากเล่าเรื่อง พอเสพมากๆเข้า

เบ๊น : ใช่ๆ เป็นคนชอบเล่าเรื่อง

SSN : ทีนี้พออยากเล่าเรื่อง อันนี้เกี่ยวพันกับการที่อยากเรียนฟิล์มด้วยหรือเปล่า

เบ๊น : ใช่ครับ จริงๆชอบมาตลอด แต่ตอนนั้นก็เคว้งๆ ตอนมัธยมก็ไม่รู้จะเรียนอะไรดี จนกระทั่งผมจำได้ว่ามาอ่านเจอใน a day ฉบับโฆษณา แล้วก็เห็นว่า มันมีอาชีพนี้ด้วยเว้ย คนทำโฆษณามันมีครีเอทีฟ มันต้องทำอาร์ทไดฯนะ มันมีผู้กำกับหนังโฆษณานะ แล้วตอนนั้นมันเป็นยุคที่โฆษณาไทยกำลังบูม เป็นยุคหนอนชาเขียว ชิมิโจไต๋อะไรพวกนี้ เฮ้ย!อยากเรียน สุดท้ายก็เลยเข้าไปเรียนฟิล์มที่ธรรมศาสตร์ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน พอเข้าไปแล้วอย่างที่บอกว่า ไม่รู้จะทำอะไร ชอบถ่ายรูป ชอบดูหนัง สุดท้ายก็เข้าฟิล์มไป

SSN : แล้วทำไมไม่เลือกโฆษณา

เบ๊น : เพราะว่าพอเข้าไปแล้ว ธรรมศาสตร์มันเป็นโปรแกรมที่ทำโฆษณาจากมุมของมาร์เก็ตติ้งมากกว่า ต้องไปนั่งเรียนรู้เรื่องมาร์เก็ตติ้งเรื่องบิสซิเนส มากกว่าจะเป็นด้านครีเอทีฟ

SSN : ซึ่งเราไม่ชอบ

เบ๊น : ใช่ ผมไม่ชอบ แล้วตอนนั้นผมเข้าไปปีแรกๆมันมีเพื่อนที่ชวนไปทำหนังสั้นอะไรแบบนี้ ซึ่งเรารักการออกกอง ออกไปถ่ายโน่นถ่ายนี่

SSN : แล้วตอนเด็กๆชอบดูหนังมาก่อน?

เบ๊น : ดูหนังเหมือนกันฮะ ดูเยอะมาก เพราะมาเรียนที่กรุงเทพ แต่ว่าบ้านผมจริงๆพ่อแม่ย้ายไปทำธุรกิจที่อุบลฯ แล้วพอปิดเทอมต้องไปอยู่กับพ่อแม่ แล้วตอนนั้นอุบลฯมันไม่มีอะไรเท่าไหร่ เราไม่ได้อยู่ตัวเมืองด้วยฮะ อีก 50 กิโลฯก็ชายแดนลาวแล้วอ่ะ มันก็ไม่มีอะไร จำได้ว่ามีร้านวิดีโอร้านนึงเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวอันเดียวของชีวิตวัยเด็ก ก็ไปเช่าวิดีโอมาดู จูราสสิคพาร์ค คนเหล็กนี่แบบพรุนแล้วอ่ะ รู้เลยจังหวะไหนอาร์โนลจะพูดว่าอะไร ยิง Shotgun กี่ลูก

SSN : แต่ยังไม่ได้ดูหนัง อื้อหืม.. ลึก

เบ๊น : ไม่ๆ ยังไม่มี Godard (Jean-Luc Godard) ยังฮะๆ ยังดูหนังฮอลลีวูดทั่วไป

SSN : มันเป็นการค้นพบอะไรตัวเอง

เบ๊น : ค้นพบว่าเราชอบ.. จริงๆเราเป็นคนพูดไม่เก่ง การที่เป็น Story Teller หรือใช้สื่ออย่างอื่นมันช่วยให้เราแสดงความคิดของเราไปโดยไม่ต้องพูด เรามีเวลาในการคิดไอเดีย ในการดราฟท์สคริปต์ ในการวางมุมกล้อง แล้วเราเล่าด้วยภาพ เราส่งสื่อบางอย่างออกไปเล่าแทนเรา

SSN : ในระหว่างคู่ขนานนั่นน่ะ รู้สึกว่าโฟโต้มันยังอยู่กับเราอยู่ป่ะ เหมือนตอนมัธยม

เบ๊น : อยู่ตลอดเลยนะครับ มันเป็นนิสัยไปแล้ว จะพกกล้องไปถ่าย เป็นคนไม่ขับรถ ชอบขึ้นรถเมล์ ชอบเดินก็จะถ่ายๆ

SSN : แต่คือลงลึกตอนไหน ศึกษาแบบ เฮ้ย..ศิลปินคนนี้แม่งเจ๋งว่ะ

เบ๊น : จำได้ว่าเรียนฟิล์มก็จริง แต่ทำธีสิสเป็นโฟโต้ ตามภาษาเด็กเกรียนๆตอนนั้นก็รู้จักช่างภาพไม่เยอะหรอก อะไรนะ.. Richard Avedon อะไรพวกนี้ อยากถ่าย Portrait

SSN : ตอนนั้นทำเรื่องอะไร

เบ๊น : โง่ๆเลยครับ ทำเรื่อง Contrast เอาคาแรคเตอร์ของคนปกติแล้วมาใส่ซัพเจคอะไรที่ไม่เกี่ยวกันลงไป เช่นเอาคนหน้าโหดมาใส่หูมิคกี้เมาส์ ทำท่าน่ารัก เอาคุณป้า อาม่ามาถือปืนสไนเปอร์ ในอิริยาบทที่ Contrast ออกไป Portrait ต้องเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณบุคลิกของคนนั้นๆ ไม่! กูถ่ายทอดสิ่งที่เขาไม่ได้เป็นเลย

 

pa-bua
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

SSN : แล้วตอนนั้นในมุมของหนัง เราชอบงานของผู้กำกับคนไหน?

เบ๊น : เออ.. ชื่อ.. (นึกอยู่นานอย่างค้างคาใจ) เออ… ลืมได้ไงวะ ผู้กำกับชาวสวีเดน แต่จำชื่อหนังเขาได้หมด Songs from the Second Floor , You the living คือสไตล์เขาชัดมาก แช่กล้อง ลองเทค ความเสื่อมของสังคมยุโรป ความเหงา เป็นอารมณ์ขันที่ตลกมาก ไม่มีการเข้ามีเดียมชอท ไม่มีการเคลื่อนกล้อง อยู่ดีๆก็เป็นคนที่เดินเข้ามา เป็นห้องนั่งกินข้าวอยู่หลายๆคน มีผ้าปูโต๊ะแล้วก็มีของวางอยู่บนโต๊ะวางๆ อยู่ดีๆก็มีชอทคนแก่คนนึงลุกไป ไปจับผ้าปูโต๊ะ เนี่ย..จะเล่นมายากลให้ดูนะ เราก็จะนึกว่าดึงผ้าปูโต๊ะแล้วของไม่ตกแตกเว่ย แม่งก็ดึงผ้า ดึงแบบช้ามาก.. ห่วยมาก.. ของแม่งก็ตกแตก เราก็ขำ แต่ในนั้นไม่มีใครหัวเราะเลย คือเราชอบตลกหน้าตายอยู่แล้ว เริ่มดู Kitano อะไรเงี้ย เราชอบหนังตลกที่ไม่เห็นตลกเลย แต่เราตลก

SSN : พอจบปุ๊ป ทำงานเลย?

เบ๊น : ทำงานเลยครับ ตอนปี 4 เป็นมนุษย์เป็ดๆทำหลายอย่าง ก็ไปเริ่มเวิร์คชอปโฆษณา ก็ชอบ อยากเป็นผุ้กำกับหนังโฆษณา ก็ไปสมัครฟีโนฯ อยากทำงานกับพี่ต่อเว้ย จำได้ว่าเข้าไป เขาก็สัมภาษณ์ เข้าไปในช่วงที่ทีมที่ว่างอยู่ทีมเดียวคือหนังบิวตี้ หนังผม หนังไวท์เทนนิ่งอะไรพวกนี้ แต่เรายังตกงานอยู่ เราเป็นคนเดียวในรุ่นที่ยังไม่ได้งาน ปรากฏก็ทำหนังอะไรก็ได้ หนังบิวตี้ หนังแชมพูผมสวยอะไรก็ได้ แต่กูขอทำงานเหอะ เขาก็สัมภาษณ์ คุยๆๆไป เขาก็บอก “เออเบ๊น เดี๋ยวลองลูบผิวหน้าแบบคนที่มีสุขภาพผิวดีให้ดูหน่อย”  เราก็..ห๊ะ..อะไรนะพี่ “ทำเงี้ยๆ ลูบลงมา บิดแบ๊คแฮนด์มาตรงปลายคางแล้วเชิดขึ้นนิดนึง” เราก็ทำ อย่างนี้ใช่มั๊ยครับ ก็ทำได้! กลับมาก็เหี้ย..อะไรวะเนี่ย! ทำแล้วกูจะรอดเหรอวะ คืองานฟิล์มมันเป็นงานที่หนักมาก เราไปทำหนักแทบตายเพื่อให้ครีมไวท์เทนนิ่งอันนึงขายดี มันไม่ใช่อ่ะ.. ไม่ทำ เขาเรียกไปสัมภาษณ์อีกเราก็ไม่ไปและ

SSN : คือยังไงเราก็อยากเล่าเรื่องของเรา

เบ๊น : คือเล่าของเขาก็ได้ แต่ขอเป็นเรื่องที่เราอินได้มั๊ย เออเราก็รู้แหล่ะว่ามันต้องไปทำผู้ช่วยก่อน ก่อนจะได้ขึ้นเป็นผู้กำกับ แล้วสุดท้ายได้ไปทำงานกับพี่เจ้ย เรื่องลุงบุญมีระลึกชาติ เขาอยากหาผู้ช่วยผู้กำกับสอง ไปอยู่กับพี่เจ้ยทำอยู่เกือบปีอ่ะครับ ทำตั้งแต่พรีโพฯ เตรียมสคริปต์ เบรคดาวน์ แล้วก็ไปถ่ายที่เลยอยู่ 3-4 เดือน แล้วก็กลับมา พี่เจ้ยเขาจบชิคาโก้ครับ เขาก็แนะนำ เฮ้ยเบ๊นถ้ามีความพร้อม ออกไปเรียนต่อสิ ข้างนอกมันยังมีอะไรอีกเยอะเลยนะเว้ยให้เราค้นหา

 

Unknown-7
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

ในจังหวะที่เราพักเบรคกันนิดนึงนั้น…

เบ๊น : Roy Andersson ! เอ้อ (นั่นคือชื่อผู้กำกับจากที่กล่าวถึงเมื่อย่อหน้าก่อนๆ)

SSN : มาถึงจุดที่ว่า ทำไมถึงอยากไปเรียนต่อ

เบ๊น : อยู่กับพี่เจ้ยด้วยมั้งครับ พี่เจ้ยเขาจะบอกว่า สมควรไปเรียนนะ มีอะไรมากกว่านั้นนะ แล้วก็ที่บ้านค่อนข้างจะส่งเสริม พี่ชายก็เรียนอยู่ที่โน่น เขาก็บอกเออว่ะ ต้องออกมาดูโลกนะเว้ย

SSN : แล้วทำไมถึงเลือกโฟโต้ แทนที่จะเลือกฟิล์มอะไรแบบนี้

เบ๊น : เลือก จริงๆเลือก School of Visual Arts นี่มันดีอย่างนึงครับ คือไอ้ภาควิชาชื่อว่า Photography , Video and Related Media ก็คือหลายอย่าง จริงๆมันเรียนเบสอาร์ทน่ะครับ ศิลปะอะไรก็ได้ที่ใช้เลนส์ Installation (งานศิลปะจัดวาง) , ถ่ายภาพสารคดี , ถ่ายภาพสตรีท , ถ่ายภาพแฟชั่น , ถ่ายภาพคอนเซป , ถ่ายหนังเล่าเรื่อง , ถ่ายหนังทดลอง อะไรที่ใช้เลนส์ได้หมด ในกล้อง ในโปรเจคเตอร์ เออมันตรงกับเรา คือถึงตอนนั้นเราก็ไม่ได้อยากจะไปเรียนต่อเป็น Film Maker จ๋า ไม่อยากกลับไปเริ่มใหม่ ไม่อยากกลับไปนั่งดูเรื่องจัดแสงจัดไฟ เราอยากเรียนอะไรที่กว้างขึ้น เขาสอนงานที่ค่อนข้างจะเป็นศิลปะนะครับ งานส่งมิวเซียม งานส่งแกลอรี่ เรารู้สึกว่าเป็นงานที่เราไม่คุ้นเคย เป็นงานที่เราไม่เก่ง ออกไปทั้งทีก็เรียนอะไรที่มันใหม่ๆไปเลยดีกว่า

SSN : คือไม่ได้สอนเชิงโปรดักชั่นอะไรเลย

เบ๊น : ไม่เลยฮะ น้อยมาก ตัวสองตัว นอกนั้นเรียนด้วยการคุยกัน ถ่ายภาพมา อาจารย์ครึ่งนึงเป็นตากล้องแหล่ะ อีกครึ่งก็เป็น Visual Artist น่ะครับ ทำพวก Installation อะไรแบบนี้

SSN : คือคุยกันเรื่องงานศิลปะล้วนๆ

เบ๊น : ส่วนมากเป็นการวิจารณ์งานกัน ส่วนมากก็จะเรียนด้วยการสัปดาห์นึงมาคุยกันครั้งนึง แล้วก็ไปทำๆๆงาน แล้วก็ส่ง แล้วก็เล่าคอนเซปให้ฟัง ให้เพื่อนในห้องวิจารณ์กัน

SSN : ปัญหาช่วงแรกๆที่ไปเรียน

เบ๊น : ภาษาก่อนเลย เป็นคนภาษาอังกฤษไม่เก่ง ไปถึงก็แบบ.. ไม่รู้เรื่อง.. ไม่ใช่ไม่รู้เรื่อง เรารู้เรื่อง แต่ว่าด้วยความที่เขาเรียนด้วยการโต้เถียงกัน มันไม่ใช่เรื่องภาษาอย่างเดียว มันเป็นเรื่องการเรียนการสอนของฝรั่งที่เขาปลูกฝังให้โต้ตอบกับครูตั้งแต่เด็กแล้ว พวกนี้มันแป๊ปเดียวเขา Generate ความคิดเร็วมาก ส่งกลับไปแล้ว Output Input ตลอดเวลา ขณะที่เด็กไทยเราเรียนมาอีกแบบ Input แล้ว Output อีกทีตอนสอบ เราคิดไม่ทัน ไอ้คิดไม่ทันก็เรื่องนึง กว่ากูจะมาเรียบเรียง Tense อีก Present Perfect ใช้ยังไง ไม่ทันเขา จำได้ว่าเทอมแรกต้องเอาเครื่อง mp3 ไปอัดแล้วกลับมาถอดเทป แต่ไปเรื่อยๆก็สนุก ครูเขาค่อนข้างที่จะช่วยเรา เขาก็อยากรู้เราเป็นยังไง คนนี้คิดยังไง แล้วมันสอนให้เรากล้าแสดงออกมากขึ้น เราเปิดใจรับกับงานแปลกๆมากขึ้น เพราะเพื่อนแต่ละคนมันมาจากทั่วโลก

SSN : ได้ทำงานอะไรบ้าง?

เบ๊น : โปรเจคแรกๆ กำกับเพื่อนที่เป็นตุรกี ทำเป็นหนังสั้น เราแต่งชุดเป็นคนขาวหมดเลย สีขาวหมดเลย ทาๆๆ ขาวจั๊วหมดเลย ยืนกับ Background ขาว คือตอนแรกเราจะเห็นตัวเรากลืนไปกับผนังเพราะมันขาวไปหมด พอเราแปะกระดาษดำบนผนัง แปะมากขึ้นเราก็จะเห็นตัวตนเรามากขึ้น แต่ที่แปะจะเป็นพวก Removable tape มันจะไม่แน่นมาก แปะๆไปมันก็จะหลุดๆ มันก็จะเหมือนการต่อเติมตัวตนของเราอะไรแบบนี้ ได้ทำวิดีโออาร์ทมากขึ้น ได้ทำงานแปลกๆ เช่นเดียวกับดูงานเพื่อน มันทำอะไรก็ได้เลยนะเว้ย

เคยทำงานนึง รู้สึกว่านิวยอร์คคนหลายเชื้อชาติมาก แล้วก็ตอนนั้นเราคุยกับเพื่อน เฮ้ย! บ้านมึงหมาเห่าเป็นเสียงยังไงวะ? บ้านกู “โฮ่งๆ” อเมริกันบอก “บ้าวๆ” ตุรกีบอก “ฮัฟๆ” อะไรเงี้ย มันก็เฮ้ยตลกดีว่ะ เสียงหมาเห่าเหมือนกัน แต่ทำไมแต่ละชาติเรียกไม่เหมือนกันวะ เราก็ออกไปตามถนน เฮ้ยู!.. มาจากประเทศอะไรอ่ะ? แล้วประเทศยูเห่ายังไงอ่ะ? เห่าให้กล้องหน่อย เราก็จะได้โปรเจครวบรวมเสียงเห่าจากคนทั่วโลก เพราะตอนเรียนมัน Film Maker จ๋า ก็ได้ทำงานที่แปลกขึ้น เช่นเดียวกับงานโฟโต้ที่แปลกขึ้นอ่ะครับ

 

คือถ้าเราดูภาพ National Geographic ไปถ่ายปลาวาฬแอนตาร์กติกาเงี้ย สวยมั๊ยสวย แต่กูทำไม่ได้หรอก!  แต่สตรีทดูแล้วเออว่ะ เจ๋งว่ะ ทำไมแม่งเป๊ะจังวะ..

 

SSN : แล้วงานโฟโต้ได้ทำอะไรบ้าง ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นบ้าง

เบ๊น : ได้เรียนรู้มากขึ้นมากเลยครับ ด้วยความที่อาจารย์ส่วนมากเป็น Fine Artist (ศิลปินงานวิจิตรศิลป์) ที่ส่งตามแกลอรี่อะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นมันจะมีคอนเซปอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ภาพแบบ National Geographic ถ่ายปุ๊ป เยส! โอ้ยสวย ถ่ายได้ไงวะ จบ!สวย! แต่เป็นภาพที่แบบ เหี้ยไรเนี่ย! แต่ว่าคอนเซปมันเป็นแบบนี้นะเว้ย คืออย่างน้อยเขาสอนให้เรารู้ว่า ไอ้ความเชื่อที่ว่า ภาพมันต้องเล่าเรื่องด้วยตัวมันเองนะเว้ย เออ..มันก็ไม่เสมอไปนะ โอเคมันก็มีภาพแบบนึงที่เป็นแบบนี้ แต่ภาพอีกแบบนึงมัน โอเค ภาพมันต้องการ Context อะไรนะเว้ย มันสอนให้เราดูไม่ใช่จบแค่ตัวภาพ เราดูว่า Artist คนนี้เขาเป็นใคร เบื้องหลังงานๆนี้มันมีอะไรบ้าง Artist รอบๆตัวเขาในยุคนั้นมันมีใครบ้างนะ แล้วเขาแหวกออกจากคนอื่นๆยังไง

 

Unknown-6
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

มันทำให้เรารู้สึกว่า เราทำภาพถ่ายที่มัน หนึ่ง ต้องทำงานคอนเซปอยู่แล้ว สอง มันให้เราคิดไปมากขึ้น มากกว่าตัวภาพ เราเชื่อว่าภาพถ่ายมันคือเฟรมๆเดียวนะ ไม่เหมือนภาพยนตร์ มันมีทั้งเสียง ทั้งการตัดต่อ มันมี element ต่างๆที่จะช่วยเล่าเรื่อง เล่าคอนเซปได้ แต่ภาพมันภาพๆเดียวเลยนะเว้ย ถ้าคุณติดอยู่กับภาพมันต้องเล่าเรื่องด้วยตัวมันเอง โอเค มันถูกสำหรับบางมุม แต่บางมุมมันก็ต้องการอะไรมากกว่านั้นนะ ภาพบางภาพดูภาพแรกแล้วก็ เหี้ยไรวะเนี่ย? ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ภาพบางภาพ เฮ้ย! อ่อมันเป็นแบบนี้เว้ย เจ๋งเว้ย อ๋อมันดีอย่างนี้นะ คือรู้สึกว่าเรามอง Outside of the frame มากขึ้นน่ะครับ

SSN : นี่เป็นปัญหาการเสพงานอาร์ท ในเมืองไทยมาก คือศิลปะเราก็ต้องเรียนรู้ในการเสพมันเหมือนกัน

เบ๊น : เราว่ามันเป็นทุกวงการแหล่ะ แต่ละวงการมันก็มีโลกของมันที่ต้องการการเรียนรู้ ถึงจะเสพอันนั้นได้ว่ามันเจ๋งยังไงวะ? คือให้เราไปดูแฟชั่นอย่างเนี้ยครับ เชี่ยไรเนี่ย เดินข้างนอกก็ไม่ได้ จะทำมาทำไมวะ? อ่อ..มันมีคัตติ้งอย่างนี้นะเว้ย Artist คนนี้เขาได้แรงบันดาลใจจากอันนี้นะเว้ย ดีไซน์เนอร์นี้เขาได้รับอิทธิพลจากอันนี้นะเว้ย คือทุกศาสตร์มันมีโลกของมันนะครับ โอเค เรามองในฐานะคนมองจากข้างนอกโลกของมัน เราก็มองได้มุมนึง แต่ต้องเข้าใจว่า บางทีการที่จะรู้คุณค่าของมัน เสพ Appreciate ของมัน เราต้องการ Background บางอย่างนะเว้ย เราถึงจะเสพมันได้ อย่างเราโยนหนัง Godard ให้คนที่ไม่รู้ เขาจะรู้มั๊ย? แต่เขาไม่รู้ว่ามันมาจากยุคนี้ แล้วมันเจ๋งยังไง เราเชื่อว่าใดๆก็ตาม โดยเฉพาะงานศิลปะ ต้องการความรู้ของมัน ถึงจะเสพมันได้ดีขึ้น โอเค คุณเป็นคนข้างนอกเดินเข้า Museum ไปดูมันก็เสพได้ แต่อีกมุมนึงมันต้องอาศัยการเรียนรู้ คุณจะตัดสินได้ว่ามันดีหรือไม่ดี จนกว่าคุณจะรู้เรื่อง อยู่ๆคนไปดู Damien Hirst ดังเหี้ยๆ แพงเหี้ยๆ ทำจุดแดงๆ จุดๆๆๆๆ  เป็นจุดอยู่ดีๆ อยู่ดีๆเอาฉลามมาผ่า ไปแช่ในแท้งค์ ทำไมแม่งดีวะ?

 

Pg-22-hirst-1
The Physical Impossibility of Death in the Mind of Someone Living ของ Damien Hirst

 

SSN : โฟโต้นิวยอร์คดียังไง เอาจริงๆแล้ว

เบ๊น : มันหลากหลายมากครับ เหมือนที่บอกไป เราดูภาพซีรีย์ที่เป็น Context มากขึ้น เรารู้ว่า ค่อยๆดูเบื้องหลังว่าทำไมมันมีนั่นมีนี่วะ ทำไม Richard Prince มันเอารูปคนจาก Instagram มาแปะแล้วขายแกลอรี่ได้เงินเป็นล้านๆวะ ทำไมวะ? เจ๋งยังไง

SSN : มันเกี่ยวกับที่นั่นมันมีคนเสพด้วยหรือเปล่า มันเป็นตลาดด้วยหรือเปล่า

เบ๊น : ใช่ครับ มันเป็น Art World มันมีตลาดรองรับ มันมีคนที่พร้อมจะดู พร้อมจะเปิดใจ

SSN : ไม่ว่าคุณจะทำอะไร

เบ๊น : ใช่ มันมีกลุ่มเป้าหมายของมันตลอด “Even if You are one in the Million but You can find some eight of you in New York” คือถึงมึงจะเป็นหนึ่งในล้าน แต่ในนิวยอร์คแม่งจะมีคนแบบคุณอย่างน้อยแปดคน ไม่ว่าคุณจะแปลกแค่ไหน นิวยอร์คมันจะมีรองรับกลุ่มเป้าหมายคุณอยู่ เพราะฉะนั้นมันทำให้เราทำอะไรก็ได้ คุณไม่ต้องห่วงว่าทำอย่างนี้จะไม่มีคนดู เดี๋ยวมันจะมีคน Appreciate เองแหล่ะ มากน้อยอีกเรื่องนะ แต่มึงไม่เดียวดายเว้ย

 

Unknown-10
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

และมันมีระบบอาร์ทที่ยั่งยืนกว่ามั้งครับ มันเป็นอาร์ทที่ทำธุรกิจจริงๆ ศิลปินเลี้ยงปากท้องตัวเองด้วยการทำศิลปะได้ คือมันไม่ใช่ศิลปะไส้แห้ง ศิลปินในนิวยอร์คมันทำกันเป็นล่ำเป็นสันมาก ทุกคนมีสตูดิโอ ตื่นเช้ามาเก้าโมงเข้าสตูดิโอ คิดงาน มี Connection กับแกลอรี่ ต้องหัดไปงานอีเว้นท์ มีการเมืองของมัน แม้มันจะดูว่าศิลปะแม่งปนเปื้อนเว้ย มีธุรกิจเข้ามา แต่การมีธุรกิจมันทำให้ศิลปะอยู่ได้ในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องการเงินน่ะ

 

มันเหมือนเพลง อัลบั้มนึงคุณไม่ต้องการเพลงที่แบบฮุคติดหูตลอดหรอก มันต้องมีเพลงที่ผ่อนบ้าง หนังก็เหมือนกัน คุณไม่ต้องการระเบิดบึ้มๆๆ คนมันไม่ได้ใช้ชีวิตแบบตื่นเต้นตลอดเวลา สตรีทโฟโต้ก็เหมือนกัน

 

SSN : ในวงการสตรีทเองนี่จะถูกพูดถึงกันตลอดว่าการถ่ายภาพสตรีทเนี่ยเป็นวิธีการถ่ายภาพที่แม่งจนที่สุด เพราะมันหากินไม่ได้มากที่สุด มันเป็นไปได้มั๊ยที่นิวยอร์คมันจะกว้างพอสำหรับ Street Photographer

เบ๊น :  อย่างอาจารย์ผมคนนึงก็เป็น Street Photographer อยู่ในแก๊งค์ iN-PUBLIC ชื่อ Gus Powell แล้วเขาก็ต้องมาหารายได้ เป็นอาจารย์สอน มาออกหนังสือกับสำนักพิมพ์นี้นะ มีบ้างไปแสดงกับแกลอรี่ เป็น Artist Commission (ศิลปินที่ถูกว่าจ้างเป็นโปรเจค) เราว่ามันยังดิ้นได้นะ แต่โอเคมันก็ยากเหมือนกัน

SSN : “Street Photography” ในทัศนคติของเบ๊นคืออะไร?

เบ๊น : มันคือ Capture The Moment น่ะครับ แต่สิ่งที่เราชอบคือ ทำอะไรที่มันธรรมดาๆนี่แหล่ะ เรารู้สึกสตรีทมัน Relate กับเรามากกว่า คือถ้าเราดูภาพ National Geographic ไปถ่ายปลาวาฬแอนตาร์กติกาเงี้ย สวยมั๊ยสวย แต่กูทำไม่ได้หรอก!  แต่สตรีทดูแล้วเออว่ะ เจ๋งว่ะ ทำไมแม่งเป๊ะจังวะ มันไปอยู่ตรงนั้นได้เนอะ ถ้ากูไปอยู่ตรงนั้นกูก็น่าจะถ่ายได้ ซึ่งเบื้องหลังแม่งอาจจะเดินไม่รู้กี่กิโลกว่าจะเจอภาพนี้ เสน่ห์คือมันอยู่ในทุกๆวันของเรานะเว้ย แต่แม่งแคปมาได้

 

Unknown-8
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

SSN : หยิบกล้องไป ไปเดินถ่ายที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอแสงสวย ไม่ต้องไปเที่ยว

เบ๊น : เออ ไม่ต้องรอพระบิณฑบาต ชาวประมงเหวี่ยงแห สมมติคนแม่งผัดผัดไทลอยขึ้นมาอยู่กลางอากาศเป็นรูปหนวดพอดี คนดูก็เออว่ะ! บางทีกูแม่งน่าจะถ่ายได้ถ้าอยู่ในจังหวะนั้น แต่การไปอยู่ในจังหวะนั้นแม่งก็เป็นพรสววรค์ของโคตรสตรีทเลยนะ

SSN : ดวง ซื้อหวย

เบ๊น : เออ จริงๆ

SSN : เบ๊นมีงานของตัวเองชอบมั๊ย รู้สึกว่านี่แม่งสตรีท ชอบว่ะ

เบ๊น : ต้องย้อนกลับไปยุคนึง บ้าสตรีทมาก ออกไปข้างนอกทุกวันเลยอ่ะ ถือไอ้กล้อง Canon S95 นั่นน่ะ ไปถ่ายตามที่คนเยอะๆ จำได้ว่าภาพแรกๆที่ตัวเองคิดว่าสตรีทมาก คือไปถ่ายวังหลังแล้วไปเจอคนมุงๆกำลังซื้อซูชิห้าบาท คนๆนึงแม่งถือสเก็ตบอร์ด ส่วนอีกคนถือถุงพลาสติกที่เป็นหนังสือพระอะไรเงี้ยครับ เฮ้ยๆ Contrast กันเลย ก็ชอบๆ มันเป็นจุดแรกที่แบบก็สวยดีนะ การเดินชั่วโมงนึงแม่ง Payoff เหมือนกันนะเว้ย

 

Unknown-2
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

หลังจากนั้นก็ไปถ่ายคนใน Kinokuniya มั้ง แล้วแบบคนใส่ส้นสูงที่สูงมาก แล้วตรงไอ้หนังสือชั้นล่างเป็นรูปคุณแดนอรัญ (แดนอรัญ แสงทอง นักเขียน) ที่เป็นรูปคนหันไปทางนี้ เหมือนดูส้นสูงเลย เหมือนว่าเด็กสมัยนี้นะ..อะไรอย่างนี้

 

Unknown-3
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

หรือเราขึ้นรถไฟฟ้าไป เราเจอตรงกระจกบนรถไฟฟ้า ถ่ายไปมุมนึงมันเป็นคนใส่รองเท้าหนังอ่ะแหล่ะเหมือนเพิ่งเลิกงาน แต่อีกคนเหมือนเพิ่งไปวิ่งที่สวนลุมฯมาแล้วเป็นรองเท้ากีฬา ด้วยกระจกที่สะท้อนมันทำให้ภาพมันทับกันพอดี ในรองเท้าหนังมีรองเท้ากีฬาอยู่ เราก็ชอบ! กูสตรีทเลย!

 

Unknown-1
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

เรารู้สึกว่าเมืองไทยมันเหมาะกับแนวสตรีทอ่ะครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม่งเป็นแหล่งขุดทองเพราะเมืองเราโคตรมั่วเลย เละเทะหมดเลย คือไปเดินท่าช้างแล้วคุณไม่ได้สตรีทสักภาพไม่ได้แล้ว ท่าช้างแม่งโคตรเละเลย คือจะขุนยังไง ถ้าคุณคิดว่าเทรนยุคนี้แม่งจะไปถ่ายฮิปสเตอร์ เจแปนนิส สว่างๆ มินิมอล แม่งก็ได้ แต่มึงต้องเดินหานาน มึงต้องรอกำแพงคลีนๆ หญ้าสวยๆ อย่างน้อยมึงจนอยู่แถวเส้นรถไฟฟ้าอ่ะ โลเคชั่นที่จะมินิมอลได้ แต่สตรีทมันได้ทุกที่เลย! ทุกที่เมืองไทยมันเป็นสตรีทได้ เพราะมันเละจริงๆ ความไม่เรียบร้อย ความเป็นระบบที่ไม่ลงตัว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความไม่ลงตัวมันคือขุมทรัพย์อันนึงของสตรีท

SSN : ความไม่เข้ากัน

เบ๊น : ใช่ฮะ ทุกอย่างเป๊ะหมดมันก็ถ่ายง่าย แต่พออะไรที่เหมือนไม่เข้ากันมาอยู่ด้วยกัน โคตรดีเลย ผมว่า Top Five Street Destination คือเมืองไทย แล้วในระยะยาวผมว่าเมืองไทยแนวที่จะถ่ายได้เรื่อยๆทุกวันคือสตรีท

SSN :  อ่ะแล้วทีนี้งานสตรีทที่ไม่ใช่ของเบ๊น เป็นงานที่แบบเบ๊นชอบ มีมั๊ย

เบ๊น : หลายคนเลยนะฮะ เราชอบอาจารย์เรา Gus Powell ชอบ Matt Stuart

 

GusPowell_TLOs_-13+copy
© Gus Powell/iN-PUBLIC

 

SSN : Gus นี่ตอนสอนเขาพูดถึงเรื่องสตรีทด้วยหรือเปล่าครับ

เบ๊น :  Gus นี่เขาเป็นคนดู Thesis ให้ผม มันแนววิจารณ์ครับ จริงๆพูดน้อยมาก คือเขาเป็นช่างภาพสตรีทที่รู้เรื่องงานศิลปะ ดูงานศิลปะเป็น คือดู Sculpture (งานปั้น) ก็เป็น รู้ประวัติศาสตร์ศิลป์ฯ มันรอบตัวมาก สตรีทเป็นแค่หน่วยนึงของเขาเฉยๆ ผมทำวิดีโอส่งไป เขาก็ยังวิจารณ์งานวิดีโอได้ อ๋อ..คุณลองดูอันนี้สิอะไรอย่างนี้

มีใครอีกนะ Ume Kayo อันนี้ก็ชอบ Bruce Gilden ชอบ Michael Christopher Brown เป็นช่างภาพ Magnum แล้วใช้ iPhone ถ่าย เก่งๆ ก็ไม่เชิงสตรีทมาก ก็เป็น Documentary เป็น Journalist

มีกลิ่นอายๆ ช่างภาพสตรีทที่ชอบก็จะประมาณนี้น่ะครับ ช่างภาพอื่นๆที่ชอบ Rinko Kawauchi ชอบ Loretta Lux เราชอบช่างภาพที่ใช้อะไรอย่างอื่นนอกจากกล้อง อย่าง Loretta จะชอบวาดรูปลงไปในภาพ

 

2004.80_ph_web
© Loretta Lux

 

SSN : Experimental

เบ๊น : อ่า นิดนึงๆ คนนึงที่ชอบล่าสุดคือ Koji Onaka เป็นลูกศิษย์ของ Daido Moriyama (ช่างภาพสตรีทชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน) เขาถ่ายภาพญี่ปุ่นทุกวันนี้นะครับ ตามตรอกซอยญี่ปุ่นน่ะ แต่ถ่ายมาแล้วมันดูเก่ามาก ดูแบบถ่ายมาตั้งแต่สงครามโลก แต่เป็นปัจจุบัน ปีสองพันเท่าไหร่ไม่รู้ สวยมาก อินเลยอ่ะ เป็นโฟโต้บุ๊คที่เข้ามาดูบ่อยๆ

 

Screen Shot 2559-02-24 at 19.57.41
© Koji Onaka

 

Screen Shot 2559-02-24 at 19.57.13
© Koji Onaka

 

ทุกที่เมืองไทยมันเป็นสตรีทได้ เพราะมันเละจริงๆ ความไม่เรียบร้อย ความเป็นระบบที่ไม่ลงตัว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความไม่ลงตัวมันคือขุมทรัพย์อันนึงของสตรีท

 

SSN :  มีปัญหานึงของคนถ่ายสตรีทในเมืองไทยมาก จริงๆการสร้างงานศิลปะมันต้องมีโจทย์ในใจด้วยน่ะ อยากเล่าเรื่องอะไร มีภาพมาประกอบกันในใจ พอถ่ายไปเยอะๆจะเห็นว่าจริงๆแล้วมึงอยากเล่าเรื่องนี้ว่ะ เล่าตัวตนของเรา ไม่ใช่เป็นภาพๆไปเรื่อย สวย Layer ดี องค์ประกอบภาพดี แปลกดี อันนี้เป็นเรื่องน่าสนใจที่ควรจะเรียนวิธีคิดอย่างนี้ด้วย

เบ๊น :  เราว่าดีนะ สุดท้ายโฟโต้มันควรจะดูเป็นชุดมันดูมีพลังมากกว่า

SSN :  ใช่ มันมีเบาบางบ้าง แข็งแรงบ้าง สลับกันไป แต่ทั้งหมดมันต้องเล่าเรื่องได้

เบ๊น :  ใช่ฮะๆ มันเหมือนเพลง อัลบั้มนึงคุณไม่ต้องการเพลงที่แบบฮุคติดหูตลอดหรอก มันต้องมีเพลงที่ผ่อนบ้าง หนังก็เหมือนกัน คุณไม่ต้องการระเบิดบึ้มๆๆ คนมันไม่ได้ใช้ชีวิตแบบตื่นเต้นตลอดเวลา สตรีทโฟโต้ก็เหมือนกัน เวลาเราไปสอนคนเราจะบอกคน เอ้ย!พอแล้วนะเว้ยถ่ายรูปแต่ละวันแล้วแบบ รูปนี้สวย รูปนี้เจ๋ง อะไรแบบนี้ คุณคิดเป็นคอนเซปดิวะ ให้ดูทั้งชุดว่าเป็นยังไง มันฝึกการเล่าของคุณมากขึ้น แล้วการเป็นชุดมันมีพลังจริงๆนะ เพื่อนเราทำ Kickstarter ครับ ทำโฟโต้ที่อเมริกา รวมภาพโฟโต้ที่ถ่ายในป่า แล้วไปดูมา ดูภาพนึงมันก็เฉยๆนะ แต่พอดูจนจบเล่มเฮ้ยดีว่ะ! โคตรดีเลย

SSN :  มันเหมือนการที่ช่างภาพบางคนจะบอกว่า รูปเนี่ยมันจะไม่มีอยู่จริงเลยถ้ามันไม่ปริ๊นท์ออกมา พอมันปริ๊นท์ออกมาฟีลลิ่งของการเปิดดูมันคนละเรื่องกันเลย

เบ๊น :  จริงครับจริง เอออีกอย่างนึงคืออยากให้คนไทยสนใจโฟโต้บุ๊คมากขึ้น เราจะติดอคติกันน่ะ อะไรเนี่ย! มีแต่ภาพ ก็มันโฟโต้บุ๊คอ่ะ มันก็มีแต่ภาพดิวะ! เราอ่านได้หลายรอบนะเว้ยโฟโต้บุ๊คอ่ะ บางเล่มผมอ่านอาทิตย์ละครั้งอ่ะ มัน Inspire อ่ะ อย่าง Rinko เงี้ยเปิดแล้วโอ่ยสงบจังเลย รู้สึกอยากโฟกัสสิ่งเล็กๆน้อยๆในชีวิตจังเลย เราอยากให้โฟโต้บุ๊คมันบูมมากขึ้นน่ะ ปีที่แล้วเลยเริ่มทำ มันอาจจะต้องเริ่มจากของย่อยง่ายก่อน โฟโต้บุ๊คผู้หญิงก่อนนะ น่ารักๆงี้นะ ค่อยๆ Develop ไป ให้ Culture ด้านนี้มันแข็งแรง

 

Unknown-9
© THANACHART SIRIPATRACHAI

 

SSN :  อย่างเห็นเล่มใหม่ของเบ๊น (Dear Portland) ก็คือเน้นภาพมากกว่า

เบ๊น :  หนังสือมันไม่จำเป็นหรอกนะ ตัวหนังสือนิดเดียวเอง ไม่ใช่อ่ะ! ไม่จำเป็นหรอกอ่านแป๊ปเดียวจบ คุณก็ใช้เวลาภาพนึงให้มันนานๆดิวะ โฟโต้บุ๊คปริ๊นท์ออกมาเป็นหน้าคู่เงี้ย แสดงว่าเขาอยากให้ดูเฟรมเต็มๆดิวะ อยากให้ไล่สายตา หรือว่าการเปิดมาภาพนึงวางไว้ด้านนี้ อีกภาพวางไว้มุมนี้ มันมี Placing ของการ Lay out อ่ะ แต่นั่นแหล่ะ..ต้นทุนมันก็แพง ก็ต้องใช้เวลา

 

การสนทนาที่ยืดเยื้อราวหนึ่งชั่วโมงนิดหน่อยของพวกเรา เริ่มลามไปในเชิงปัญหาวงการถ่ายภาพในเมืองไทยที่อาจจะล่อแหลมจนจะนำไปสู่ดราม่าเกินไปหน่อย เราจึงเขียนบทสนทนาระหว่างชาวเนิร์ดเอาไว้เพียงเท่านี้ ปล่อยให้ส่วนที่เหลือเป็นความสนุกปากที่ได้คุยกันในวงสนทนานั้น ยังคงล่องลอยอยู่ในไฟล์เสียงที่ถูกอัดเก็บไว้ในมือถือของเราต่อไป 

ขอขอบคุณเบ๊น ธนชาติอีกครั้งสำหรับความรู้ ความเพลิดเพลินแด่ชาวเนิร์ดไว้ ณ ที่นี้

 

รางวัล APF Inspiration Award VII ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบทั้ง 33 ภาพ

รางวัล APF Inspiration Award VII ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบแล้ว โดยคัดเลือกจากภาพสตรีททั้งหมด 4,088 ภาพที่โพสเข้ามาทั่วโลก มีภาพที่เข้ารอบทั้งหมด 33 ภาพ ( มีภาพสตรีทไทยเข้าไป 1 ภาพ นั่นคือภาพของแอดมิน กบ สยาม.มนุษย์.สตรีท นั่นเอง ) โดยอยู่ในคอนเซป Fill The Frame หรือถ่ายภาพสตรีทแบบ Layers ( มี Subject หลายๆ Subject และ Element หลายๆ Element อยู่ในภาพอย่างสวยงาม) ซึ่งจะมีการประกาศผลผู้ชนะในวันที่ 10 มีนาคมนี้

คลิกเพื่อชมผลงานทั้ง 33 ภาพได้ที่นี่

 

งานนิทรรศการภาพ All That Glitters โดย Adam Birkan

  • สัมภาษณ์ โดย จุฑารัตน์ ภิญโญดุลยเจต ( ปูเป้ )
  • ภาพ โดย อิศเรศ เฉลิมโสภาณ ( กบ )

ช่วงนี้งานนิทรรศการภาพดีๆมีให้เสพกันเพียบเลย ชาวเนิร์ดอย่างพวกเราพลาดไม่ได้นะ วันนี้จะพาไปดูงานนิทรรศการภาพของช่างภาพหนุ่มชาวอเมริกัน Adam Birkan ที่เพิ่งมีการเปิดงานไปเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ร้าน JAM (ใกล้สถานีรถไฟสุรศักดิ์)

สยาม.มนุษย์.สตรีท มีโอกาสได้เจอกับ Adam เลยได้ถามถึงที่มาที่ไปของโปรเจคนี้

Adam : นิทรรศการภาพโปรเจคนี้ของผมชื่อว่า All That Glitters เป็นการสำรวจเกี่ยวกับความแตกต่างกันของเศรษฐศาสตร์ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้เป็นหลัก โดยเฉพาะฮ่องกงและกรุงเทพ และบางรูปจากสิงคโปร์ ผมโฟกัสไอเดียไปที่สัญลักษณ์ต่างๆ มากกว่าการถ่ายภาพแบบธรรมดาทั่วไป  สี , ทัศนียภาพ และสัญลักษณ์ต่างๆที่คุณพบเห็นได้ทั่วไปในโลกนี้แต่ไม่เคยสนใจหรือสังเกตมัน อาจจะเพราะคุณเห็นมันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งคุณไม่ได้คิดถึงว่าจริงๆแล้วมันสื่อถึงอะไรบ้าง

SSN : ทำไมคุณถึงใช้ภาพที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส?

Adam : ผมใช้ภาพสัดส่วนสี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนๆกัน เพราะต้องการให้แต่ละรูปมันสอดคล้องกลมกลืนกันไป เป็นการเชื่อมโยงทุกภาพไปในทิศทางเดียวกัน เช่นเดียวกับโทนภาพ ผมใช้โทนที่สว่างมากเพื่อจะทำให้่โปรเจคดูเป็นโปรเจคเดียวกัน ไม่ใช่แค่เป็นภาพสะเปะสะปะไป

SSN : โปรเจคนี้ถือเป็นงานสตรีทมั๊ย?

Adam: ผมเรียกว่านี่เป็นสไตล์ภาพสตรีทก็ได้นะ เพราะผมใช้การเดินมองหาภาพไปเรื่อยๆตามท้องถนน ตามพื้นที่สาธารณะทั่วไป แต่มันอาจจะแตกต่างไปจากการคำจำกัดความของสตรีทที่เข้าใจกันหรือการถ่ายสตรีทของคนไทย ตรงที่ส่วนใหญ่จะเน้นการจับจังหวะในช่วงเวลานั้นๆ อย่างเช่น Dicisive Moment (การจับจังหวะเพียงเสี้ยววินาทีในเหตุการณ์นั้นๆที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ) , แอ๊คชั่นต่างๆ อะไรที่มันเกิดขึ้นในขณะนั้น แต่รูปของผมจะค่อนข้างเป็นจังหวะที่ดูนิ่งๆ ซึ่งผมก็ถือว่านั่นก็เป็นประเภทหนึ่งของ Street Photography เหมือนกัน

 

ใครที่สนใจงานนิทรรศการภาพ All That Glitters สามารถแวะไปชมกันได้ที่ร้าน JAM ตั้งแต่วันที่ 5 ถึง 26 มีนาคม 2016 คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดงาน

 

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

tumblr_o2ud2pKMJr1rv3d7jo1_1280 tumblr_o13fs1Kkgx1rv3d7jo1_1280

tumblr_o22a7fCObu1rv3d7jo1_1280