ยุคทองของโฟโต้บุ๊ค จากคำให้การของ Martin Parr และ David Solo

จากบทความ The Golden Age of the Photobook

 

เสมือนคำแถลงการณ์จากปากของประธานและช่างภาพชื่อดังของ Magnum Photos ที่ชื่อว่า Martin Parr ได้กล่าวไว้ว่า “หนังสือภาพคือรูปแบบที่ดีที่สุดในการเผยแพร่งาน” ซึ่งเป็นคำพูดที่มาจากส่วนหนึ่งในการพูดคุยระหว่างเขากับ David Solo ที่งาน “Magnum Photos Now” ที่ The Barbican ลอนดอน เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากคำข้างต้นนี้ กลายเป็นการทิ้งความสงสัยในความกระตืนรือร้นของ Martin Parr ต่อหนังสือภาพ หรือโฟโต้บุ๊ค ว่าเป็นการทำให้เข้าใจผิดเกินไปเกี่ยวกับตลาดหนังสือภาพให้กับผู้คนที่ทำงานด้านนี้ในปัจจุบันหรือเปล่า?

USA. Fountain City, Wisconsin. 2002. Cemetery.
© Alec Soth | Magnum Photos

 

เป็นที่รู้กันดีว่า Martin Parr เป็นนักสะสมหนังสือภาพตัวยง รวมถึงสะสมของอื่นๆอย่างโปสการ์ด นาฬิกา ยันของชำร่วยที่เกี่ยวกับราชวงศ์ การเมืองต่างๆ แต่สำหรับหนังสือภาพแล้ว เขาค่อนข้างเลือกสะสมอย่างพิถีพิถัน สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจขึ้นมาคือ เขามองว่าหนังสือภาพยังเป็นที่รู้จักในวงแคบ ซึ่งเพื่อที่จะแก้ไขเรื่องนี้ เขาและ Gerry Badger เคยได้ทำสารคดีเป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การทำหนังสือภาพ มีทั้งหมดสามตอน ชื่อว่า “The Photobook” ตีพิมพ์เมื่อปี 2004

ปี 2016 Magnum และสำนักพิมพ์ Thames & Hudson ร่วมมือกันผลักดันสิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนด้วยการตีพิมพ์แคทตาล็อคหนังสือภาพของเหล่าช่างภาพ Magnum ใช้ชื่อว่าMagnum Photobook: The Catalogue Raisonné” ซึ่งเป็นเสมือนตัวขับเคลื่อนสำคัญตัวแรกในการเล่าเรื่องของช่างภาพมาอย่างยาวนาน โดย Martin Parr เป็นที่ปรึกษาให้กับโปรเจคนี้ และคัดเลือกหนังสือภาพจากช่างภาพแต่ละคนมา

ด้วยเทคโนโลยีของดิจิตอลในยุคนี้ ทำให้ Parr กล้าประกาศว่า ณ เวลานี้ คือ “ยุคทอง” ของหนังสือภาพ เพราะอะไรน่ะเหรอ?

MEXICO. Oaxaca state. Tehuantepec. 1985. Children playing in a courtyard.
© Alex Webb จากหนังสือภาพ La Calle: Photographs from Mexico

 

ยุคทองของหนังสือภาพ

Hiroshi Hamaya ครั้งหนึ่งเขาเคยทำหนังสือภาพขึ้นมา และเขาได้ให้เป็นของชำร่วยกับทุกๆคนที่ได้มาร่วมงานศพของภรรยาเขา นี่เป็นจุดที่ทำให้หนังสือภาพมีเรื่องราวที่ส่งผ่านด้วยความรู้สึก สิ่งสำคัญของหนังสือคือการทำให้ผลงานที่สร้างขึ้นได้ถูกเผยแพร่ ซึ่งในทางปฏิบัติจริงๆ หนังสือเป็นการเผยแพร่ที่ได้ผลในวงกว้างกว่าการจัดงานแสดง มันสามารถรวมเข้ากับงานเขียนได้อีกด้วย หนังสือเล่มแรกของ Alec Soth หนึ่งในช่างภาพชื่อดังของ Magnum กลายเป็นหนังสือทรงคุณค่าไปแล้วSleeping by the Mississippi” ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Steidl ตอนแรกตีพิมพ์เพียง 1,000 เล่ม และมันได้ผลอย่างมากต่ออาชีพของเขา Parr เคยบอกไว้ว่า “มันเป็นหนังสือดีที่สวยงามมาก” นั่นคือผลลัพธ์ที่ชัดเจนของการสร้างสรรค์หนังสือภาพที่ดี ส่งผลกลับมาอย่างมากให้กับช่างภาพ และยังมีอีกตัวอย่างอย่าง Cristina De Middel ที่เคยออกหนังสือ Afronauts” ทำให้เธอพ้นจากการเป็นช่างภาพที่ไม่มีใครรู้จัก เธอตีพิมพ์ด้วยตัวเองและขายหมดเกลี้ยง ปัจจุบันนี้กลายเป็นหนังสือที่หายากและราคาสูงไปแล้ว

unknown-8
© Carl De Keyzer จากหนังสือ Cuba, La Lucha.

 

ในอีกทางหนึ่ง ตั้งแต่ปลายยุค 1990s หนังสือภาพได้มีความสำคัญมากขึ้นต่อศิลปวัฒนธรรม ซึ่งนี่เพียงแค่ 20 ปีผ่านมาเท่านั้น หนังสือที่ถูกตีพิมพ์แล้ว ดูเป็นเรื่องยากที่จะถูกจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ อาจจะยากที่เราจะย้อนกลับไปพูดถึงปัญหาเก่าๆ หรืออย่างเรื่องการที่งานโชว์ในพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีใครมาคอยดูแลหนังสือ ทั้งแกลอรี่และพิพิธภัณฑ์ควรจะต้องหันมาสนใจที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ในการที่จะจัดโชว์หนังสือภาพยังไงในนิทรรศการภาพ กระตุ้นให้เกิดการถกเถียง เกิดทุน เกิดการค้นคว้าใหม่ๆ ให้เห็นคุณค่าของการเติบโตของหนังสือเหล่านี้ว่าคือแหล่งในการเรียนรู้และการสะสมงานที่มีคุณค่า

การมาถึงของยุคที่สามารถตีพิมพ์หนังสือได้เอง ทำให้เกิดงานที่หลากหลายมากขึ้นในตลาด ซึ่งนี่คือคุณสมบัติสำคัญของเทคโนโลยีที่สามารถมาเปลี่ยนให้ศิลปิน ช่างภาพ สามารถผลิตผลงานได้ด้วยตัวเอง การพัฒนาของการพิมพ์และการจัดจำหน่าย เป็นผลมาจากยุคดิจิตอลทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆมากมายในราคาที่รับได้ เห็นได้จากผลงานที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ยุค 2000s สำนักพิมพ์เล็กๆ สำนักพิมพ์ใหญ่เก่าแก่ ต่างก็สามารถผลิตหนังสือในแต่ละปีออกมาได้มากขึ้น

LIBYA. NEAR TOBRUK. 2011. Sandstorm on the desert highway.
© Michael Christopher Brown จากหนังสือ Libyan Sugar
LIBYA. TRIPOLI. 2011. Lion at the Zoo.
© Michael Christopher Brown จากหนังสือ Libyan Sugar

 

การผลิตหนังสือภาพ

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมหนังสือภาพถึงมีผลต่อ Parr ขนาดนี้? เขาจำได้ว่าช่วงแรกของการทำงาน การที่เขาได้แสดงทัศนคติทางการเมือง ต่อต้านนโยบายของรัฐบาลนางแทธเชอร์ผ่านทางงานภาพถ่าย มันกลายเป็นการบำบัด ปลดปล่อยของเขา และเป็นการสื่อสารบางอย่างที่สำคัญๆออกไปในเชิงทัศนคติส่วนตัว ซึ่งการทำหนังสือภาพ ทำให้เขาแสดงออกทางความคิดได้อย่างชัดเจน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมหนังสือภาพต้องใช้เวลานานในการพัฒนา มันมีขั้นตอนจากคอนเซป คัดสรร พรีเซนต์ออกมา ซึ่งจะต้องทำออกมาให้เห็นมุมมองของศิลปินได้ชัดเจนที่สุด

 © Jacob Aue Sobol จากหนังสือ By The River of Kings
© Jacob Aue Sobol จากหนังสือ By The River of Kings

 

การที่จะเกิดหนังสือภาพสักเล่ม ต้องเกิดจากความร่วมมืออย่างหนักหน่วงของคนหลากหลายฝ่าย ทั้ง Editor และสำนักพิมพ์เพื่อจะตัดสินใจในการจัดเรียงภาพ ขนาดเล่มแบบไหนที่จะมีผลต่อคนที่ชมภาพ กระดาษที่เลือกใช้เป็นแบบไหน ใช้ข้อความอะไรบ้างที่ประกอบภาพ มีหลากหลายวิธีที่จะเอาตัวหนังสือมาอยู่ในหนังสือ ตั้งแต่คำอธิบายภาพ คำนำ เรียงความ ที่นักเขียนจะสื่อสารร่วมกันเพื่อพัฒนาโปรเจค

การผลิตหนังสือ ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ระหว่างกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในตัวงาน และกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในการผลิตหนังสือ ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลจนมีความหลากหลายกว่าสมัยก่อน ทำให้สามารถรองรับหนังสือได้หลากหลายแนว การตีพิมพ์เองจึงสามารถเลือกได้ว่าแบบไหนเหมาะกับตัวเองที่สุด สามารถนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังการผลิตของหนังสือแต่ละเล่ม ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

USA. Baton Rouge, Louisiana. 2002. Patrick, Palm Sunday.
© Alec Soth จากหนังสือ Sleeping by the Mississippi

 

เสน่ห์เย้ายวนของหนังสือภาพ

ทั้ง Parr และ Solo เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะทุกวันนี้มีหนังสือออกวางตลาดมากมาย ขั้นตอนการเลือกได้อย่างแม่นยำคือ “ทางเดียวที่จะบอกได้ว่าหนังสือเล่มไหนดี ก็คือต้องเห็นหนังสือไม่ดีเยอะมากพอ” Parr ได้กล่าวไว้

อะไรที่เขาทั้งสองคนนี้มองหา? อย่างแรกหนังสือภาพที่ดี คือต้องมีภาพที่ดีเป็นเรื่องพื้นฐานเลย “คุณต้องมีภาษาของคุณที่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา” ด้วยสายตาที่แหลมคม เขาทั้งสองคน พวกเขาสามารถดูปกแล้วหยิบขึ้นมาลองดูน้ำหนักของมัน การผลิตของมัน นอกจากนี้ยังมองหาความประหลาดใจ แปลก หรือ ใหม่ อะไรที่ดูไม่เหมือนใครที่เพิ่งค้นพบ และแน่นอน..ทำให้รู้สึกว่าอยากจะซื้อมัน สิ่งสำคัญส่วนใหญ่ที่มองหาคือความเป็นต้นฉบับ ซึ่ง Parr บอกว่าเป็นส่ิงที่หายากที่สุดจากงานของช่างภาพ

USA. Coney Island, NY. 1959. Brooklyn Gang.
© Bruce Davidson จากหนังสือ Bruce Davidson: Magnum Legacy

 

การเสพงานจากหนังสือภาพมันทำให้เราอยู่เหนือช่องว่างและกาลเวลา มันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ที่สิ่งพิมพ์มี ในขณะที่ดิจิตอลไม่มี คุณสามารถจับต้องหนังสือได้ ดมกลิ่นได้ ส่งต่อความรู้สึกนี้ให้คนอื่นๆได้ การสัมผัสหนังสือภาพให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป มันเหนือกาลเวลา และลำดับต่อมาคือมันเป็นความหมายของห้วงเวลานั้น ที่ให้เวลาและช่องว่างไปกับไอเดีย คอนเซป ความถึงความรู้สึกเพื่อจะพัฒนางาน อย่างที่ Solo ได้บอกไว้ว่า “หนังสือภาพเป็นมากกว่าการรวมของแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน หรือเป็นแค่การรวมภาพเอาไว้เฉยๆ”

EGYPT. Cairo. 2011. Highway overpass above Gezira Park.
© Moises Saman จากหนังสือ Discordia

 

ผลงานที่ได้รับรางวัลสำคัญๆ ช่วยให้กลายเป็นงานคลาสสิคในอนาคตและทำให้พวกเขาได้ถูกยกย่องในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นรางวัล the Aperture Book Prize ที่ประกาศทุกๆปีที่ Paris Photo มีรายชื่อหนังสือภาพยอดเยี่ยมประจำปี Michael Christopher Brown ช่างภาพ Magnum เพิ่งชนะในปี 2016 นี้จากหนังสือ Libyan Sugar

ยุคทองของหนังสือภาพนี้ ต้องขอบคุณเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่การที่มันอยู่มาอย่างยาวนานได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่แทนของการสื่อสารอย่างได้ผล Martin Parr ได้กล่าวทิ้งท้าย “มันคือสิ่งที่บอกเล่าถึงสังคม ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะโยนหนังสือเหล่านี้ทิ้ง”

 

USA,New York city. New York, 1974. Felix, Gladys and Rover.
© Elliott Erwitt จากหนังสือ Home Around the World

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s