คุยกับ MICHAEL “MONTY” MAY ช่างภาพสตรีทหนึ่งในสมาชิก Observe Collective

จากบทความต้นฉบับ Interview with …Michael (MONTY) May  

http://www.streetphotographyintheworld.com // Researched by Roberta Pastore

แปล โดย Asadawut Boonlitsak

 

คุยกับ MICHAEL “MONTY” MAY

Michael May เกิดปี 1958 (พ.ศ. 2501) อายุ 58 ปี เกิดที่เยอรมนีตะวันตก แต่งงานแล้ว มีลูกสองคนและเลี้ยงสุนัขสองตัว อาชีพ นักข่าว ถ่ายรูปให้หนังสือพิมพ์เยอรมนีมากว่า 25 ปี

monty_12
Q : ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณหลงใหลในการถ่ายภาพ
A :  มันเริ่มด้วยอุบัติเหตุ ผมเรียนในมหาวิทยาลัยที่ Münster เมื่อปี 1980 ข้อเท้าผมหักระหว่างแข่งฟุตบอล จากนั้นมาผมก็เลิกเล่นฟุตบอลไปเลยแล้วหากิจกรรมใหม่ๆ ทำนั่นก็คือ ถ่ายภาพ

 

monty_05

 

Q : คุณคิดว่ารูปใบไหนของคุณที่รู้สึกว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของการถ่ายภาพอย่างจริงจังแล้ว
A : วันหนึ่งผมไปห้องสมุดของคณะกราฟิกดีไซน์ในมหาวิทยาลัย Münster เพื่อหาหนังสือดีๆ แล้วผมก็เจอหนังสือของ Henry Cartier-Bresson, André Kertész, Eugene Atget , Samuel Brassal , Andreas Feininger , Bill Brandt, Laszlo Moholy-Nagy และ August Sander ผมก็เลยมีโอกาสได้ยืมหนังสือพวกนั้นมา ผมบอกได้ไม่เต็มปากหรอก แต่มีอยู่รูปนึงที่เหมือนจุดประกายให้ผมเริ่มต้นอย่างจริงจังเลยนั่นก็คือ รูปขาวดำของ André Kertész ที่ทำให้ผมเปิดหูเปิดตาในการถ่ายภาพ

andre-kertesz_01

แม้แต่สุนัขของผมก็ชอบ André Kertész (รูปนี้ถ่ายในห้องนั่งเล่นผม) เป็นเรื่องมหัศจรรย์ของการแสดงที่ไม่ต้องโพสท่า

monty_01 

ภาพต่อไปผมถ่ายในปี 1982 เป็นกล้องมือสองของผมตัวแรก (MINOLTA XG) ใช้ฟิล์ม

 AGFA ORTHO 25  ถ่ายในเมืองอุมเบรีย ประเทศ อิตาลี มันเป็นรูปแรกๆ ที่ผมถ่ายออกมา แล้วก็เป็นรูปแรกที่ผมภูมิใจกับมันมาก

monty_02

 

Q : คุณเลือกถ่ายอย่างไรทั้งภาพสีและภาพขาวดำ
A : ผมเริ่มจากการถ่ายภาพขาวดำก่อน  ผมรู้สึกว่าภาพขาวดำมันเป็นที่ยอมรับในโลกของศิลปะและความน่าเชื่อถือในงานสารคดีและข่าว
ส่วนภาพสีผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับการถ่ายภาพสมัครเล่น แม้แต่ Ernst Haas สมาชิกกลุ่ม MAGNUM ก็ไม่ค่อยได้ตีพิมพ์งานที่เป็นภาพสีแม้ว่าจะเป็นงานขึ้นชื่อของเขา เพราะเหล่าบรรณาธิการมักไม่ค่อยสนใจภาพสี

monty_16

monty_18

แต่ผมก็ยังถ่ายภาพสีอยู่เพื่อพัฒนาทักษะการถ่ายภาพของผม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแสง และพวกการวางเฟรมต่างๆ ผมออกไปถ่ายภาพด้วยกล้องสองตัว ตัวหนึ่งเป็นฟิล์มสี และอีกตัวเป็นขาวดำ แต่ปัจจุบันโลกดิจิตอลมันเข้ามา มันก็มาแก้ปัญหาตรงจุดนี้

monty_17

 

Q : ตอนนี้คุณใช้กล้องอะไร
A : Fuji X100T มันเป็นกล้องที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยซื้อมา ผมใช้กล้องนี้ถ่ายภาพลงหนังสือพิมพ์สำหรับถ่ายภาพสตรีท งานคลาสสิคคอนเสิร์ต การแสดงในโรงละคร และในสถานการณ์ที่คุมแสงยาก ส่วนในการถ่ายประเภทอื่น เช่น กีฬา ถ่ายในสตูดิโอ ถ่ายแฟลช ผมใช้ NIKON D-700 ตลอด

monty_10

 

Q : อะไรเป็นตัวกำหนดที่ชี้ว่ารูปนี้ดี รูปนี้ไม่ดี
A : HCB (Henry Cartier-Bresson) บอกไว้ว่า เมื่อคุณได้ภาพที่ดีมา ถ้าคุณลองพลิกมัน กลับหัวมัน แล้วถ้าองค์ประกอบต่างๆ ยังคงชัดเจนดีอยู่ นี่แหละคือภาพที่ดี ส่วนรูปที่ดีของผมคือ มาจากมุมมองที่ไม่ติดอยู่กับช่วงเวลาใด ซึ่งมันทำหน้าที่แตกต่างกันไป การความซับซ้อนเป็นมิติที่มีหลายระยะ (Layers) ภาพที่เป็นที่น่าจดจำ ภาพที่มีความโดดเด่นในตัวมันเองโดยเป็น Decisive Moment (จังหวะวินาทีที่สำคัญ) และสุดท้ายก็ต้องพิมพ์งานอย่างละเมียด ใส่กรอบ แสดงงานบนกำแพง แสดงงานในหนังสือ ไม่มีอะไรมากและน้อยไปกว่านี้แล้ว และสุดท้าย อย่างน้อยที่สุดมันก็ควรเป็นภาพที่ตลก แปลกและมีความน่าสนใจ แต่ถ้าเรายกระดับมาตรฐานรูปดีๆ ให้สูงขึ้นไป แม้แต่ช่างภาพที่ดีที่สุดของโลกก็จะมีแค่ 100 รูปใน Portfolio ของเขา

monty_07

monty_09
Q : เวลาที่คุณถ่ายภาพอยู่ คุณคิดภาพอยู่ในหัวหรือเปล่า คุณสร้างภาพในหัวคุณก่อนแล้วสุดท้ายค่อยถ่ายออกมา หรือถ่ายไปเลย ผลลัพธ์ก็อยู่ในช่วงโปรเซสทีหลัง (Post Production) ของมัน
A : บางครั้งก็ใช่นะ เวลาที่ผมเจอสถานที่ที่น่าสนใจมากและผมมีเวลาพอที่จะรอมัน และคิด Scene ที่จะเกิดขึ้น ผมใช้เวลาไปกับการสร้างภาพให้ดูมืดๆหน่อย เช็คแสง องค์ประกอบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ Decisive Moment

ผมเป็นคนไม่ครอปรูปในขั้นตอน Post Production (ผมปรับรูปในโปรแกรม Capture One และ โปรเซสเป็น  16-Bit Tiff files ใน Photoshop) ซึ่งมันเร็วมาก
ในขั้นตอนของผม แค่ปรับรูปให้เป็นที่น่าพอใจก็พอ โดยใช้ไฟล์ RAW ในการเริ่มทุกอย่าง

Museumsinsel Hombroich
Museumsinsel Hombroich

monty_15

 

Q :  คุณฝึกฝนจากการติดตามงานของใคร? ใครเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณ?
A : ก่อนที่ผมจะถ่ายภาพ ผมได้เรียนรู้พวกเทคนิคพิเศษ ทฤษฎีตามหนังสือถ่ายรูปโดยเฉพาะ ดังนั้นผมเรียนรู้มันด้วยตัวเองก่อนที่จะฝึกถ่ายภาพสารคดีและงานในห้องมืด ที่หนังสือพิมพ์ที่ผมทำงานอยู่ หนังสือภาพ (Photobook) เป็นแหล่งรวมแรงบันดาลในให้คุณเสมอ เป็นเหมือนศูนย์การศึกษา ชุมชนต่างๆ ช่างภาพของ Magnum และ  National Geographic โดยงาน Exhibition ที่ผมชอบก็คือ Städtische Galerie ที่ Iserloh 

http://www.iserlohn.de/kultur/staedtische-galerie/

และนี่คือ Richard Kalvar ช่างภาพกลุ่ม Magnum ที่สตูดิโอผม

Magnum Fotograf Richard Kalvar
Magnum Fotograf Richard Kalvar

 

Q : กล้องอะไรเป็นกล้องแรกของคุณ
A : กล้องแรกของผมก็เป็นกล้องที่เคยพูดถึงไปแหละ คือ MINOLTA XG 9  ตามมาด้วย MINOLTA 😄 5 and 😄 7 ในปี 1994 ผมก็ซื้อกล้อง Leica M6 แล้วก็ Leica CL แต่ถ้าในงานหนังสือพิมพ์ผมใช้ Nikon FM2 แล้วก็ F3 ใช้ไปเรื่อยๆ จนซื้อกล้องดิจิตอลตัวแรกมา ซึ่งเป็นกล้อง Nikon

monty_14

 

Q : สำหรับคุณแล้ว การถ่ายภาพคืออะไร? และอะไรที่จะแทนที่กันไม่ได้?
A : มันคืองานของผม งานอดิเรกของผม คู่รักของผม ชีวิตผม ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ ชีวิตผมมีแต่การถ่ายภาพหมดเลย ครอบครัวเอาใจใส่ในงานของผมมาก พวกเขาสนับสนุนผมในเรื่องของการจัดการต่างๆ อย่างงาน Observations 2017 งานถ่ายภาพสตรีทที่กำลังจะจัดขึ้นในปีหน้านี้ วันที่ 14 กรกฎาคมถึง 23 กรกฎาคม ในปี 2017 นี้ก็เช่นกัน

monty_06

 

Q : ภาพไหนของช่างภาพในประวัติศาสตร์ที่ติดตราตรึงคุณมากๆเลย
A : ภาพของ  Josef Koudelka ภาพนี้มีความน่าสนใจมาก เป็นภาพสตรีทที่มีความเซอร์เรียลสุดๆ ดีมากๆ รูปนี้

koudelka_01

 

Q : คุณชอบใช้เทคนิคอะไรในการถ่ายภาพ
A : ถ่ายกับเลนส์ 35 mm และใช้โหมด manual  ส่วนการโฟกัสใช้ Hyperfocal Manual (โฟกัสแบบกะระยะโดยดูสเกลที่เลนส์ , การใช้แสง , การใช้แฟลชเมนวล ผมถ่ายแบบนี้มา 35 ปีแล้ว ผมเชื่อในทักษะของผม ประสบการณ์ส่วนตัวมันมากกว่าระบบในกล้อง
Q : ทำไมถึงมาถ่ายภาพสตรีท
A : อย่างแรกเลย คือผมอยู่ในกลุ่ม Observe Collective ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแต่ช่างภาพสตรีททั่วทุกมุมโลก ดังนั้นผมจึงรู้สึกว่า ผมชอบภาพถ่ายที่มันดูมีชีวิต ผมชอบถ่ายภาพ Candid คนในสภาพแวดล้อมต่างๆ  เพื่อที่จะคอยสังเกตพฤติกรรมของคนในที่สาธารณะ ศึกษาชีวิตของผู้คน ซึ่งมันไม่จำเป็นที่จะต้องถ่ายบนถนนเท่านั้น


Q : ภาพที่ดีที่สุดของคุณคืออะไร สำหรับคุณแล้วมันแสดงให้เห็นถึงอะไร?
A : ภาพที่มันดู “น้อย แต่มาก” ภาพที่ดูสะอาด ชัดเจน และสมบูรณ์แบบ นี่คือที่ผมคิดนะ ยกตัวอย่างภาพนี้ บางครั้ง คน , องค์ประกอบ ท่าทางต่างๆ มันมารวมกันเพื่อเป็นจังหวะ Decisive Moment มันจะมาอยู่ในช่องมองภาพ (Viewfinder) คุณ ภายในเสี้ยววินาทีแล้วมันก็หายไปเลย ถ้าคุณสามารถเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า แล้วถ่าย Decisive Moment ออกมาได้ คุณนี่แหละเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าคุณพลาดล่ะก็คุณก็ไม่ต้องไปบอกคนอื่นว่าทำไมคุณถึงพลาดมัน คุณแค่ไม่ได้อะไรเลยกลับบ้าน แต่ไม่ต้องเครียด จังหวะดีๆ มันกำลังรอคุณอยู่เสมอ 

monty_04

 

Q :  คุณจัดการกับคนที่คุณกำลังถ่ายเขายังไง
A :  ผมพยายามไม่ให้เขารู้ตัวเสมอ เข้าไปอย่างเงียบๆ ผมไม่ได้เอากล้องไปแถวๆ เอว หรือพับจอขึ้นมาดู ผมถ่ายด้วยระยะตาผมปกติเลย ดังนั้นทุกคนที่ผมถ่ายจะงงๆ แล้วก็อาจจะด่าผมได้ ซึ่งถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ผมก็พยายามทำตัวเป็นมิตรเข้าไว้ พยายามที่จะอธิบาย การถ่ายภาพสตรีทมันไม่ใช่เรื่องปกติในประเทศเยอรมนี และคุณก็สามารถซวยได้เลย ถ้าคุณถ่ายคนในที่สาธารณะโดยที่คุณไม่ได้ขอเขาก่อน ดังนั้นผมต้องพูดดีๆ แล้วก็ให้นามบัตรไปเลย ซึ่งนามบัตรมันช่วยได้เยอะเลย ในตอนที่เจอสถานการณ์ไม่โอเค  แต่ถ้ามันไม่ช่วยอะไรเลยก็แค่ลบรูปนั้นไปซะ โคตรเจ็บ..

monty_13

 

https://www.flickr.com/photos/monty1958/

http://www.observecollective.com/

https://www.instagram.com/montymay/

https://www.instagram.com/observecollective/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s