Margaret Bourke-White ตำนานช่างภาพหญิงแกร่งแห่งศตวรรษที่ 20

บทความ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

ภายใต้ตำนานของนิตยสารที่ทรงอิทธิพลต่อวงการศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยในศตวรรษที่ 20  “LIFE Magazine” ยังมีตำนานที่ทรงพลังไม่แพ้กันของช่างภาพหญิงที่ถ่ายภาพปกให้กับ LIFE ในฉบับแรก เมื่อ 23 พฤศจิกายน 1936 นั่นคือ.. Margaret Bourke-White …เธอคือช่างภาพหญิงคนนั้นที่เรากำลังจะพูดถึง

เธอเติบโตมาในย่านบร๊องซ์ นิวยอร์คเมื่อปี 1904 ท่ามกลางความชอบชีวิตสัตว์ต่างๆ พวกแมลง เต่า กบ ต่างๆ สัตว์ตัวเล็กๆที่ดูไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนภาพที่เธอถ่ายนัก สัตว์เหล่านี้ทำให้ความฝันวัยเด็กของเธอเต็มไปด้วยภาพร่างของตัวเธอเองที่ยืนอยู่กลางป่าในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่จับสัตว์ต่างๆไปค้นคว้า แต่แล้วความชอบของเธอก็เปลี่ยนไปเมื่อเธอมีโอกาสเห็นโรงหลอมโลหะในยุคที่เต็มไปด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรม เหล็กที่หลอมละลายด้วยความร้อนสูง ประกายไฟจากการเสียดสี ทำให้เธอมองเห็นความสวยงามบางอย่างในสิ่งเหล่านั้นที่ยากจะอธิบาย

ในความเป็นจริงแล้ว พ่อของเธอหลงใหลในการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก และก็มักจะทดลองถ่ายภาพด้วยเลนส์หรือเครื่องมืออะไรใหม่ๆเสมอ ซึ่งเธอเองก็ไม่เคยได้สนใจมันจนกระทั่งพ่อของเธอเสียชีวิตเมื่อปี 1921 Margaret เข้าเรียนมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเกี่ยวกับศิลปะ นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอได้เป็นเจ้าของกล้องถ่ายรูปที่แม่ของเธอซื้อให้เป็นของขวัญ เธอจึงเริ่มไปเรียนและฝึกฝนมันอย่างจริงจัง

เธอไม่ค่อยมีความสนใจการเรียนในมหาวิทยาลัยเท่าที่ควร เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอย้ายที่เรียนไปๆมาๆถึง 7 ที่ เพื่อทดลองเรียนหลายๆอย่าง หาสิ่งที่เธอชอบจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา ด้านวิจัยซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ ไปจนถึงสัตววิทยาเหมือนความฝันในวัยเด็ก แต่สุดท้ายเธอตัดสินใจหันหลังให้กับสิ่งที่รำ่เรียนมา เพื่อตามความฝันด้านการถ่ายภาพ และย้ายไปอยู่ที่โอไฮโอพร้อมตั้งสตูดิโอถ่ายภาพของตัวเอง เน้นงานถ่ายภาพสถาปัตยกรรมและภาพโรงงานอุตสาหกรรม

ภาพถ่ายของเธอประสบความสำเร็จอย่างมากในปลายยุค ’20s โดยเฉพาะเมื่อทางโรงงานเหล็ก Otis Steel factory ได้ว่าจ้างเธอให้ถ่ายภาพให้ ในภาพลักษณ์ช่างภาพหญิงที่ต้องทนความร้อนของการหลอมเหล็ก ความอันตรายของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การทำงานของเธอมันแทบจะกลายเป็นโชว์ที่ตื่นตาตื่นใจในการเสี่ยงชีวิตเพื่อถ่ายภาพโรงงานแห่งนั้นไม่น้อยหน้าไปกว่าภาพถ่ายของเธอ ยิ่งส่งเสริมให้เธอเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นไปอีก

Otis Steel factory
Otis Steel factory

จนกระทั่งเธอตัดสินใจเข้าสู่วงการภาพข่าว โดยที่ได้เริ่มงานกับนิตยสาร Fortune เมื่อปี 1929 โดยเธอได้ถ่ายภาพที่เป็นช่วงเวลาสำคัญของโลกในยุคนั้นนั่นคือการพังทะลายของตลาดหุ้น ทาง Fortune ส่งเธอไปเยอรมัน เพื่อถ่ายภาพเกี่ยวกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนโลกใบนี้ไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เธอได้รู้จักผู้คนมากมายที่นำพาเธอไปสู่โซเวียต

ภาพการปฏิวัติอุตสาหกรรมในโซเวียต เป็นภาพที่ไม่เคยมีใครได้เห็นภาพแบบนี้มาก่อน เพราะเธอเป็นช่างภาพจากโลกตะวันตกคนแรกที่ได้เข้าไปเก็บภาพนี้ ภาพเหล่านั้นถูกตีพิมพ์มากมายในนิตยสารหัวใหญ่ๆช่วงปี 1930 – 1933 ทั้ง Fortune และ the New York Times Sunday Magazine เป็นต้น

จนในที่สุด ปี 1936 เธอก็ถูกทาบทามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร LIFE แบบเต็มตัว ต้องบอกว่าด้วยชื่อเสียงและความสามารถของเธอ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นตัวผลักดันให้ LIFE ในฉบับแรกเป็นที่น่าสนใจตามไปด้วย เมื่อมันถูกวางจำหน่ายในวันแรก ก็ถูกขายหมดอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จนภายใน 4 เดือนนั้น LIFE ฉบับปกที่ Margaret ถ่ายนั้น ถูกขายไปมากกว่า 1 ล้านฉบับ ถึงขนาดภาพนี้ถูกนำไปทำเป็นแสตมป์ของอเมริกาในช่วงเวลานั้นทีเดียว

ด้วยอานุภาพของภาพนั้น ยังส่งผลต่อเธอไปอีกมากมาย โดยเฉพาะสิทธิต่างๆในการที่ทำให้เธอได้เข้าไปถ่ายภาพในเหตุการณ์หรือสถานที่สำคัญๆอีกมากมาย เช่น ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Margaret ถือเป็นช่างภาพหญิงคนแรกที่ได้เข้าไปถ่ายภาพข่าวภาคสนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งเธอกลายเป็นทั้งช่างภาพของ LIFE และของกองทัพทหารอเมริกันไปพร้อมๆกัน ในสงครามครั้งนั้น เธอยังรอดตายมาได้จากการถูกโจมตีโดยทอร์ปิโดบนเรือรบ และการร่วมไปกับกองทัพในภารกิจโจมตีฐานทัพอากาศของเยอรมัน

เธอทุ่มเทให้กับงานถ่ายภาพอย่างมาก รวมถึงการพัฒนาตัวเองโดยการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เทคนิคใหม่ๆในการถ่ายภาพมาใช้กับงานตัวเองเสมอๆ อย่างเช่นในยุคก่อนที่จะมีการใช้ไฟแฟลช เธอนำเอาแท่งไฟแมกนีเซียมมาให้แสงสว่างเพื่อถ่ายภาพ จนกระทั่งเริ่มมีไฟหลอดสำหรับถ่ายภาพ เธอก็นำมาใช้ในงานข่าวเป็นคนแรกๆเพื่อให้ได้แสงใกล้เคียงธรรมชาติด้วยเทคนิคต่างๆอย่างชำนาญ

ภาพเชลยในค่ายกักกันของนาซีที่รอดชีวิตจากการช่วยเหลือของกองทัพอเมริกัน ถ่ายเมื่อเมษายน 1945 / เทคนิคการจัดแสงของเธอ ช่วยให้ภาพที่ทรงพลัง

บั้นปลายของชีวิตเธอ ต้องต่อสู้กับโรคพาร์คินสันยาวนานถึง 18 ปี จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่ออายุ 67 เมื่อปี 1971 ตำนานของเธอยังคงเวียนว่ายอยู่ในศิลปะการถ่ายภาพของโลก ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร ผู้คนยังคงพูดถึงตำนานของเธอ ภาพถ่ายของเธอยังคงทำหน้าที่เล่าเรื่องราวต่างๆในชีวิตที่เธอได้พบเจอ ไม่ว่าจะสวยงามหรือเลวร้าย ดังคำกล่าวของเธอที่เคยกล่าวไว้

“กล้องถ่ายรูปเป็นเสมือนสิ่งที่ช่วยบรรเทา มันช่วยขวางกั้นระหว่างตัวฉันกับความเลวร้ายของสงคราม”

หนึ่งในภาพที่โด่งดังที่สุดภาพหนึ่งของเธอ ความย้อนแย้งกันระหว่างป้ายโฆษณาชวนเชื่อและชีวิตจริงของคนผิวดำในอเมริกา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s