สัมภาษณ์พิเศษ Pau Buscató ช่างภาพสตรีทที่มาแรงที่สุดในปีนี้

ไม่ใช่แค่เมืองไทยเท่านั้น ที่กระแสการถ่ายภาพสตรีทมาแรงขึ้นมาในช่วงปีสองปีนี้ แต่การถ่ายภาพสตรีทในยุคใหม่นี้เติบโตอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก ชื่อของ Pau Buscató น่าจะเป็นชื่อแรกๆที่ช่างภาพสตรีทในยุคนี้พูดถึงมากที่สุด ด้วยผลงานที่โดดเด่น เรียบง่ายแต่ต้องสะดุดตาด้วยรายละเอียด เรื่องประหลาดใจเหมือนได้ดูภาพพิศวงท่ามกลางการใช้ชีวิตของคนทั่วไป สายตาอันแปลกประหลาดของเขามันเกิดขึ้นได้ยังไงนะ? อะไรคือแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพสตรีทของเขา มาติดตามบทสัมภาษณ์ที่พวกเราชาวสตรีทไทยรอคอยกัน โดย Rammy Narula

บทสัมภาษณ์ โดย Rammy Narula

แปล โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

 

Q : อย่างที่หลายๆคนรู้กันว่าคุณเกิดที่บาเซโลน่า (ประเทศสเปน) แล้วถึงจะย้ายมาที่เบอร์เจน (ประเทศนอร์เวย์) และล่าสุดก็เพิ่งย้ายมาที่ออสโล (ประเทศนอร์เวย์) การเปลี่ยนที่ทางไปหลายๆแห่ง มันเปลี่ยนมุมมองการถ่ายภาพของคุณ รวมถึงการถ่ายภาพสตรีทของคุณไปอย่างไรบ้าง?

A : ใช่แล้วครับผมเกิดที่บาเซโลน่า แต่ก็ไม่ได้เริ่มถ่ายภาพตอนอยู่ที่นั่น กว่าจะเริ่มถ่ายจริงๆก็ประมาณสักปีนึงหลังจากย้ายมาที่เบอร์เจนแล้ว จากที่เบอร์เจน มาที่ออสโลไม่ได้มีผลอะไรมากนักกับการถ่ายภาพของผม เพราะมันค่อนข้างจะคล้ายกันมาก ทั้งมันเป็นประเทศเดียวกัน วัฒนธรรม อากาศ ผู้คน ร้านค้า ป้ายต่างๆก็เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างอะไรครับ

ผมไม่ค่อยแน่ใจเรื่องที่ว่าสไตล์งานของเราจะเปลี่ยนไปถ้าเราเปลี่ยนสถานที่หรือเปล่า เพราะผมเชื่อว่า ‘สไตล์’ มันเป็นความสามารถในการแสดงความเป็นตัวเองผ่านงานของคุณออกมา เราแต่ละคนต่างก็สร้างความแตกต่างและมุมมองโดยสลักตัวตนลงไปในภาพ และตัวตนเรานี่มันเป็นอะไรที่ติดตัวคุณ ซึ่งมันจะไม่เปลี่ยนไปตามสถานที่ที่คุณไป

แต่แน่นอนล่ะ มันย่อมต้องมีการปรับตัวไปตามบริบทนั้นๆ ถ้าผมอยู่ในบาเซโลน่า ภาพของผมก็มักจะดูแสงแข็งๆ แสงแรงๆกว่าที่นอร์เวย์ ซึ่งมันค่อนข้างจะเป็นในเชิงเทคนิค รายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากกว่า ไม่ได้มีผลในเชิงมุมมองของผม ตอนที่ผมไปนิวยอร์ค จำได้เลยว่าผมตื่นตาตื่นใจมากกับอะไรต่างๆตามท้องถนน (เมื่อเทียบกับที่เบอร์เจน หรือ ออสโล) ซึ่งทำให้ผมต้องเปลี่ยนวิธีการถ่ายเล็กน้อย อย่างที่ออสโล ถ้าผมเจออะไรน่าสนใจสักอย่างเดียวในวันนั้น แค่นั้นผมก็แฮปปี้มากแล้วล่ะ แต่ที่นิวยอร์คมันมีอะไรมาทำให้ผมสนใจทุกๆหัวมุมถนนเลย ซึ่งมันก็ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีการไปบ้างแต่ไม่ได้เปลี่ยนแก่นของการถ่ายภาพของผม

บุคลิก (สไตล์) ของงานควรจะแข็งแรงพอจะส่งพลังผ่านออกมาทางภาพถ่ายของเรา ไม่ว่าจะถูกถ่ายที่ไหนก็ตาม ปัญหาเดียวคือในบางทีเราปล่อยให้ตัวเราเองได้รับอิทธิพลจากอย่างอื่นมากเกินไป (หรือได้รับอิทธิพลในทางที่ผิด) จากคนอื่นๆ ซึ่งมันทำให้ความเป็นตัวตนของเราหายไป และไม่มีอะไรที่จดจำได้ว่าเป็นงานของเรา

“ผมเอาจริงเอาจังกับมันมาก หมกมุ่นมาก และแทบจะบ้าคลั่งในบางที”

Q : ปกติแล้วคุณถ่ายภาพตลอดเลยหรือเปล่า

A : เปล่าครับ จริงๆแล้วตอนเด็กๆผมอยากเป็นช่างภาพนะ ผมซื้อกล้องตัวแรกที่ถ่ายจริงๆจังๆ (เป็นกล้อง dslr ตัวเล็ก) ก็ช่วงปลายปี 2010 และใช้เวลาอยู่นานที่ชอบมันแบบเล่นของเล่น แล้วก็ตกอยู่ในกับดักแบบมือใหม่ทั้งหลาย เป็นพวกบ้าอุปกรณ์ , โบเก้ , ความคม.. โดนครอบงำด้วยกล้องและกลายเป็นไปบดบังด้านความคิดสร้างสรรค์ของผม (ในทางเทคนิค) ซึ่งก็ใช้เวลาอยู่พักนึงกว่าจะรู้ว่าทิศทางไหนที่ผมอยากจะเดินไปกันแน่

Q : แล้วอะไรที่ผลักดันให้คุณมาถ่ายภาพสตรีท

A : หลังจากที่ผมเบื่อกับอะไรต่างๆที่ผมว่าไปแล้วนั่นแหล่ะ ผมก็เลยขายเครื่องมือทิ้งหมดเลย แล้วก็ซื้อกล้องฟิล์มแบบ Rangefinder , เลนส์ แล้วก็ฟิล์มขาวดำ Tri-X มาอย่างเยอะเลย รวมถึงอุปกรณ์ล้างฟิล์มที่บ้านด้วย เพราะผมรู้สึกว่าอยากจะเรียนรู้พื้นฐาน และมันดูเป็นทางที่ดีที่สุดที่จะทำได้ ในเวลาเดียวกันนั้น ผมเริ่มสนใจงานภาพคลาสสิคมากขึ้น อย่างงานของ André Kertész , Henri Cartier-Bresson และ Brassai รวมถึงงานภาพถ่ายร่วมสมัยบ้างอย่างกลุ่ม iN-PUBLIC ซึ่งนั่นถือว่าเป็นจุดผลักดันใหญ่ให้ผมมาถ่ายภาพสตรีท

Q : อะไร หรือใคร.. ที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิตคุณ รวมถึงการถ่ายภาพด้วย ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นช่างภาพนะ เป็นอะไรก็ได้ หรือใครก็ได้

A : “วรรณกรรม” เป็นพลังและแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดของผมเสมอ ที่สเปนมีกลุ่มกวีชื่อดังในยุคประมาณปี 1920 ชื่อว่า “La Generación del 27” เป็นอะไรที่เปิดกะโหลกผมมาก เป็นสิ่งที่นำไปสู่คอนเซปใหม่ๆ และจักรวาลแห่งบทกวีมีคุณค่าต่อมุมมองในสิ่งต่างๆของผม ทั้งการเล่นคำ , สัญลักษณ์ และการอุปมาอุปไมย เป็นแรงบันดาลใจที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็มีศิลปินอื่นๆด้วยที่ผมสนใจ อย่าง Julio Cortázar เขามีจินตนาการและความจริงที่หลอมรวมได้อย่างลงตัวในเรื่องราวที่เขาเล่า หรืออย่าง Borges, Joseph Conrad เป็นต้น

อีกคนคือคุณปู่ของผม Demetrio Buscató (เสียชีวิตแล้ว) ก็เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของผมเช่นกัน ส่วนตัวแล้ว ช่วงชีวิตของผมที่ต้องอยู่กับคุณปู่ประมาณ 5 ปี (ช่วงอายุ 18-23) นั่นทำให้ผมเปลี่ยนไปเป็นอีกคนนึงเลย และจริงๆแล้วการที่ผมใช้ชื่อในงานถ่ายภาพว่า Pau Buscató แทนที่จะใช้ชื่อเต็ม หรือแค่ Pau Llobet ก็เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อคุณปู่ของผมด้วย

Q : เราสังเกตว่างานในช่วงแรกๆของคุณส่วนใหญ่เป็นภาพขาวดำ และดูเหมือนว่าคุณเปลี่ยนมาถ่ายภาพสีเต็มตัวแล้ว อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน แล้วคุณยังถ่ายภาพขาวดำอยู่หรือเปล่า?

A : ผมเริ่มถ่ายภาพขาวดำก่อนตอนที่ผมหันมาถ่ายฟิล์ม มันเป็นส่วนนึงในการที่ผมพยายามขจัดเอาเครื่องมือทั้งหลายที่ไม่จำเป็นออกไป ผมหันมาเก็บและเลือกใช้เครื่องมือเท่าที่จำเป็น และอยากจะเริ่มเรียนตั้งแต่พื้นฐานใหม่ ภาพขาวดำดูจะเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องในตอนนั้น ผมเริ่มล้างฟิล์มเองที่บ้าน ซึ่งการล้างฟิล์มสีมันค่อนข้างยุ่งยากเกินไปสำหรับมือใหม่อย่างผม

หลังจากที่ผมเริ่มถ่ายภาพขาวดำอย่างเดียวไปได้สักประมาณปีกว่า ผมรู้สึกอยากลองอะไรที่มันท้าทายมากขึ้น ก็เลยตัดสินใจหันไปถ่ายภาพสี แต่ก็ยังคงไม่อยากให้มันมีอุปกรณ์อะไรเยอะแยะเหมือนเดิม ผมก็เลยหันไปใช้กล้อง Ricoh GR (ช่วงกุมภาพันธ์ 2014) ความสนุกก็เริ่มต้นจากตรงนั้นล่ะครับ

“การที่คุณมีอุปกรณ์อะไรให้เลือกมากๆนั่นแหล่ะจะทำให้คุณไม่มีสมาธิ..”

Q : สำหรับคนอ่าน สยาม.มนุษย์.สตรีท (Siam Street Nerds) คุณถือได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับช่างภาพสตรีทมากมายทีเดียว โดยเฉพาะช่วงปีสองปีมานี้ คุณพัฒนาฝีมือคุณยังไงบ้าง? คุณมีการวางแผนตารางเวลาออกไปถ่ายอะไรแบบนี้หรือเปล่า? คุณใช้เวลามากน้อยแค่ไหนในการถ่ายภาพแต่ละสัปดาห์?

A : ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องการพัฒนาฝีมือเท่าไหร่นัก ผมเข้าใจว่าสิ่งง่ายกว่าสำหรับการฝึกคือการพยายามดูว่าซีนไหนที่มันควรจะเป็นซีนที่ดีได้ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณได้ภาพที่น่าสนใจ แต่โดยปกติแล้วผมใช้สัญชาตญาณครับ ไม่ได้มีแผนอะไรในแต่ละวัน

ผมลาออกจากการเป็นสถาปนิกประมาณสองปีก่อน และตั้งแต่ตอนนั้นผมก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการถ่ายภาพ ผมเอาจริงเอาจังกับมันมาก หมกมุ่นมาก และแทบจะบ้าคลั่งในบางที แต่ผมก็หยุดถ่ายรูปไม่ได้จริงๆ จนบางทีผมต้องหยุดโพสรูปไปเลย

แต่เงินมันก็ไม่ได้มีให้เราใช้ตลอดไปหรอก ตอนนี้ผมก็เลยออกมาหางานเสริมเพื่อให้ผมสามารถถ่ายภาพได้มากเท่าที่อยากจะถ่าย.. ก็รอดูกันต่อไปว่าจะเป็นยังไง

Q : เล่าให้พวกเราฟังหน่อยถึงภาพที่เด็ดมากๆของคุณเมื่อปีที่แล้ว งานของคุณเข้ารอบในการแข่งขันภาพสตรีทหลายที่ อย่างภาพแรกนี้ ได้อันดับสองในรายการแข่งขัน StreetFoto SanFran 2016 คุณเห็นมันได้ยังไง และสัญชาตญาณของคุณ บอกให้ทำยังไงถึงได้ภาพนี้มา?

A : ครับ ภาพนี้มันได้จากสัญชาตญาณจริงๆ ตอนแรกผมเห็นไม้เท้าสีเหลืองก่อน ระยะห่างไปหลายเมตรจากทางม้าลาย ผมตามถ่ายมาเรื่อยๆ แต่มันก็ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่นัก ผมเลยพยายามหาอย่างอื่นที่มันเชื่อมโยงเข้ากับมัน พอดีกับผู้ชายคนนี้เค้าเดินไปที่ทางม้าลาย (ติดไฟแดงอยู่) แล้วแกก็ยืนรอสัญญาณไฟเขียวตรงนั้น ผมเลยเห็นช็อตนี้ แล้วก็ยกกล้องขึ้นเหนือหัวเพื่อให้ไม้เท้ามันอยู่แนวเดียวกับเส้นที่พื้น ผมกดถ่ายไปอยู่หลายรูป องค์ประกอบสุดท้ายคือคนที่โผล่มาที่ด้านขวา ทำให้บาลานซ์ของภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงตรงสุดเส้นสีเหลืองนั่นด้วย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากครับ.. วินาทีเดียวหลังจากนั้น คนก็เดินข้ามทางม้าลายไปกันแล้ว

Q : อีกภาพนึงที่คุณได้รางวัล The people’s choice award ในรายการแข่งขัน Miami Street Photography 2016 เป็นอีกภาพที่เราจะไม่ได้เห็นมันในชีวิตประจำวันแน่ๆ คุณยืนรอนกให้บินมาหรือเปล่า? อะไรเป็นจุดเริ่มของจังหวะภาพนี้?

A : ภาพนี้ผมถ่ายที่จตุรัสเลเซสเตอร์ พวกเขากำลังสร้างตึกออฟฟิศใหม่กันอยู่ รอบๆนั้นจะเป็นรั้วกั้นพื้นที่ก่อสร้างไว้ ซึ่งมันพิมพ์เป็นลายฝูงนก ผมพยายามถ่ายภาพตรงนี้ก่อนหน้านั้นปีนึง (ช่วงกรกฏาคม 2015) เพราะแถวๆนั้นจะมีนกพิราบบินอยู่เยอะมาก ผมคิดว่าผมน่าจะได้อะไรที่มันน่าสนใจอยู่ ถ้าพยายามรวมเอานกจริงกับนกปลอมพวกนั้น แต่มันก็ไม่เวิร์คสักที

จนปีที่แล้ว (สิงหาคม 2016) ผมไปถ่ายรูปที่ลอนดอนอีก และผมก็แปลกใจมากที่รั้วนั่นมันยังอยู่เหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่แล้ว ช่วงวันแรกๆที่ไปถึง ผมหาอะไรน่าสนใจไม่ได้เลย จนกระทั่งผมสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างซึ่งทำให้ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปเลย.. มันมีรูที่ผ้าใบนั่น! ผมมีเวลาอีกแค่สองวันในลอนดอน และผมไปเพื่อไปทำงานด้วย ก็เลยพยายามให้ได้ช็อตที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมพยายามหลายอย่างมาก ทั้งแบบมีคน, ไม่มีคน, มีแฟลช , ไม่มีแฟลช โดยทุกครั้งที่นกพิราบบินผมจะพยายามจับจังหวะนั้นให้ได้ ถึงตอนนั้นผมจะได้ภาพนี้ไปแล้ว แต่ผมก็ยังถ่ายไปเรื่อยๆ เผื่อว่าจะได้อะไรที่ดีกว่านั้นอีก (ซึ่งคุณไม่มีทางรู้หรอก)

Q : เป็นคำถามที่ช่างภาพหลายๆคนอาจจะไม่ค่อยอยากพูดถึงเท่าไหร่ แต่พวกเราก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่าคุณใช้อุปกรณ์อะไรบ้างในการถ่ายภาพ?

A : ช่วงสองปีแรก ผมใช้แต่ Ricoh GR อย่างเดียวเลย ต่อมาผมถึงเพิ่มกล้อง Sony A7s ใช้กับเลนส์ Voigtlander Color-Skopar แต่ช่วงหลังนี้ทาง Fujifilm ให้กล้อง X70 ผมมา ผมก็เลยเอามาใช้แทน Ricoh GR ซึ่งตอนนี้เซ็นเซอร์มันมีฝุ่น

Q : คุณเพิ่งเข้าร่วมกลุ่มช่างภาพ Burn My Eye (ขอแสดงความยินดีด้วยครับ!) เล่าให้เราฟังหน่อยเกี่ยวกับ Burn My Eye และการที่คุณได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ มีกิจกรรมอะไรที่คุณกำลังจะทำร่วมกับกลุ่มบ้าง? มันต้องน่าตื่นเต้นมากแน่ๆ!

A : ขอบคุณครับ. สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับกลุ่ม Burn My Eye คือพวกเขามีสไตล์การถ่ายภาพที่แตกต่างกันมาก แต่สามารถรวมกันเป็นกลุ่มเดียวกันได้ ผมรู้สึกว่าพวกเขาดูมีชีวิตชีวาและให้แรงบันดาลใจมากๆ ซึ่งผมหวังว่าจะได้เรียนรู้อะไรจากพรสวรรค์ของพวกเขาด้วย

Q : อยากให้คุณฝากคำแนะนำให้กับคนอ่านของพวกเราหน่อย ไม่จำเป็นว่าต้องเกี่ยวกับการถ่ายภาพอย่างเดียวนะ อาจจะประสบการณ์ชีวิตก็ได้

A : มันเป็นเรื่องยากเสมอเลยที่จะให้คำแนะนำกับคนอื่นๆ เพราะผมเองก็ยังค้นหาอะไรหลายๆอย่าง.. บางทีผมอาจจะต้องขอคำแนะนำจากคนอ่านบ้างก็ได้นะ 🙂

อืม..ผมจะบอกอะไรดีล่ะ.. อย่ายึดติดกับอุปกรณ์ครับ พยายามเซ็ตเครื่องมือของคุณให้มันเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดสิ่งที่จะรบกวนสมาธิคุณ การที่คุณมีอุปกรณ์อะไรให้เลือกมากๆนั่นแหล่ะจะทำให้คุณไม่มีสมาธิ.. จะใช้เลนส์อะไรดีสำหรับสถานการณ์นี้? ใช้กล้องตัวไหนดี? สำหรับผมแล้วมันเป็นอะไรที่กวนใจมาก เพราะตัวผมเอง เลนส์ที่เซ็ตไว้ในกระเป๋าต้องเป็นอันที่ใช่เท่านั้น นั่นแหล่ะ..ผมถึงมีแค่ตัวเดียวและไม่หันหลังกลับไปอีกแล้ว แถมมันยังประหยัดอีกด้วย

One thought on “สัมภาษณ์พิเศษ Pau Buscató ช่างภาพสตรีทที่มาแรงที่สุดในปีนี้

  1. จตุรัสเลสเตอร์ครับ ไม่ใช่จตุรัสเลเซสเตอร์

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s