“ฆาตกรรมคืองานของผม” – เรียนรู้ภาพสตรีทจาก Weegee

บทความ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

ถ้าจะมีหลักฐานเป็นตัวเป็นตนว่ารากเหง้าของงานภาพสตรีทนั้น ส่วนหนึ่งก็มีต้นทางมาจากงานภาพข่าว หลักฐานชิ้นนั้นก็คงจะมีชื่อว่า “Weegee” ช่างภาพข่าวอาชญากรรมอันลือลั่นที่กลายเป็นแรงบันดาลใจในงานศิลปะมากมายในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชีวิตของ Weegee ยังถูกดัดแปลงไปสร้างเป็นหนังถึงสองครั้งคือ The Naked City ปี 1947 และ The Public Eye ปี 1992

การเปรียบเปรย (Juxtaposition) , อารมณ์ขัน (Humors) , การยิงแฟลช ฯลฯ ต่างๆเหล่านี้ไม่น่าจะอยู่ในงานภาพถ่ายอาชญากรรมได้เลย แต่มันกลับถูกร้อยเรียงเป็นเศษส่วนเล็กๆในงานของ Weegee จนเรียกได้ว่า งานภาพสตรีทยุคใหม่ (Modern Street Photography 1950 – 1990)ในฟากฝั่งอเมริกานั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีจิตวิญญาณของเขาอยู่ลึกๆเสมอไม่ส่วนใดก็ส่วนหนึ่ง

จริงๆแล้ว Weegee เพิ่งจะย้ายมาสู่อเมริกาเมื่อตอนเขาอายุ 11 ขวบ เขาเป็นครอบครัวชาวออสเตรีย (ปัจจุบันเป็นพื้นที่ในยูเครน) ที่เคร่งศาสนาและยากจน นั่นทำให้เขากระเสือกกระสนตั้งแต่เริ่มต้นเหยียบย่างบนพื้นแผ่นดินนิวยอร์ค ด้วยความเคร่งครัดในครอบครัวและความหัวรั้นของเขา นั่นทำให้เขาตัดสินใจหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 15 ไม่นานนักหลังจากเขาพยายามดิ้นรนมองหาอาชีพ เขาค้นพบว่ามีอาชีพถ่ายภาพให้ผู้คนที่ตั้งหลักอยู่ข้างถนนนั้น เป็นสิ่งที่เขาสนใจ เขาจึงเริ่มหากล้องถ่ายภาพเพื่อแปลงตัวเองเป็นช่างภาพข้างถนนบ้าง

สิ่งที่ Weegee ทำนั้นแตกต่างไปจากคนอื่นๆเล็กน้อย เขาเริ่มซื้อลาแล้วจูงมันไปตามท้องถนนกลางนิวยอร์คในวันหยุด มองหาเด็กๆที่แต่งตัวดีๆเพื่อชี้ชวนให้มานั่งบนหลังลา แล้วเขาก็ถ่ายภาพนั้นไว้ หลังจากนำกลับไปล้างและอัดภาพแล้ว เขาจะตระเวนกลับไปตามบ้านครอบครัวเด็กๆเหล่านั้นเพื่อขายภาพให้กับพ่อแม่ (ซึ่งนี่คือความหมายดั้งเดิมของคำว่า Street Photographer ในยุคต้น)

Weegee ฝึกปรือการถ่ายภาพด้วยตัวเองมาตลอด และเคยเข้าไปทำงานในห้องมืดชื่อดังอยู่ช่วงหนึ่ง ที่นั่นทำให้เขารู้จักกับงานใหม่ที่น่าสนใจนั่นคือ ‘ช่างภาพข่าว’ Weegee ในวัย 36 จุดเริ่มต้นที่แท้จริงในชีวิตของเขาก็มาถึง เขามักมองหางานศิลปะที่ผสมผสานกับการหาเงินเลี้ยงชีพได้อย่างลงตัวโดยไม่รอให้ใครมาจ้างเขา แต่เขาได้สร้างงานนั้นขึ้นมาเอง

เขาลงหลักปักฐานโดยการเช่าห้องพักอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีตำรวจในแมนฮัตตัน เวลาทำงานของ Weegee คือเวลาหลัง 4 ทุ่มเป็นต้นไปจนถึงเช้า วิธีการของเขาคือไปดักรอข่าวอาชญากรรมที่เข้ามาแล้วรีบรุดไปที่เกิดเหตุเพื่อถ่ายภาพ แล้วเขาก็นำภาพไปขายให้กับทางหนังสือพิมพ์ต่อไป ซึ่งจะเห็นว่า Weegee วางแผนตัวเองไว้อย่างดี ในห้องพักของเขาที่ไปมาสะดวกกับแหล่งข่าวก็คือสำนักงานย่อมๆที่สามารถล้างฟิล์มและพิมพ์รายละเอียดของคดีอย่างรวดเร็ว

เพียง 2 ปีหลังการทำอาชีพนี้ เขาได้เป็นประชาชนทั่วไปคนแรกของอเมริกาที่สามารถมีวิทยุตำรวจไว้ในรถของเขาได้ นั่นทำให้เขาเข้าถึงข้อมูลและไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ในรถของเขาก็ยังถูกดัดแปลงเป็นสำนักงานเช่นกัน เขาสามารถพิมพ์บันทึกต่างๆได้จากหลังรถ บางคนก็ว่าในรถของเขายังสามารถล้างฟิล์มได้อีกด้วย (แต่หลายๆข้อมูลยืนยันว่ามันเป็นเพียงข่าวลือ)

ว่ากันว่าเขาสามารถทำเงินได้ 20 เหรียญต่อหนึ่งคดี แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับชื่อเสียงที่เพิ่มมากขึ้นของ Weegee งานของเขาเริ่มถูกตีพิมพ์ใน LIFE Magazine เมื่อปี 1943 ด้วยความทุ่มเทและเทคนิคการถ่ายภาพที่ไม่เหมือนใคร เขาไม่ถ่ายภาพคดีอย่างตรงๆเหมือนช่างภาพคนอื่นๆ แต่เขามักมองหามุมมองที่แตกต่าง การเล่าเรื่องที่มากกว่าแค่ประโยคบอกเล่าธรรมดาๆ เขามักสำรวจความเป็นไปรอบด้าน ชาวบ้านที่มุง คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ตำรวจ ฯลฯ เพราะเขาเชื่อว่า แต่ละคนก็มีเรื่องราวของตัวเอง เมื่อคุณสามารถผนวกเรื่องของแต่ละคนเข้ารวมกับเหตุการณ์ได้ มันจะกลายเป็นภาพข่าวที่ไม่ธรรมดา

ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพที่ดีที่สุดของเขา เป็นเหตุการณ์ในคืนวันที่ 16 พฤศจิกายน ปี 1939 Weegee เดินทางไปในที่เกิดเหตุในย่านของคนอิตาลี ชายคนหนึ่งตกลงมาจากตึก นอนเสียชีวิตตรงประตูหน้าร้านขายขนม ระหว่างที่นักสืบกำลังทำงานอยู่นั้น เขามองเห็นว่ามีเรื่องราวอย่างน้อย 5 เรื่องที่เกิดขึ้นในเฟรม ผู้คนบนตึก, ผู้คนตามทางหนีไฟ, เด็กบางคนกำลังอ่านหนังสือการ์ตูน, ช่างภาพคนอื่นๆกำลังจดจ่ออยู่กับผู้ตาย

สิ่งที่ Weegee เลือกทำก็คือเดินถอยหลังออกมาจากพื้นที่นั้นกว่าร้อยฟุต แล้วยิงแฟลชใส่ มันกลายเป็นภาพ Signature หนึ่งของเขาไปแล้ว

บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ดูไม่น่าเข้าพวก หรือเชื่อมโยงกันได้ มันก็อาจจะดูกลายเป็นตลกร้ายอย่างเช่นภาพนี้ที่ดูเหมือนการชนของรถเข็นเด็ก เป็นต้น

ภาพนี้จริงๆคือเป็นเหตุการณ์ที่มีการฆาตกรรมเกิดขึ้น และคนกลุ่มนี้ก็เป็นญาติๆ แต่จังหวะการจับภาพที่แสนประหลาด ทำให้ได้สีหน้าแต่ละคน บ้างก็หัวเราะ บ้างก็ตื่นตระหนก มันดูไม่เหมือนเหตุการณ์อันน่าเศร้าหรืออะไรเลย บวกกับการจัดองค์ประกอบภาพที่ซับซ้อน ทำให้กลายเป็นหนึ่งในภาพที่น่าสนใจของเขา

Weegee ไม่ใช่ศิลปินที่จะวางภาพถ่ายของเขาอยู่บนผนังในแกลอรี่สวยๆ แต่เขาเป็นศิลปินที่คิดไปถึงการวางภาพถ่ายของเขาอย่างไรไว้บนหน้าหนังสือพิมพ์แต่ละวัน แต่ละภาพจะส่งสารอย่างไร ดึงดูดผู้ชมหมู่มากได้อย่างไร

บางครั้งเขาเดินเท้าไปตลอดทั้งคืน และถ่ายภาพทุกอย่างที่เป็นไปได้สำหรับเค้า ในบางทีก็เป็นคนเมาที่นอนเกลื่อนอยู่บนถนน Weegee เคยกล่าวไว้ว่า

“คุณไม่รู้หรอกว่าภาพนี้จะสำคัญกับคุณแค่ไหนในอนาคต มันอาจจะเป็นภาพ Masterpiece ของคุณก็ได้ เพียงแต่ผมเป็นพวก Perfectionist ไม่ว่าจะเป็นภาพคดีฆาตกรรม หรือภาพคนเมา ผมก็จะต้องถ่ายมันออกมาให้ดีที่สุดเสมอ”

ภาพนี้จริงๆเป็นภาพคนเมา และ Weegee ก็เล่นตลกด้วยการเปรียบเปรยเสมือนชายคนนี้ดื่มโค้กจนเมามาย

ภาพนี้ก็เป็นอารมณ์ขันของ Weegee อีกหนึ่งภาพ หญิงชราในภาพดูเหมือนกำลังเฉลิมฉลองด้วยใบหน้าที่มีรอยฟกช้ำจากการโดนทำร้าย

 

ช่วงหลัง Weegee จะหันไปทำงานในวงการฮอลลีวู๊ดแทน (ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) เช่น งานภาพนิ่งในหนังต่างๆ , เป็นที่ปรึกษาเชิงภาพในหนังต่างๆ แม้แต่ผู้กำกับอย่าง Stanley Kubrick และงานของเขาเริ่มไปสู่งานภาพถ่าย Fine art มากขึ้น มีการทดลองด้วยอุปกรณ์แปลกๆ เลนส์แปลกๆมากมาย ผลของภาพที่แปลกออกไป อย่างเช่นเซ็ตภาพบิดเบี้ยวของเหล่าเซเลบ เป็นต้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s