“ทางเดียวที่จะจัดการความอายคือเผชิญหน้ากับมันซะ!” – บทสัมภาษณ์ Joel Meyerowitz ช่างภาพสตรีทระดับมาสเตอร์

บทสัมภาษณ์ จาก Joel Meyerowitz:”one way of dealing with your shyness is confront it”

เขียนโดย Chris May / ถ่ายภาพโดย Mischa Richter / ภาพถ่าย เอื้อเฟื้อโดย Joel Meyerowitz

แปลโดย ภาสินี ประมูลวงศ์

 

Joel Meyerowitz เป็นช่างภาพผู้ทรงอิทธิพลในวงการถ่ายภาพอเมริกันมาร่วม 50 ปี โจเอลเกิดและเติบโตที่ย่านบร๊องซ์ในนิวยอร์คก่อนจะเริ่มชีวิตการทำงานในช่วงต้นยุค’60 โดยการเป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับเอเจนซี่โฆษณาในย่านหรู Fifth avenueในปี 1962 เขาลาออกจากเอเจนซี่และลงสนามเป็นช่างภาพสตรีทเต็มเวลาจากการได้พบกับ Robert Frank ในการถ่ายภาพครั้งหนึ่ง ตลอด 15 ปีต่อมา โจเอลถ่ายภาพแทบทุกวันที่ Fifth avenue… ถนนที่เขาหลงใหลอยู่เสมอ

ในเหตุการณ์ตึกเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ถล่มในวันที่ 11 กันยา  โจเอลได้รับอนุญาตเป็นพิเศษในการเข้าถึงบริเวณเกิดเหตุ ในปี 2006 เขาใช้เวลา 9 เดือนในการถ่ายภาพสถานที่และตีพิมพ์หนังสือ Aftermath : World trade center archive

นอกจากเป็นที่รู้จักในด้านการถ่ายภาพสตรีทและถ่ายภาพเหตุการณ์ 9/11 แล้ว Joel Meyerowitz ยังเป็นปรมาจารย์ในการภ่ายภาพ landscape อีกด้วย เขาเริ่มถ่ายภาพ landscape ที่ Cape cod ในช่วงยุค’70 และตีพิมพ์หนังสือ Cape light ในปี 1979 ซึ่งกลายเป็นหนังสือเล่มสำคัญในการถ่ายภาพสาย landscape

อีกสิ่งหนึ่งที่โจเอลแตกต่างจากช่างภาพคนอื่น คือการถ่ายธาตุบริสุทธิ์ – ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาถ่ายธาตุต่างๆโดยปราศจากภาพทิวทัศน์อื่น พิมพ์เป็นภาพขนาดใหญ่ ก่อเกิดประสบการณ์ล้ำลึกแก่ผู้ได้ชม

ในปี 2013 Joel Meyerowitz ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในทัสคานีและโพรเวนซ์ ประเทศอิตาลี แต่มักผลิตผลงานที่อพาร์ทเม้นของเขาในย่าน Upper east side กลางกรุงนิวยอร์ค

Q : ก่อนที่คุณจะทำงานในเอเจนซี่โฆษณาซึ่งต่อมาคุณได้พบกับ Robert Frank คุณได้เรียนเกี่ยวกับทัศนศิลป์ตอนสมัยมหาวิทยาลัยใช่ไหม?

A : ใช่ ผมเรียนมหาวิทยาลัยที่ Ohio state university ตอนปี 1955-1959 เพราะตอนนั้นผมเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ผมอยากเข้าร่วมทีมว่ายน้ำ และทีมว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยโอไฮโอเป็นทีมว่ายน้ำที่ดีที่สุดในอเมริกาตอนนั้น ผมไม่ได้รับทุนให้เรียนมหาวิทยาลัยโอไฮโอหรอก แต่ผมเรียนด้วยความหวังว่าผมจะได้ไปร่วมการแข่งขันโอลิมปิค….ผมเสียตำแหน่งนั้นแก่นักว่ายน้ำที่เร็วกว่าผมแค่ไม่กี่สิบวินาที

ผมเรียนศิลปะ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลป์และภาพวาดทางการแพทย์ ผมวาดพวกภาพอาจารย์ใหญ่น่ะ ต่อมาผมได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งที่ทำบริษัทเกี่ยวกับภาพวาดทางการแพทย์โดยเฉพาะ และเขาโน้มน้าวผมให้ทำงานวาดภาพทางการแพทย์แบบเขา เลยกลายเป็นว่า วันหนึ่งผมอาจนั่งวาดภาพ abstract ที่ใช้อารมณ์ล้วนๆ และอีกวันก็วาดภาพกายวิภาคที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมหาศาล…มันเป็นการฝึกฝนที่ดีที่เดียว

Q : แต่คุณก็ไม่ได้สนใจในการถ่ายภาพจนได้พบกับ Robert Frank?

ถูกต้องที่สุด ในมุมมองของผมตอนนั้น การถ่ายภาพไม่ได้อยู่ในฐานะศิลปะ สำหรับผมภาพถ่ายมีไว้สำหรับงานโฆษณาหรือสารคดี เพราะผมเป็นนักวาดภาพ ผมเลยไม่เคยสนใจการถ่ายภาพเลย แต่การเคลื่อนไหวตัวของ Robert Frank ในวันนั้น…ผมมองถึงประเด็นนั้นมากกว่า วิธีที่เขาเคลื่อนไหวตัวและถ่ายภาพไปพร้อมกัน มันเหมือนกระดานสปริงที่นำผมไปสู่จินตนาการรูปแบบใหม่ ผมเป็นหนี้เขาในแง่ที่ว่าเขาได้เปิดตาผมให้กว้างขึ้น

Q : ช่างภาพคนไหนที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันคุณตอนที่คุณเริ่มถ่ายภาพ?

A : มีเพื่อนอยู่สองคนที่ผมไม่สามารถอธิบายได้หมดว่าพวกเขามีส่วนผลักดันผมมากขนาดไหนหรือมิตรภาพที่พวกเขามีต่อผมมันดีแค่ไหน

ในวันที่ผมลาออกจากเอเจนซี่โฆษณาและเริ่มถ่ายภาพเต็มตัว ผมไปเอาม้วนฟิล์มที่ผมถ่ายที่ร้านล้างรูป และขณะที่ผมกำลังอยู่ที่ light box ที่ใช้สำหรับดูฟิล์มสไลด์ ข้างๆผมเป็นชายหนุ่มอายุพอๆกับผม เราทั้งคู่ต่างกำลังดูฟิล์มสไลด์ของตัวเอง และเราต่างเป็นมือใหม่ที่กำลังงุนงงกับอุปกรณ์ ในที่สุดเราก็คุยกัน เขาคือ Tony Ray-Jones ตอนนั้นเขาทำงานเป็นดีไซเนอร์ให้กับ CBS Records ซึ่งห่างจากออฟฟิซของผมไปเพียงไม่กี่บล็อคถนน

มันเป็นการพบกันโดยบังเอิญที่สำคัญสำหรับผม เพราะหลังจากนั้นเราก็ไม่เคยห่างกันเลย เราชอบคุยกันและตอนนั้นเราทั้งคู่ต่างไร้ซึ่งความรู้และประสบการณ์ เราเงอะงะไปด้วยกัน เราออกไปถ่ายรูปด้วยกันตลอดช่วงเวลาปีครึ่ง ซึ่งเป็นปีครึ่งที่สุดวิเศษ ทำงานเสมือนมีถนนในนิวยอร์คเป็นห้องปฏิบัติการณ์ เรียนรู้ที่จะทำตัวรวดเร็ว…ทำเหมือนหายตัวได้ ปรับรูรับแสง-ความเร็วโฟกัสให้ภาพออกมาดีที่สุด และค้นหาระยะที่เหมาะสมที่จะได้รูปภาพเจ๋งๆ เราเรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมเลยพูดได้ว่า เราเก่งพอๆกัน ความอ่อนเยาว์และไม่รู้จักพอของเราสองคนผลักดันให้เราออกไปถ่ายรูปบนท้องถนนครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความสงสัยว่าเราจะสามารถถ่ายอะไรที่น่าสนใจได้บ้างไหม

อีกคนหนึ่งคือ Garry Winogrand เขาแก่กว่าผมประมาณ 10 ปี ผมบังเอิญพบเขาเข้าในรถไฟใต้ดิน ขณะที่เราทั้งคู่ต่างกำลังกลับจากการเยี่ยมพ่อแม่ในบร็องซ์ เราคุยกัน และเขาพูดขึ้นว่า “ผมเคยเห็นคุณที่ Fifth avenue ตอนผมไปถ่ายรูปที่นั่น” เขาชวนผมไปบ้านและผมได้ชมงานของเขา มันเป็นการเปิดหูเปิดตาจริงๆ ไม่ใช่แค่ในการได้เห็นวิธีการทำงานของเขา แต่มันคือความหิวกระหายในการถ่ายภาพของเขา แกร์รี่เป็นช่างภาพโฆษณาทั้งๆที่ตัวเขาเองชอบถ่ายภาพสตรีท ตอนนั้นเขาเพิ่งค้นพบตัวเองในข้อนี้ และผมก็กลายเป็นคู่หูในการถ่ายสตรีทของเขา แกร์รี่ไม่ได้มีชีวิตที่ราบรื่นนัก ทั้งการหย่าร้างและลูกที่ต้องเลี้ยงดู ผมกับภรรยาเป็นพ่อแม่บุญธรรมให้ลูกของเขาเพื่อช่วยให้แกร์รี่ผ่านพ้นเวลานั้นไปได้ เรื่องนี้ทำให้เราสนิทกันมากอยู่ 5 ปี จนแกร์รี่ย้ายไปฝั่งตะวันตก

Q : คุณเรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพที่ไหน หรือคุณเรียนรู้มันด้วยตัวเองทั้งหมด?

A : ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด ตอนแรกมันก็แค่การปรับรูรับแสง ปรับความเร็วโฟกัส และถ้ามันออกมาไม่โอเค ภาพสว่างหรือมืดไป ผมก็แค่เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อให้มันออกมาดีในครั้งหน้า แล้วประมาณหนึ่งปีหลังจากนั้น ผมก็เริ่มถ่ายภาพขาว-ดำ ผมเริ่มทำห้องมืดส่วนตัวไว้ล้างฟิล์มเอง และผมก็เข้าใจในที่สุดว่าการถ่ายภาพมีอะไรมากกว่านั้น

สองสามปีต่อมา น่าจะเป็นปี 1965 แกร์รี่เกิดแนวคิดว่า การถ่ายภาพไม่ใช่แค่การกระทำหนึ่งในชีวิต แต่เขาพยายามที่จะรวมเอาความคิดของตัวเองเข้ากับการถ่ายภาพ เขาเปิดชั้นเรียนขึ้นในอพาร์ตเม้นท์ของเขา เขาชักชวนให้ผมเข้าร่วมด้วย และในชั้นเรียนนั้นผมก็เริ่มพูดและพูดมากกว่าที่ตัวแกร์รี่เองพูดซะอีก ทั้งๆที่ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ด้านฝีมือหรือประวัติศาสตร์ศิลป์มากไปกว่าเขา แต่ผมก็พูดเป็นต่อยหอย  และแล้วชั้นเรียนก็ดูเหมือนเป็นกลุ่มเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดมากกว่าการให้ความรู้ มันคือเวทีสำหรับให้แกร์รี่อภิปรายความคิดของเขาและให้โอกาสพวกเราที่จะค้นหาภาษาของเราเอง

เพิ่มเติมคือผมคิดว่าพวกเราในวงการถ่ายภาพเป็นหนี้ John Szarkowski เขาเป็นหัวหน้าภัณฑรักษ์ในแผนกภาพถ่ายที่ New York’s museum of modern art หรือ MoMA ในปี 1962-1991 จอห์นกระตุ้นวงการศิลปะในยุคนั้น เขานำหน้าทุกคนในการเข้าใจงานศิลปะทุกแขนงที่สื่อแบบใดก็ตามจะสามารถใช้เพื่อสื่อสารกับผู้ชมได้ และเขาสามารถถ่ายทอดผ่านงานเขียนได้อย่างไพเราะงดงามราวบทกวี ผมคิดว่าพวกเราทุกคนในตอนนั้นพยายามยกระดับการถ่ายภาพเพราะจอห์น เขาเปลี่ยนวงการภาพถ่ายร่วมสมัยจากหน้ามือเป็นหลังมือ

Q : อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดคุณให้หันมาถ่ายภาพสตรีท หลังจากคุณได้เห็น Robert Frank ทำงานในสตูดิโอของเขาครั้งนั้น?

A : คือว่า อันที่จริงมันไม่ใช่สตูดิโอแต่เป็นอพาร์ทเม้นที่โรเบิร์ตมาดูไว้ก่อนหน้าการถ่ายภาพ สิ่งที่ดึงดูดผมตอนนั้นมีอยู่สองอย่าง คือหนึ่ง เพราะผมทำงานในเอเจนซี่โฆษณาและได้ไปออกกองเวลามีกองถ่ายภาพแฟชั่นสองสามครั้ง มันเป็นอะไรที่น่าเบื่อเหลือทน เครื่องเป่าลม,สไตลิสต์,ราวแขวนเสื้อ มันดูน่าหน่ายใจและดูหลงตัวเองเป็นบ้า ผมไม่เคยมองมันเป็นงานถ่ายภาพเลย มันเหมือนการคัดลอกสิ่งที่ทำซ้ำๆกันต่อๆมา แต่เมื่อผมเลิกกองและได้ออกไปเดินบทท้องถนน ทุกอย่างดูเปลี่ยนไป คุณคิดออกไหม เหมือนเวลาคุณไปดูหนังสักเรื่อง อย่างเช่นหนังของผู้กำกับ Federico Fellini แล้วโลกทั้งใบ คนบนท้องถนนก็กลายเป็นตัวละครในหนังของ Fellini ไปเสียหมด วันนั้น..หลังผมเลิกกอง ผมเดินไปตามถนนแล้วทุกการกระทำเล็กๆน้อยๆ…ผู้ชายโบกแท็กซี่ แม่ใส่เสื้อโค้ทให้ลูกน้อย หรือ ผู้หญิงถือถุงชอปปิ้งใบใหญ่ ทุกอย่างดูจับใจ อาจด้วยอารมณ์ขันเล็กๆน้อยๆ หรืออาจด้วยความสะเทือนใจที่แอบซ้อนอยู่ตามมุมถนน หรือด้วยอะไรก็ตามแต่

ผมเองเป็นชาวนิวยอร์คและผมเติบโตที่นี่ พ่อของผมเป็นนักสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ตัวจริงและเขายังเป็นคนที่ความรู้สึกไวมาก เขาจะพูดเสมอว่า “คอยดูนะ! คอยดูนะ!” และ ตูมม!! คนเดินชนกันเข้าอย่างจัง เขามีสายตาที่ฉับไวและผมคิดว่าผมได้สัญชาตญาณของการสังเกตมาจากท่าน ผมชอบสังเกตความเป็นไปบนถนน ท้องถนนคือสถานที่ที่เราจะใช้ชีวิตเพราะ… เอ่อ.. ไม่มีเหตุผลหรอกน่า ที่ผมคิดอย่างนั้นอาจเป็นเพราะตอนผมอายุประมาณ 23-24 ปี เวลาที่ผมมองออกไปนอกหน้าต่างออฟฟิศบนถนน Fifth avenue ผมจะมองเห็นคลื่นมนุษย์ ผมคงจะสิ้นหวังน่าดูถ้าต้องลงไปต่อสู้กับผู้คนมากมายขนาดนั้นบนฟิฟอเวนิวในช่วงมื้อเที่ยง แต่เมื่อมองจากมุมสูง มันช่างเป็นภาพที่งดงาม นั่นคือก่อนที่ผมจะเป็นช่างภาพ ผมมองหาสัญญาณบางอย่างที่ผมจะใช้เป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพ และโดยพื้นฐาน ท้องถนนเป็นแรงบันดาลใจนั้น

Q : ทำไม Fifth avenue ถึงดึงดูดคุณเป็นพิเศษอยู่เสมอ?

A : สำหรับผมแล้ว มันเป็นถนนสายที่เยี่ยมที่สุดในนิวยอร์ค เป็นถนนสายที่เซ็กซี่ที่สุดในโลก ผมเคยไปหลายๆที่แต่ไม่เคยพบถนนสายไหนมีพลังแบบที่ Fifth avenue มี การผสมปนเปกันของความจนและความรวย แสงสี ทางที่กว้าง แดดที่แรงและเงาที่ชัดเจน…ถนนสายนี้เปล่งประกาย ผมจำได้ครั้งหนึ่งผมเห็นผู้ชายลงจากรถลิมูซีน ใส่สูทสั่งตัดอย่างดี และถนนฝั่งตรงข้ามเป็นชายผิวดำที่ดูสติไม่ค่อยสมประกอบกำลังพูดอยู่คนเดียว เขาสองคนเดินสวนกันต่อหน้าผม และผมคิดว่า…ใช่ ที่นี่แหละ!

Q : คุณเป็นคนแรกๆที่ถ่ายภาพสีแทนภาพขาว-ดำ ทำไมมันถึงเป็นเรื่องยากในยุค’60 ที่จะถ่ายภาพสี มันเป็นเพราะคุณภาพของการพิมพ์ภาพหรือจริงๆแล้วมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น?

A : นั่นเป็นคำถามสำคัญ ผมคิดว่ามันมีเหตุผลจากหลายอย่าง ฟิล์มสีในตอนนั้น มีค่า ISO แค่ 10 มันเลยใช้เวลานานมากในการถ่ายภาพหนึ่งภาพ ถ้าคุณถ่ายในสตูดิโอ คุณต้องใช้แสงเยอะมาก ถ้าคุณถ่ายนอกสถานที่ คุณต้องเปิดความเร็วชัตเตอร์ต่ำมาก จึงเป็นเรื่องไม่สะดวกในการถ่ายภาพเพื่อเล่าเรื่องราวเพราะมันช้าจนเรื่องราวนั้นได้จบไปแล้วก่อนจะถ่าย

อีกอย่างหนึ่งคือคุณภาพการพิมพ์ภาพ ภาพสีสามารถพิมพ์ได้จริงแต่จำกัดอยู่แค่ไม่กี่สีและสีดูจะหม่นกว่าความเป็นจริง คนทั่วไปจึงไม่นิยม ตอนนั้นมีแค่ภาพโฆษณากับภาพแต่งงานของคนที่ไม่ได้มีรายได้มากนักที่ใช้สี เห็นได้ว่าภาพสีใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการโฆษณาและวัฒนธรรมการบริโภคเท่านั้น หรือบางครั้งบางคราวก็ใช้ในภาพข่าว แต่มันไม่เคยถูกใช้อย่างจริงจังในทางศิลปะเลย

เหตุผลที่โทนี่และผมถ่ายภาพด้วยฟิล์มสีเพราะพวกเราอ่อนเยาว์เกินกว่าจะรู้อะไรมากกว่านั้น ในปี 1962 ฟิล์มสีพัฒนาขึ้น คุณสามารถหาฟิล์มสีที่มี ISO 25 ได้ มันเพิ่มมากกว่าเท่าหนึ่งจากของเดิม และคุณสามารถรับรูปได้ในเวลาแค่วันเดียวหลังจากเอาไปล้าง มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผม เพราะผมไม่ได้ล้างด้วยตนเองในตอนเริ่มแรกและผมไม่อยากรอเป็นอาทิตย์เพื่อดูว่าผมถ่ายอะไรมาได้บ้าง มันเป็นการตัดสินใจที่ง่ายทีเดียวที่จะหันมาใช้ฟิล์มสี และการที่ภาพที่ผมถ่ายมีสีนั้น ก็ได้สอนอะไรผมเช่นกัน เพราะเวลาผมมองภาพ ผมจะเรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับการใช้สีในการเล่าอารมณ์ของภาพ มันเป็นการเรียนรู้เล็กๆโดยที่ไม่มีอะไรยุ่งยากไปกว่านั้นสำหรับผมและโทนี่ เราเริ่มเข้าใจว่าการใช้สีสื่ออารมณ์นี่แหละคือบางอย่างที่คนอื่นไม่พูดถึงในการถ่ายภาพ

พอมองย้อนกลับไป มันเหมือนเด็กสมัยนี้ที่หยิบกล้องวิดิโอและโหลดไฟล์ลงคอมพิวเตอร์ พวกเขาทำแบบนั้นเพราะมันมีให้ทำ และด้วยความไร้เดียงสาของพวกเขา เขาใส่เสียง,ตัดต่อ,ใส่เพลง ทำทุกอย่างเท่าที่ความยืดหยุ่นของฟิล์มจะอนุญาต และพวกเขาก็ได้เรียนรู้บางอย่าง

Q : คุณเคยอธิบายตัวคุณเองไว้ว่า “ขี้อาย” ตอนคุณเริ่มถ่ายภาพมันเป็นเรื่องยากสำหรับคุณไหมที่จะออกไปบนท้องถนนและถ่ายภาพคนแปลกหน้า ความอายของคุณเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณทำงานกับ Tony Ray-Jones เสมอรึเปล่า?

A : คุณพูดตรงประเด็นเผงเลย หนทางเดียวที่จะจัดการความอายคือเผชิญหน้ากับมันซะ! คุณสามารถเปลี่ยนสิ่งที่คุณขาดเป็นข้อดีได้ถ้าคุณสังเกตเห็นมัน สำหรับผมสิ่งที่ผมขาดคือความรู้ ผมไม่รู้ว่าผมเข้าไปใกล้ได้มากแค่ไหนหรือสิทธิของผมคืออะไร ผมไม่รู้แม้กระทั่งว่าผมต้องการอะไร

ตอนนั้นผมชอบเวลาท้องถนนของนิวยอร์คมีขบวนพาเหรดมาก ผมและโทนี่ต่างคิดว่าขบวนพาเหรดทำให้เราเป็นเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสีได้ ในขบวนมันราวกับอยู่ในภาพยนตร์ เมื่อคุณยกกล้องขึ้นมา ผู้คนจะคิดว่าคุณถ่ายขบวนพาเหรด ถ่ายธง ถ่ายคนในขบวน แต่จริงๆแล้วสิ่งที่คุณถ่ายคือผู้คนที่มาดูขบวนพาเหรดต่างหาก ขบวนพาเหรดทำให้ผู้คนลดเกราะลง พวกเราช่างภาพเลยเข้าไปอยู่ในพื้นที่เปราะบางของพวกเขาได้ พวกเราสามารถห่างจากพวกเขาไปเพียงสองฟุตและถ่ายภาพโคลสอัพได้โดยที่พวกเขาไม่แสดงท่าทางไม่พอใจ และโดยแนวคิดนั้น พวกเราสร้างบุคลิกที่ดูไม่ก้าวร้าว ที่ดูมีเสน่ห์และใสซื่อ เราสองคนต่างเรียนรู้ที่จะสร้างบุคลิกของตัวเองและมันเป็นฉากหน้าที่ดี จนผมไม่อายอีกต่อไป

Q : เขาเล่ากันว่าเพราะ Vivian Maier ถือกล้อง Rolleiflex ไว้ระดับเอว เธอจึงสามารถเข้าไปในพื้นที่เปราะบางของผู้อื่นได้เพราะไม่มีใครสะดุดใจว่าเธออยู่ที่นั่น?

A : ผมเห็นด้วย มันคือการตบตาชั้นดี การแกล้งทำเป็นมองไปทางอื่นเป็นการแสร้งทำที่ได้ผลเหลือเชื่อ วิเวียน ไมเออร์โดยตัวเธอเองดูเหมือนครูในโรงเรียนอยู่แล้วและผู้คนไม่มองคนแบบเธอในแง่ลบ ผมเชื่อว่าจุดสำคัญอยู่ที่การวางตัวของเธอ การที่เธอแต่งตัวเรียบร้อย ไม่ทำตัวโดดเด่น….เธอทำตัวกลมกลืนไปกับทุกที่

Q : Vivian Maier เคยตอบคำถามเด็กคนหนึ่งว่า “ฉันเป็นสายลับน่ะจ๊ะ” ถ้าเป็นคุณ คุณจะอธิบายสิ่งที่คุณทำกับเด็กอย่างไร?

A : ผมไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นสายลับ ความชื่นชมยินดีจากการได้มองโลกหล่อเลี้ยงชีวิตผม ถ้าผมต้องอธิบายกับเด็ก ผมจะพูดว่า “ลองมองดูสิ มองความงดงามของลำแสงที่พาดผ่าน มองย่างก้าวของชายคนนั้น นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าทรงพลัง” ผมมองหาความสวยงามแห่งช่วงเวลาในแบบที่พรรณนาเป็นคำพูดไม่ได้ ความงามแบบที่เราจะเห็นและเข้าใจด้วยตนเอง ผมคิดว่ามีความงามแฝงอยู่ในทุกขณะ มันเป็นแสงส่องให้พวกเราเห็นและเข้าใจบางอย่างที่โลกมอบให้แก่เรา

Q : ครั้งหนึ่งผมเคยได้ไปร่วมงานถ่ายภาพที่มีนักออกแบบท่าเต้นและช่างภาพที่มีชื่อเสียง ที่นั่นมีนักเต้นอยู่ 2 คนอยู่คนละฝั่งของเวที ช่างภาพได้ถามนักออกแบบท่าเต้นว่าเขาต้องการให้โฟกัสที่นักเต้นคนไหน “ไม่ใช่ทั้งคู่” นักออกแบบท่าเต้นตอบ”ผมสนใจในพื้นที่ระหว่างเขาทั้งสอง” นี่เองก็ดูเป็นสิ่งที่คุณให้ความสำคัญเช่นกัน

A : ผมดีใจที่คุณพูดอย่างนั้น สำหรับผมนั่นคือแก่นของความงาม มันง่ายที่จะเอาคน สิ่งของ เหตุการณ์ไปตั้งเป็นจุดศูนย์กลางของภาพและทำให้ทุกคนรู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร “ดูสิ ฉันถ่ายหมา ดอกไม้ คน พระอาทิตย์ตก” มันไม่ต้องใช้สมองเลยในการเอาจุดสำคัญมาไว้ตรงกลางเฟรม มันก็แค่การชี้นิ้วบอก ง่ายขนาดเด็กทารกยังเข้าใจได้ แต่การมองเห็นความสัมพันธ์ในสิ่งที่ไม่เชื่อมโยงกันคืออีกเรื่องหนึ่ง เมื่อคุณวางเฟรม คุณให้ความหมายพื้นที่นั้นด้วยนิยามของคุณเอง เพราะคุณเป็นคนตัด 75 องศาออกจาก 360 องศารอบตัวคุณเพื่อให้ได้ภาพหนึ่งออกมา ดังนั้น…พื้นที่นั้นคือเรื่องราวที่คุณเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่คุณเห็นอยู่ตรงหน้า มันเต็มไปด้วยคุณค่า อย่างน้อยในความคิดของผม มันบอกเล่ามุมมองมากมาย

สำหรับผม ความงดงามของภาพอย่างแรกคือเวลาที่เรามองไปที่ภาพถ่าย และได้พินิจพิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆในเฟรม และอย่างที่สอง ซึ่งผมคิดว่านี่คือหัวใจของการถ่ายภาพ คือในขณะที่การถ่ายภาพบอกเล่าทุกอย่างในภาพด้วยความพิถีพิถัน มันก็ยังมีความกำกวมอยู่ในนั้นด้วย ผมปฎิบัติเช่นนั้นต่อภาพสตรีทที่ผมพยายามถ่ายและความหลงใหลในชีวิตแบบที่ผมลั่นชัตเตอร์ ผมไม่ได้หมายความแค่เรื่องการถ่ายภาพสตรีทเท่านั้นนะ ผมพูดถึงธรรมชาติของชีวิตเช่นกัน และผมจะกล่าวว่า… ความกำกวมของสิ่งที่อาจดูชัดเจน สำหรับผมมันเป็นจุดแข็งของภาพถ่ายร่วมสมัย

Q : อีกอย่างเกี่ยวกับภาพถ่ายสตรีทของคุณคือระยะห่างระหว่างคุณและสิ่งที่คุณจะถ่าย ระยะภาพกว้างกว่าปกติ และองค์ประกอบในภาพซับซ้อนกว่าทั่วไป มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากสัญชาตญาณของคุณหรือเกิดจากการพัฒนาขึ้นมาของคุณเอง

A : เป็นคำถามที่ดีมาก ตอนที่ผมยังออกไปถ่ายภาพกับโทนี่ ความเย้ายวนของการถ่ายภาพคือการได้เห็นว่าคุณเข้าไปใกล้ได้มากแค่ไหน ระยะขนาดไหนที่คุณสามารถเข้าถึงได้ในพื้นที่ส่วนตัวของคนแต่ละคนในการถ่ายภาพ

ในปี 1964 ผมได้ออกเดินทางโร้ดทริปไปทั่วอเมริกา ในจุดจุดหนึ่ง ทุกคนเดินตามรอยเท้า Robert Frank คุณออกตามหาอัตลักษณ์ของประเทศและค้นหาตัวคุณเองในอัตลักษณ์นั้น ค้นหาบทบาทของคุณ เหมือนที่โรเบิร์ตทำให้เราเห็นว่าเขาทำได้ ดังนั้น ผมเลยพบตัวเองถ่ายภาพรถยนต์ที่แล่นผ่านไปบนถนน ผมพบตัวเองในแถบตะวันออกของประเทศที่ผู้คนเล็กกระจ้อยและพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ผมพบแรงกระตุ้นที่จะถ่ายภาพพวกนั้น

ในขณะที่ผมกำลังเดินทางอยู่นั้น แกร์รี่เองก็ออกเดินทางเช่นกัน เขาไปทางใต้ ในขณะที่ผมไปทางเหนือ เมื่อเราทั้งสองมาเจอกันที่แคลิฟอร์เนีย เราใช้เวลาอาทิตย์หนึ่งด้วยกัน พวกเราก็ไปเวกัส แล้วจากนั้นเขาก็ขึ้นเหนือ และผมก็ลงใต้ เมื่อผมกลับถึงนิวยอร์ค ผมพิมพ์ภาพนับร้อยร้อยภาพออกมาและเอาไปให้แกร์รี่ดูทันที ตอนนั้นแกร์รี่กำลังหลงใหลอยู่กับเมืองที่เขาเดินทางผ่านชื่อเมือง Guggenheim ซึ่งต่อมาเขาจะพิมพ์ภาพโร้ดทริปของเขาที่เมืองนั้นเป็นหนังสือชื่อ Winonard

แต่เมื่อเขามองภาพที่ผมถ่ายมาจากโร้ดทริปของผม มันมีบางภาพที่มีพื้นที่ว่างกว้างมากและซับเจ็คที่ผมถ่ายอยู่ไกลลิบ ผมพยายามอธิบายถึงแนวคิดของผม แต่แกร์รี่ไม่เข้าใจ เขาคิดว่ามันดูห่างไกลเกินไป และคุณรู้ไหม..ผมเข้าใจได้และในบางกรณีผมก็เห็นด้วยกันเขา ผมเลยเอาภาพไปให้ John Szarkowski ที่ MoMA ดู มันเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีน่ะ ทุกงานเป็นที่ต้อนรับในแผนกศิลปะภาพถ่ายของ MoMA เสมอ ช่างภาพจะนำงานของเขามานั่งดูร่วมกับจอห์นปีละครั้งหรือสองครั้ง เปรียบเทียบจอห์นเป็นชาวประมงที่ดี และเราก็นำปลาของเรามาให้เขาสำรวจดู

ตอนนั้นผมเลยเอาภาพเจ้าปัญหาของผมไปให้จอห์นดู ภาพซึ่งตัวผมเองก็มีคำถามอยู่เหมือนกัน จอห์นมองดูงานเหล่านั้นและพูดกับผมว่า นี่คือสัญญาณแห่งการโตขึ้น เป็นอีกขั้นหนึ่งของการถ่ายภาพที่ช่างภาพต้องก้าวข้ามนั่นคือการเรียนรู้ที่จะปล่อยผ่านและถอยออกมา เขาบอกว่าเราควรมองภาพเหล่านี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการของผม ผมบอกเขาว่า “แต่แกร์รี่ไม่ชอบมันนัก” เขาตอบกลับมาว่า “แกร์รี่ไม่ได้รู้ทุกอย่าง” มันเป็นการให้เหตุผลที่ดีเพราะผมรู้ดีว่าพื้นที่ว่างเหล่านั้นเป็นคาแรกเตอร์ของภาพและพื้นที่เหล่านั้นเองก็มีเรื่องราวลึกซึ้งของมันเองที่จะเล่า ในแบบเดียวกับที่คนเราอยู่และเคลื่อนผ่านพื้นที่ พื้นที่เองมีสี มีอารมณ์ มีแสง มันเป็นโรงละครสำหรับทุกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ผมมองดูและรับรู้ว่าพื้นที่นั้นไม่ว่างเปล่า ผมเข้าใจแล้วว่า ในตอนนั้น ความรู้สึกเข้าใจชีวิตของผมไม่ได้จำกัดไว้เพียงที่ตัวบุคคล แต่ขยายไปที่พื้นที่ด้วย มันยากที่จะอธิบายมันออกมาเป็นคำพูดในตอนที่คุณยังเด็ก แต่การรับรู้นั่นก็อยู่เหนือกว่าคำพูด มันคือบางอย่างที่คุณเข้าใจอยู่ข้างใน บางอย่างที่คุณรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

Q : มันสุดยอดมากที่ John Szarkowski มีประตูที่เปิดต้อนรับทุกคนอยู่เสมอ

A : ใช่เลย ไม่มีใครเหมือนเขา สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเพิ่งไป MoMA เพื่อพบกับ Quentin Bajac เขารับช่วงต่อเป็นหัวหน้าภัณฑรักษ์ในแผนกศิลปะการถ่ายภาพเมื่อมกราปีที่แล้ว ซึ่งคือตอนที่ผมไปอยู่ยุโรปหนึ่งปีพอดี พอผมกลับมานิวยอร์คผมจึงอยากเจอและคุยกับเขา สิ่งหนึ่งที่เราคุยกันคือเรื่องนโยบายประตูที่เปิดกว้างอยู่เสมอของจอห์น ผมพูดว่าการที่ MoMA สามารถพูดคุยกับศิลปินได้โดยตรงแทนที่จะคุยกับนายหน้างานศิลปะเป็นสิ่งสุดวิเศษที่จอห์นได้ทำไว้ ตัวเควนตินเองตอนนี้ได้เริ่มก่อรูปร่างแนวคิดในการพัฒนาแผนกในแบบของเขาเอง เขาเป็นคนใจกว้างและผมคิดว่าเขาจะเป็นหัวหน้าภัณฑรักษ์ที่ดี

Q : ผมติดอยู่กับบางอย่างที่คุณพูดตอนต้นยุค ’80 เกี่ยวกับการถ่ายภาพที่ Bedford, Stuyvessant คุณพูดว่า “ผมไม่สามารถทำงานศิลปะจากความทุกข์ของผู้อื่นได้”

A : เมื่อคุณได้ดูภาพข่าวเกี่ยวกับความยากจน สงคราม อาชญากรรม และความสิ้นหวัง โดยที่สิ่งเหล่านั้นถูกปฎิบัติด้วยการวางเฟรมแบบศิลปะ มันเป็นเรื่องน่าเศร้า ผมเข้าใจดีว่าเวลาคุณถ่ายบางอย่างคุณเองก็อยากให้ภาพออกมาน่าสนใจ แต่ในทางเดียวกัน มันมีความละเลยความรู้สึกของคนในข่าวอยู่ในนั้นด้วย การต้องทำข่าวน่าสะเทือนใจ ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมคิดว่าคุณกำลังเอาตัวเองไปเสี่ยงกับการที่วันหนึ่งคณจะชินชาจนไม่รู้สึกสะเทือนใจอะไรอีกเลย

ผมจะบอกว่า ผมไม่อยากทำแบบนั้น ผมขออยู่กับชีวิตธรรมดา เล่าเรื่องสุนทรีย์ที่มองเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ความสุข ความชื่นชมยินดี และเรื่องไร้สาระทั้งปวง ผมจะมองโลกในมุมมองที่สวยงาม…..น่าจะนะ

Q : มีผู้รู้เคยกล่าวไว้ว่าค่าของงานศิลปะอยู่ที่ส่วนที่ทำให้ผู้ชมเห็นแล้วรู้สึกเปล่าเปลี่ยวสิ้นหวัง งานของคุณมากมายท้าทายคำพูดนั้น

A : ในโลกศิลปะ มันมีความแคลงใจต่อความงามและความสุขเสมอ เหมือนกับว่าศิลปะต้องเสียดสีแดกดันถึงจะมีความสำคัญขึ้นมา แต่ผมเป็นแบบที่ผมเป็น ผมมองโลกและถ่ายภาพความปีติยินดีที่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจนกระทั่งผมถ่ายความสุขที่เป็นดังของขวัญนั้นไว้ แน่นอน..ผมไม่คิดว่าความสุขเป็นทุกอย่าง ในภาพของผมเองบางครั้งก็มีความดำมืด ความลึกลับ ความโศกเศร้า แต่มันจำเป็นต้องมีความหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะคุณรู้ไหม โลกสามารถทำให้คุณรู้สึกแย่ได้ตลอดเวลา คุณจะพบเจอความยากลำบากทุกหนแห่งถ้าคุณมองหา ความอ่อนโยนและกำลังใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผมจะไม่จำกัดตัวเองอยู่แต่กับความสิ้นหวัง ในเมื่อผมสามารถพูดคุยเรื่องความสวยงามของชีวิตกับโลกทั้งใบได้

Q : คุณมีความรู้สึกอย่างไรต่อฟิล์มหรือดิจิตอลบ้างไหม?

A : ผมเลิกใช้ฟิล์มไปเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ผมใช้กล้อง Large format ผมจึงใช้ฟิล์มมาตลอด แต่เมื่อสองสามปีที่แล้วผมใช้กล้องดิจิตอลแบบ Large format ของ Leica ควบคู่ไปด้วย และมันให้คุณภาพของภาพเท่าๆกับกล้องฟิล์มเลย

ผมเองใช้สแกนเนอร์มาตั้งแต่ปี 1992 เพื่อเก็บไฟล์ภาพในรูปแบบดิจิตอล ผมนำหน้าหลายๆคน…ซึ่งน่าจะคือทุกๆคนในแวดวงช่างภาพในยุคนั้นในการแสกนและเตรียมงานแบบ database ผมมีกล้องดิจิตอลตั้งแต่ช่วงปลายยุค’90 แต่ตอนนั้นคุณภาพมันยังแย่อยู่ กล้องดิจิตอลดีขึ้นอย่างช้าๆตามเวลา และพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Leica รุ่นใหม่เยี่ยมมาก

ในช่วงที่ผมอยู่ในยุโรป ผมมีกล้องฟิล์มและมีฟิล์มอยู่ในช่องแช่แข็งในตู้เย็น แต่ผมไม่ได้แตะมันเลยสักครั้งในรอบปี ผมเพิ่งรู้สึกตอนนั้นเองว่าผมถ่ายทุกอย่างด้วย Leica ของผม ไม่ใช่แค่เวลาที่ผมอยู่นิวยอร์ค แต่รวมถึงเวลาผมเดินทางไปที่อื่นด้วย

กล้องดิจิตอลทำให้ผมสามารถเห็นทุกอย่างที่ผมทำในสองสามวันที่ผ่านมาได้รวดเร็วง่ายดาย ผมมีปริ๊นเตอร์เครื่องใหญ่ที่ HP ให้ผมมา ผมเลยสามารถปริ้นภาพทุกอย่างออกมาได้ด้วยตนเองเวลาไหนก็ตามที่ผมต้องการ ผมอยู่ในจุดที่ผมเชื่อมต่อกับงานของผมได้มากที่สุดเทียบกับตลอดหลายปีที่ผมเป็นช่างภาพ ช่วงวันหยุดกลายเป็นความเพลิดเพลินอย่างสุดซึ้ง เป็นประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างเท่าถ้วน มองดู, ถ่ายภาพ, อีดิทภาพ กล่าวได้ว่า ดิจิตอลทำให้ผมรวมตัวเองเข้ากับการถ่ายภาพได้มากขึ้นกว่าที่เป็นมา

 

SaveSaveSaveSave

SaveSave

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s