เรียบเรียงโดย ภาสินี ประมูลวงศ์

“ฉันเริ่มถ่ายรูปตอนประมาณเก้าขวบสิบขวบ บางครั้งฉันรู้สึกว่ามันเป็นความทรงจำเลือนๆเหมือนเทปพังๆ แต่มันเป็นเรื่องราวเรื่องเดียวที่ฉันพอจะเล่าได้”

อเลสซานดร้าโตมากับ photobook ที่แม่ของเธอเรียงไว้ในชั้นหนังสือชั้นล่างสุด นั่นทำให้เธอซึบซับงานภาพถ่ายโดยไม่รู้ตัว

“ฉันชอบหนังสือพวกนั้นมาก โดยเฉพาะ Wiscousin Death Trip ของ Michael Lesy เขาเล่าเรื่องของเมืองเล็กๆในวิสคอนซิลชื่อ Black River Falls ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ ภาพส่วนใหญ่เป็นภาพความตาย ไม่มากมายอะไร แต่ก็มีภาพศพเด็กหญิงตัวน้อยๆและศพทารก เขาจัดภาพที่เขาได้มาจากช่างภาพท้องถิ่นข้างๆบันทึกจากโรงพยาบาลบ้าและข่าวจากหนังสือพิมพ์ คุณรู้ไหม มันช่างมืดหม่นเหลือเกิน เหตุผลที่ฉันคิดว่าฉันประทับใจหนังสือเล่มนั้นมากเพราะว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันตระหนักว่า สักวันหนึ่งฉันต้องตาย ตอนที่ฉันเห็นเด็กหญิงน่ารักตัวน้อยๆในโลงศพ ฉันคิดขึ้นมา โอเค..นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับฉัน แล้วฉันก็เห็นภาพคุณยายแก่มากๆคนหนึ่ง บางอย่างคลิก ฉันจะไม่รู้จักคนเหล่านี้เลยถ้าไม่ใช่เพราะภาพถ่าย” เธอเล่า

อเลสซานดร้าใช้ชีวิตวัยเด็กสลับไปมาระหว่างนิวยอร์คและอาเจนติน่า เธอถ่ายภาพตลอดช่วงเวลาเหล่านั้น จนมัธยม ถึงมหาวิทยาลัย เธอเข้าเรียนด้านมนุษยวิทยาสองปีก่อนจะเข้าเรียนถ่ายภาพที่ International Center of Photography (ICP)

“ตอนแรกฉันเรียนมนุษยศาสตร์เพราะฉันไม่คิดจะเป็นช่างภาพอาชีพ คุณก็รู้ คนที่เรียกตัวเองว่าช่างภาพส่วนใหญ่เป็นพวกตาหนวดโบฮีเมี่ยน ฉันเลยไม่คิดว่าการถ่ายภาพจะยึดเป็นงานอะไรได้ จนฉันได้เข้าเวิร์คช็อปกับช่างภาพอาชีพจริงๆ ได้เห็น photobook ของพวกเขา นั่นคือตอนที่ฉันเริ่มเห็นการถ่ายภาพเป็นอาชีพ ก่อนหน้านั้นฉันถ่ายรูปแล้วก็ถ่ายรูปแต่ก็เป็นแค่งานอดิเรก แล้ววันหนึ่ง ฉันก็ได้พบคนที่ถ่ายรูปจริงๆจังๆและพวกเขาทำแบบนี้มานานแล้ว พวกเขาพูดกันเรื่องแนวคิดและเรื่องราวที่พวกเขาจะเล่าในโปรเจ็คภาพถ่าย นั่นเป็นสิ่งใหม่สำหรับฉัน”

หลังจากเรียนจบจากนิวยอร์ค เธอกลับมาเริ่มต้นทำงานเป็นช่างภาพข่าวให้สำนักพิมพ์ที่อาเจนติน่า งานส่วนใหญ่ของเธอเกิดขึ้นที่นั่น ขับรถออกไปตามทางหลวงที่ทอดยาว  ออกจากบัวโนสไอเรส จากตึกกลายเป็นทิวเขาสุดลูกหูลูกตา

ที่ที่ยังมีทุ่งหญ้า มีไก่ วัว แกะ และเด็กน้อยเล่นพ่อแม่ลูก

On the sixth day

“ในตอนนั้นฉันทำงานในวงการหนังสือพิมพ์ที่อาเจนติน่า เจ้านายของฉันเขาใจดีมาก ทุกบ่ายวันศุกร์ ฉันจะเข้าไปที่ล็อคเกอร์เก็บฟิล์ม หยิบมาใส่กระเป๋า และใช้ฟิล์มที่แอบหยิบมาถ่ายรูปตลอดสุดสัปดาห์”

อเลสซานดร้าเล่าถึงที่มาของโปรเจ็คแรกของเธอ..

On the sixth day หมายถึงวันที่หกที่พระเจ้าสร้างโลกซึ่งเป็นวันที่พระเจ้าสร้างพวกสัตว์ อเลสซานดร้าขับรถออกไปใช้เวลาช่วงวันหยุดใน Pampas ชนบทของอาเจนติน่า เธอถ่ายชีวิตฟาร์มและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ที่พวกเขาจะส่งเข้าโรงเชือด

“ฉันเกิดและเติบโตในเมือง แต่ครอบครัวฉันมีฟาร์มที่ชนบท เราจะไปที่นั่นกันทุกฤดูร้อนหรือช่วงสุดสัปดาห์ มันเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในวัยเด็กของฉัน แต่ก็แค่การเยี่ยมเยียนเท่านั้น ฉันเป็นคนนอกเสมอ และในตอนนั้นที่ฉันโตขึ้นและเป็นนักข่าว ฉันมีภาพชัดเจนในหัวที่ฉันรู้สึกแรงกล้าว่าฉันต้องออกไปถ่ายภาพของฟาร์มในชนบทอาเจนติน่าอย่างคนใน ในตอนนั้นภาพชนบทอาเจนติน่าในความรู้สึกคนทั่วไปคือพื้นที่โลกกว้างและสวยงาม อาจเป็นเพราะธรรมชาติของที่นั่นและภาพจำเกี่ยวกับฟาร์มของคนในเมือง ความจริงอันโหดร้ายทารุณถูกมองผ่าน แต่ฉันมีเรื่องที่ฉันเห็นและอยากเล่า ฉันเห็นความรู้สึกระหว่างสัตว์ที่กำลังจะถูกส่งไปโรงฆ่ากับคนที่เลี้ยงพวกมัน ความรู้สึกนั้นเข้มข้นขึ้นวันแล้ววันเล่า นี่อาจเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยสำหรับมนุษย์ แต่คือเรื่องใหญ่ของวัวตัวหนึ่ง ฉันเอาความคิดนี้ออกจากหัวไม่ได้”

เธอถ่ายภาพแรกของโปรเจ็คในปี ’96 และภาพสุดท้ายในปี 2004

“ในตอนแรกฉันค่อนข้างมีอคติ แต่สุดท้ายแล้วอคติเหล่านั้นก็ค่อยๆหายไปเมื่อฉันให้ความสนใจมากขึ้นและฟังมากขึ้น และนั่นคือส่วนที่ดีที่สุด โปรเจ็คจะเปลี่ยนคุณ ทุกคนจะคิดว่า คุณเป็นคนทำให้งานออกมาเป็นแบบที่มันเป็น แต่ถ้าคุณจดจ่ออยู่กับสิ่งที่คุณทำจริงๆ งานนั้นต่างหากที่ทำให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น”

The Adventures of Guille and Belinda and The Enigma Meaning of Their Dreams

ระหว่างโปรเจ็ค On the sixth day เธอได้พบ Guille และ Belinda ที่ฟาร์มแห่งหนึ่ง ทั้งคู่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

“ตอนนั้นฉันไปที่บ้านยายของพวกเธอตลอด ถ่ายพวกสัตว์ ฉันคือคนที่พวกเขารู้จักกันในชื่อว่า “พี่คนนั้นที่มากับกล้องตลอดไง” ฉันเริ่มเล่นกับพวกเด็กๆ แล้วฉันก็เริ่มถ่ายวิดิโอและถ่ายภาพวกเธอ ฉันเริ่มมีไอเดียตอนพวกเราเล่นด้วยกัน ไอเดียนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมาก และการเริ่มโปรเจ็คก็ไม่ยากเพราะพวกเด็กๆไม่รู้สึกว่าฉันเป็นคนนอก ฉันเป็นพี่คนหนึ่งที่มาทุกฤดูร้อน พี่ผู้หญิงอายุสามสิบที่ยังไม่มีลูก ที่นั่นถ้าคุณอายุสามสิบ คุณต้องมีลูก แต่งงาน มีความรับผิดชอบ ฉันเลยเป็นพี่ผู้หญิงที่แปลกดี และการเป็นเด็กอายุเก้าขวบในชนบท ในฤดูร้อนที่ทุกคนทำงาน แล้วมีพี่คนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่า พวกเธอสุดยอด อยู่กับพวกเธอสนุกจัง มาเล่นกันเถอะ  มันเป็นเรื่องพิเศษ พวกเธอชอบที่ฉันสนใจ”

จากเด็กผู้หญิงสองคนที่เล่นเป็นโอฟีเลียในเรื่องแฮมเล็ต เล่นโจรผู้ร้าย เล่นแต่งงาน เล่นเลี้ยงน้องตุ๊กตา สู่วัยที่เติบโตและสิ่งที่เคยเล่นเป็นจริงได้ พวกเธอมีความรัก สร้างครอบครัว และมีลูก อเลสซานดร้าใช้เวลา 15 ปีตามถ่ายช่วงเวลาเหล่านั้น โปรเจ็คนี้กลายเป็นโปรเจ็คที่มีชื่อเสียงที่สุดของเธอ

“ฉันแค่เพ่งความสนใจไปที่สิ่งที่ฉันทำ ผู้คน สถานที่ สายสัมพันธ์ เหตุการณ์ สิ่งที่ฉันพบและรู้สึกบางอย่าง ฉันพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแบบที่ดีที่สุดที่จะทำได้ ฉันอยากแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ ใส่ชีวิตแบบที่มันเคยเล่นตรงหน้าฉันไว้ในหัวใจผู้อื่น”