ฮากะ ฮิเดโอะ ผู้เก็บจิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่นไว้ในภาพถ่าย

บทความ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ว่า ภาพถ่ายมีหน้าที่สำคัญมากกว่าเป็นเพียงชิ้นงานศิลปะ นั่นคือการบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์

ฮากะ ฮิเดโอะ (Haga Hideo) ไม่ใช่เพียงแค่ช่างภาพที่สร้างผลงานทางศิลปะภาพถ่ายในระดับที่ต้องจดจำเท่านั้น แต่งานของเขาคือการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของตะวันออกที่สำคัญอย่างยิ่งคนหนึ่งของญี่ปุ่น

แม้แต่ถิ่นกำเนิดของฮากะ ก็ยังเป็นเศษส่วนสำคัญทางประวัติศาสตร์ของโลกตะวันออก เขาเกิดในเมืองต้าเหลียน ซึ่งเมื่อปี 1921 ที่เขาเกิดนั้น เมืองๆนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในเขตการปกครองของญี่ปุ่น ด้วยการเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อการปกครองหลายฝ่าย ทั้งญี่ปุ่น จีน รัสเซีย จึงมีการต่อสู้แย่งชิงมาอย่างยาวนาน ที่นั่นจึงมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย และปัจจุบันมันได้กลายเป็นพื้นที่ในเขตการปกครองของประเทศจีนไปแล้ว

นั่นยังทำให้ฮากะเติบโตมาด้วยวัฒนธรรมที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นอย่างที่คุ้นเคยเสียทีเดียว แต่มีอิทธิพลของแมนจูมากกว่า เขาค่อนข้างโชคดีที่พ่อของฮากะเป็นคนที่หลงใหลกล้องถ่ายรูป และยังโชคดีไปกว่านั้นที่เมืองต้าเหลียนเป็นเขตปลอดภาษี (Tax Free) ทำให้สินค้าที่มาจากต่างประเทศมีราคาถูก รวมไปถึงกล้องถ่ายรูปที่สมัยนั้นมาจากเยอรมันเป็นส่วนใหญ่

วันหนึ่งพ่อของฮากะซื้อกล้องถ่ายรูปให้เขา โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะกลายเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ไปตลอดชีวิตของฮิเดโอะ

ปี 1939 ฮากะมีโอกาสสอบเข้ามหาลัยไคโอะ ในโตเกียว ทำให้เขาได้ย้ายจากเมืองต้าเหลียนข้ามมาบนแผ่นดินที่แท้จริงของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก นั่นทำให้เขาตื่นตาตื่นใจกับความแตกต่างของธรรมชาติและวัฒนธรรมระหว่างบ้านเกิด ดอกไม้ที่ผลิบานในแต่ละฤดูกาล เครื่องแต่งกายและอาหารในแต่ละเทศกาล จะว่าไปแล้ว การข้ามจากพื้นที่ที่มีอิทธิพลแมนจูมากกว่าญี่ปุ่นมาตั้งแต่เกิด ก็ค่อนข้างจะ Culture Shock สำหรับฮากะ

ระหว่างที่เขาเรียนในมหาลัย ฮากะได้เข้าร่วมชมรมถ่ายภาพ ซึ่งในขณะที่คนอื่นๆให้ความสนใจกับวัฒนธรรมตะวันตก งานศิลปะร่วมสมัยที่กำลังเป็นที่นิยมและแทรกซึมเข้ามาในญี่ปุ่นยุคนั้น แต่ฮากะกลับรู้สึกว่าเรื่องศิลปะพื้นบ้านของญี่ปุ่น งานประเพณีต่างๆกลับเป็นสิ่งที่โดนใจเขามากกว่า

สิ่งที่มีบทบาทกับฮากะมากๆ และเป็นส่วนสำคัญในงานถ่ายภาพของเขาคือ “งานวรรณกรรม” เขาได้เข้าเรียนวิชาวรรณกรรมญี่ปุ่นที่สอนโดยอาจารย์ที่โด่งดังมากในยุคนั้น ‘โอริกูชิ ชิโนบุ’

ครั้งหนึ่งอาจารย์ชิโนบุกล่าวถึงประเพณีหนึ่งว่า “เทพเจ้าจะมาเยือนและปรากฏตัวต่อชาวบ้านในหมู่บ้าน ในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านฤดูกาล” ด้วยประโยคนั้น ฮากะรู้สึกถึงความกระตือรือร้นของตนเองที่อยากจะจับภาพเทพเจ้านั้นด้วยกล้องของเขา


หลังจากเขาเรียนจบมหาลัยในปี 1944 ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งช่วงหลังสงครามโลก ฮากะก็เข้าไปทำงานที่โตเกียวในฐานะนักแปลและส่งข่าวจากจีนไปให้หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น ขณะเดียวกันเขาก็ทำงานพาร์ทไทม์เป็นช่างภาพไปด้วย

ปี 1952 เขาโดนไล่ออกจากงาน กลายสถานะเป็นคนตกงานทันที ฮากะจึงตัดสินใจเดินทางไปบ้านเกิดของพ่อเขาที่ฟูกูชิม่า และได้ร่วมงานประเพณีปีใหม่ของที่นั่น นั่นเป็นจุดที่ทำให้เขาได้เก็บภาพงานประเพณีเหล่านั้นอย่างที่เคยตั้งใจ และพอเขาได้กลับไปโตเกียว ฮากะได้นำงานของเขาไปให้อาจารย์ที่เคยสอนเขาที่มหาลัยดู นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ฮากะปักหลักถ่ายภาพประเพณีพื้นเมืองต่างๆอย่างจริงๆจังๆ

ฮากะตัดสินใจฝึกปรือและตั้งหมุดหมายของตัวเองไปสู่ทิศทางงานภาพถ่ายเชิงวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการเรียนประวัติศาสตร์พื้นเมือง รวมถึงเดินทางไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อที่จะเรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งในยุคนั้นเทรนภาพถ่ายไปในทางภาพถ่ายสารคดี (ตัวอย่างเช่นงานของ วอล์คเกอร์ อีวานส์ , โดโรธี แลงก์ เป็นต้น) และภาพนู้ด ฮากะกลับเลือกพัฒนางานสารคดีเชิงวัฒนธรรมไปด้วยการใส่รายละเอียดเอาไว้อย่างปราณีต การรวมเอาธรรมชาติและจิตวิญญาณ ความเชื่อ อันเป็นแก่นของวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นตัวขับเคลื่อนในงานของฮากะ

ในปี 1955 งานของเขามากมายได้ถูกนำไปใช้ในหนังสือเล่มสำคัญทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “Sogo nihon minzoku goi” (แปลว่าดิกชันนารีแห่งวัฒนธรรมพื้นบ้านญี่ปุ่นที่สูญหายไปแล้ว) การตีพิมพ์สู่สาธารณะนั้นทำให้งานของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ในปี 1955 ฮากะได้ส่งภาพของเขาเพื่อร่วมจัดแสดงภาพงาน “The Family of Man” ใน MoMA นิวยอร์ค และภาพของเขาก็ได้รับการคัดเลือกโดย เอ็ดเวิร์ด สไตเช่น ผู้ดูแลแผนกภาพถ่ายของ MoMA โดยจัดแสดงร่วมกับช่างภาพชื่อดังมากมายอย่าง โรเบิร์ต แฟรงค์ , โดโรธี แลงก์ , อีเลียต เออร์วิทท์ เป็นต้น

ปี 1958 ฮากะได้จัดแสดงงานของเขาครั้งแรกชื่อว่า “Ta no kami (Gods of the Paddy Fields)” ซึ่งคัดภาพจากประเพณีเกี่ยวข้าว และในปีถัดมา งานของเขาก็ได้ตีพิมพ์ มันกลายเป็นงานที่แตกต่างออกไปในยุคนั้น มีทางเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร กระแสวิจารณ์จากนักวิจารณ์ก็ดีมาก แต่ในทางกลับกัน…มันขายไม่ได้สักเท่าไหร่

ปี 1963 เขาไม่เพียงจำกัดตัวอยู่เป็นเพียงช่างภาพเท่านั้น แต่เขากลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางศิลปะวัฒนธรรมโดยอาศัยภาพถ่ายของเขาเป็นใบเบิกทาง งานของเขาได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักจริงๆคือในปี 1970 เมื่อเขาได้รับการผลักดันในงาน The Expo 1970 ที่โอซาก้า มันไม่เพียงแต่เผยแพร่วัฒนธรรมเฉพาะในญี่ปุ่น แต่ยังเผยแพร่ไปสู่ต่างชาติด้วย

ปี 1985 Haga Library ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมงานทั้งหมดของเขากว่า 4 แสนภาพ ให้ได้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญทางศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น ซึ่งหาไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบัน

ฮากะเคยกล่าวไว้ว่า ความสำคัญของประเพณีต่างๆที่มีอยู่ในแต่ละฤดูกาล คือการที่ผู้คนพยายามทำชีวิตในแต่ละวัน ให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งกลายเป็นว่าปัจจุบันนี้เรากำลังทำให้ขุมทรัพย์เหล่านั้นสูญหายไปเรื่อยๆ สิ่งที่เขากำลังนำเสนอคือการทำให้ผู้คนในปัจจุบันได้เห็นว่า เราได้ทำอะไรหล่นหายไปบ้างในระหว่างทางที่เรากำลังนำความศิวิไลซ์เข้ามาในชีวิต

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s