เรื่องราวระหว่างการเดินทางของ Alec Soth

เรียบเรียงโดย ภาสินี ประมูลวงศ์

เดิมที อเล็ค ซ้อธ (Alec Soth) เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อจะเป็นจิตรกร แต่วันหนึ่งในขณะที่เข้าเรียนคลาสเกี่ยวกับการถ่ายภาพ อาจารย์ของเขาก็ได้เล่าเรื่องในวัยหนุ่มที่อาจารย์ออกเดินทางทั่วอเมริกาไปกับรถตู้แวนหนึ่งคันและกล้องหนึ่งตัว

“ตอนนั้นผมรู้เลยว่านี่คือสิ่งที่ผมอยากทำ” อเล็คเล่า

“ความฝันแบบเด็กๆอย่างการท่องไปทั่วอเมริกา อาจฟังดูทั่วไปสำหรับคนอื่น แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องใหม่ ผมตกหลุมรักการออกเดินทางค้นหาไปตามที่ต่างๆ และภาพถ่ายก็เป็นบันทึกของการเดินทางนั้น”

หลังจากจบมหาวิทยาลัย อเล็คทำงานเป็นช่างภาพให้กับหนังสือพิมพ์ในเมืองเล็กๆก่อนจะเริ่มโปรเจ็คส่วนตัว ซึ่งกลายมาเป็นหนังสือเล่มแรกของเขา “Sleeping by the Mississippi” หนังสือได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ผู้คนให้ความสนใจภาพของเขาเข้าไปอยู่ในแกลเลอรี่และหลายโปรเจ็คก็ตามมา

งานของอเล็ค หยั่งรากบนขนบโร้ดทริปแบบอเมริกา เล่าเรื่องราวที่พบระหว่างทาง ภาพของเขาพูดถึงความฝันแบบอเมริกันอีกด้านของความฝันแบบอเมริกันและผู้คนที่อยู่กับชีวิตแบบนั้น

ปี 2004

“แม่น้ำมิสซิสซิปปี้ไหลผ่านเมืองที่ผมอยู่  แล้ววันหนึ่งผมก็เริ่มคิดเรื่องที่ว่า แม่น้ำมิสซิสซิปปี้เป็นตัวแทนของการออกผจญภัยเพราะพอมองจากแผนที่แม่น้ำไม่ได้ไหลตรงจากเหนือลงใต้ แต่มันเลี้ยวลดไปทั่วทุกที่และนั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำ…..”

“เลี้ยวลดไปทั่วทุกที่”

Sleeping by the Mississippi เป็นสมุดภาพที่ปะติดปะต่อไปด้วยการบอกเล่าเรื่องราวของการขับรถผจญภัย 2,000 ไมล์ไปตามลำน้ำมิสซิสซิปปี้และผู้คนที่พบเจอระหว่างการผจญภัยนั้น

“บางครั้งก็ไม่มีเรื่องเบื้องหลังภาพอะไรให้เล่า เช่นผมเจอคริสตัลที่นิวออลีนในพาเหรดชาวเกย์ตอนช่วงอีสเตอร์ เธอเชิญผมไปบ้านและผมถ่ายรูปเธอ”

แต่ในหลายๆครั้งก็มีเรื่องให้เล่ามากมายเช่นกัน

“ผมกำลังขับรถผ่านเมืองวาซาในมินิสโซต้า แล้วผมก็เห็นบ้านหน้าตาแปลกจากหลังอื่น ผมขับเข้าไปและเคาะประตู ผู้หญิงคนหนึ่งมาเปิดและบอกว่าชาร์ลสามีของเธอเป็นคนสร้างบ้านหลังนี้ และชาร์ลออกจะเป็นคนช่างฝันบ้าๆบอๆ” อเล็คซ์เล่าถึงตอนที่เขาพบชาร์ล ชายที่กลายเป็นภาพเด่นของโปรเจ็ค “ชาร์ลพาผมชมบ้านเราปีนไปบนชั้นสี่ที่มีห้องเล็กๆที่เขาและลูกสาวใช้เป็นห้องต่อโมเด็ลเครื่องบิน ห้องนั้นเล็กเกินกว่าจะถ่ายรูปได้ ผมเลยถ่ายชาร์ลบนหลังคาบ้าน”

“Sugar’s เป็นซ่องแห่งหนึ่งในเมืองดาเว่นพอร์ทในไอโอว่า ตอนแรกผมประหม่าที่จะเข้าไป และแน่นอนผมคิดว่าพวกเขาต้องไม่ให้ผมถ่ายรูป ผมเดินเข้าไปและพบป้าคนหนึ่งที่โต๊ะรับแขก ผมลองถามเธอดูว่าผมพอจะถ่ายรูปได้ไหม เธออนุญาตและไม่รับเงินที่ผมจะให้เพราะเธอถือว่าภาพจะเป็นการโฆษณาที่ดีสำหรับซ่อง มันเป็นเรื่องตลกดีและผมก็แปลกใจที่คนแปลกหน้าใจดีและเปิดเผยได้ขนาดนั้น ผมใช้เวลาเป็นชั่วโมงที่นั่นถ่ายห้องถ่ายผู้หญิงแม้แต่ลูกค้า”

“ในช่วงต้นของโปรเจ็คผมใช้เวลาบางส่วนที่เมมฟิส ผมสังเกตเห็นโมเท็ลแห่งหนึ่งซึ่งผมแน่ใจว่าเป็นซ่องผมขับเข้าไป และได้พบ ซันชายน์ เธอเป็นคนที่เศร้าที่สุดเท่าที่ผมพบตลอดการเดินทาง ผมรู้สึกผิดกับภาพนั้น ผมถ่ายภาพเธอใส่บิกินี่บนเตียง เมื่อผมได้กลับไปเมมฟิส อีกผมกลับไปหาซันชายน์เพื่อให้รูปของเธอที่ผมถ่าย และขอถ่ายภาพเธอใหม่ในชุดดีๆเธอบอกว่าเธอไม่มีชุดสวยๆ เธอไม่มีอะไรดีๆแต่เธอมีตุ๊กตาสัตว์ ผมเลยถ่ายภาพเธอกับตุ๊กตาเหล่านั้น รูปนั้นกลับไม่ดีเท่าไหร่ นี่คือเรื่องที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายผู้คนบางครั้งรูปที่ทำให้คุณรู้สึกผิดคือรูปที่ซื่อตรงที่สุด”

 

ปี 2006

“ผมไปน้ำตกไนแองการ่าด้วยเหตุผลเดียวกับคู่รักไปฮันนีมูนและคนสิ้นหวังไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย”

อเล็ค ซ้อธ ใช้เวลาสองปีถ่ายทอดเรื่องราวแถวน้ำตกไนแองการ่า ทั้งจากทางฝั่งอเมริกาและฝั่งแคนาดา  มากกว่าแค่ธรรมชาติ อเล็คเล่าเรื่องราวของผู้คนและสิ่งที่เขาพบเจอระหว่างโปรเจ็คคู่แต่งงานใหม่ ภาพเปลือยของคู่รักฮันนีมูน จดหมายรัก จดหมายอกหัก ลานจอดรถโมเท็ล แหวนแต่งงานในโรงรับจำนำ อเล็กซ์พยายามเข้าถึงความเชื่อมโยงของความหวังความรักและความเศร้าโศกใจสลาย

“เมื่อคนสองคนอยู่ในภาพเดียวกัน มันกลายเป็นเรื่องซับซ้อนขึ้น พลังงานระหว่างพวกเขาสองคนอยู่ที่ไหน บางครั้งผมไม่รู้ ผมพยายามเข้าใจความรักรูปแบบนั้น” อเล็คซ์เล่าถึงภาพเมลิซซ่าในชุดเจ้าสาว

ที่เขาชอบที่สุดในโปรเจ็คคือตอนแรกเขารู้สึกทุกอย่างผิดที่ผิดทาง จนกระทั่งเขาได้อ่านจดหมายรักระหว่างเธอกับเจ้าบ่าว “นั่นคือวิธีที่จะเข้าถึงเสียงของพวกเขา”

 

ปี 2011

“มันเริ่มจาก The High Museum ให้โจทย์ผมในการออกไปถ่ายทางใต้ ผมเลยไปแอตแลนต้า แต่พอเอาเข้าจริงแอตแลนต้าไม่ได้ดึงดูดใจผมเท่าไหร่ แล้วผมก็คิดถึงมือวางระเบิด อีริค รูดอฟห์ (Eric Rudolph) ขึ้นมา ผมออกไปตามที่ที่เขาใช้หลบหนีจาก FBI ผมไม่ได้สนเรื่องปัญหาการเมืองหรอก แต่ผมสนใจไอเดียของการที่ชายคนหนึ่งกำลังวิ่งหนี ไอเดียนั้นพาผมไปพบกลุ่มชายสี่ห้าคนทางตอนเหนือของจอร์เจีย ที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษ แล้วผมก็เริ่มคิดถึงตัวผมเองที่แท้จริงแล้วก็อยากหลีกหนีอะไรบางอย่าง”

Broken Manual เป็นโปรเจ็คที่อเล็กซ์ใช้เวลาห้าปีกับกลุ่มชายที่หลีกหนีจากโลก

ร่องรอยของการดำรงชีวิตทางลูกรังในหุบเขาความเหงาในป่าสน

“นี่คือคู่มือสำหรับใครก็ตามที่ต้องการหลีกหนีชีวิตไอเดียของคู่มือนี้คือ มันใช้การไม่ได้จริงมันเจ๊งบ๊ง”

เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะหนียังไงชีวิตก็จะหาเราพบ

 

ปี 2015

“ผมก็แค่อยากกลับมาสู่โลกเดิมแล้วเห็นสิ่งต่างๆแปลกไป”

ในธันวาคม 2011 อเล็คและเพื่อนนักเขียน แบรด เซลเลอร์ (Brad Zeller) ทำโปรเจ็ค The Dispatch ร่วมกัน โรดทริปจากซานแอนตานิโอ้ ถึงโอ๊คแลนด์ และโอไฮโอ้ คือที่แรกที่พวกเขาหยุดแวะ อเล็คและแบรดไปตามศูนย์ชุนชม โบสถ์ ร้านอาหาร ที่เต้นรำ ที่ไหนก็ตามที่ผู้คนมารวมตัวกัน ไม่นานหลังจากนั้นความคิดในหัวของพวกเขาก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง พวกเขาย้ายเมืองไปเรื่อยๆ และแต่ละเมืองก็มีสีสันและเรื่องราวเป็นของตัวเอง

ผ่านไปครึ่งทางอเล็คเริ่มรู้สึกว่ามีเรื่องราวให้เล่ามากกว่าที่จะบรรจุใน The Dispatch ได้หมด และนั่นเป็นที่มาของโปรเจ็ค Songbook โปรเจ็คที่เล่าเรื่องของการออกสำรวจแก่นสังคมในบริบทของคนที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเด็กหญิง ท่ามกลางความโกลาหลคุณป้าในชุดโบราณกลางลานจอดรถ หญิงสาวหน้าตาเหน็ดเหนื่อยที่ฟลอร์เต้นรำ สิ่งที่อเล็กซ์ถ่ายคือความป่วยไข้ของยุคโมเดิร์น เราต่างก็อยากเป็นตัวของตัวเองไม่มีใครเหมือน ในขณะเดียวกันก็อยากถูกยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

“80% ของโปรเจ็คคือนู่นนี่มาผสมกันแต่ทุกอย่างที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันนี้ มีบางอย่างเกี่ยวกับสังคมอเมริกันและความเหงาเหตุผลที่ผมตั้งชื่อว่า Songbook เพราะมันไม่ใช่บทความสำหรับอะไรสักอย่างมันคือเนื้อเพลง”

 

Advertisements

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.