เดือนนี้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวงการภาพยนตร์บ้านเรา คือการที่ชื่อของช่างภาพ ‘สยมภู มุกดีพร้อม’ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะคนไทยที่เข้าใกล้รางวัลออสการ์มากที่สุด จากการได้เข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง Call Me by Your Name (ก่อนหน้า เขาเพิ่งได้รางวัลเดียวกันนี้จากเวที Independent Spirit Awards ไปหมาดๆ)

แม้สุดท้ายจะพลาดรางวัลจากเวทีออสการ์ แต่ฝีไม้ลายมือในการถ่ายภาพที่สื่ออารมณ์ได้กินใจของสยมภู ทำเอาแฟนหลายๆ คนยังติดค้างจนต้องตามไปฟังเสวนาของเขาในงาน ‘Dudesweet Talks’ ที่ BACC เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สยามมนุษย์สตรีทก็ไม่พลาด ตามไปเก็บเรื่องเบื้องหลัง เกร็ดความรู้ แนวคิด และแรงบันดาลใจจากงานทอล์กครั้งนี้มาฝาก

23053B9C-8F14-418F-813D-9E93970E258CB1E23E8A-511C-4BB4-9226-B4979B609B58

“ผมชอบหนังเบื่อๆ”

หนึ่งในเรื่องที่คนส่วนใหญ่ตั้งคำถาม คือการก้าวเข้าไปทำงานระดับโลกของผู้กำกับภาพรุ่นใหญ่อย่างสยมภูเกิดขึ้นได้ยังไง ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มเท้าความก่อนว่า สยมภูเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพคู่บุญของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เป็นคนถ่ายหนังให้เจ้ยเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น สุดเสน่หา, แสงศตวรรษ และลุงบุญมีระลึกชาติ ซึ่งเรื่องหลังนี้ก็ก้าวไปถึงรางวัลระดับคานส์ แต่ใช่ว่าสยมภูจะถ่ายแต่หนังอินดี้ เพราะย้อนกลับไป เขาก็มีประสบการณ์ทำงานในฐานะช่างภาพและผู้กำกับภาพให้หนังไทยฟอร์มใหญ่มานานแล้วเช่นกัน อาทิ สตรีเหล็ก 2, เฉิ่ม, ไชยา, แฮปปี้เบิร์ธเดย์, Me…Myself ฯลฯ

5D6EEA14-94BE-4CCF-AF1E-03AF124B5B1D
ช็อตในตำนานของหนัง ลุงบุญมีระลึกชาติ

เนื่องจากหนังเรื่องหลังๆ ของเจ้ย มีโปรดิวเซอร์เป็นคนต่างชาติ จึงกลายเป็นใบเบิกทางให้สยมภูเริ่มมีคอนเนกชั่นกับโปรดิวเซอร์ชาวอิตาลี ประกอบกับฝีมือการถ่ายภาพที่โดดเด่น สยมภูจึงได้โอกาสถ่ายหนังต่างประเทศเรื่องแรก คือ Antonia (2015) ต่อด้วยหนังโปรตุเกสไตรภาค ความยาวรวม 9 ชั่วโมงอย่าง Arabian Nights (2015) ซึ่งโปรเจกต์มหากาพย์นี้เองที่ทำให้สยมภูต้องไปใช้ชีวิตที่โปรตุเกสถึง 1 ปีเต็ม และหลังจากนั้นเขาถูกชักชวนจากผู้กำกับหนังชาวอิตาลี ลูกา กัวดายีโน (Luca Guadagnino) ให้มาถ่ายหนัง Call Me by Your Name ในเวลาต่อมา

“ผมจะถ่ายหนังด้วยฟิล์มเท่านั้น”

หนึ่งในประเด็นใหญ่ด้านงานภาพและการถ่ายหนัง Call Me by Your Name คือการที่สยมภูเลือกถ่ายด้วยฟอร์แมตของ ‘ฟิล์ม’ ทั้งหมด แทนที่จะเลือกใช้ระบบดิจิตอล อันเป็นที่มาของแสงอบอุ่นกินใจที่เราได้เห็นกันในหนัง สยมภูบอกว่า ที่จริงแล้วเขาไม่ได้เลือกถ่ายฟิล์มแค่กับหนังเรื่องนี้เท่านั้น แต่เขาเลือกแล้วว่าเมื่อไหร่ที่ถูกจ้างงานถ่ายภาพยนตร์ เขาจะเลือกใช้ฟิล์มเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ผู้กำกับทุกคนต้องรู้ก่อนจะชักชวนเขาร่วมงาน

ความสุดอีกอย่างของการถ่ายหนังเรื่องนี้ นอกจากถ่ายด้วยฟิล์ม คือการใช้ ‘เลนส์ 35 มม.’ ตัวเดียวในการถ่ายตลอดเรื่อง ซึ่งหากใครเป็นช่างภาพย่อมรู้ดีว่าการใช้เลนส์ระยะเดียว ทำให้การถ่ายนั้นมีเรื่องต้องควบคุมและวางแผนมากยิ่งขึ้นไปอีก (พูดง่ายๆ คือ ถ่ายยากนั่นเอง) แต่สิ่งนี้คือความตั้งใจของสยมภูในฐานะช่างเทคนิค ที่คิดว่าวิธีนี้จะสื่อสารอารมณ์ของหนังและนักแสดงออกมาได้ดีตามที่เขาต้องการ

สิ่งที่ผมได้คือ perspective ที่เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่เข้าใกล้หรือห่างนักแสดงเกินไป

“วิธีการทำงานชิ้นนี้ ผมให้นักแสดงเป็นตัวตั้ง”

เบื้องหลังการคิดและออกแบบงานภาพของ Call Me by Your Name ตั้งอยู่บนโจทย์ของความยืดหยุ่น เพราะหนังเรื่องนี้มีนักแสดงเป็นตัวตั้ง นั่นแปลว่าวิธีการทำงานของช่างภาพอาจจะไม่ใช่อย่างที่ใครหลายคนคิด การเซ็ตอัพของฉากไม่ได้เริ่มจากมุมกล้อง แต่เป็นการพูดคุยกันว่าแต่ละฉากจะเกิดอะไรขึ้น นักแสดงจะคุยอะไรกัน แล้วนักแสดงจะทำอะไรกับฉากก็เรื่องของเขา หน้าที่ของผู้กำกับภาพคือการปล่อยให้นักแสดงได้ทำสิ่งที่ต้องการให้มากที่สุด แล้วกล้องก็เข้าไปถ่าย โดยไม่มีการบล็อกกิ้งจริงจังเลยสักฉากเดียว

ยกตัวอย่าง ฉากที่ตัวเอกสองคนเดินคุยกันที่วงเวียน (หากใครพอจำได้) แล้วเดินอ้อมวงเวียนไปจนถึงอีกฝั่ง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเซ็ต โดยลูก้าให้นักแสดงลองเล่น แล้วก็วางแผนการถ่ายตรงนั้น ออกมาเป็นฉากลองเทกในตำนานที่กล้องต้องหมุนราวๆ 180-200 องศา และเดินตามไปเรื่อยๆ จนจบ สยมภูเล่าว่าโชคดีที่วันนั้นเขาเผื่อรางดอลลี่มายาวเป็นพิเศษ (ฮา)

F61DDFC8-933D-4828-8796-D6A39B8162CF

แต่ละซีนจะถ่ายเทกไม่เยอะ เพื่อให้นักแสดงไม่ lost energy ผมเชื่อว่าพลังงานในกองถ่ายสำคัญมาก ถ้านักแสดงต้องถูกรบกวนบ่อยๆ เพราะเรื่องทางเทคนิคมันไม่สนุกหรอก

“ผมอยากเห็นสิ่งที่เราไม่ได้เห็นมันจนชิน”

ก่อนยุคหนังไทยกลับมาบูม สยมภูเคยเดินทางไปเรียนต่อที่รัสเซียอยู่ 1 ปี ด้วยความคิดอยากเป็นผู้กำกับหนัง ส่วนเหตุผลที่เลือกรัสเซียเพราะเลือกจะไปเปิดหูเปิดตาในประเทศที่แปลกและต่างจากคนอื่น

ผมไปรัสเซียตอนประเทศเขากำลังเละมาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง แต่มันมีข้อดีคือผมได้เห็นพลังของคนที่อยู่กับปัญหา แต่ก็ไม่ยอมแพ้

แต่สุดท้ายพอได้เข้าเรียน Film School ที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ได้โอกาสเดินสายดูหนังใหม่และหนังเก่าในตำนานของที่นั่น ประกอบกับความอ่อนทางภาษา ทำให้เขาค้นพบว่าตัวเองหลงใหลในพลังของภาพและงานของช่างภาพมากกว่า จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนแล้วกลับมาตั้งต้นการทำงานใหม่ที่ไทย และจุดนั้นเองที่โอกาสถ่ายหนังเจ้ยก็เดินเข้ามาหาพอดี

“คุณต้องรู้ทุกอย่างที่ต้องรู้ แล้วลืมมันให้หมด”

ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของการเสวนา คือช่วงเวลาถาม-ตอบ คำตอบของช่างภาพรุ่นใหญ่ที่เราประทับใจคือวิธีคิดในการทำงาน ที่เชื่อว่าหน้าที่ของช่างภาพหรือผู้กำกับภาพ คือการแปล Message ของผู้กำกับหรือคนเขียนบท ให้ออกมาเป็น Technical Term ของการถ่ายภาพให้ได้ ไม่ใช่แค่การเกรดสีของภาพในหนังให้ออกมาสวย แต่มันคือรู้ว่าเราต้องการที่จะถ่ายฤดูร้อนตอนเย็น แล้วถ่ายให้ได้แบบนั้น

คุณต้องหาให้ได้ว่าคุณต้องรู้อะไรบ้างในเชิงเทคนิค แล้วเรียนรู้ทุกอย่างที่ต้องรู้ให้ได้ ใส่มันในหัวจนเข้าใจ แล้วก็ลืมมันให้หมด คุณจะมีพื้นฐานที่จะตัดสินเองได้ว่าอะไรต้องทำ อะไรไร้สาระ

16032AD8-71E6-4199-81F6-C502B5AF2FF8เดือนหน้าสยามมนุษย์สตรีท จะไปลงพื้นที่งานไหน โปรดติดตาม

ขอบคุณ: Dudesweet Talks with สยมภู มุกดีพร้อม ดำเนินรายการโดย ก้อง ฤทธิ์ดี