นักรบ มูลมานัส เรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และก้าวข้ามข้อจำกัดของคนที่ไม่ได้เป็นนักเรียนศิลปะ ไปสู่การเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตา นอกจากผลงานที่เต็มไปด้วยยอดไลก์ยอดแชร์ปรากฏการณ์ เขายังมีนิทรรศการเดี่ยวหลายต่อหลายครั้ง ล่าสุด นักรบก้าวออกจากโลกของงาน 2 มิติ มาสู่ศิลปะจัดวาง (Installation art) อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในนิทรรศการ Coronets และกำลังรับหน้าที่เป็นเมนเทอร์ให้กับโรงเรียนสอนศิลปะเชิงแนวคิด Brick By Brick . School of Conceptual Photography หน้าที่ที่นักรบบอกว่าเป็นเหมือนไกด์ให้คนที่สนใจอยากทำงานศิลปะก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงเทคนิคและภาพจำเดิมๆ เหมือนที่เขาสามารถทำงานศิลปะได้ ทั้งที่วาดรูปไม่เป็น ระบายสีไม่ได้ เพราะเขาเชื่อว่า ความเป็นตัวเองและความคิดสร้างสรรค์ คือวัตถุดิบที่เพียงพอแล้วสำหรับศิลปะ

BBB DF 001-1

ก่อนจะได้รับการยอมรับในฐานะศิลปิน คุณคือใคร

เราเป็นเด็กที่ชอบเรียนวิชาศิลปะในขณะที่เพื่อนๆ หนีเรียน แต่พอจะเข้ามหาวิทยาลัย เราไม่ได้มีความมั่นใจในทักษะของตัวเองเลย จะสอบเข้าศิลปกรรม เราก็วาดรูปห่วยแตก วาดไม่ได้ ระบายสีไม่ได้ แล้วเราก็ชอบอ่าน ก็เลยคิดว่าอักษรศาสตร์แล้วกัน พอเข้าไปเรียนก็เริ่มลงเรียนวิชานอกคณะ ไปลงวิชาเลือกในศิลปกรรม ในครุ อาร์ต (ครุศาสตร์ศิลปกรรม) อาจารย์ก็จะบอกว่างานเราน่าสนใจ คือมันไม่ได้น่าสนใจในเชิงเทคนิค แต่น่าสนใจในเชิงความคิด เพราะเราก็ใช้สิ่งที่เรียนมาจากอักษรในการทำงาน แต่ว่าเทคนิคจะง่อยๆ หน่อย (ยิ้ม)

จนพอมาถึงช่วงเวลาที่เราจบจากมหา ’ลัย เราก็เริ่มมีความกดดันและค่อนข้างเคว้งคว้าง เพราะเราไม่ได้จบศิลปะมา แล้วเราจะหางานในสายศิลปะได้ยังไง ก็ต้องทำงานประจำตอนกลางวัน กลางคืนก็กลับมาพัฒนาโปรเจกต์ของตัวเองเพื่อสะสมพอร์ตฟอลิโอ เป็นช่วงที่พยายามขุดหาทางของตัวเอง หลงไปทำอย่างอื่นอยู่ตั้งนาน ก็ค่อนข้างที่จะยากเย็นอยู่พอสมควร

แล้วมันคลี่คลายมาสู่การหยิบกระดาษมาตัดแปะเป็นงานคอลลาจได้อย่างไร

อย่างที่บอกว่าเราหลงไปทำอย่างอื่นอยู่นาน แต่สุดท้าย เราก็ต้องกลับมาที่ความเป็นตัวเอง เราเป็นเด็กที่ชอบสิ่งพิมพ์ ชอบซื้อแมกกาซีน ชอบภาพถ่ายเก่าๆ ชอบสะสมแสตมป์ เหรียญ แบงค์เก่า พอจุดที่เราอยากทำงานศิลปะ เราก็กลับไปเปิดคลังดู พบว่ามันมีสิ่งพิมพ์เก่าๆ หลงเหลืออยู่เยอะมาก เราไม่อยากจะเอาไปชั่งกิโลขาย ก็เลยหยิบมันมาลองตัด ลองแปะ มันทำให้เรานึกไปถึงว่าตอนเด็กๆ ที่เราทำงานในวิชาศิลปะหรือเป็นคนจัดบอร์ดตอนมัธยม จนพบว่ามันเป็นเทคนิคที่เราสนุกกับมัน ก็เริ่มตัดแปะสร้างสิ่งต่างๆ ที่แปลกต่างไปจากเดิมออกมา ทำสะสมไว้สิบกว่าชิ้น แล้วลองส่งงานเหล่านั้นไปตามแมกกาซีนต่างๆ เพราะเราอยากเป็นคนทำภาพประกอบคอลัมน์ ส่งไป 3-4 ที่ ถูกปฏิเสธหมดยกเว้นแมกกาซีนหนึ่งตอบกลับมา ซึ่งเป็นแมกกาซีนที่แม่เรารับและเราก็อ่านมาตั้งแต่เด็กๆ

15073451_1005868436188501_8859024066445070050_n

โอกาสนั้นเป็นเหมือนใบเบิกทาง?

ใช่ รู้สึกว่าเราได้ก้าวเข้ามาสู่แชปเตอร์ใหม่ของตัวเอง ตอนแรกๆ ที่เริ่มทำ เราก็ไม่ได้มีความมั่นใจกับมันมากพอ บางครั้งก็รู้สึกว่ามันก็แค่งานตัดแปะ ใครจะมาสนใจวะ มันก็แค่งานตัดแปะธรรมดา แต่เราชอบสิ่งที่เราทำน่ะ จนกระทั่งมีคนเห็นอะไรในมัน มีคนอยากให้เราทำต่อ คนอื่นให้คุณค่ากับมัน ก็ทำให้เรากล้าที่จะทำมันต่อไป และรู้สึกมั่นใจมากขึ้น

ความเชื่อชนิดไหนที่ทำให้ตอนนั้นยังไม่ยอมแพ้แล้วก็ทำงานสะสมมาเรื่อยๆ

การค้นเจอตัวเองมันเชพเราให้เข้ารูปเข้ารอย แล้วเชพให้เรามีความเชื่อที่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและพยายามค้นหาตัวเองต่อไปอย่างที่เป็นเรามากขึ้น มั่นใจมากขึ้น คือมันไม่ได้เชฟแค่วิธีการทำงานของเรา แต่มันเชพวิธีการมองโลกของเราด้วย

23755566_1334545713320770_3480990583441736753_n

จากนั้น งานของคุณก็ได้รับการพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ ถ้าให้มองย้อนกลับไป คุณคิดว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดจากอะไร

อาจเพราะเราหยิบรูปไทยเก่าๆ  ขึ้นมาในบริบทใหม่ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่คนอื่นเคยทำ เอามานำเสนอกับความป๊อป ตัวเป็นไทยหัวเป็นตะวันตก ในขณะที่คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าความไทยๆ มันควรจะอยู่ตรงนั้น แบบนั้น เท่านั้น แน่นอนว่าก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ บางคนบอกว่าประชาชนผู้จงรักภักดีไม่ควรทำแบบนี้ แต่เจตนาที่เราทำคือเราเห็นความสวยงาม ตอนที่เราเรียนอักษร เราต้องไปค้นหนังสือเก่าเยอะๆ แล้วเราก็เห็นว่าอาร์ตเวิร์กสมัยก่อน การใช้ภาษาหรือรูปถ่ายของเขามีความน่าสนใจ ก็เลยอยากหยิบออกมาให้คนเห็น เจตนาของเราอยากให้คนเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว สิ่งที่เป็นรากฐานในตัวเรา

แนวคิดหลักที่คุณใส่เข้าไปในงานคืออะไร

นอกจากความชอบวรรณคดี ของเก่าๆ เรามีแนวคิดว่าอยากให้สิ่งต่างๆ มันผสมเข้าด้วยกันได้ ไม่ได้คิดว่า โลกนี้มีขาวร้อยเปอร์เซ็นต์ ดำร้อยเปอร์เซ็นต์ ไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ฝรั่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันไฮบริดหมดแล้ว เรารู้สึกว่าตอนเด็กๆ เราถูกสั่งสอนมาว่าเราต้องกินสิ่งนี้กับสิ่งนี้เท่านั้น เราต้องใส่กางเกงสีนี้กับเสื้อสีนี้เท่านั้น แล้วเรามีความต่อต้านกับสิ่งนี้ การทำงานศิลปะมันก็คงเป็นการเธอราปีของเราด้วย งานก็เป็นเหมือนการขบถของเรา ขบถกับกระดาษ เราเห็นเพื่อนเราเป็นนักเขียน เป็นนักข่าว เป็นอาจารย์ ได้ทำงานเล่าเรื่องกัน เราเองก็มีเรื่องที่เราจะพูด เรามีเรื่องที่เราสนใจ แต่วิธีการเล่าเรื่องของเรามันอาจจะไม่ใช่การเขียน กว่าเราจะเขียนบทความเสร็จสักชิ้น มันไม่คล่องแคล่วพรั่งพรูเท่าไหร่ แต่เวลาทำภาพ เราจะรู้สึกสบายใจมากกว่า เป็นธรรมชาติมากกว่า ภาษาที่เราถนัดจะใช้ในการสื่อสารเป็นภาษาภาพ

 

26165938_1369330183175656_4321082385062310826_n

แล้วใน Coronets นิทรรศการล่าสุดของคุณล่ะ?

เราพูดเรื่องสังคมไทยที่รู้สึกว่ามันมีอำนาจบางอย่างอยู่ Coronet มันแปลว่ามงกุฎ ชฎา ซึ่งหากมองในมุมของความเป็นไทย มันก็หลากหลาย บางคนเห็นชฎาแล้วคิดว่ามันเป็นของสูงส่ง บางคนเห็นเป็นพรอพในโรงละคร บางคนเห็นว่ามันเป็นของแก้บน เราอยากบอกว่าสิ่งหนึ่งที่คุณเห็น มันมีความหมายที่หลากหลายมากเลย แต่เราจะคุ้นเคยว่า สิ่งนี้จะต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ความหมายเบื้องหลังสิ่งต่างๆ มันสำคัญ และแล้วแต่คนเห็นจะคิดว่ามันคืออะไรด้วย แล้วคนที่เห็นไม่เหมือนคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ผิดซะหน่อย

การใส่ความคิดลงไปในงานศิลปะ จำเป็นมากน้อยแค่ไหน

เราสร้างงานได้เยอะแยะมากมายจากการลอกเลียนแบบที่ไม่จำเป็นต้องมีความคิดของตัวเองก็ได้ แต่ถ้าเราทำแบบนั้น งานก็ไม่เป็นตัวเราเองจริงๆ ไม่มีความแปลกใหม่ แต่ถ้าเรามองลอดผ่านอุโมงค์วิธีคิดที่เป็นของตัวเอง คุณไม่ต้องกลัวงานตัวเองซ้ำกับใครเลย เพราะเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราถ่ายทอดออกมามันมีเบื้องหลัง งานไม่ได้มีแค่พื้นผิวสองมิติ เพราะเบื้องหลังมีความคิด ความรู้สึก ของเราอยู่มากมาย เหมือนคุณเก็บของไว้ชิ้นหนึ่ง ปริมาตรมันอาจจะเล็กนิดเดียว แต่มันบรรจุเรื่องราวเอาไว้เยอะแยะมากมาย สิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้งานมีความหมาย มีคุณค่า คนอื่นอาจจะไม่สามารถรับรู้ได้ทั้งหมดหรอก แต่เขาก็จะรับรู้ผ่านสิ่งที่เขารู้สึกกับงานชิ้นนี้เช่นเดียวกัน เราว่ามันเป็นการทำให้งานที่เราทำมีคุณค่า

article-port-4-1

ความคิดที่ว่านั้นได้มาอย่างไร

การเข้าใจตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในแง่ของการทำงานศิลปะ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจตัวเอง เราก็จะไม่เข้าใจอย่างอื่น ไม่เข้าใจโลก การที่เราเข้าใจตัวเองมันเป็นแหล่งของแรงบันดาลใจมหาศาล ที่ไม่ต้องไปหาจากที่อื่นเลย ถ้าคุณเข้าใจตัวเองมากพอ และรู้ว่าตัวเองสนใจเรื่องอะไร ตัวเองอยากพูดเรื่องอะไรในตอนนี้

ที่จริงมันสำคัญที่สุดด้วยซ้ำนะ ถ้าคุณไม่เข้าใจตัวเอง มัวแต่ใช้มุมมอง ใช้สายตา ใช้หัวใจของคนอื่นในการทำงาน งานมันก็จะไม่แตกต่างจากสิ่งที่คนอื่นทำกัน แต่การที่เราสกัดเอาสิ่งที่เรารู้สึกออกมาเป็นงานของเรา คือเราไม่ได้ไปตามวิถีทางของใคร แต่เป็นวิถีที่เราคิดและเป็นเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำออกมา มันอาจจะมีรูปลักษณ์เหมือนคนอื่น แต่ความคิดหรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น มันก็ทำให้งานของคุณมีความพิเศษ ไม่เหมือนใคร

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เราพยายามทำความเข้าใจตัวเองจากข้าวของที่เราชอบหรือสิ่งที่เราสนใจได้ไหม

ได้ เพราะมันทำให้เราเห็นว่าเราผูกพันหรือให้ความสำคัญกับอะไร เมื่อเอาทั้งหมดมารวมกัน  ความสนใจเล็กๆ ของเขาอาจจะตีกรอบสิ่งที่ชอบกว้างๆ ลงมาได้ เช่นชอบถ่ายสตรีท แต่คุณสนใจอะไรอีกล่ะ เช่น สนใจแมว ชอบต้นไม้ ตีกรอบตัวเองให้เล็กลงมา แล้วโฟกัสความสนใจของตัวเองมากขึ้น คือยังถ่ายสตรีทอยู่ แต่ให้เงื่อนไขตัวเองว่าคุณจะถ่ายสิ่งนี้ในบริบทนี้เท่านั้น คือการมองหาบางอย่างที่มันจะพรีเซนต์มุมมองที่คุณสนใจ

article-port-4-2

ในมุมของศิลปิน แพสชั่นส่วนตัวคืออะไร

ความท้าทายมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละช่วงวัย ในช่วงแรกๆ มันท้าทายกับการหยิบจับภาพในหัวให้ออกมาเป็นอะไรบางอย่าง พอได้แล้ว มันก็มีความท้าทายอื่นๆ เข้ามา จากที่ทำงานสองมิติ งานในคอมเยอะๆ ก็เริ่มอยากทำงานที่มีมิติมากขึ้น มีความประติมากรรมมากขึ้น ตอนนี้เราก็อยากจะเอางานเราออกไปนอกบริบทของหอศิลป์หรือแกลลอรี ให้มันไปตั้งในพื้นที่ชุมชนหรือให้คนได้ปฏิสัมพันธ์ หรืออยากเอางานที่มีบริบทความเป็นไทยไปตั้งไว้ในที่ที่คนไม่เก็ทเรื่องความเป็นไทยเลย เราอยากรู้ว่าคนดูจะเชื่อมโยงกับงานในรูปแบบใด ในพื้นที่ที่มันแตกต่างออกมาไป ซึ่งมันก็ยังเป็นความฝัน เป็นความท้าทายของเราอยู่

ถ้าให้นิยามตัวเองในวันนี้ คุณคิดว่าคุณคือใคร

เราก็เหมือนงานเราที่เป็นชิ้นส่วนต่างๆ มีทั้งชิ้นส่วนที่เราเก็บมาตั้งแต่อดีต ชิ้นส่วนความเป็นเด็กของเรา ผสมกับชิ้นส่วนใหม่ๆ ที่เราเห็น เราชอบ เรารับมาเป็นของเรา ในตัวของเรามันจึงค่อนข้างมีสิ่งที่เก่าเลยกับสิ่งที่ใหม่เลย ภายใต้การผสมผสานนี้ คือความอะไรก็ได้ เราไม่ได้คิดว่าสิ่งนั้นมันต้องแบบนั้น สิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนี้ สิ่งที่มันประกอบขึ้นเป็นเรามันอยู่ในเงื่อนไขที่อะไรก็มาเจอกันได้ เราไม่ชอบแขนตรงนี้แล้วเราก็ตัดออกไปแล้วรับสิ่งอื่นเข้ามาแทน เป็นเหมือนอะมีบาที่แตกตัวและรับสิ่งใหม่ได้เรื่อยๆ เรารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งสำคัญของมนุษย์

23915633_1338914336217241_649541859231605946_n

โลกทุกวันนี้เอื้อต่อการทำงานศิลปะไหม

ก็สนุกขึ้นนะ เรารู้สึกว่าตอนที่เราเด็กๆ มันไม่ค่อยมีงานให้ดู ไม่ค่อยมีแนวทางที่หลากหลายให้เลือก แต่ตอนนี้มันมีหมดเลย มีศิลปินใหม่ๆ มีช่องทางให้เราเข้าไปหา เข้าไปดู มีอีเวนท์ต่างๆ มากมายที่ทำให้เราเห็นว่า คุณจะทำงานแบบไหนคุณก็เป็นที่ยอมรับได้ แต่เมื่อก่อนเราอาจจะรู้สึกว่ามันมีแนวทางอยู่ไม่กี่อย่าง ต้องทำอย่างนี้ อย่างนี้ โลกแบบนี้มันเปิดกว้างและทำให้ทุกคนได้มีโอกาสมากขึ้นในการทำสิ่งที่ตัวเองรู้สึก เป็นยุคที่คนน่าจะสนุกกับการทำงานสร้างสรรค์มากขึ้น และมีคนเห็นคุณค่าของมันมากขึ้นด้วย