สามารถย้อนอ่านตอนที่ 1 ได้ที่นี่

88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 1

จริงๆ ตั้งใจว่าจะเขียนเล่าบทความนี้ต่อกันในเวลาไม่นานเท่าไหร่ แต่กลายเป็นว่าต้องใช้เวลาถึง 1 ปีในการเขียนตอนที่ 2 ต่อมา จนห้วงเวลาครบรอบ  88 ปี MoMA ก็กลายมาเป็นครบรอบ 89 ปีไปแล้ว ไม่ใช่ด้วยความยากลำบากในการเขียนอะไรมากนัก แต่เป็นเพราะความผลัดวันไปเรื่อยๆนั่นเอง สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน ก็ลองย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 เพื่อเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันก่อน

ความเดิมตอนที่แล้ว… ได้เล่ามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคปลาย 1940s ที่ทาง MoMA เกิดการ ‘ยึดอำนาจคืน’ ทางวงการภาพถ่าย โดยกลุ่มที่มองว่าวงการภาพถ่ายในอเมริกาเร่ิมมีความใจแคบเกินไป จนทิศทางของงานภาพถ่ายที่ถูกจัดแสดงส่วนใหญ่มีแต่ภาพในกลุ่มภาพถ่ายแนว Straight Photography (สามารถย้อนกลับไปอ่านความหมายได้ในตอนที่แล้ว แต่ศิลปินที่ถ่ายในแนวนี้ที่รู้จักกันดีอย่างเช่น Ansel Adams เป็นต้น) จนกระทั่งกลายเป็นที่นิยมในตลาดทั้งผู้ชมและนักค้างานศิลปะ โดยมี Beaumont Newhall ผู้อำนวยการแผนกภาพถ่ายใน MoMA ขณะนั้นเป็นผู้ถือหางเสือสำคัญ

ในครั้งนั้น ถือเป็นวิกฤตครั้งสำคัญของทั้ง MoMA และวงการภาพถ่ายร่วมสมัยที่มองว่า วงการภาพถ่ายร่วมสมัยไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้ ถ้ายังถูกกีดกันในแนวทางที่หลากหลาย ในขณะที่ Ansel Adams ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกับ Newhall และถูกผลักออกจาก MoMA ไปด้วยกัน ถึงกับเคยเรียกสถานการณ์นั้นว่า ‘The Anti-Christ of Photography’ แต่สำหรับ MoMA แล้ว นี่คือการกอบกู้ภาพลักษณ์ของความเป็นหัวก้าวหน้าในวงการศิลปะให้กลับคืนมา (บ้างก็ว่าเป็นการกอบกู้รายได้ด้วย) จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกภาพถ่ายคนใหม่ของ MoMA ที่ชื่อ Edward Steichen (เอ็ดเวิร์ด สไตเคน) ซึ่งไม่ค่อยกินเส้นกับ Ansel และ Newhall อยู่แต่ดั้งเดิม

Steichen เคยทำงานร่วมกับแผนกภาพถ่ายใน MoMA มาแล้วตั้งแต่ปี 1937 โดยทำหน้าที่เป็นผู้จัดงานนิทรรศการภาพดีๆอยู่หลายครั้ง อย่างเช่น งาน ‘The Road to Victory’ ในปี 1942 (และน่าจะเป็นเพราะงานนี้ที่ทำให้ MoMA นึกถึงเขา เพราะเป็นหนึ่งในนิทรรศการภาพที่ประสบความสำเร็จ และทำเงินให้ MoMA) เขามีความเป็นศิลปินที่หัวก้าวหน้าอย่างมาก และอาจจะเพราะเขาเป็นคนยุโรปที่ทำงานศิลปะภาพวาดมาก่อน ทำให้เขามีรสนิยมทางศิลปะที่ดีอยู่เป็นทุน (ภาพถ่ายที่ชื่อว่า The Pond-Moonlight ของเขา เป็นภาพถ่ายที่ถูกประมูลในราคาที่สูงตลอดกาลเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว)

ในยุค 1920s เขาคือช่างภาพโฆษณา ช่างภาพแฟชั่นที่มีชื่อเสียงและค่าตัวแพงที่สุดคนหนึ่งในโลก ถ่ายภาพให้กับดารา เซเลปมากมาย รวมถึงการเป็นหัวหน้าแผนกช่างภาพของนิตยสารแฟชั่นระดับโลกอย่าง Vogue และ Vanity Fair มาแล้ว

งานภาพปกนิตยสาร Vogue โดย Edward Steichen ในปี 1932

นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์ภาคสนามถ่ายภาพสงครามโลกทั้งสองครั้ง ด้วยการออกแบบทิศทางงานถ่ายภาพสงคราม ภาพถ่ายทางอากาศ ฯลฯ เรียกว่าลงไปร่วมรบด้วยกล้องถ่ายภาพก็ว่าได้ ในวัยหกสิบปลายๆ เหล่าทหารในสงครามโลกครั้งที่สองต่างก็เรียกเขาว่า ‘กัปตัน Steichen’

Edward Steichen ในสงครามโลกครั้งที่ 2

Steichen เริ่มบทบาทการเป็นผู้จัดงานนิทรรศการภาพอย่างชัดเจนที่สุดในช่วงต้น 1900s เมื่อเขาได้นำเสนองานทดลองภาพถ่ายสีของเขา (Steichen เป็นหนึ่งในช่างภาพที่ทดลองถ่ายภาพสีแบบ Autochrome เป็นคนแรกๆของโลก) กับ Alfred Stieglitz หนึ่งในช่างภาพระดับตำนานและผู้ปลุกปั้นวงการภาพถ่ายร่วมสมัยของอเมริกา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เขาสองคนได้รู้จักและเป็นเพื่อนสนิทกัน

โดยต่อมาในปี 1905 เขากลายเป็นแรงผลักดันให้ Stieglitz ได้ทำแกลลอรี่เล็กๆ ที่ห้องว่างตรงข้ามห้องของ Steichen บนตึกเล็กๆย่าน Fifth Avanue แกลลอรี่ที่ว่านั้นใช้ชื่อว่า ‘291’ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า ‘Little Galleries of the Photo-Secession’ แกลลอรี่ที่อุทิศตนเพื่อการผลักดันงานของศิลปินภาพถ่ายรุ่นใหม่ของอเมริกาให้กลายเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าเทียบเท่ากับงานภาพวาด งานประติมากรรม รวมถึงการนำเสนองานศิลปะใหม่ๆ จากยุโรป (Avant-garde) มาสู่อเมริกาด้วย

291 Gallery ที่ตั้งเดิมในปี 1905

ทั้งคู่ได้ร่วมกันทำให้แกลอรี่นี้เกิดเป็นงานนิทรรศการภาพที่ถือเป็นเรื่องใหม่มากในยุคนั้น คือการนำเอางานภาพถ่ายและภาพวาดของศิลปินร่วมสมัยเช่น Auguste RodinPablo Picasso เป็นต้น มาจัดอยู่ในที่เดียวกันได้ และแกลลอรี่ 291 ก็ได้กลายเป็นแกลอรี่ที่ทรงอิทธิพลทางงานศิลปะร่วมสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สิ่งนี้น่าจะมีน้ำหนักมากพอจะพาให้เขากลายเป็นผู้อำนวยการแผนกภาพถ่ายคนใหม่ของ MoMA ในช่วงที่ต้องฝ่าวิกฤตนี้ได้

Edward Steichen เข้ามาเป็นผู้อำนวยการแผนกภาพถ่ายของ MoMA ในวัย 68 ปี ด้วยการแบกรับเป้าหมายสำคัญคือ การขยายตลาดของศิลปะภาพถ่าย แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับถูกลดการช่วยเหลือต่างๆ จากแผนก ทำให้เขาต้องต่อสู้กับเป้าหมายนี้อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งผิดแผกไปจากยุคของ Newhall ที่ได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้

แต่ความพยายามของ Steichen ก็สัมฤทธิ์ผล ในปี 1955 งานนิทรรศการภาพ ‘The Family of Man’ ที่ทะเยอทะยานอย่างมากในแง่การหล่อหลอมความสามัคคีบนโลกที่แตกสลายจากสงครามโลก Steichen เปิดรับภาพถ่ายจากทั่วโลกทั้งจากมือสมัครเล่นและมืออาชีพ เพื่อนำมาคัดเลือกและสร้างเป็นเรียงความภาพถ่าย เล่าเรื่องราวของชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ด้วยเรื่องราวที่ร้อยเรียงผ่านชีวิตประจำวันของผู้คน จากตัวเอง สู่ครอบครัว จากครอบครัวสู่สังคม จากสังคมไปสู่โลกทั้งใบ

งานนิทรรศการ The Family Man ที่ MoMA ในปี 1955

ภาพทั้งหมดถูกส่งมาจากทั่วโลกกว่า 2 ล้านภาพ กลายเป็นงานที่ Steichen ต้องทำหน้าที่คัดภาพอย่างหนักนานนับปีเพื่อให้ได้ภาพที่เล่าเรื่องครอบคลุมสิ่งที่เขาต้องการสื่อสาร ซึ่งภาพทั้งหมดที่คัดมาได้จำนวน 503 ภาพจาก 273 ช่างภาพ 68 ประเทศ (แต่ส่วนใหญ่ก็คืออเมริกา) จะถือได้ว่าเป็นการรวบรวมเอาช่างภาพระดับ The Avengers ในยุคนั้นก็ว่าได้ (แม้แต่ Ansel Adams ที่ไม่ค่อยกินเส้นกัน) และงานทั้งหมดก็ได้กลายมาเป็นภาพชุดประวัติศาสตร์แห่งวงการภาพถ่าย เพียงแค่ 2 อาทิตย์ที่เปิดให้เข้าชมก็มีผู้เข้าชมไปหลายแสนคน

 

จนในที่สุด The Family of Man ก็แผ่ขยายไปแสดงต่อในอีก 37 ประเทศทั่วโลก ใช้เวลา 8 ปีในการเดินทางไปแสดงทั้งหมด รวมๆ แล้วมีคนเข้าชมนิทรรศการนี้ราวๆ 9 ล้านคน นอกจากนี้ The Family of Man ยังถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือภาพในเวอร์ชั่นต่างๆ มายาวนานตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการตีพิมพ์ไปแล้วกว่า 4 ล้านก็อปปี้ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า The Family of Man คือนิทรรศการภาพที่ทรงพลังที่สุดและมีผู้เข้าชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพถ่าย

ไม่เพียงแต่ความสำเร็จของ The Family of Man เท่านั้น Steichen ยังได้ปั้นช่างภาพอเมริกันหน้าใหม่ขึ้นมาอีกมากมายในยุคของเขา โดยเขามักจัดนิทรรศการภาพที่เปิดกว้างให้กับงานภาพถ่ายใหม่ๆอย่างเช่น งานนิทรรศการภาพ ‘Photographs by 51 Photographers’ ที่จัดแสดงงานของช่างภาพอเมริกันแบบหน้าใหม่มากๆ ขนาดที่ว่ามีช่างภาพอายุต่ำสุดในงานเพียง 18 ปี (งานของ Edward Wallowitch) และในงานนั้นเอง ก็เป็นจุดกำเนิดของช่างภาพระดับตำนานในเวลาต่อมา อาทิเช่น Robert Frank, Elliott Erwitt, Harry Callahan, Todd Webb เป็นต้น และยังมีช่างภาพหน้าใหม่อีกมากมายที่เกิดจากการปั้นของ Steichen เช่น W.Eugene Smith , Esther Bubley และ Lucien Clergue

จะเห็นได้ชัดว่าความแตกต่างระหว่าง Newhall และ Steichen อย่างหนึ่งคือ Newhall จะใช้วิธีสร้างงานแบบเชิงเดี่ยวมากกว่า เพื่อให้คนเห็นสไตล์งานของศิลปินคนนั้นๆอย่างชัดเจน เช่น งานนิทรรศการของ Henri Cartier Bresson ในปี 1947 (งานนิทรรศการ The Photographs of Henri Cartier Bresson) แต่ในขณะที่ Steichen เน้นการรวมงานหลากหลายศิลปินเข้าไว้ด้วยกัน โดยร้อยรวมแต่ละภาพให้อยู่ในหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งแทน ซึ่งหัวข้อนั้นเป็นหัวข้อที่ส่งสารสำคัญอย่างน่าสนใจไปสู่ผู้คนวงกว้าง แถมด้วยการผูกไปกับสื่อที่แข็งแรงอย่าง Life Magazine

นอกจากนี้ Steichen ยังนำพาเอางานภาพถ่ายที่ถูกเหยียดในวงการ เช่น งานภาพนิตยสาร งานภาพโฆษณา ให้ขึ้นมาอยู่ใน MoMA แห่งนี้ได้สำเร็จ ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นวิธีการบรรลุเป้าหมายที่จะขยายตลาดของศิลปะภาพถ่ายได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ตลอด 15 ปีในการทำงานของ Edward Steichen ใน MoMA กลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในงานภาพถ่ายร่วมสมัย ในหน้าประวัติศาสตร์อาจจะกล่าวว่า Robert Frank อันเป็นเด็กปั้นของ Steichen นั้น คือหลักไมล์แรกของยุค Post-War ในงานภาพถ่ายร่วมสมัย ซึ่งงานอันทรงพลังอย่าง The Americans ของเขา ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาสู่อีกหลายๆรุ่น เปลี่ยนแปลงแนวทางศิลปะร่วมสมัยไปมากมายนัก เฉกเช่นเดียวกับตัว Steichen เอง ที่ไม่เพียงการทำงานใน MoMA ในช่วง 15 ปีของเขาเท่านั้น แต่การส่งผ่านหน้าที่ไปสู่ผู้อำนวยการแผนกภาพถ่ายของ MoMA คนต่อไป จะยิ่งตื่นตาขึ้นไปอีกขั้น เมื่อชายคนที่ชื่อว่า John Szarkowski มารับไม้ต่อจากเขา

(ติดตามตอนต่อไป)

John Szarkowski :1978