พาชมนิทรรศการภาพระดับโลกของ Masahisa Fukase ที่ Foam Museum

เป็นความบังเอิญปะปนกับความโชคดีสุดๆที่เราได้ไปเยือนอัมสเตอร์ดัมในช่วงที่มีนิทรรศการครั้งใหญ่ของ Masahisa Fukase หนึ่งในช่างภาพระดับตำนานของญี่ปุ่น เพื่อนร่วมรุ่นกับ Nobuyoshi Araki และ Daido Moriyama จะเรียกว่าเป็นแก๊งค์ New Wave ของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ว่าได้

งานนิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นที่หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยชื่อดังที่ตั้งอยู่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม หนึ่งในเมืองหลวงแห่งศิลปะร่วมสมัยของยุโรปอย่าง Foam Museum ซึ่งก็เรียกว่าเป็นนิทรรศการที่จัดเต็มมากๆ ก็เค้าเรียกงานครั้งนี้ว่าเป็นการรวบรวม Life work ครั้งสำคัญนับตั้งแต่ Fukase เสียชีวิตไปเมื่อปี 2012 เลยทีเดียว

ทาง Foam เองได้รวบรวมเอาชิ้นผลงานที่ไม่เคยโชว์ที่ไหน Materials ต่างๆ ตัวปริ๊นท์ต้นฉบับจากโตเกียวโดยแบ่งผลงานเป็นซีรีส์ใหญ่ๆของเขาอย่าง Ravens , Family Chronicle , Self-portraits , Memories of My Father เป็นต้น

จะว่าไปแล้วผลงานโดยรวมของ Fukase ค่อนข้างเป็นงานทดลองใช้เทคนิคต่างๆกับการสื่อสารเรื่องราวของครอบครัวเขาเองเป็นหลัก (ถ้าให้เทียบกับช่างภาพตะวันตกก็คงประมาณ Robert Frank ล่ะ) แม้แต่ผลงานขึ้นหิ้ง “Ravens” ที่กลายเป็นหนึ่งในหนังสือภาพที่ “Must have” ของนักสะสม แม้จะมีแต่รูปอีกาเต็มไปหมด ก็ยังแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์ที่ว่าด้วยการพังทลายของชีวิตแต่งงานระหว่าง Fukase กับภรรยาอยู่ในนั้นด้วย

แน่นอนว่า Ravens (1975-1982) จะต้องถูกจัดไว้เป็นพื้นที่ส่วนแรกในนิทรรศการ ความมืดหม่นของ Ravens ในเชิงเทคนิคภาพถ่ายแล้ว ค่อนข้างเป็นความนิยมของศิลปินยุคปลายๆโชวะ และมีอิทธิพลอย่างมากต่อสไตล์ภาพถ่ายของช่างภาพญี่ปุ่นในยุคต่อๆมา

ในส่วนของสิ่งที่ Fukase สื่อสารใน Ravens นั้น จุดเริ่มต้นคือมาจากการเดินทางโดยรถไฟเพื่อกลับบ้านเกิดของเขา ครั้งหนึ่ง Fukase เคยกล่าวไว้ว่าการเดินทางของเขาครั้งนั้นไม่ใช่เพื่อถ่ายภาพ แต่เป็นการใช้การถ่ายภาพเป็นข้ออ้างให้ตัวเองได้หลีกลี้หนีออกไปไกลๆจากชีวิตปกติ

การได้พบพานกับสุสานความตายจากระเบิดที่ฮิโรชิมา มาสู่ชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลวของเขา ภาพประกอบของเหล่าอีกา, แมวหน้าโหด, หญิงเปลือย และคนไร้บ้าน ต่างๆเหล่านี้ทำหน้าที่บอกเล่าถึงความเจ็บปวด โดดเดี่ยวและมืดหม่นในใจของเขาได้เป็นอย่างดี

ชีวิตที่เปรียบเสมือนนรกของเขายังไม่จบเพียงแค่ Ravens ในเวอร์ชั่นแรกเท่านั้น ในปี 1992 เขายังต้องประสบอุบัติเหตุตกบันได ซึ่งส่งผลในการใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนถึงวาระสุดท้ายของเขาเอง นั่นทำให้เกิด Ravens เวอร์ชั่นปี 1992 ที่เขากลับมาถ่ายภาพในซีรีส์นี้อีกครั้งด้วยกล้อง Nikon F3 และเลนส์เทเลระยะไกล 1,000mm. เพราะเขาไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกได้ ซึ่งภายในนิทรรศการ เราจะได้เห็นงานปริ๊นท์ตัวจริงของ Ravens , ตัว Contact sheets ที่ Fukase ใช้ทำงานจริง, กล้อง Nikon F3 ที่เขาใช้ถ่ายภาพ และตัวหนังสือภาพเวอร์ชั่นแรกที่ ณ เวลานี้ราคาก้าวกระโดดไปไกลแล้ว

ในส่วนของซีรีส์ Family นั้น ก็เป็นอีกผลงานที่โดดเด่นอย่างมากของเขา การหมกมุ่นกับความตายและครอบครัว ถูกพูดถึงอย่างตรงมาตรงไป ชัดเจนอย่างที่สุด ภาพชุดที่เขาได้ถ่ายภาพหมู่ของครอบครัวตลอดเกือบ 20 ปี ทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย การเกิดขึ้นและการจากลาถูกถ่ายทอดผ่านเลนส์กล้อง Large Format ที่พ่อของเขาเคยใช้มาก่อนในสตูดิโอกว่า 40 ปี (พ่อของเขาเป็นช่างภาพและบ้านของเขาเคยเป็นสตูดิโอถ่ายภาพมาก่อน)

อารมณ์ขันท่ามกลางความตายในบางห้วงเวลา หัวโบราณท่ามกลางโลกตะวันตก กลบเกลื่อนความเจ็บปวดด้วยรอยยิ้ม มันคือความชัดเจนของวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกที่กระอักกระอ่วนนั้น Fukase ถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม

ในหมวดหมู่เดียวกันที่เราชอบมากคือ Memories of My Father ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Sukezo ผู้เป็นพ่อของ Fukase ซึ่งมีบทบาทต่อชีวิตเขาอย่างมาก ไม่ว่าจะความรักในการถ่ายภาพ หรือบทบาทต่อการใช้ชีวิต เขาเลือกที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือภาพหลังจากที่พ่อของเขาจากไปเมื่อปี 1987 โดยคัดเลือกภาพถ่ายที่ถ่ายเอาไว้นับสิบปี มาร้อยเรียงเป็น Timeline ตั้งแต่การทำงานของ Sukezo สมัยหนุ่มที่เป็นช่างภาพในสตูดิโอ จนถึงยามนอนป่วย งานศพ และเถ้าถ่าน ผู้ชมกลายเป็นสักขีพยานร่วมกับ Fukase ในการเฝ้ามองชีวิตชายผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของ Fukase และร่วมไว้อาลัยไปพร้อมๆกันกับเขา เป็นซีรีย์ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เศร้าหมอง ดั่งเช่นตัวตนของเขาเอง

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายๆซีรีย์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น Self-Portrait ซึ่งมีการผสมผสานการ Paint สีทับลงไป (เป็นเทคนิคที่นิยมในช่วงยุค 80-90s) กับภาพเซลฟี่ที่ให้เห็นบรรยากาศบนท้องถนนในโตเกียว เป็นงานช่วงท้ายๆก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถออกไปข้างนอกได้

เรียกว่าเป็นงานนิทรรศการที่อิ่มเอมมากๆ น่าอิจฉาผู้คนในเมืองนี้จริงๆที่ได้เสพงานดีๆระดับโลก การจัดวางจัดแสดงแบบมืออาชีพขนาดนี้ ใครสนใจงานของ Masahisa Fukase ก็อาจจะต้องกระเป๋าหนักนิดนึงนะ เพราะนอกจากหนังสือภาพ Ravens ที่เพิ่งพิมพ์ใหม่เมื่อปีที่แล้ว ก็ไม่มีเล่มไหนราคาต่ำกว่าหลักหมื่นเลยล่ะ แต่ถ้าใครหาได้ก็กระซิบมาบอกบ้างนะ… 

Advertisements

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.