Month: April 2019

Bertien Van Manen หญิงผู้วาดบทกวีด้วยภาพถ่ายในนาม I will be Wolf

แม้ว่าในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อเมริกันจะมีความพยายามผลักดันอย่างหนักในการทำให้ศิลปะภาพถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานภาพถ่ายสารคดี ได้กลายเป็นศิลปะของอเมริกันชน โดยมีช่างภาพระดับแนวหน้าเรียงตัวกันสร้างสรรค์ผลงานระดับชั้นครูขึ้นมามากมาย

แต่ในโลกคู่ขนานนั้น.. ก็ยังคงมีช่างภาพจากฝั่งยุโรปคอยสร้างสรรค์ผลงานในแบบเฉพาะตัวของพวกเขาต่อไป ซึ่งในซอกหลืบของวงการศิลปะร่วมสมัยนั้น ยิ่งได้เดินทางค้นหาเข้าไปมากเท่าไหร่..มันก็ยิ่งลึกลับซับซ้อน แปลกใหม่เหมือนเพิ่งเคยเกิดขึ้น แม้ว่ามันจะได้ถูกจัดวางไว้ตรงนั้นมายาวนานแล้วก็ตาม

Bertien Van Manen เธอเกิดในปี 1942 ปีที่สงครามกำลังร้อนระอุ ท่ามกลางครอบครัวคนงานเหมือง และเธอคือช่างภาพชาวดัทช์ที่หลงใหลในงานของ Robert Frank ช่างภาพชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่สร้างผลงานภาพถ่ายสารคดีครั้งสำคัญให้กับอเมริกันชน “The Americans” เมื่อปี 1958 แน่นอนว่าเมื่อคุณตกหลุมรักในงานของ Robert Frank คุณย่อมตกหลุมรักในการเดินทาง เสพติดความเจ็บปวดของชีวิตมนุษย์ไปด้วย

Bertien ไม่ได้เริ่มต้นถ่ายภาพมาแต่เด็กเหมือนช่างภาพอาชีพหลายๆคน แต่กว่าจะเริ่มถ่ายภาพเป็นอาชีพก็ล่วงเลยมาในวัย 30 ต้นๆแล้ว และเริ่มต้นด้วยงานภาพถ่ายแฟชั่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ จิตวิญญาณแห่งการเดินทางของเธอในแบบ Robert Frank ไม่เคยจางหายไป มันยังคงคุกรุ่นอยู่เสมอท่ามกลางชีวิตอันเรียบง่ายในเนเธอร์แลนด์

เธอเริ่มต้นจากโปรเจคถ่ายภาพผู้อพยพเข้าเนเธอร์แลนด์ สิ่งนั้นจุดประกายความกระหายเรียนรู้ชีวิตที่แปลกแยกแตกต่างกันของผู้คน ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจออกเดินทางไปข้ามทวีปไปสู่อเมริกาในปี 1985 จากนั้น…เธอก็ออกไปเดินทางไม่สิ้นสุด จีน รัสเซีย และอื่นๆทั่วโลก

เธอออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำโปรเจคภาพถ่ายด้วยกล้องป๊อกแป๊กแสนธรรมดา เพราะมันทำให้เธอทำลายกำแพงของความเป็นมืออาชีพ เหลือไว้เพียงสายตาของมนุษย์ธรรมดาทั่วไปเอาไว้

I will be Wolf คือผลงานแรกของเธอ ก่อนที่จะเดินทางข้ามทวีปไปไกล ภาพขาวดำที่เริ่มต้นถ่ายเมื่อเดือนธันวาคม 1975 ว่าด้วยชีวิตอันแสนธรรมดาในเมืองหลวงของฮังการี ภายใต้การปกครองของโซเวียต ก่อนที่จะถึงยุคที่โลกทั้งโลกถูกเชื่อมถึงกันอย่างง่ายดาย ถ่ายด้วยกล้องแสนธรรมดา ชีวิตคนธรรมดา แต่ว่ามันกลับสะท้อนความรู้สึกของเธอผ่านภาพขาวดำทั้งหมดนั่น

งานช่วงแรกของเธอมักสื่อสารในเชิงสังคม ความไม่เท่าเทียม และเป็นจุดเริ่มต้นที่งานของเธอมักเกี่ยวพันกับบทกวี ดังเช่นผลงาน I will be Wolf ที่ผสมผสานงานบทกวีของศิลปินชาวฮังการีเข้าไว้ด้วย ( ชื่อ I will be Wolf นำมาจากบรรทัดหนึ่งในบทกวี Grief ปี 1929 ของศิลปินที่ชื่อว่า Józef Atilla)

ด้วยความที่ Bertien ทำงานถ่ายภาพแฟชั่นมาก่อน สิ่งที่เป็นจุดเด่นในการสื่อสารของเธอคือการเข้าใกล้ Subject ได้พอดีๆ ไม่ใกล้เกินไปและไม่ห่างเกินไป ทิ้งระยะการใช้ชีวิตของผู้คนเหล่านั้นมากพอให้ผู้ชมได้เห็น แต่ก็ใกล้พอจะซึมซับอารมณ์ของผู้คนเหล่านั้นเช่นกัน

อนึ่ง.. หนังสือภาพ I will be Wolf ถูกตีพิมพ์ในปี 2018 และได้รับเลือกเข้ารอบสุดท้ายในรายการ Arles Book Prize 2018

Advertisements

88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 3

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกโดยปริยาย การต่อสู้เชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยก็พลอยจะได้ผลประโยชน์ร่วมไปด้วย เดิมทีที่ในยุคก่อนนั้นยุโรปเป็นศูนย์กลางของศิลปะโลกมายาวนาน นับตั้งแต่สงครามก่อเกิด ไม่ได้ทำให้เพียงตึกราบ้านช่อง ผู้คนล้มตาย หรือเศรษฐกิจพังทะลายได้เท่านั้น แต่การพยายามเอาชนะทางศิลปะของโลกใหม่อย่างอเมริกาตลอดช่วงครึ่งศตวรรษแรกก็สัมฤทธิ์ผลอย่างชัดเจนตามมาด้วย

แม้ MoMA จะเป็นตัวแทนนักแข่งศิลปะโลกจากอเมริกาที่ชัดเจนที่สุด พวกเขาต้องเอาชนะคู่แข่งเจ้าเหรียญทองหลายร้อยสมัย ทั้ง ภาพวาด (Painting) , งานปั้น (Sculpture) ฯลฯ จากยุโรป โดยอาศัยอาวุธสมัยใหม่ที่สุดคือ ศิลปะภาพถ่าย (Photography) เข้าท้าชิง แต่กระนั้นการเมืองภายในของ MoMA เองก็เป็นอุปสรรคของการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน กว่าแนวทางที่ได้ชื่อว่า Contemporary Art จะส่องแสงเจิดจรัสขึ้นมาในโลก ก็ล่วงเลยมาถึงยุค 1960s

กลับมาในส่วนของแผนกภาพถ่ายของ MoMA ในปี 1962 หลังการทำงานหน้าที่สำคัญของ Edward Steichen กว่า 15 ปี เขาปั้นช่างภาพหน้าใหม่ให้กับวงการอย่าง Robert Frank, Elliott Erwitt, Harry Callahan, Todd Webb, W.Eugene Smith , Esther Bubley และ Lucien Clergue ให้เจิดจรัสในโลกศิลปะช่วงทศวรรษที่ 50 ไปแล้ว ก็ได้เวลาที่เขาขอลงจากตำแหน่งแม่ทัพของทีมที่ดุเดือดที่สุดในวงการศิลปะยุคใหม่

Edward Steichen และ John Szarkowski ในปี 1964

การวางตัวตายตัวแทนจึงไม่ใช่เรื่องขอไปทีสำหรับ Steichen แต่มันคือการวางรากฐานสำคัญของชัยชนะทางศิลปะภาพถ่ายของอเมริกาต่อไปอีกยาวนาน แน่นอนว่าเขามีคนที่อยู่ในใจแล้ว นั่นคือ John Szarkowski (จอห์น ชาร์คอฟสกี) ช่างภาพหนุ่มไฟแรงที่กวาดรางวัลมามากมาย ขณะนั้น John อายุได้ 36 ปี กำลังเป็นคนหนุ่มไฟแรง หัวก้าวหน้าทางศิลปะ และผลงานหนังสือภาพที่เขาตีพิมพ์เอง 2 เล่ม “The Idea of Louis Sullivan” (1956) และ “The Face of Minnesota” (1958) ก็ได้รับผลตอบรับอย่างดีถึงกับเคยขึ้น Best-seller ของ The New York Times อยู่หลายสัปดาห์

The Face of Minnesota งานของ John Szarkowski

John Szarkowski มีแนวทางที่แตกต่างไปจากช่างภาพในยุคนั้นที่มักมองสิ่งต่างๆที่พัฒนาจากงาน Painting เป็นหลัก ความงดงามที่เหมือนจิตรกรรม ในขณะที่ John มองอะไรที่ค่อนข้างเป็นงาน Fine Art ที่แสดงอัตลักษณ์ของศิลปินออกมา เน้นแรงขับจากความรู้สึกข้างในตัวตนมากกว่าความงามตามทฤษฏีศิลปะทั่วไป

พูดง่ายๆคือ John ค่อนข้างเบื่อหน่ายกับงานศิลปะที่สื่อสารออกมาโต้งๆ โดยไม่ผ่านมุมมองส่วนตัวของศิลปิน จะเรียกว่าตรงข้ามกับ Steichen ที่มองคอนเซปใหญ่ๆ ไกลๆ เช่น The Family of Man ที่เป็นงานนิทรรศการระดับ World Concept จนทำให้ MoMA มีคนเข้ามาชมหลายล้านคน แต่ความแตกต่าง ตรงข้ามระหว่างเขาทั้งสองคนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเกินคาดเดาอะไรของ Steichen เลย เพราะความแตกต่างนั่นต่างหาก..ที่เขามองเห็นและวาดหวังจะให้ John เปลี่ยนแปลง MoMA แบบสุดโต่งอยู่แล้ว

John เคยพูดถึงหน้าที่ที่เขารับมอบหมายต่อจาก Steichen ว่า “เราสองคนอาจจะรับผิดชอบงานในตำแหน่งเดียวกัน แต่มันเป็นช่วงยุคสมัย ช่วงเวลาที่ต่างกันมาก ซึ่งนั่นก็หมายความว่า งานของผมกับเขา..มันก็แทบจะไม่ได้เหมือนกันหรอก”

ถ้าจะนำเอาคำพูดที่อมตะใดๆมาอธิบายตัวตน John Szarkowski ต่อการรับผิดชอบงานใน MoMA ของเขา ก็คงต้องใช้ประโยคที่ว่า “ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา” เพราะในขณะที่ Steichen นำพา MoMA ไปถึงขีดสุดของโลกศิลปะภาพถ่าย และเขาเองก็รู้ตัวว่าเริ่มแก่เกินไปจะนำพา MoMA ให้โต้คลื่นลมคลื่นน้ำลูกโตแห่งยุคสมัยได้ การมองเห็นมุมมองที่แตกต่างในตัว John Szarkowski จึงนับว่าเป็นการตัดสินใจที่แหลมคมยิ่ง

ความแตกต่างระหว่าง John Szarkowski และ Edward Steichen อีกจุดหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือ John มีวาทศิลป์ในการบรรยายถึงคอนเซปของงานแต่ละงาน ซึ่งเขาได้นำพาเอาโลกของภาพถ่าย ผสมกลมกลืนไปกับงานศิลปะเชิงภาพอื่นๆ (Visual Arts) อันเป็นการอธิบายศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ให้คนทั่วไปได้รู้จักและเข้าใจ ซึ่งต้องอาศัยความอดทนและมุ่งมั่นต่อการอธิบายสิ่งที่จับต้องไม่ได้เหล่านี้

สิ่งแรกๆที่ John Szarkowski ตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางของ MoMA เมื่อเข้ามารับตำแหน่งนั่นคือ การปรับลดจำนวนนิทรรศการภาพที่ออกแนวศิลปะเชิงวิชาการจนเกินไป แล้วแทนที่ด้วยงานที่ศิลปินมีแนวทางส่วนตัว มีความปัจเจก ซึ่งมันก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่งานนิทรรศการแรกที่เขาจัด นั่นคือ Five Unrelated Photographers แค่ชื่อนิทรรศการก็บ่งบอกถึงความต้องการของเขาอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ช่างภาพอเมริกันทั้ง 5 คน กับงานที่ไม่มีเนื้อหาหรือความหมายต่อการเชื่อมโยงกันใดๆกันทั้งสิ้น ไม่มีธีมหลัก ไม่มีสิ่งที่ต้องพูดเกี่ยวกัน

ส่วนหนึ่งในนิทรรศการภาพ Five Unrelated Photographers ปี 1963

ในทางกลับกัน ความเป็นอิสระของศิลปิน คือเนื้อหาสำคัญที่ John Szarkowski ต้องการจากช่างภาพทั้ง 5 อันได้แก่ Ken Heyman , George Krause , Jerome Liebling , Minor White และ Garry Winogrand

ปี 1966 John ประกาศรับงานของช่างภาพหน้าใหม่เพื่อทำนิทรรศการครั้งสำคัญ งานนิทรรศการนี้มองหาช่างภาพหน้าใหม่ที่มุ่งมั่นในงานภาพถ่าย “สารคดี” โดยเป็นผลงานที่ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องใหญ่โต เรื่องปฏิวัติสังคม เรื่องระดับชาติอะไร แต่เพียงแค่มีมุมมองส่วนตัว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใหม่มากในเวลานั้น

การเปิดรับแนวทางและสไตล์ใหม่ๆของ John Szarkowski ที่จับต้องได้มากอีกอย่างหนึ่งนั่นคือคำว่า “Snapshot” ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการในยุคสมัยของเขา มันถูกบัญญัติในหมู่ผู้สนใจงานศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยว่า คือการสื่อสารทางศิลปะภาพถ่ายผ่านมุมมองของ “มนุษย์” ทั่วไป. John กล่าวว่า “ช่างภาพในยุคสมัยใหม่ ต่างนำพางานสารคดีไปสู่ความเป็นตัวเองมากขึ้น สารคดีไม่ได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อปฏิรูปชีวิต แต่เพื่อให้เราได้รู้จักชีวิต”

และมุมมองของ “มนุษย์” ทั่วไปที่ทำให้เราได้รู้จักชีวิตนั้น ก็กลายเป็นผลงานของช่างภาพอย่าง Diane Arbus , Lee Friedlander และ Gary Winogrand ช่างภาพสารคดีหน้าใหม่ที่กำลังจะพาโลกของภาพถ่ายไปสู่หมุดหมายครั้งใหญ่ ภายใต้นิทรรศการที่ชื่อว่า “New Documents”

New Documents เป็นนิทรรศการภาพในตำนานวงการศิลปะยุคใหม่นิทรรศการหนึ่ง เพราะมันทำให้โลกได้รู้จักกับช่างภาพหน้าใหม่ทั้ง 3 ที่ได้เปลี่ยนโลกของการถ่ายภาพร่วมสมัยให้หลุดไปจากกรอบเดิมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กล่าวได้ว่า แนวทางการถ่ายภาพร่วมสมัย โดยเฉพาะแบบอเมริกันนั้นชัดเจนที่สุดจากจุดนี้ (รวมไปถึงการถ่ายภาพสตรีทในปัจจุบันด้วยเช่นกัน)

รอยต่อแห่งงานภาพสารคดียุคเก่าและยุคใหม่ มาบรรจบกันในยุคของ John Szarkowski อย่างมีนัยนะ เขาเป็นผู้นำพางานของ Eugène Atget บุคคลที่เป็นต้นน้ำของงานสารคดีและงานภาพสตรีทที่ถูกลืมเลือนมาครึ่งศตวรรษ John ตอบรับการนำเสนองาน Atget ของ Berenice Abbott ผู้ซึ่งต่อสู้ ผลักดันงานของ Atget มาตั้งแต่เขาเสียชีวิตไปเมื่อปี 1927 จนปี 1968 การพยายามนั้นก็เป็นผลสำเร็จ ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ผลงานระดับมาสเตอร์พีชของ Eugène Atget

รวมถึงการเสียชีวิตของ Walker Evans ในปี 1975 ผู้ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักปฏิวัติวงการภาพถ่ายสารคดีแห่งยุคสมัย (และเขาคือคนที่ได้รับอิทธิพลจากงานของ Eugène Atget มาตั้งแต่ Atget เสียชีวิตใหม่ๆ)

ความก้าวหน้าในงานภาพถ่ายสารคดีอีกก้าวที่ John นำพาไปอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือ การนำเสนอผลงานภาพถ่ายสารคดีที่เป็นภาพสี ในปัจจุบันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาเกินจะหยั่งถึงว่า เหตุใด? ภาพถ่ายสีจึงเป็นเรื่องใหม่ในงานสารคดี? นั่นเพราะภาพลักษณ์ของงานภาพถ่ายสารคดีคือความจริงจัง ความเป็นมืออาชีพอย่างมาก ซึ่ง ณ เวลานั้น การถ่ายภาพสีเป็นเรื่องของงานโฆษณา งานในสตูดิโอ ดูเป็นความขัดแย้ง ไปกันไม่ได้เชิงภาพลักษณ์ของงาน

แต่ในท้ายที่สุด John ก็ได้พาเอางานของ Ernst Haas , Helen Levitt และแน่นอนที่สุด.. William Eggleston เจ้าพ่อแห่งการถ่ายภาพสีในโลกศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเราจะพูดถึงกันในตอนถัดไป (ถ้ามีโอกาสเขียนต่ออีก)