Month: May 2019

หนังสือภาพแม่น้ำ Mississippi ที่ Alec Soth อาจทำให้คุณน้ำตาซึม

ตั้งแต่ยุค 1940s ที่วงการภาพถ่ายร่วมสมัยของอเมริกาพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างแบรนด์แห่ง “American Photographer” ให้โลกรู้จัก นับตั้งแต่ Walker Evans เปิดตัวผลงานชุด “Amercian Photographs” เมื่อปี 1938 ศิลปินในแผ่นดินใหม่นี้ก็ชี้ชวนกันออกเดินทางไปทั่วผืนดินอันกว้างใหญ่ตลอดเกือบร้อยปีเพื่อสำรวจและเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณแบบอเมริกันชนลงบนภาพถ่ายมากมาย

ภาพในงานของ Walker Evans ระหว่าง Road Trip เมื่อปี 1936 ในมิสซิสซิปปี้

Robert Frank , Lee Frielander, William Eggleston หรือ Joel Sternfeld คือรายชื่อส่วนหนึ่งของช่างภาพระดับตำนานตลอดศตวรรษที่ 20 ที่ออกเดินทางและบันทึกเรื่องราวในแบบของพวกเขาจากรุ่นสู่รุ่น รวมไปถึงเด็กหนุ่มจากมินนิโซต้าคนหนึ่ง ที่เมื่อครั้งเขาไปเรียนวาดภาพในโรงเรียน และ Joel Sternfeld หนึ่งในช่างภาพระดับตำนานนั้นได้มาเลคเชควิชาพิเศษที่โรงเรียนของเขา Joe ได้โชว์ผลงานมาสเตอร์พีซ “American Prospects” รวมไปถึงโชว์เบื้องหลังการเดินทางบนรถตู้เพื่อถ่ายทำผลงานทั้งหมดไปทั่วประเทศให้นักเรียนดู ช่วงเวลาที่แสนวิเศษสั้นๆนั้นเอง กลายเป็นการจุดไฟในตัวของเด็กหนุ่มคนนั้นให้ลุกโชน

ผลงานของ Joel Sternfeld ในชุด American Prospects

อีกครั้ง..ที่จิตวิญญาณของ American road trip ถูกส่งผ่านมาสู่ศิลปินหน้าใหม่อย่าง Alec Soth เด็กหนุ่มจากมินนิโซต้าคนนั้น เขามองเห็นความงดงามเล็กๆในเมืองอันแสนธรรมดาที่อเมริกันชนอย่างเขาเติบโตขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่เพียงการถ่ายภาพ แต่มันคือความซาบซึ้งในขั้นตอนที่ได้มาซึ่งภาพถ่ายนั้นๆต่างหาก

สิ่งที่ Alec Soth สร้างความแตกต่างไปจากรูปแบบ American road trip ของศิลปินคนอื่นๆที่ผ่านมา คือการเล่าเรื่องของเขาที่ค่อนข้างพร่าเบลอในเนื้อหา ซึ่งตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานั้น ผลงานของช่างภาพอเมริกันค่อนไปทางงานสารคดี (Documentary) ที่มีเนื้อหาหนักแน่น ชัดเจน ตรงไปตรงมา และนี่เองคือความแตกต่างที่ทำให้งานของ Alec Soth โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางการเริ่มต้นวันเวลาของศตวรรษใหม่

Sleeping by the Mississippi คือบทกวีแห่งอเมริกันชนเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เรื่องราวของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ที่เคยเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์เมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ในห้วงเวลานี้มันเป็นเพียงที่พักพิงของผู้คนที่ยังไม่เคลื่อนย้ายรากเหง้าไปไหน อเมริกันชนไม่ได้ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมจากการดำรงอยู่กับธรรมชาติอีกต่อไป แต่พวกเขาถูกหล่อหลอมด้วย ทีวี ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาตลอดครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

Alec Soth เล่าเรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อ เลือนลางในเรื่องราว เขาเพียงพร่ำเพ้อเป็นภาพบนแผ่นฟิล์มดั่งลำนำแห่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แม่น้ำที่ไหลจากบนสุดของแผ่นดินสู่ดินแดนล่างสุด จากร้อนไปหนาว คดเคี้ยวยาวไกลผ่านชีวิตผู้คนเป็นล้านๆ และหนึ่งในนั้นคือตัวเขาเอง นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ Alec คิดว่าเขาน่าจะเล่ามันได้ดีกว่าใคร และช่างภาพอเมริกันหลายๆคนก็ไม่ได้สนใจในพื้นที่แถบนี้มากนัก เพราะวิวทิวทัศน์มันธรรมดาเกินกว่าจะน่าสนใจ ผิดก็แต่เพียงเด็กหนุ่มจากมินนิโซต้าคนนี้ที่เติบโตมากับความราบเรียบ และอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ว่ามาทั้งหมดนี้

ถ้าคุณพลิกดูภาพสักหนึ่งภาพใน Sleeping by the Mississippi คุณอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นภาพถ่ายที่แสนธรรมดา ผิดกับการที่คุณอาจจะเคยดูงานของ Joe Sternfeld หรือ Stephen Shore สักภาพ แม้ไม่ต้องดูติดกันหลายๆภาพ มันก็ดูช่างน่าตื่นตาตื่นใจในความงดงามนั้น ที่ถ่ายทอดด้วยกล้อง Large Format ที่เก็บรายละเอียดและแสงสีที่งดงามที่สุด แต่สำหรับภาพชุดนี้.. มันอาจจะไม่ใช่แบบที่คุณคาดหวังจากเขาเหล่านั้น

ต่อเมื่อคุณเริ่มต้นตั้งใจฟังการร่ายบทกวีที่แสนธรรมดาของเขา เสียงธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้จะค่อยๆไหลบ่าเข้ามาในใจ มันไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบ ดูคล้ายๆกับการเริ่มต้นฝันในค่ำคืนหนึ่งของคุณที่ไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นที่ตรงไหน มันดำเนินไปอย่างไม่มีที่มาที่ไปแต่กลับสะเทือนอารมณ์คุณขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่ความเศร้าโศก ไม่ใช่ความเหงา ไม่มีใครในภาพร้องไห้ มันอาจจะเป็นเพียงภาพเตียงว่างเปล่า รูปวาดของหญิงสาวสักคนที่ติดอยู่บนผนัง พวกเราไม่มีใครรู้จักคนเหล่านี้ และไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร แต่เรากลับเข้าใจพวกเขา มีบางอย่างในความเป็นมนุษย์ที่เราเชื่อมถึงกันได้

บางครั้งก็ดูเป็นความประดักประเดิดของวัฒนธรรมริมแม่น้ำนั้น ที่ถูกทำให้บิดเบี้ยวจากอิทธิพลของผู้คนในเมืองหลวง มันอาจดูไม่เข้ากันนัก แต่นั่นก็พอให้เรามองเห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโลก ความสุขและความทุกข์ของผู้คนผ่านบริบทเหล่านี้

ระหว่างทางที่คุณชื่นชมภาพแต่ละภาพ Alec ไม่สนใจนักที่จะให้คนดูรู้ว่าเขาถ่ายภาพเหล่านี้ได้อย่างไร? เพราะอะไร? มันถูกวางให้จบไปเป็นบทหนึ่งๆ เขาอยากให้ทุกอย่างดูแปลกหน้าเหมือนๆกับที่เขาเดินทางไปพบปะกับผู้คนในภาพ และเขาเองก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับคนเหล่านั้นเช่นกัน

ต่อเมื่อภาพสุดท้ายได้จบลง คุณอาจจะได้เห็นข้อความเล็กๆเกี่ยวกับเรื่องราวในภาพถ่ายหลายๆภาพนั้นอยู่ที่ตอนจบของหนังสือ เขาเลือกที่จะเขียนบอกเล่าถึงในบางภาพเท่านั้น และข้อความเหล่านั้นก็มักจะทำให้คุณอยากจะพลิกหน้าหนังสือย้อนกลับไปชมภาพนั้นๆอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่อาจจะเปลี่ยนไป

Alec Soth ตีพิมพ์หนังสือภาพ Sleeping by the Mississippi ครั้งแรกด้วยตัวเขาเองเมื่อปี 2004 มันเป็นผลงานอย่างเป็นทางการชิ้นแรกของเขาเช่นกัน และมันก็ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในแวดวงศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยในเวลาต่อมา รวมไปถึงการได้ถูกเสนอชื่อเป็นช่างภาพของเอเจนซี่ Magnum ด้วย

ปัจจุบันหนังสือภาพ Sleeping by the Mississippi ในเวอร์ชั่นแรก กลายเป็นของสะสมและราคาสูงในตลาด เพิ่งจะมีการตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งโดยสำนักพิมพ์ MACK เมื่อปี 2017

Advertisements

Man Ray และลัทธิศิลปะเหนือจริง การทำลายล้างโลกสวยแห่งศิลปะ

เมื่อโลกนี้มันช่างโหดร้าย ในวันเวลาแห่งศตวรรษที่ 21 เราอาจพึ่งพาเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อหลบหนีไปสู่จินตนาการอันเวิ้งว้าง อินเตอร์เน็ต , เกม , ภาพยนตร์ หรือ แม้แต่การพัฒนาไปสู่ VR (Virtual Reality) แต่สำหรับผู้คนในศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 นอกจากพวกเขาจะไม่มีเทคโนโลยีเหนือจริงเหล่านี้แล้ว โลกของพวกเขาก็ช่างโหดร้ายกว่าพวกเรามากมายนัก

ว่ากันว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 คือการตบตีแย่งชิงทรัพยากรระหว่างเศรษฐีตะวันตกที่จบลงด้วยความเจ็บปวดกันถ้วนหน้า ฝรั่งเศสก็เป็นหนึ่งในสงครามทำลายล้างนั้น รวมถึงการเป็นประเทศมหาอำนาจทางศิลปะไปด้วยในที ถ้าทหารนั้นคอยพัฒนาอาวุธเพื่อต่อสู้ เหล่าศิลปินในโลกตะวันตกก็คงต้องคอยพัฒนาศิลปะเพื่อรับมือกับความเจ็บปวดเช่นกัน

ศิลปะในยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionism Art) แม้ว่าจะมีการปฏิวัติศิลปะมาเท่าใด แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นไปจากการลอกเลียนความจริง ​(แม้แต่ในยุคนีโออิมเพรสชั่นนิสต์ก็ตาม) และไม่ได้รองรับผลของความเป็นปัจเจกที่อยากแสดงออกถึงจินตนาการอันบิดเบี้ยวในชีวิตได้มากพอ

แม้งานของ Monet จะปฏิวัติวงการภาพวาดเพียงใด แต่ก็ยังคงอยู่ในพื้นที่ของการเลียนความจริง และยังไม่เกิดการวิพากษ์โดยปัจเจกชน | 1919 Claude Monet : www.metmuseum.org

ด้วยความโหดร้ายของสังคม ประเพณี การปกครอง ศาสนา ฯลฯ ซึ่งเป็นผลพวงของการอยู่ร่วมกันและความไม่เท่าเทียม การบูชาและนิยมความจริงที่เป็นไปโดยไม่ตีความหมายในระดับปัจเจกดั่งเช่นศิลปะแบบสัจนิยม (Realism) ในศตวรรษที่ 19 ก่อเกิด “การตั้งคำถาม” ต่อระบบที่เอารัดเอาเปรียบต่างๆมากมาย ที่คอยผูกมัดมนุษย์ให้เป็นไปตามสิ่งเหล่านั้นจนกลายมาเป็น “การต่อต้าน” ทางความคิดของปัจเจกชน ซึ่งมีการวิวัฒนาการที่ผสมผสานแนวคิดของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แพทย์ผู้ซึ่งสนใจในจิตวิเคราะห์ เข้าไปรวมกับศิลปะด้วย

ศิลปะใน ลัทธิเหนือจริง (Surrealism) จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้คนที่ต้องการปลดปล่อยตัวเองจากโลกของความจริง ด้วยเครื่องมือทางศิลปะต่างๆไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม , ภาพวาด , ภาพถ่าย ก็ตามแต่ คำอธิบายอย่างย่อของลัทธิเหนือจริงคงมีแต่เพียงว่า คือการแสดงออกทางศิลปะด้วยจิตไร้สำนึกของปัจเจกชน ไม่ผ่านการคิด ตรรกะใดๆที่มนุษย์พึงจะทำได้ ผ่านไปสู่ผลงานโดยตรง ซึ่งในช่วงต้นนั้นจะพูดได้ว่าเป็นการ “บำบัด” ผู้คนจากผลพวงของสงครามโลกก็ว่าได้

ศิลปินในยุค Surrealism อาจจะมีมากมายและหลากหลายแขนง แต่ในเชิงภาพถ่าย (Photography) ซึ่งถือว่าเป็น “ศิลปะใหม่” ของโลก แม้ว่ามันจะก่อกำเนิดในยุโรปก็ตาม แต่มันมักถูกปฏิวัติอย่างก้าวกระโดดในดินแดนใหม่อย่างอเมริกา

แมน เรย์ (Man Ray) ชายหนุ่มจากเพนซิเวเนียที่เติบโตในครอบครัวตัดเย็บเสื้อผ้า นั่นมีผลทำให้ผลงานของเขามักผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าไปเสมอๆ ในวัยหนุ่มของเขาเริ่มต้นเลี้ยงชีพด้วยงานโฆษณาโดยเป็นผู้ผลิตชิ้นงาน illustration เพื่อประกอบโฆษณาต่างๆ เขาจึงเป็นศิลปินที่ผสมผสานศิลปะที่หลากหลายอยู่ในชิ้นงานตั้งแต่เริ่มต้น

การเริ่มต้นชีวิตในบรู๊คลินนั้น ทำให้เขาได้เสพงานศิลปะร่วมสมัยชั้นนำจากทั่วโลกมากมาย ท่ามกลางเมืองหลวงแห่งศิลปะยุคใหม่อย่างนิวยอร์ค ช่วงกลางยุค 1910s เขาเริ่มต้นพัฒนางานร่วมกับต้นน้ำแห่งศิลปะร่วมสมัยอย่าง มาร์เชล ดูชอม (Marcel Duchamp) นำทิศทางผลงานของเขาไปสู่แนวทาง ลัทธิดาดา (Dadaism) ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวทางหัวรุนแรงแห่งวงการศิลปะ เพราะลัทธิดาดานั้นขบถต่อทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม ณ เวลานั้น ประหนึ่งว่าสิ้นไร้ความอดทนต่อความเป็นคนในสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงทางศิลปะเสียเอง

ถ้าจะพูดถึงดูชอม และการขบถที่ชัดเจนที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นต้องพูดถึงงาน Fountain ที่ตั้งคำถามกับคุณค่าของโลกศิลปะยุคเก่าอย่างจัดจ้าน

ลัทธิดาดานั้น ก็เปรียบเสมือนกลุ่มกบฏทางศิลปะที่มีอยู่ทั้งฝั่งปารีสและอเมริกา แน่นอนว่าการที่ แมน เรย์ ก้าวเข้าสู่ทิศทางนี้ก็เพราะได้รับอิทธิพลจาก ดูชอม ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าลัทธิดาดาของฝั่งอเมริกา พวกเขาร่วมกันแสดงการเสียดสี ประชดประชัน ความเกลียด ต่อต้านต่อขนบประเพณี วัฒนธรรม ชนชั้นการปกครอง ความเหลื่อมล้ำ และที่สำคัญคือ “สงคราม”

ถ้าพูดไปแล้ว ลัทธิดาดาก็เปรียบเสมือนผู้ประท้วงทางการเมืองที่ออกมารวมตัวกันอยู่บนท้องถนน พื้นที่สาธารณะ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางวาจา ท่าทางการกระทำกดดันสังคม แต่พวกเขาใช้ “งานศิลปะ” อย่างรุนแรงเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง

จุดนี้ทำให้ผลงานของ แมน เรย์ นำพาผู้คนออกจากความจริงไปสู่จินตนาการของเขาด้วยวิธีการที่เรียกว่า Ready-Mades (คือการหยิบจับเอาสิ่งของใดๆก็ได้รอบตัวเรา มีค่าหรือไม่มีค่ามาทำให้เป็นงานศิลปะ ) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงความขบถต่อศิลปะดั้งเดิมทั้งหลายทั้งมวลที่พยายามสร้างงานศิลปะให้ทรงคุณค่าและยิ่งใหญ่

งาน The Gift (1921) ที่แสดงความขวางโลกของ แมน เรย์

แต่บริบททางสังคมที่ก้าวหน้า หลากหลาย วุ่นวาย ขวักไขว่ของนิวยอร์คนั้น อาจจะเกินเลยไปกว่าการปฏิวัติศิลปะของเขา ซึ่งเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ลัทธิดาดาคงไม่สามารถเติบโตในนิวยอร์คได้ เพราะนิวยอร์คนั้นคือลัทธิดาดาเสียเอง มันก็เหมือนเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้นั่นแหล่ะ”

นิวยอร์ค..จึงเป็นเพียงแหล่งเพาะบ่มความคิดของเขา และสุดท้าย..เขาคงต้องหาผืนดินที่จะหว่านเมล็ดทางศิลปะของเขาลงไปอย่างพอเหมาะพอดี ซึ่งคงไม่มีที่ไหนดีไปกว่า…ปารีส

พร้อมๆกับการหย่าขาดกับภรรยาของเขา แมน เรย์ ออกเดินทางไปสู่ปารีสเมื่อปี 1921 เพื่อฝังรากเหง้าของลัทธิเหนือจริง (Surrealism) ลงที่นี่ ลัทธิซึ่งแตกหน่อออกมาจากลัทธิดาดา เขายังคงมุ่งมั่นทำลายความโลกสวยของผู้คนต่อศิลปะต่อไป ที่สำคัญ..เขากำลังทดลองใช้อาวุธใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง นั่นคือ “การถ่ายภาพ”

แมน เรย์ ถ่ายคู่กับ ซัลบาโด ดาลี (Salvador Dalí) ศิลปินร่วมแนวทางในยุคเดียวกัน

Rayographs เป็นผลงานแรกที่ แมน เรย์ ใช้ทดลองผลิตงานศิลปะจากการถ่ายภาพ ที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้ใช้กล้องถ่ายรูปในการทำภาพถ่าย แต่เขาผลิตงานลงบนกระดาษไวแสงที่ใช้สำหรับอัดภาพแทน การผสมผสานระหว่าง Ready-mades และ Photography จึงเกิดขึ้นด้วยการนำเอาวัตถุต่างๆวางไว้บนกระดาษไวแสง แล้วฉายแสงตรงไปที่กระดาษนั้น

งาน Rayographs ถูกบรรจุอยู่ในหนังสือภาพที่ชื่อว่า Les Champs délicieux หรือภาษาอังกฤษว่า The Delightful Fields ถูกตีพิมพ์ในปี 1922

เขาใช้ชีวิตในปารีสพร้อมด้วยการยึดเอาอาชีพช่างภาพนิตยสารแฟชั่นเลี้ยงชีพ พร้อมๆไปกับสั่งสมประสบการณ์และสร้างผลงานใหม่ๆขึ้นมา และในปี 1924 แมน เรย์ ก็ได้สร้างผลงานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นที่ชื่อว่า Le Violon d’Ingres ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากผลงานภาพวาดของ Jean-Auguste-Dominique Ingres ศิลปินภาพวาดในยุคนีโอคลาสสิค (การผสมผสานงานในยุคคลาสสิคกับเรเนสซองค์) ที่เน้นเรือนร่าง แสดงถึงความรู้สึก อารมณ์รักแห่งยุคโรแมนติกลึซึ่ม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินภาพวาดรุ่นต่อๆมาอย่างปีกัสโซด้วย

Le Violon d’Ingres เป็นงานที่เขาได้ถ่ายภาพหญิงสาวเปลือยและแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นภาพเครื่องดนตรีด้วยการวาดลงไปบนเรือนร่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเปรย และภาพนี้ได้กลายเป็นภาพถ่ายศิลปะที่โด่งดังมากชิ้นหนึ่งของโลกศิลปะ

เขายังคงพัฒนางานอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเทคนิคที่หลากหลาย อย่างเช่น เทคนิค Solarization ซึ่งเป็นการเพิ่มแร่เกลือเงิน แร่ที่สำคัญในการเกิดภาพของภาพถ่าย เพื่อให้ได้เอฟเฟคที่แปลกตาคล้ายภาพวิญญาณ เป็นต้น

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แมน เรย์ ได้ย้ายออกจากปารีสเพื่อหลบลี้สงครามไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนียตั้งแต่ปี 1940 จนกลับมาปารีสอีกครั้งในปี 1951 งานช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา ตลอดชีวิตของแมน เรย์ ได้ทดลองเครื่องมือศิลปะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ งานปั้น ฯลฯ “มันเป็นการบรรลุในการสร้างสรรค์งานศิลปะแล้ว ที่เขาสามารถใช้กล้องถ่ายรูปประหนึ่งแปรงพู่กันวาดภาพเพื่อแสดงออกทางความคิดอย่างบริสุทธิ์” – มาร์เชล ดูชอม

เขาไม่เคยหยุดทดลองดั่งเช่นหัวใจของลัทธิศิลปะเหนือจริงที่เป็นขบถต่อทุกสิ่ง ณ ปัจจุบันกาล ขบถแม้แต่ตัวของเขาเอง เขาจึงไม่หยุดที่จะคิด จะสร้างผลงานใหม่ๆออกมา แมน เรย์ เสียชีวิตในปี 1976 ในวัย 86 ปีที่ปารีส เมืองอันเป็นที่รักของหนุ่มช่างฝันหัวใจขบถจากเพนซิเวเนีย

** เพิ่มเติม ** ถ้าอยากเรียนรู้ผลงานในแต่ละยุคสมัยที่บรรยายความเป็นไปทางความคิดของ แมน เรย์ แล้วล่ะก็… หนังสือภาพ Self-Portrait ของเขา น่าจะเป็นหนังสือรวบรวมผลงานที่บ่งบอกตัวตนของแมน เรย์ ได้ดีที่สุด