Man Ray และลัทธิศิลปะเหนือจริง การทำลายล้างโลกสวยแห่งศิลปะ

เมื่อโลกนี้มันช่างโหดร้าย ในวันเวลาแห่งศตวรรษที่ 21 เราอาจพึ่งพาเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อหลบหนีไปสู่จินตนาการอันเวิ้งว้าง อินเตอร์เน็ต , เกม , ภาพยนตร์ หรือ แม้แต่การพัฒนาไปสู่ VR (Virtual Reality) แต่สำหรับผู้คนในศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 นอกจากพวกเขาจะไม่มีเทคโนโลยีเหนือจริงเหล่านี้แล้ว โลกของพวกเขาก็ช่างโหดร้ายกว่าพวกเรามากมายนัก

ว่ากันว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 คือการตบตีแย่งชิงทรัพยากรระหว่างเศรษฐีตะวันตกที่จบลงด้วยความเจ็บปวดกันถ้วนหน้า ฝรั่งเศสก็เป็นหนึ่งในสงครามทำลายล้างนั้น รวมถึงการเป็นประเทศมหาอำนาจทางศิลปะไปด้วยในที ถ้าทหารนั้นคอยพัฒนาอาวุธเพื่อต่อสู้ เหล่าศิลปินในโลกตะวันตกก็คงต้องคอยพัฒนาศิลปะเพื่อรับมือกับความเจ็บปวดเช่นกัน

ศิลปะในยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionism Art) แม้ว่าจะมีการปฏิวัติศิลปะมาเท่าใด แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นไปจากการลอกเลียนความจริง ​(แม้แต่ในยุคนีโออิมเพรสชั่นนิสต์ก็ตาม) และไม่ได้รองรับผลของความเป็นปัจเจกที่อยากแสดงออกถึงจินตนาการอันบิดเบี้ยวในชีวิตได้มากพอ

แม้งานของ Monet จะปฏิวัติวงการภาพวาดเพียงใด แต่ก็ยังคงอยู่ในพื้นที่ของการเลียนความจริง และยังไม่เกิดการวิพากษ์โดยปัจเจกชน | 1919 Claude Monet : www.metmuseum.org

ด้วยความโหดร้ายของสังคม ประเพณี การปกครอง ศาสนา ฯลฯ ซึ่งเป็นผลพวงของการอยู่ร่วมกันและความไม่เท่าเทียม การบูชาและนิยมความจริงที่เป็นไปโดยไม่ตีความหมายในระดับปัจเจกดั่งเช่นศิลปะแบบสัจนิยม (Realism) ในศตวรรษที่ 19 ก่อเกิด “การตั้งคำถาม” ต่อระบบที่เอารัดเอาเปรียบต่างๆมากมาย ที่คอยผูกมัดมนุษย์ให้เป็นไปตามสิ่งเหล่านั้นจนกลายมาเป็น “การต่อต้าน” ทางความคิดของปัจเจกชน ซึ่งมีการวิวัฒนาการที่ผสมผสานแนวคิดของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แพทย์ผู้ซึ่งสนใจในจิตวิเคราะห์ เข้าไปรวมกับศิลปะด้วย

ศิลปะใน ลัทธิเหนือจริง (Surrealism) จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้คนที่ต้องการปลดปล่อยตัวเองจากโลกของความจริง ด้วยเครื่องมือทางศิลปะต่างๆไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม , ภาพวาด , ภาพถ่าย ก็ตามแต่ คำอธิบายอย่างย่อของลัทธิเหนือจริงคงมีแต่เพียงว่า คือการแสดงออกทางศิลปะด้วยจิตไร้สำนึกของปัจเจกชน ไม่ผ่านการคิด ตรรกะใดๆที่มนุษย์พึงจะทำได้ ผ่านไปสู่ผลงานโดยตรง ซึ่งในช่วงต้นนั้นจะพูดได้ว่าเป็นการ “บำบัด” ผู้คนจากผลพวงของสงครามโลกก็ว่าได้

ศิลปินในยุค Surrealism อาจจะมีมากมายและหลากหลายแขนง แต่ในเชิงภาพถ่าย (Photography) ซึ่งถือว่าเป็น “ศิลปะใหม่” ของโลก แม้ว่ามันจะก่อกำเนิดในยุโรปก็ตาม แต่มันมักถูกปฏิวัติอย่างก้าวกระโดดในดินแดนใหม่อย่างอเมริกา

แมน เรย์ (Man Ray) ชายหนุ่มจากเพนซิเวเนียที่เติบโตในครอบครัวตัดเย็บเสื้อผ้า นั่นมีผลทำให้ผลงานของเขามักผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าไปเสมอๆ ในวัยหนุ่มของเขาเริ่มต้นเลี้ยงชีพด้วยงานโฆษณาโดยเป็นผู้ผลิตชิ้นงาน illustration เพื่อประกอบโฆษณาต่างๆ เขาจึงเป็นศิลปินที่ผสมผสานศิลปะที่หลากหลายอยู่ในชิ้นงานตั้งแต่เริ่มต้น

การเริ่มต้นชีวิตในบรู๊คลินนั้น ทำให้เขาได้เสพงานศิลปะร่วมสมัยชั้นนำจากทั่วโลกมากมาย ท่ามกลางเมืองหลวงแห่งศิลปะยุคใหม่อย่างนิวยอร์ค ช่วงกลางยุค 1910s เขาเริ่มต้นพัฒนางานร่วมกับต้นน้ำแห่งศิลปะร่วมสมัยอย่าง มาร์เชล ดูชอม (Marcel Duchamp) นำทิศทางผลงานของเขาไปสู่แนวทาง ลัทธิดาดา (Dadaism) ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวทางหัวรุนแรงแห่งวงการศิลปะ เพราะลัทธิดาดานั้นขบถต่อทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม ณ เวลานั้น ประหนึ่งว่าสิ้นไร้ความอดทนต่อความเป็นคนในสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงทางศิลปะเสียเอง

ถ้าจะพูดถึงดูชอม และการขบถที่ชัดเจนที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นต้องพูดถึงงาน Fountain ที่ตั้งคำถามกับคุณค่าของโลกศิลปะยุคเก่าอย่างจัดจ้าน

ลัทธิดาดานั้น ก็เปรียบเสมือนกลุ่มกบฏทางศิลปะที่มีอยู่ทั้งฝั่งปารีสและอเมริกา แน่นอนว่าการที่ แมน เรย์ ก้าวเข้าสู่ทิศทางนี้ก็เพราะได้รับอิทธิพลจาก ดูชอม ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าลัทธิดาดาของฝั่งอเมริกา พวกเขาร่วมกันแสดงการเสียดสี ประชดประชัน ความเกลียด ต่อต้านต่อขนบประเพณี วัฒนธรรม ชนชั้นการปกครอง ความเหลื่อมล้ำ และที่สำคัญคือ “สงคราม”

ถ้าพูดไปแล้ว ลัทธิดาดาก็เปรียบเสมือนผู้ประท้วงทางการเมืองที่ออกมารวมตัวกันอยู่บนท้องถนน พื้นที่สาธารณะ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางวาจา ท่าทางการกระทำกดดันสังคม แต่พวกเขาใช้ “งานศิลปะ” อย่างรุนแรงเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง

จุดนี้ทำให้ผลงานของ แมน เรย์ นำพาผู้คนออกจากความจริงไปสู่จินตนาการของเขาด้วยวิธีการที่เรียกว่า Ready-Mades (คือการหยิบจับเอาสิ่งของใดๆก็ได้รอบตัวเรา มีค่าหรือไม่มีค่ามาทำให้เป็นงานศิลปะ ) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงความขบถต่อศิลปะดั้งเดิมทั้งหลายทั้งมวลที่พยายามสร้างงานศิลปะให้ทรงคุณค่าและยิ่งใหญ่

งาน The Gift (1921) ที่แสดงความขวางโลกของ แมน เรย์

แต่บริบททางสังคมที่ก้าวหน้า หลากหลาย วุ่นวาย ขวักไขว่ของนิวยอร์คนั้น อาจจะเกินเลยไปกว่าการปฏิวัติศิลปะของเขา ซึ่งเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ลัทธิดาดาคงไม่สามารถเติบโตในนิวยอร์คได้ เพราะนิวยอร์คนั้นคือลัทธิดาดาเสียเอง มันก็เหมือนเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้นั่นแหล่ะ”

นิวยอร์ค..จึงเป็นเพียงแหล่งเพาะบ่มความคิดของเขา และสุดท้าย..เขาคงต้องหาผืนดินที่จะหว่านเมล็ดทางศิลปะของเขาลงไปอย่างพอเหมาะพอดี ซึ่งคงไม่มีที่ไหนดีไปกว่า…ปารีส

พร้อมๆกับการหย่าขาดกับภรรยาของเขา แมน เรย์ ออกเดินทางไปสู่ปารีสเมื่อปี 1921 เพื่อฝังรากเหง้าของลัทธิเหนือจริง (Surrealism) ลงที่นี่ ลัทธิซึ่งแตกหน่อออกมาจากลัทธิดาดา เขายังคงมุ่งมั่นทำลายความโลกสวยของผู้คนต่อศิลปะต่อไป ที่สำคัญ..เขากำลังทดลองใช้อาวุธใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง นั่นคือ “การถ่ายภาพ”

แมน เรย์ ถ่ายคู่กับ ซัลบาโด ดาลี (Salvador Dalí) ศิลปินร่วมแนวทางในยุคเดียวกัน

Rayographs เป็นผลงานแรกที่ แมน เรย์ ใช้ทดลองผลิตงานศิลปะจากการถ่ายภาพ ที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้ใช้กล้องถ่ายรูปในการทำภาพถ่าย แต่เขาผลิตงานลงบนกระดาษไวแสงที่ใช้สำหรับอัดภาพแทน การผสมผสานระหว่าง Ready-mades และ Photography จึงเกิดขึ้นด้วยการนำเอาวัตถุต่างๆวางไว้บนกระดาษไวแสง แล้วฉายแสงตรงไปที่กระดาษนั้น

งาน Rayographs ถูกบรรจุอยู่ในหนังสือภาพที่ชื่อว่า Les Champs délicieux หรือภาษาอังกฤษว่า The Delightful Fields ถูกตีพิมพ์ในปี 1922

เขาใช้ชีวิตในปารีสพร้อมด้วยการยึดเอาอาชีพช่างภาพนิตยสารแฟชั่นเลี้ยงชีพ พร้อมๆไปกับสั่งสมประสบการณ์และสร้างผลงานใหม่ๆขึ้นมา และในปี 1924 แมน เรย์ ก็ได้สร้างผลงานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นที่ชื่อว่า Le Violon d’Ingres ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากผลงานภาพวาดของ Jean-Auguste-Dominique Ingres ศิลปินภาพวาดในยุคนีโอคลาสสิค (การผสมผสานงานในยุคคลาสสิคกับเรเนสซองค์) ที่เน้นเรือนร่าง แสดงถึงความรู้สึก อารมณ์รักแห่งยุคโรแมนติกลึซึ่ม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินภาพวาดรุ่นต่อๆมาอย่างปีกัสโซด้วย

Le Violon d’Ingres เป็นงานที่เขาได้ถ่ายภาพหญิงสาวเปลือยและแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นภาพเครื่องดนตรีด้วยการวาดลงไปบนเรือนร่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเปรย และภาพนี้ได้กลายเป็นภาพถ่ายศิลปะที่โด่งดังมากชิ้นหนึ่งของโลกศิลปะ

เขายังคงพัฒนางานอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเทคนิคที่หลากหลาย อย่างเช่น เทคนิค Solarization ซึ่งเป็นการเพิ่มแร่เกลือเงิน แร่ที่สำคัญในการเกิดภาพของภาพถ่าย เพื่อให้ได้เอฟเฟคที่แปลกตาคล้ายภาพวิญญาณ เป็นต้น

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แมน เรย์ ได้ย้ายออกจากปารีสเพื่อหลบลี้สงครามไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนียตั้งแต่ปี 1940 จนกลับมาปารีสอีกครั้งในปี 1951 งานช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา ตลอดชีวิตของแมน เรย์ ได้ทดลองเครื่องมือศิลปะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ งานปั้น ฯลฯ “มันเป็นการบรรลุในการสร้างสรรค์งานศิลปะแล้ว ที่เขาสามารถใช้กล้องถ่ายรูปประหนึ่งแปรงพู่กันวาดภาพเพื่อแสดงออกทางความคิดอย่างบริสุทธิ์” – มาร์เชล ดูชอม

เขาไม่เคยหยุดทดลองดั่งเช่นหัวใจของลัทธิศิลปะเหนือจริงที่เป็นขบถต่อทุกสิ่ง ณ ปัจจุบันกาล ขบถแม้แต่ตัวของเขาเอง เขาจึงไม่หยุดที่จะคิด จะสร้างผลงานใหม่ๆออกมา แมน เรย์ เสียชีวิตในปี 1976 ในวัย 86 ปีที่ปารีส เมืองอันเป็นที่รักของหนุ่มช่างฝันหัวใจขบถจากเพนซิเวเนีย

** เพิ่มเติม ** ถ้าอยากเรียนรู้ผลงานในแต่ละยุคสมัยที่บรรยายความเป็นไปทางความคิดของ แมน เรย์ แล้วล่ะก็… หนังสือภาพ Self-Portrait ของเขา น่าจะเป็นหนังสือรวบรวมผลงานที่บ่งบอกตัวตนของแมน เรย์ ได้ดีที่สุด

Advertisements

ผู้ก่อตั้งและเขียน สยาม.มนุษย์.สตรีท เจ้าของร้านคนชอบถ่ายภาพอะนาล็อกที่ชื่อว่า Husband and Wife Shop

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.