Category: งานแนะนำ . Works

Pictures of home ความรักที่จะคงอยู่กับเราตลอดไป

ถ้าให้พูดถึงงานภาพชุดประเภท Family Project ในโลกนี้ที่ดีๆ คงหยิบยกมาพูดกันได้ไม่รู้จบ แม้ว่ามันดูเป็นงานที่ Personal เอามากๆ แต่ถึงกระนั้นก็กลับเป็นงานที่คนทั่วไปสัมผัสมันได้ง่ายด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ในแง่ของวัฒนธรรมทั้งโลกฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ก็ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างในความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว งานฝั่งตะวันออกมักจะโดนใจเราๆซึ่งเป็นคนเอเชียได้ง่ายดายกว่ามาก แต่งานในฝั่งตะวันตกก็ใช่ว่าจะไม่มีงานที่ “Touch” คนหัวดำอย่างเราๆกันเลยเสียทีเดียว

ปี 1992 เป็นครั้งแรกของงานที่ชื่อว่า “Pictures of home” ของ Larry Sultan ถูกตีพิมพ์ มันขายหมดไปอย่างรวดเร็วพร้อมคำชมล้นหลาม และก็กลายเป็นงานโฟโต้ขึ้นหิ้งที่ถูกพูดถึงเสมอมา แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2009

25 ปีนับจากการตีพิมพ์ครั้งแรก ภรรยาของ Larry ได้ให้ทางสำนักพิมพ์ MACK ตีพิมพ์ Pictures of home อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สองที่ถูกตีพิมพ์ หลังการรอคอยจากแฟนๆมายาวนาน

Edition นี้มันถูกเรียบเรียงใหม่ด้วยการผสมผสานด้วยสื่อที่หลากหลาย ตั้งแต่บทความ บทสัมภาษณ์ งานภาพถ่ายของเขาเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟุตเทตจากหนังครอบครัวที่ถูกถ่ายโดยพ่อของ Larry ซึ่งถูกใส่เข้ามาเพิ่มเติมเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆของครอบครัว Sulton ให้ชัดเจนที่สุดตามแรงบันดาลใจแรกของ Larry เอง

ณ บ้านพัก Desert Community ใกล้ย่านปาล์มสปริงส์ บ้านพักหลังเกษียณของพ่อและแม่ของ Larry อันเป็นจุดกำเนิดของงานชุดนี้ เขาเริ่มโปรเจคนี้ตั้งแต่ปี 1982 ครั้งที่เขาไปเยี่ยมพ่อแม่ที่นั่น ในค่ำคืนนั้นแทนที่พวกเขาจะนั่งดูหนังที่เช่ามาด้วยกัน แต่พวกเขากลับค้นเอาฟุตเทตเก่าๆของครอบครัวที่ถ่ายกันไว้ออกมาดู ซึ่งไม่ได้เห็นกันมานานหลายปีดีดัก

ฟุตเทต 30 ปีที่ถูกบันทึกเอาไว้ ช่างดูเต็มไปด้วยความหวัง มันอัศจรรย์กว่าความเป็นจริงของชีวิต ทำให้เขาเริ่มคิดถึงโปรเจคที่มีพ่อแม่ของเขาอยู่ในนั้น ในวัย 30 กลางๆและสถานภาพความสัมพันธ์อันยาวนานนั้นทั้งรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจเมื่อเขาได้อยู่กับพ่อแม่อีกครั้ง เขาจึงเริ่มคิดว่า ที่ใด? ที่เขาจะเริ่มโปรเจคนี้ดี และแน่นอน…ว่ามันต้องเป็นบ้านพักย่านปาล์มสปริงส์นี้

“แกถ่ายรูปไปเป็น 20-30 ม้วน เพื่อรูปที่แกชอบรูปสองรูป มันไม่ทำให้แกลำบากใจเหรอ?” “ไม่เลยครับ ผมชอบถ่ายภาพ แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รูปแย่ๆก็ตาม” Larry ตอบพ่อของเขาไป

ประเด็นจริงๆแล้วรูปส่วนใหญ่ที่ Larry เลือก มักจะเป็นตัวสร้างความปวดหัวซะมากกว่ารูปที่ทิ้งซะอีก เพราะเขากลัวว่ารูปเหล่านี้จะทำให้พ่อรู้สึกไม่โอเค ครั้งหนึ่ง Larry เคยถ่ายภาพแม่ ซึ่งมันก็เป็นภาพธรรมดาๆ ภาพที่แม่คืออยู่ที่ประตูกระจกเลื่อน และถือถาดเงินที่ใส่ไก่งวงไว้ด้วย พ่อหาว่าเขาถ่ายภาพที่ไม่ค่อยจะเห็นแม่เลย นั่นทำให้พวกเขาเถียงกัน ในสถานะที่ต่างกัน นี่คือแม่ของ Larry ในขณะเดียวกันก็เป็นภรรยาของพ่อ Larry

“แกทำให้พ่อและแม่ดูแก่กว่าที่เรารู้สึกกัน” พ่อของเขาบอกอย่างนั้น

มันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแบบไม่ต้องชี้ชวนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ไม่ว่าจะความตลกร้ายเล็กๆที่แสดงออกในการพูดของพ่อเขา “รูปพวกนี้มันก็แค่ภาพที่แกอยากให้พ่อกับแม่เป็น มันใช่พ่อกับแม่จริงๆซะที่ไหนล่ะ” หรือสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้ง เช่น Larry เคยพูดถึงภาพหนึ่งที่เขาได้ถ่ายขณะที่แม่ของเขาหลับอยู่ มันเป็นซีนที่เขาอยากได้ และก็ตื่นเต้นอยู่ตลอดว่าแม่จะตื่นซะก่อน ซึ่งจริงๆแล้วแม่ก็ไม่ได้หลับจริงๆหรอก ทั้งเขาและแม่ ต่างก็เก็บความลับซึ่งกันและกันไว้ประหนึ่งผู้ร่วมงานที่ดี

ในช่วงเวลานั้น Larry พยายามทำความรู้จักครอบครัวตัวเองอีกครั้ง ผ่านมุมมองในวัยกลางคนนั้น กับพ่อแม่ของเขาในบั้นปลายชีวิต เขาย้อนกลับไปพูดคุยกับพ่อแม่ถึงชีวิตวัยเด็ก การพบรัก งาน การเดินทางของชีวิต และภาพถ่ายเก่าๆ

ในความเป็นผู้ชายด้วยกันระหว่างเขาและพ่อ การย้อนกลับไปค้นหาอดีตของครอบครัว มันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบชีวิตตัวเองและพ่อของเขา จริงๆแล้วมันก็ไม่เชิงเปรียบเทียบเสียทีเดียว แต่มันเหมือนเขาได้ดูตัวเองในตอนที่พ่ออายุเท่าเขา แม้ว่าบริบทของสังคมยุค ’60s และ ’90s จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ Larry เพิ่งจะมีลูกคนแรก แต่พ่อของเขาปาเข้าไป 3 คนแล้วเป็นต้น

นอกจากคนดูจะได้รู้จักครอบครัว Sultan ประหนึ่งงานสารคดีแล้ว เรายังได้เข้าใจวิธีการทำงานของ Larry ผ่านการจดบันทึก ร่างไอเดียและปากคำของเขาเอง นั่นทำให้ยิ่งเข้าใจความรู้สึกต่อผลงาน Pictures from home อย่างละเอียด แตกต่างไปจาก Edition แรก หรือกับหลายๆงานหลายๆศิลปินที่ไม่มีบทความหรือคำอธิบายอะไรมากนัก หรือมีเพียงถ้อยคำที่คนดู ซึ่งเป็นคนนอกจะตีความไปต่างๆนานา

“ผมตระหนักได้ว่า เหนือกว่าฟิล์มที่ถ่ายไปทั้งหมด ภาพดีๆที่เลือกเอาไว้ , ความต้องการต่องานของผมและความหมายที่ไม่ชัดเจนในงาน มันเป็นแรงปรารถนาที่จะถ่ายภาพอย่างแท้จริง ผมอยากจะหยุดเวลาให้พ่อและแม่ได้อยู่แบบนี้ ตลอดไป”  จากครั้งหนึ่ง Larry เคยพูดถึงงานของเขาไว้ และแน่นอน.. มันได้เป็นเช่นนั้นไปแล้ว

Advertisements

ปืนไรเฟิลกับกล้องถ่ายภาพ และภาพถ่ายสงครามที่ถูกเก็บงำกว่า 50 ปีของ Tony Vaccaro

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าเราข้ามประเด็นเรื่องสงคราม แล้วหันมาคุยกันในเชิงศิลปะถ่ายภาพแล้ว นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการถ่ายภาพ (จริงๆจะว่าไป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดการก้าวกระโดดในหลายๆวงการของโลก เพราะมันคือการพยายามกลับมายืนหยัดใหม่ของมนุษยชาติ) มันคือจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีการถ่ายภาพ และความรู้ด้านการถ่ายภาพของช่างภาพที่ลงตัว

ในยุคที่กำเนิดกล้องถ่ายภาพ 35mm ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพกพากล้องไปไหนก็ได้ ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ซึ่งก่อนหน้านั้น กล้องถ่ายภาพเป็นเครื่องมือที่ไม่เอื้อให้คนแบกมันไปไหนต่อไหนได้ง่ายๆ ถ่ายได้ไม่กี่ภาพ และยังไม่สามารถเก็บภาพที่มีการเคลื่อนไหวมากๆได้ด้วย

ภาพถ่ายสงครามในยุคก่อนหน้า จึงทำได้เพียงแค่การเซ็ตขึ้นมา (Staged) เพื่อให้เห็นบรรยากาศของสงคราม แต่มันขาดความเป็นจริงที่เกิดในขณะนั้น เรื่องราวในขณะนั้น

นอกจากการปฏิวัติวงการภาพข่าวของเอเจนซี่ช่างภาพ Magnum ในช่วงทศวรรษที่ 1940s แล้ว ยังมีช่างภาพอีกหลายคนที่นำพาให้เกิดงาน แนวทางใหม่ของการถ่ายภาพในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

ในขณะที่ Robert Capa ช่างภาพผู้ให้กำเนิดเอเจนซี่ Magnum อันยิ่งใหญ่และเป็นผู้พลิกวงการการถ่ายภาพข่าวสงครามโดยการเข้าไปถ่ายภาพปฏิบัติการหาดโอมาฮาในวัน D-Day นั่นเพียงในฐานะของช่างภาพที่กองทัพอนุญาตให้เข้าร่วมในเหตุการณ์เฉพาะวันนั้นเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเสี่ยงตายมากพอแล้ว

แต่สำหรับ Tony Vaccaro หนุ่มน้อยวัย 21 ปี เขานำพาตัวเองไปไกลกว่านั้น การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทหารของกองทัพเพื่อร่วมรบ คือการพาตัวเองเข้าไปถ่ายภาพท่ามกลางสนามรบโดยไม่มีใครห้ามได้อย่างแท้จริง และนี่คือการถ่ายภาพสงครามที่ยังไม่เคยมีใครได้เข้าใกล้ความตายได้มากไปกว่าเขา

Tony Vaccaro ในวัย 21 ปี

จะว่าไม่มีใครห้ามก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว กองทัพสั่งห้ามให้ถ่ายรูปในระหว่างรบ แม้ว่าจะเป็นทหารก็ตาม และกล้องถ่ายรูปจะถูกทำลายทิ้งเสียด้วย แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่จะเหนี่ยวรั้งให้ Tony ไม่ออกไปถ่ายภาพได้

18 มิถุนายน 1944 วันแรก หรือวัน D-Day ที่เหล่าทหารยกพลขึ้นหาดนอร์มังดี Tony ไม่ยี่หระต่อกฏเกณฑ์ที่ว่าไป ระหว่างที่นั่งเรือเข้าไปในสนามรบนั้น เขาซ่อนกล้องไว้ในเสื้อกันฝน วางเลนส์กล้องผ่านรูกระดุมที่เขาฉีกให้เป็นรูใหญ่มากพอออกมา และใช้วิธีกะๆเฟรมภาพ กดถ่ายไปเรื่อยๆเอาแทน

ไม่มีใครรู้ว่าบนชายหาดนั้น พวกเขาจะเจอความโหดร้ายเพียงใด ท่ามกลางห่ากระสุนที่หนักหน่วงราวพายุ มีศพทหารเกลื่อนกลาดหลายพันศพ กลิ่นของศพเหล่านั้นผสมปนเปกับกลิ่นดินปืน และคลื่นลมทะเล กลายเป็นกลิ่นเฉพาะที่เขาเรียกมันว่า “กลิ่นของสงคราม” เขาได้กลิ่นนั้นแทบจะทันทีที่เหยียบย่างลงไปบนหาดนอร์มังดี

Tony ฝ่าพัน ถากดายทุกย่างก้าวในสมรภูมิรบด้วยปืนไรเฟิลประจำตัวในฐานะทหารราบ และเก็บเกี่ยวซากปรักหักพังแห่งสงครามผ่านเลนส์กล้องประจำตัวของเขาในฐานะศิลปินไปพร้อมๆกัน

Argus C3 เป็นเพียงกล้องที่ราคาถูก ที่เขาซื้อมาในราคา $47 เมื่อตอนอายุ 18 ปี คุณภาพไม่ได้ดีอย่างกล้องไฮเอนท์ในยุคนั้นเช่น Leica ที่ช่างภาพมืออาชีพใช้ๆกัน มันเป็นเพียงกล้องเลนส์พลาสติกที่มีคุณสมบัติหนึ่งที่ผ่านเกณฑ์ในการอยู่ในสนามรบได้ก็คือ “ความแข็งแกร่ง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับพื้นที่นี้

Tony ในปัจจุบันกับกล้อง Argus C3 ตัวเดิม

สิ่งที่ Tony ไม่ได้เตรียมการไว้อีกหนึ่งสิ่ง คือเขาไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการล้างฟิล์มระหว่างสงคราม เพราะคิดเอาไว้อย่างเดียงสาว่าเมื่อไปถึงนอร์มังดี เมื่อถึงเวลาพักรบคงจะมีร้านล้างฟิล์มสักร้านอยู่ในเมืองบ้าง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว.. สงครามโหดร้ายเกินไปกว่าความนึกคิดของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมากนัก ที่นอร์มังดีนี้…ตึกรามบ้านช่องร้านค้าถูกทำลายไปหมดสิ้นพร้อมๆกับการโจมตี แต่ระหว่างที่เขาก้าวเท้าผ่านเข้าไปในซากเมืองนั้น เขาก็พบกับซากร้านล้างฟิล์มที่ถูกระเบิดพังจนไม่เหลือชิ้นดี เขาพยายามรื้อค้นซากเหล่านั้นจนเจอเคมีสำหรับล้างฟิล์ม และค่อยๆโกยเคมีเหล่านั้นรวบรวมมาเก็บไว้

ตกดึกคืนนั้น ท่ามกลางความมืดของท้องฟ้ายามสงครามที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ Tony ใช้เคมีที่เก็บมาได้ ล้างฟิล์มด้วยอุปกรณ์ที่มีใกล้ๆตัว เช่น หมวกทหารแทนอ่าง ตากฟิล์มเหล่านั้นไว้กับกิ่งต้นไม้ใกล้ๆ เช้าวันต่อมา เขาพบว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ภาพที่ปรากฏบนฟิล์ม 10 ม้วนแรกนั้น คือหน้าประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการถ่ายภาพไปตลอดกาล

งานภาพสงครามของ Tony จับเอา “ห้วงเวลาแห่งความตาย” ได้อยู่หมัด และสามารถเล่ารายละเอียดของสงครามนั้นๆได้อย่างยอดเยี่ยมโดยที่ไม่มีการจัดฉากเพื่อถ่าย ทุกภาพเกิดขึ้นจริงแบบ Real-time แม้ว่าจะมีช่างภาพคนอื่นๆในสงครามอีกหลายต่อหลายคน แต่พวกเขามักนิยมการจัดฉากอยู่บ้างเพื่อให้ได้ภาพสวยงามอย่างที่ต้องการ แต่ Tony ปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง

ตลอด 272 วันในสงครามครั้งนั้น เขาถ่ายภาพไปกว่า 8,000 ภาพ และกองทัพไม่เคยใช้ภาพของเขาสำหรับเป็นหลักฐานหรือชิ้นงานเกี่ยวกับสงครามอย่างเป็นทางการเลย เพียงเพราะเห็นว่าเขาเป็นเพียงหนุ่มน้อยวัย 21 ที่ไม่รู้ประสีประสาเท่านั้น หลังจากสิ้นสุดสงครามโลก Tony ก็หันมาทำงานเป็นช่างภาพอย่างจริงจัง ปี 1950 เขาเริ่มทำงานให้กับ Life Magazine และนิตยสารแฟชั่นหัวใหญ่ๆอีกหลายฉบับในเวลาต่อมา

ด้วยทัศนคติของเขาต่อสงครามอันโหดร้าย Tony ตัดสินใจที่จะไม่เผยแพร่งานของเขา ปิดประตูล็อคงานเหล่านั้นไว้และมุ่งมั่นจะสร้างสรรค์เพียงงานภาพถ่ายที่สวยงามแทนที่ภาพถ่ายที่หดหู่เหล่านั้นแทน

จนกระทั่งกลางยุค  ’90s หรือ 50 ปีต่อมา ภาพกว่า 8,000 ภาพของเขาก็ถูกนำออกมาสู่สายตาชาวโลก ถูกตีพิมพ์และออกแสดงมากมายจนกระทั่งปัจจุบันที่เขาอายุเฉียด 100 เข้าไปทุกที

ต่อคำถามของนักข่าวรุ่นเหลนที่ว่า เขาคิดว่าอนาคตของการถ่ายภาพในโลกนี้จะเป็นเช่นใด? Tony บอกไว้ว่า ทุกวันนี้การถ่ายภาพเป็นเรื่องที่ต้องการความรวดเร็วเข้าไปทุกที การถ่ายภาพจะความหมายสักอย่างต่อเมื่อมันเป็นงานที่ถูกตั้งเป้าหมายไว้ แน่นอนว่าในอนาคต การถ่ายภาพต้องมีเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพียงแต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าช่างภาพใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจจะถ่ายน้อยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่น Tony ใช้เวลามากๆกับสิ่งนั้น อย่างเช่นเขาใช้เวลาหลายอาทิตย์ขลุกอยู่กับ Picasso เป็นต้น ซึ่งการที่ได้ใช้เวลา ช่างเป็นความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 เสียจริง

“ภาพถ่ายมันคือโอกาส ถ้าคุณกินนอนอยู่กับกล้อง คุณจะได้เห็นว่าอะไรที่โลกมอบให้คุณมาบ้าง”

 

 

 

Arne Svenson นำความโรคจิตมาเป็นศิลปะได้อย่างไร ?

ต้นปี 2013 Arne Svenson หันเลนส์เทเลจากบ้านตนเองในนิวยอร์คเข้าหาหน้าต่างเพื่อนบ้านที่อยู่อพาร์ตเม้นต์ฝั่งตรงกันข้าม ถ่ายสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เพื่อนมนุษย์กระทำ ​ภาพของเขาเลียนแบบภาพวาดด้วยการใช้แสง สี และการวางเฟรม ขับให้สิ่งธรรมดาสามัญเหล่านั้นดูสวยงามเกินกว่าสิ่งที่ผู้ชมรับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน Continue reading “Arne Svenson นำความโรคจิตมาเป็นศิลปะได้อย่างไร ?”

เก็บตก พาเดินชมงานเพนท์ติ้ง 3 สไตล์ ใน 3 แกลลอรี่

เคยไหม เดินเข้าแกลลอรี่แล้วจบออกมาด้วยการเอามือเกาหัวออกมาว่า เอ๊ ไม่เห็นเข้าใจเลย

วันก่อนเรามีโอกาสได้เดินชมงานแถวย่านเจริญกรุง ที่ทั้งสามแกลลอรี่สามารถเดินต่อกันได้ แล้วบังเอิญว่าทั้งสามงานนั้น เป็นงานเพนท์ติ้งเหมือนกันพอดี แต่แต่ละงานนั้นก็มีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน

วันนี้เราเลยมารีวิวงานให้ฟังกัน พร้อมทั้งอธิบายอย่างคร่าวๆว่างานแต่ละงานมีที่มาที่ไปยังไง ทำไมศิลปินถึงเลือกใช้วิธีนำเสนอแบบนี้ แล้วมันมีความหมายว่าอย่างไรกันบ้างนะ Continue reading “เก็บตก พาเดินชมงานเพนท์ติ้ง 3 สไตล์ ใน 3 แกลลอรี่”

การกักเก็บยุคสมัยผ่านผู้คนของ Dorothea Lange

แม้จะผ่านมากว่าแปดสิบปีแล้ว ภาพ Migrant Mother ของ Dorothea Lange ยังคงร่วมสมัยและคงมนตร์ขลังไว้ครบถ้วน มันพาตัวเองเข้าเป็นหนึ่งในภาพที่สำคัญที่สุดเท่าที่มีการถ่ายภาพ แลงก์ทำได้อย่างไร อะไรนำพาให้เธอถ่ายภาพ ชีวิตของเธอผกผันไปถึงจุดที่ถ่ายภาพนั้นได้อย่างไร ภาพของเธอบอกเล่าอะไร และโดยชีวิตของเธอเองบอกเล่าอะไรแก่เรา
Continue reading “การกักเก็บยุคสมัยผ่านผู้คนของ Dorothea Lange”

ศิลปะเยียวยาชีวิต กับใจที่แตกสลายของ Robert Frank

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Robert Frank คือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในโลกของศิลปะภาพถ่ายยุคใหม่ ในวัยที่ล่วงเลยมาถึง 94 ปีแล้ว เขาผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งในหน้าที่การงาน และชีวิตส่วนตัวที่หนักหนาไม่แพ้กัน

Continue reading “ศิลปะเยียวยาชีวิต กับใจที่แตกสลายของ Robert Frank”

Transparent City มองผ่านเมืองโปร่งใสกับ Michael Wolf

ฉันเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมพิวเตอร์ พักสายตาจากการทำงานด้วยการมองออกไปนอกหน้าต่าง รถไฟฟ้าวิ่งผ่านหน้าฉันไป ฉากเบื้องหลังเป็นกรุงเทพยามพระอาทิตย์ใกล้จะตก ตึกต่างๆขึ้นเป็นทิวแถวเทียบเคียงกับท้องฟ้า แสงแดดย้อมกระจกสีฟ้าใสให้กลายเป็นสีส้มแดงชั่วคราว

Continue reading “Transparent City มองผ่านเมืองโปร่งใสกับ Michael Wolf”

‘Images’ ซีรีส์รวมช่องว่างของ Alberto Selvestrel

ช่องว่างระหว่างตึก วิวนอกหน้าต่าง หรือจะเป็นขอบของป้ายต่างๆ ที่อยู่ติดทะเล มองผ่านๆ อาจจะไม่มีอะไร แต่ไม่ใช่กับ Alberto Selvestrel ช่างภาพชาวอิตาลี  ที่ได้ถ่ายสิ่งเหล่านี้รอบๆ เมืองในอิตาลี มารวมไว้ในซีรีส์ ‘Images’

Continue reading “‘Images’ ซีรีส์รวมช่องว่างของ Alberto Selvestrel”

Masha Ivashintsova ช่างภาพสตรีทหญิงที่เพิ่งถูกค้นพบหลังเสียชีวิตไปแล้ว 17 ปี

Asya Ivashintsova-Melkumyan เห็นแม่ของเธอถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็ก แต่แม่จะแอบม้วนฟิล์มที่ถ่ายเสมอ แม่ไม่เคยล้าง และไม่เคยให้ใครเห็นรูปที่ถ่าย ฟิล์มที่ยังไม่ได้ล้างเหล่านั้นยังคงแอบอยู่ในห้องใต้หลังคาหลังจากแม่ตาย  Continue reading “Masha Ivashintsova ช่างภาพสตรีทหญิงที่เพิ่งถูกค้นพบหลังเสียชีวิตไปแล้ว 17 ปี”

ซีรีส์ภาพถ่ายที่สาดแฟลชจนขาวโพลนของ Max Slobodd

ภาพที่ดูลึกลับแปลกตา กับ subject ที่ถูกสาดแฟลชให้ขาวจนเห็นแต่รูปลักษณ์เหล่านี้ เป็นผลงานภาพซีรีส์ที่ชื่อ ‘Stranger Things’ ของ Max Slobodd ช่างภาพชาวเยอรมัน

Continue reading “ซีรีส์ภาพถ่ายที่สาดแฟลชจนขาวโพลนของ Max Slobodd”