Category: งานแนะนำ . Works

หนังสือภาพแม่น้ำ Mississippi ที่ Alec Soth อาจทำให้คุณน้ำตาซึม

ตั้งแต่ยุค 1940s ที่วงการภาพถ่ายร่วมสมัยของอเมริกาพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างแบรนด์แห่ง “American Photographer” ให้โลกรู้จัก นับตั้งแต่ Walker Evans เปิดตัวผลงานชุด “Amercian Photographs” เมื่อปี 1938 ศิลปินในแผ่นดินใหม่นี้ก็ชี้ชวนกันออกเดินทางไปทั่วผืนดินอันกว้างใหญ่ตลอดเกือบร้อยปีเพื่อสำรวจและเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณแบบอเมริกันชนลงบนภาพถ่ายมากมาย

ภาพในงานของ Walker Evans ระหว่าง Road Trip เมื่อปี 1936 ในมิสซิสซิปปี้

Robert Frank , Lee Frielander, William Eggleston หรือ Joel Sternfeld คือรายชื่อส่วนหนึ่งของช่างภาพระดับตำนานตลอดศตวรรษที่ 20 ที่ออกเดินทางและบันทึกเรื่องราวในแบบของพวกเขาจากรุ่นสู่รุ่น รวมไปถึงเด็กหนุ่มจากมินนิโซต้าคนหนึ่ง ที่เมื่อครั้งเขาไปเรียนวาดภาพในโรงเรียน และ Joel Sternfeld หนึ่งในช่างภาพระดับตำนานนั้นได้มาเลคเชควิชาพิเศษที่โรงเรียนของเขา Joe ได้โชว์ผลงานมาสเตอร์พีซ “American Prospects” รวมไปถึงโชว์เบื้องหลังการเดินทางบนรถตู้เพื่อถ่ายทำผลงานทั้งหมดไปทั่วประเทศให้นักเรียนดู ช่วงเวลาที่แสนวิเศษสั้นๆนั้นเอง กลายเป็นการจุดไฟในตัวของเด็กหนุ่มคนนั้นให้ลุกโชน

ผลงานของ Joel Sternfeld ในชุด American Prospects

อีกครั้ง..ที่จิตวิญญาณของ American road trip ถูกส่งผ่านมาสู่ศิลปินหน้าใหม่อย่าง Alec Soth เด็กหนุ่มจากมินนิโซต้าคนนั้น เขามองเห็นความงดงามเล็กๆในเมืองอันแสนธรรมดาที่อเมริกันชนอย่างเขาเติบโตขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่เพียงการถ่ายภาพ แต่มันคือความซาบซึ้งในขั้นตอนที่ได้มาซึ่งภาพถ่ายนั้นๆต่างหาก

สิ่งที่ Alec Soth สร้างความแตกต่างไปจากรูปแบบ American road trip ของศิลปินคนอื่นๆที่ผ่านมา คือการเล่าเรื่องของเขาที่ค่อนข้างพร่าเบลอในเนื้อหา ซึ่งตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานั้น ผลงานของช่างภาพอเมริกันค่อนไปทางงานสารคดี (Documentary) ที่มีเนื้อหาหนักแน่น ชัดเจน ตรงไปตรงมา และนี่เองคือความแตกต่างที่ทำให้งานของ Alec Soth โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางการเริ่มต้นวันเวลาของศตวรรษใหม่

Sleeping by the Mississippi คือบทกวีแห่งอเมริกันชนเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เรื่องราวของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ที่เคยเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์เมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่ในห้วงเวลานี้มันเป็นเพียงที่พักพิงของผู้คนที่ยังไม่เคลื่อนย้ายรากเหง้าไปไหน อเมริกันชนไม่ได้ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมจากการดำรงอยู่กับธรรมชาติอีกต่อไป แต่พวกเขาถูกหล่อหลอมด้วย ทีวี ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาตลอดครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

Alec Soth เล่าเรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อ เลือนลางในเรื่องราว เขาเพียงพร่ำเพ้อเป็นภาพบนแผ่นฟิล์มดั่งลำนำแห่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ แม่น้ำที่ไหลจากบนสุดของแผ่นดินสู่ดินแดนล่างสุด จากร้อนไปหนาว คดเคี้ยวยาวไกลผ่านชีวิตผู้คนเป็นล้านๆ และหนึ่งในนั้นคือตัวเขาเอง นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ Alec คิดว่าเขาน่าจะเล่ามันได้ดีกว่าใคร และช่างภาพอเมริกันหลายๆคนก็ไม่ได้สนใจในพื้นที่แถบนี้มากนัก เพราะวิวทิวทัศน์มันธรรมดาเกินกว่าจะน่าสนใจ ผิดก็แต่เพียงเด็กหนุ่มจากมินนิโซต้าคนนี้ที่เติบโตมากับความราบเรียบ และอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ว่ามาทั้งหมดนี้

ถ้าคุณพลิกดูภาพสักหนึ่งภาพใน Sleeping by the Mississippi คุณอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นภาพถ่ายที่แสนธรรมดา ผิดกับการที่คุณอาจจะเคยดูงานของ Joe Sternfeld หรือ Stephen Shore สักภาพ แม้ไม่ต้องดูติดกันหลายๆภาพ มันก็ดูช่างน่าตื่นตาตื่นใจในความงดงามนั้น ที่ถ่ายทอดด้วยกล้อง Large Format ที่เก็บรายละเอียดและแสงสีที่งดงามที่สุด แต่สำหรับภาพชุดนี้.. มันอาจจะไม่ใช่แบบที่คุณคาดหวังจากเขาเหล่านั้น

ต่อเมื่อคุณเริ่มต้นตั้งใจฟังการร่ายบทกวีที่แสนธรรมดาของเขา เสียงธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้จะค่อยๆไหลบ่าเข้ามาในใจ มันไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดจบ ดูคล้ายๆกับการเริ่มต้นฝันในค่ำคืนหนึ่งของคุณที่ไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นที่ตรงไหน มันดำเนินไปอย่างไม่มีที่มาที่ไปแต่กลับสะเทือนอารมณ์คุณขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่ความเศร้าโศก ไม่ใช่ความเหงา ไม่มีใครในภาพร้องไห้ มันอาจจะเป็นเพียงภาพเตียงว่างเปล่า รูปวาดของหญิงสาวสักคนที่ติดอยู่บนผนัง พวกเราไม่มีใครรู้จักคนเหล่านี้ และไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร แต่เรากลับเข้าใจพวกเขา มีบางอย่างในความเป็นมนุษย์ที่เราเชื่อมถึงกันได้

บางครั้งก็ดูเป็นความประดักประเดิดของวัฒนธรรมริมแม่น้ำนั้น ที่ถูกทำให้บิดเบี้ยวจากอิทธิพลของผู้คนในเมืองหลวง มันอาจดูไม่เข้ากันนัก แต่นั่นก็พอให้เรามองเห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโลก ความสุขและความทุกข์ของผู้คนผ่านบริบทเหล่านี้

ระหว่างทางที่คุณชื่นชมภาพแต่ละภาพ Alec ไม่สนใจนักที่จะให้คนดูรู้ว่าเขาถ่ายภาพเหล่านี้ได้อย่างไร? เพราะอะไร? มันถูกวางให้จบไปเป็นบทหนึ่งๆ เขาอยากให้ทุกอย่างดูแปลกหน้าเหมือนๆกับที่เขาเดินทางไปพบปะกับผู้คนในภาพ และเขาเองก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับคนเหล่านั้นเช่นกัน

ต่อเมื่อภาพสุดท้ายได้จบลง คุณอาจจะได้เห็นข้อความเล็กๆเกี่ยวกับเรื่องราวในภาพถ่ายหลายๆภาพนั้นอยู่ที่ตอนจบของหนังสือ เขาเลือกที่จะเขียนบอกเล่าถึงในบางภาพเท่านั้น และข้อความเหล่านั้นก็มักจะทำให้คุณอยากจะพลิกหน้าหนังสือย้อนกลับไปชมภาพนั้นๆอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่อาจจะเปลี่ยนไป

Alec Soth ตีพิมพ์หนังสือภาพ Sleeping by the Mississippi ครั้งแรกด้วยตัวเขาเองเมื่อปี 2004 มันเป็นผลงานอย่างเป็นทางการชิ้นแรกของเขาเช่นกัน และมันก็ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในแวดวงศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยในเวลาต่อมา รวมไปถึงการได้ถูกเสนอชื่อเป็นช่างภาพของเอเจนซี่ Magnum ด้วย

ปัจจุบันหนังสือภาพ Sleeping by the Mississippi ในเวอร์ชั่นแรก กลายเป็นของสะสมและราคาสูงในตลาด เพิ่งจะมีการตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งโดยสำนักพิมพ์ MACK เมื่อปี 2017

Advertisements

Man Ray และลัทธิศิลปะเหนือจริง การทำลายล้างโลกสวยแห่งศิลปะ

เมื่อโลกนี้มันช่างโหดร้าย ในวันเวลาแห่งศตวรรษที่ 21 เราอาจพึ่งพาเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อหลบหนีไปสู่จินตนาการอันเวิ้งว้าง อินเตอร์เน็ต , เกม , ภาพยนตร์ หรือ แม้แต่การพัฒนาไปสู่ VR (Virtual Reality) แต่สำหรับผู้คนในศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 นอกจากพวกเขาจะไม่มีเทคโนโลยีเหนือจริงเหล่านี้แล้ว โลกของพวกเขาก็ช่างโหดร้ายกว่าพวกเรามากมายนัก

ว่ากันว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 คือการตบตีแย่งชิงทรัพยากรระหว่างเศรษฐีตะวันตกที่จบลงด้วยความเจ็บปวดกันถ้วนหน้า ฝรั่งเศสก็เป็นหนึ่งในสงครามทำลายล้างนั้น รวมถึงการเป็นประเทศมหาอำนาจทางศิลปะไปด้วยในที ถ้าทหารนั้นคอยพัฒนาอาวุธเพื่อต่อสู้ เหล่าศิลปินในโลกตะวันตกก็คงต้องคอยพัฒนาศิลปะเพื่อรับมือกับความเจ็บปวดเช่นกัน

ศิลปะในยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionism Art) แม้ว่าจะมีการปฏิวัติศิลปะมาเท่าใด แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นไปจากการลอกเลียนความจริง ​(แม้แต่ในยุคนีโออิมเพรสชั่นนิสต์ก็ตาม) และไม่ได้รองรับผลของความเป็นปัจเจกที่อยากแสดงออกถึงจินตนาการอันบิดเบี้ยวในชีวิตได้มากพอ

แม้งานของ Monet จะปฏิวัติวงการภาพวาดเพียงใด แต่ก็ยังคงอยู่ในพื้นที่ของการเลียนความจริง และยังไม่เกิดการวิพากษ์โดยปัจเจกชน | 1919 Claude Monet : www.metmuseum.org

ด้วยความโหดร้ายของสังคม ประเพณี การปกครอง ศาสนา ฯลฯ ซึ่งเป็นผลพวงของการอยู่ร่วมกันและความไม่เท่าเทียม การบูชาและนิยมความจริงที่เป็นไปโดยไม่ตีความหมายในระดับปัจเจกดั่งเช่นศิลปะแบบสัจนิยม (Realism) ในศตวรรษที่ 19 ก่อเกิด “การตั้งคำถาม” ต่อระบบที่เอารัดเอาเปรียบต่างๆมากมาย ที่คอยผูกมัดมนุษย์ให้เป็นไปตามสิ่งเหล่านั้นจนกลายมาเป็น “การต่อต้าน” ทางความคิดของปัจเจกชน ซึ่งมีการวิวัฒนาการที่ผสมผสานแนวคิดของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แพทย์ผู้ซึ่งสนใจในจิตวิเคราะห์ เข้าไปรวมกับศิลปะด้วย

ศิลปะใน ลัทธิเหนือจริง (Surrealism) จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้คนที่ต้องการปลดปล่อยตัวเองจากโลกของความจริง ด้วยเครื่องมือทางศิลปะต่างๆไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม , ภาพวาด , ภาพถ่าย ก็ตามแต่ คำอธิบายอย่างย่อของลัทธิเหนือจริงคงมีแต่เพียงว่า คือการแสดงออกทางศิลปะด้วยจิตไร้สำนึกของปัจเจกชน ไม่ผ่านการคิด ตรรกะใดๆที่มนุษย์พึงจะทำได้ ผ่านไปสู่ผลงานโดยตรง ซึ่งในช่วงต้นนั้นจะพูดได้ว่าเป็นการ “บำบัด” ผู้คนจากผลพวงของสงครามโลกก็ว่าได้

ศิลปินในยุค Surrealism อาจจะมีมากมายและหลากหลายแขนง แต่ในเชิงภาพถ่าย (Photography) ซึ่งถือว่าเป็น “ศิลปะใหม่” ของโลก แม้ว่ามันจะก่อกำเนิดในยุโรปก็ตาม แต่มันมักถูกปฏิวัติอย่างก้าวกระโดดในดินแดนใหม่อย่างอเมริกา

แมน เรย์ (Man Ray) ชายหนุ่มจากเพนซิเวเนียที่เติบโตในครอบครัวตัดเย็บเสื้อผ้า นั่นมีผลทำให้ผลงานของเขามักผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าไปเสมอๆ ในวัยหนุ่มของเขาเริ่มต้นเลี้ยงชีพด้วยงานโฆษณาโดยเป็นผู้ผลิตชิ้นงาน illustration เพื่อประกอบโฆษณาต่างๆ เขาจึงเป็นศิลปินที่ผสมผสานศิลปะที่หลากหลายอยู่ในชิ้นงานตั้งแต่เริ่มต้น

การเริ่มต้นชีวิตในบรู๊คลินนั้น ทำให้เขาได้เสพงานศิลปะร่วมสมัยชั้นนำจากทั่วโลกมากมาย ท่ามกลางเมืองหลวงแห่งศิลปะยุคใหม่อย่างนิวยอร์ค ช่วงกลางยุค 1910s เขาเริ่มต้นพัฒนางานร่วมกับต้นน้ำแห่งศิลปะร่วมสมัยอย่าง มาร์เชล ดูชอม (Marcel Duchamp) นำทิศทางผลงานของเขาไปสู่แนวทาง ลัทธิดาดา (Dadaism) ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวทางหัวรุนแรงแห่งวงการศิลปะ เพราะลัทธิดาดานั้นขบถต่อทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม ณ เวลานั้น ประหนึ่งว่าสิ้นไร้ความอดทนต่อความเป็นคนในสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงทางศิลปะเสียเอง

ถ้าจะพูดถึงดูชอม และการขบถที่ชัดเจนที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นต้องพูดถึงงาน Fountain ที่ตั้งคำถามกับคุณค่าของโลกศิลปะยุคเก่าอย่างจัดจ้าน

ลัทธิดาดานั้น ก็เปรียบเสมือนกลุ่มกบฏทางศิลปะที่มีอยู่ทั้งฝั่งปารีสและอเมริกา แน่นอนว่าการที่ แมน เรย์ ก้าวเข้าสู่ทิศทางนี้ก็เพราะได้รับอิทธิพลจาก ดูชอม ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าลัทธิดาดาของฝั่งอเมริกา พวกเขาร่วมกันแสดงการเสียดสี ประชดประชัน ความเกลียด ต่อต้านต่อขนบประเพณี วัฒนธรรม ชนชั้นการปกครอง ความเหลื่อมล้ำ และที่สำคัญคือ “สงคราม”

ถ้าพูดไปแล้ว ลัทธิดาดาก็เปรียบเสมือนผู้ประท้วงทางการเมืองที่ออกมารวมตัวกันอยู่บนท้องถนน พื้นที่สาธารณะ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางวาจา ท่าทางการกระทำกดดันสังคม แต่พวกเขาใช้ “งานศิลปะ” อย่างรุนแรงเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง

จุดนี้ทำให้ผลงานของ แมน เรย์ นำพาผู้คนออกจากความจริงไปสู่จินตนาการของเขาด้วยวิธีการที่เรียกว่า Ready-Mades (คือการหยิบจับเอาสิ่งของใดๆก็ได้รอบตัวเรา มีค่าหรือไม่มีค่ามาทำให้เป็นงานศิลปะ ) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงความขบถต่อศิลปะดั้งเดิมทั้งหลายทั้งมวลที่พยายามสร้างงานศิลปะให้ทรงคุณค่าและยิ่งใหญ่

งาน The Gift (1921) ที่แสดงความขวางโลกของ แมน เรย์

แต่บริบททางสังคมที่ก้าวหน้า หลากหลาย วุ่นวาย ขวักไขว่ของนิวยอร์คนั้น อาจจะเกินเลยไปกว่าการปฏิวัติศิลปะของเขา ซึ่งเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ลัทธิดาดาคงไม่สามารถเติบโตในนิวยอร์คได้ เพราะนิวยอร์คนั้นคือลัทธิดาดาเสียเอง มันก็เหมือนเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้นั่นแหล่ะ”

นิวยอร์ค..จึงเป็นเพียงแหล่งเพาะบ่มความคิดของเขา และสุดท้าย..เขาคงต้องหาผืนดินที่จะหว่านเมล็ดทางศิลปะของเขาลงไปอย่างพอเหมาะพอดี ซึ่งคงไม่มีที่ไหนดีไปกว่า…ปารีส

พร้อมๆกับการหย่าขาดกับภรรยาของเขา แมน เรย์ ออกเดินทางไปสู่ปารีสเมื่อปี 1921 เพื่อฝังรากเหง้าของลัทธิเหนือจริง (Surrealism) ลงที่นี่ ลัทธิซึ่งแตกหน่อออกมาจากลัทธิดาดา เขายังคงมุ่งมั่นทำลายความโลกสวยของผู้คนต่อศิลปะต่อไป ที่สำคัญ..เขากำลังทดลองใช้อาวุธใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง นั่นคือ “การถ่ายภาพ”

แมน เรย์ ถ่ายคู่กับ ซัลบาโด ดาลี (Salvador Dalí) ศิลปินร่วมแนวทางในยุคเดียวกัน

Rayographs เป็นผลงานแรกที่ แมน เรย์ ใช้ทดลองผลิตงานศิลปะจากการถ่ายภาพ ที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้ใช้กล้องถ่ายรูปในการทำภาพถ่าย แต่เขาผลิตงานลงบนกระดาษไวแสงที่ใช้สำหรับอัดภาพแทน การผสมผสานระหว่าง Ready-mades และ Photography จึงเกิดขึ้นด้วยการนำเอาวัตถุต่างๆวางไว้บนกระดาษไวแสง แล้วฉายแสงตรงไปที่กระดาษนั้น

งาน Rayographs ถูกบรรจุอยู่ในหนังสือภาพที่ชื่อว่า Les Champs délicieux หรือภาษาอังกฤษว่า The Delightful Fields ถูกตีพิมพ์ในปี 1922

เขาใช้ชีวิตในปารีสพร้อมด้วยการยึดเอาอาชีพช่างภาพนิตยสารแฟชั่นเลี้ยงชีพ พร้อมๆไปกับสั่งสมประสบการณ์และสร้างผลงานใหม่ๆขึ้นมา และในปี 1924 แมน เรย์ ก็ได้สร้างผลงานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นที่ชื่อว่า Le Violon d’Ingres ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากผลงานภาพวาดของ Jean-Auguste-Dominique Ingres ศิลปินภาพวาดในยุคนีโอคลาสสิค (การผสมผสานงานในยุคคลาสสิคกับเรเนสซองค์) ที่เน้นเรือนร่าง แสดงถึงความรู้สึก อารมณ์รักแห่งยุคโรแมนติกลึซึ่ม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินภาพวาดรุ่นต่อๆมาอย่างปีกัสโซด้วย

Le Violon d’Ingres เป็นงานที่เขาได้ถ่ายภาพหญิงสาวเปลือยและแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นภาพเครื่องดนตรีด้วยการวาดลงไปบนเรือนร่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเปรย และภาพนี้ได้กลายเป็นภาพถ่ายศิลปะที่โด่งดังมากชิ้นหนึ่งของโลกศิลปะ

เขายังคงพัฒนางานอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเทคนิคที่หลากหลาย อย่างเช่น เทคนิค Solarization ซึ่งเป็นการเพิ่มแร่เกลือเงิน แร่ที่สำคัญในการเกิดภาพของภาพถ่าย เพื่อให้ได้เอฟเฟคที่แปลกตาคล้ายภาพวิญญาณ เป็นต้น

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แมน เรย์ ได้ย้ายออกจากปารีสเพื่อหลบลี้สงครามไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนียตั้งแต่ปี 1940 จนกลับมาปารีสอีกครั้งในปี 1951 งานช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา ตลอดชีวิตของแมน เรย์ ได้ทดลองเครื่องมือศิลปะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ งานปั้น ฯลฯ “มันเป็นการบรรลุในการสร้างสรรค์งานศิลปะแล้ว ที่เขาสามารถใช้กล้องถ่ายรูปประหนึ่งแปรงพู่กันวาดภาพเพื่อแสดงออกทางความคิดอย่างบริสุทธิ์” – มาร์เชล ดูชอม

เขาไม่เคยหยุดทดลองดั่งเช่นหัวใจของลัทธิศิลปะเหนือจริงที่เป็นขบถต่อทุกสิ่ง ณ ปัจจุบันกาล ขบถแม้แต่ตัวของเขาเอง เขาจึงไม่หยุดที่จะคิด จะสร้างผลงานใหม่ๆออกมา แมน เรย์ เสียชีวิตในปี 1976 ในวัย 86 ปีที่ปารีส เมืองอันเป็นที่รักของหนุ่มช่างฝันหัวใจขบถจากเพนซิเวเนีย

** เพิ่มเติม ** ถ้าอยากเรียนรู้ผลงานในแต่ละยุคสมัยที่บรรยายความเป็นไปทางความคิดของ แมน เรย์ แล้วล่ะก็… หนังสือภาพ Self-Portrait ของเขา น่าจะเป็นหนังสือรวบรวมผลงานที่บ่งบอกตัวตนของแมน เรย์ ได้ดีที่สุด

Bertien Van Manen หญิงผู้วาดบทกวีด้วยภาพถ่ายในนาม I will be Wolf

แม้ว่าในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อเมริกันจะมีความพยายามผลักดันอย่างหนักในการทำให้ศิลปะภาพถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานภาพถ่ายสารคดี ได้กลายเป็นศิลปะของอเมริกันชน โดยมีช่างภาพระดับแนวหน้าเรียงตัวกันสร้างสรรค์ผลงานระดับชั้นครูขึ้นมามากมาย

แต่ในโลกคู่ขนานนั้น.. ก็ยังคงมีช่างภาพจากฝั่งยุโรปคอยสร้างสรรค์ผลงานในแบบเฉพาะตัวของพวกเขาต่อไป ซึ่งในซอกหลืบของวงการศิลปะร่วมสมัยนั้น ยิ่งได้เดินทางค้นหาเข้าไปมากเท่าไหร่..มันก็ยิ่งลึกลับซับซ้อน แปลกใหม่เหมือนเพิ่งเคยเกิดขึ้น แม้ว่ามันจะได้ถูกจัดวางไว้ตรงนั้นมายาวนานแล้วก็ตาม

Bertien Van Manen เธอเกิดในปี 1942 ปีที่สงครามกำลังร้อนระอุ ท่ามกลางครอบครัวคนงานเหมือง และเธอคือช่างภาพชาวดัทช์ที่หลงใหลในงานของ Robert Frank ช่างภาพชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่สร้างผลงานภาพถ่ายสารคดีครั้งสำคัญให้กับอเมริกันชน “The Americans” เมื่อปี 1958 แน่นอนว่าเมื่อคุณตกหลุมรักในงานของ Robert Frank คุณย่อมตกหลุมรักในการเดินทาง เสพติดความเจ็บปวดของชีวิตมนุษย์ไปด้วย

Bertien ไม่ได้เริ่มต้นถ่ายภาพมาแต่เด็กเหมือนช่างภาพอาชีพหลายๆคน แต่กว่าจะเริ่มถ่ายภาพเป็นอาชีพก็ล่วงเลยมาในวัย 30 ต้นๆแล้ว และเริ่มต้นด้วยงานภาพถ่ายแฟชั่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ จิตวิญญาณแห่งการเดินทางของเธอในแบบ Robert Frank ไม่เคยจางหายไป มันยังคงคุกรุ่นอยู่เสมอท่ามกลางชีวิตอันเรียบง่ายในเนเธอร์แลนด์

เธอเริ่มต้นจากโปรเจคถ่ายภาพผู้อพยพเข้าเนเธอร์แลนด์ สิ่งนั้นจุดประกายความกระหายเรียนรู้ชีวิตที่แปลกแยกแตกต่างกันของผู้คน ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจออกเดินทางไปข้ามทวีปไปสู่อเมริกาในปี 1985 จากนั้น…เธอก็ออกไปเดินทางไม่สิ้นสุด จีน รัสเซีย และอื่นๆทั่วโลก

เธอออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำโปรเจคภาพถ่ายด้วยกล้องป๊อกแป๊กแสนธรรมดา เพราะมันทำให้เธอทำลายกำแพงของความเป็นมืออาชีพ เหลือไว้เพียงสายตาของมนุษย์ธรรมดาทั่วไปเอาไว้

I will be Wolf คือผลงานแรกของเธอ ก่อนที่จะเดินทางข้ามทวีปไปไกล ภาพขาวดำที่เริ่มต้นถ่ายเมื่อเดือนธันวาคม 1975 ว่าด้วยชีวิตอันแสนธรรมดาในเมืองหลวงของฮังการี ภายใต้การปกครองของโซเวียต ก่อนที่จะถึงยุคที่โลกทั้งโลกถูกเชื่อมถึงกันอย่างง่ายดาย ถ่ายด้วยกล้องแสนธรรมดา ชีวิตคนธรรมดา แต่ว่ามันกลับสะท้อนความรู้สึกของเธอผ่านภาพขาวดำทั้งหมดนั่น

งานช่วงแรกของเธอมักสื่อสารในเชิงสังคม ความไม่เท่าเทียม และเป็นจุดเริ่มต้นที่งานของเธอมักเกี่ยวพันกับบทกวี ดังเช่นผลงาน I will be Wolf ที่ผสมผสานงานบทกวีของศิลปินชาวฮังการีเข้าไว้ด้วย ( ชื่อ I will be Wolf นำมาจากบรรทัดหนึ่งในบทกวี Grief ปี 1929 ของศิลปินที่ชื่อว่า Józef Atilla)

ด้วยความที่ Bertien ทำงานถ่ายภาพแฟชั่นมาก่อน สิ่งที่เป็นจุดเด่นในการสื่อสารของเธอคือการเข้าใกล้ Subject ได้พอดีๆ ไม่ใกล้เกินไปและไม่ห่างเกินไป ทิ้งระยะการใช้ชีวิตของผู้คนเหล่านั้นมากพอให้ผู้ชมได้เห็น แต่ก็ใกล้พอจะซึมซับอารมณ์ของผู้คนเหล่านั้นเช่นกัน

อนึ่ง.. หนังสือภาพ I will be Wolf ถูกตีพิมพ์ในปี 2018 และได้รับเลือกเข้ารอบสุดท้ายในรายการ Arles Book Prize 2018

(Street)Photographers X Street Fashion

เป็นธรรมดาที่ช่างภาพดังๆหลายคนจะเคยถ่ายงานให้กับแบรนด์เสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็น Martin Parr กับ Gucci หรือ Harry Gruyaert กับ Hermes แต่การร่วมมือกันโดยนำภาพของศิลปินนั้นๆมาทำลงบนเสื้อผ้าก็ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยครั้ง เมื่อช่างภาพที่เราชื่นชอบกระโดดลงไปร่วมวงด้วยก็ทำให้กิเลสของช่างภาพสายสตรีท(แวร์)อย่างเราๆนั้นพุ่งขึ้นมาทันทีด้วยคำติดปากว่า “ของมันต้องมี” ไปดูกันว่ามีใคร เคยทำกับแบรนด์อะไรกันบ้าง

  • Martin parr x Paul Smith

สองผู้ยิ่งใหญ่จากประเทศอังกฤษเคยทำงานร่วมกันมาแล้วหลายครั้งโดยครั้งหนึ่ง Smith เคยเป็นคนจัดงานนิทรรศการภาพถ่ายของ Parr ขึ้นที่ญี่ปุ่น ก่อนที่ทั้งสองจะสนิทเข้าใจงานซึ่งกันและกัน ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไรเพราะ Smith ก็ถือว่าเป็นหัวหอกของวงการแฟชั่นที่นำเทคนิคการปริ้นภาพถ่ายมาใช้กับเสื้อผ้าของเค้าและ Parr เองก็เป็นช่างภาพสตรีทที่ดังในเรื่องการถ่ายทอดมุมมองที่มีอารมณ์ขันแบบคนอังกฤษมาใช้ในงานภาพถ่ายอยู่แล้ว  โดยงานร่วมมือกันครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของงานPhoto London และได้วางขายแบบสุดพิเศษที่Dover Street Market เท่านั้น เสื้อผ้าชุดนี้ได้ออกมาสำหรับชายหาดโดยParrได้บอกว่า “นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้รูปชายหาดของเค้ากลับไปสู่ชายหาดจริงๆ”
stories-ss17-martin-parr-swim-shorts-group.jpg

 

  • Martin Parr X  House of Holland

ยังคงอยู่กันที่ลุง Parr เหมือนเดิมกับHouse of Holland แบรนด์จากประเทศอังกฤษ ที่ร่วมมือกันโดยได้รับแรงบรรดาลใจมาจากผลงานภาพถ่ายและรสนิยมทางศิลปะแบบกวนๆของลุงมาออกแบบให้กับเสื้อผ้าคอลเลคชั่นนี้ โดยกิมมิคเล็กๆคืองานนี้เค้าจงใจใช้ #MartinFuckingParr เพื่อไปล้อกับ #JohnnyFuckingMarr มือกีตาร์คนดังจากวง The Smiths อีกด้วย ความกวนระดับตัวพ่อมันก็ต้องแบบนี้แหละ

 

  • Nobuyoshi Araki x Supreme

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก Supremeแบรนด์เสื้อผ้าสเก็ตบอร์ดจากนิวยอร์ก ที่ทำงานcollaboration มานับไม่ถ้วนโดยเฉพาะไอเท็มที่ต้องมีมาทุกคอลเลคชั่นก็คือเสื้อยืดสกรีนภาพถ่ายคนดัง ไล่มาตั้งแต่ Kate Moss ,Mike Tyson และอื่นๆอีกมากมาย แต่คอลเลคชั่น Fall/Winter 2016 ที่ผ่านมานี้ทำให้เราต้องกรีดร้อง เพราะนำเอางานของArakiช่างภาพระดับตำนานมาสกรีนลงบนเสื้อ มีมาทั้งแขนสั้น แขนยาว เสื้อฮู้ด และที่พิเศษสุดเลยก็คือ zine ที่Araki ลงมือถ่ายเองในธีมมัดเชือกแบบญี่ปุ่น(Kinbaku) แน่นอนว่าลายเซ็นความสยิวของลุงมาครบแน่นอน โดยได้ kiko mizuhara มาเป็นนางแบบ

 

  • Daido Moriyama x WACKO MARIA

มีArakiแล้วลุง Daido Moriyama จะไม่มีมาได้ไงเจ้าพ่อกล้องเล็กRicoh Gr(แถมยืมเพื่อนมาอีก)  จับมือกันทำเสื้อผ้ากับ wacko maria แบรนด์สตรีทแวร์จากญี่ปุ่นโดยตัวผู้ก่อตั้งคือคุณ Nobuhiro Mori และ Keiji Ishizukaตั้งใจออกแบบเสื้อผ้าโดยเอาแรงบันดาลใจมาจาก ศิลปะ ภาพยนตร์และดนตรีเป็นที่ตั้ง โดยคอลเลคชั่นนี้วางขายเมื่อFall/Winter ปี61ที่ผ่านมา เน้นไปที่งานภาพถ่ายขาวดำที่ถ่ายรอบๆบริเวณคลับเปลือยตามซอกซอยของญี่ปุ่นมาปริ้นลงบนเสื้อผ้าได้อย่างสวยงาม

https___hypebeast.com_image_2018_08_daido-moriyama-wacko-maria-fall-winter-2018-tw.jpg

  • BOOGIE X V/SUAL

Vladimir Milivojevich หรือที่พวกเรารู้จักกันในนาม Boogie ช่างภาพจากเซอร์เบียที่ย้ายมาอยู่และสร้างผลงานมากมายที่นิวยอร์ก เป็นอีกหนึ่งช่างภาพที่ขึ้นชื่อเรื่องthug life เพราะแต่ละงานสารคดีที่เค้าถ่ายคัดมาแต่เรื่องเดือดๆทั้งนั้น อยากให้ไปชมกันเองในหนังสารคดีที่มีชื่อว่าEverybody Street ซึ่งการทำcollaborationกับแบรนด์V/SUAL นี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเพราะผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้คือ Stephen Vanasco หรือVan Styles ช่างภาพสายสเก็ตบอร์ดชื่อดังที่ตัวงานก็ดุดันไม่แพ้กันเลย ออกมาทั้งเสือยืดและสเก็ตบอร์ดที่ปริ้นรูปของBoogieลงไปในโทนขาวดำ

  • Kanrapee X CARNIVAL

    ปิดท้ายกันด้วยงานคนไทยคุณภาพทั้งคู่ หมิง-กันต์รพี โชคไพบูลย์ ช่างภาพสตรีท และแบรนด์สตรีทแวร์สัญชาติไทยอย่าง Carnival จับมือกันทำเสื้อผ้าภาพถ่ายจากงานภาพชุด “Little Green Man” เพื่อวางขายในช่วงนิทรรศการเดี่ยวชุดภาพถ่ายในคอนเซ็ปต์ “เอเลี่ยนในเมืองใหม่”  เมือปลายปี61ที่ผ่านมา

44707153_1963412160380316_7359499085298008064_o.jpg

Pictures of home ความรักที่จะคงอยู่กับเราตลอดไป

ถ้าให้พูดถึงงานภาพชุดประเภท Family Project ในโลกนี้ที่ดีๆ คงหยิบยกมาพูดกันได้ไม่รู้จบ แม้ว่ามันดูเป็นงานที่ Personal เอามากๆ แต่ถึงกระนั้นก็กลับเป็นงานที่คนทั่วไปสัมผัสมันได้ง่ายด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ในแง่ของวัฒนธรรมทั้งโลกฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ก็ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างในความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว งานฝั่งตะวันออกมักจะโดนใจเราๆซึ่งเป็นคนเอเชียได้ง่ายดายกว่ามาก แต่งานในฝั่งตะวันตกก็ใช่ว่าจะไม่มีงานที่ “Touch” คนหัวดำอย่างเราๆกันเลยเสียทีเดียว

ปี 1992 เป็นครั้งแรกของงานที่ชื่อว่า “Pictures of home” ของ Larry Sultan ถูกตีพิมพ์ มันขายหมดไปอย่างรวดเร็วพร้อมคำชมล้นหลาม และก็กลายเป็นงานโฟโต้ขึ้นหิ้งที่ถูกพูดถึงเสมอมา แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2009

25 ปีนับจากการตีพิมพ์ครั้งแรก ภรรยาของ Larry ได้ให้ทางสำนักพิมพ์ MACK ตีพิมพ์ Pictures of home อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สองที่ถูกตีพิมพ์ หลังการรอคอยจากแฟนๆมายาวนาน

Edition นี้มันถูกเรียบเรียงใหม่ด้วยการผสมผสานด้วยสื่อที่หลากหลาย ตั้งแต่บทความ บทสัมภาษณ์ งานภาพถ่ายของเขาเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟุตเทตจากหนังครอบครัวที่ถูกถ่ายโดยพ่อของ Larry ซึ่งถูกใส่เข้ามาเพิ่มเติมเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆของครอบครัว Sulton ให้ชัดเจนที่สุดตามแรงบันดาลใจแรกของ Larry เอง

ณ บ้านพัก Desert Community ใกล้ย่านปาล์มสปริงส์ บ้านพักหลังเกษียณของพ่อและแม่ของ Larry อันเป็นจุดกำเนิดของงานชุดนี้ เขาเริ่มโปรเจคนี้ตั้งแต่ปี 1982 ครั้งที่เขาไปเยี่ยมพ่อแม่ที่นั่น ในค่ำคืนนั้นแทนที่พวกเขาจะนั่งดูหนังที่เช่ามาด้วยกัน แต่พวกเขากลับค้นเอาฟุตเทตเก่าๆของครอบครัวที่ถ่ายกันไว้ออกมาดู ซึ่งไม่ได้เห็นกันมานานหลายปีดีดัก

ฟุตเทต 30 ปีที่ถูกบันทึกเอาไว้ ช่างดูเต็มไปด้วยความหวัง มันอัศจรรย์กว่าความเป็นจริงของชีวิต ทำให้เขาเริ่มคิดถึงโปรเจคที่มีพ่อแม่ของเขาอยู่ในนั้น ในวัย 30 กลางๆและสถานภาพความสัมพันธ์อันยาวนานนั้นทั้งรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจเมื่อเขาได้อยู่กับพ่อแม่อีกครั้ง เขาจึงเริ่มคิดว่า ที่ใด? ที่เขาจะเริ่มโปรเจคนี้ดี และแน่นอน…ว่ามันต้องเป็นบ้านพักย่านปาล์มสปริงส์นี้

“แกถ่ายรูปไปเป็น 20-30 ม้วน เพื่อรูปที่แกชอบรูปสองรูป มันไม่ทำให้แกลำบากใจเหรอ?” “ไม่เลยครับ ผมชอบถ่ายภาพ แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รูปแย่ๆก็ตาม” Larry ตอบพ่อของเขาไป

ประเด็นจริงๆแล้วรูปส่วนใหญ่ที่ Larry เลือก มักจะเป็นตัวสร้างความปวดหัวซะมากกว่ารูปที่ทิ้งซะอีก เพราะเขากลัวว่ารูปเหล่านี้จะทำให้พ่อรู้สึกไม่โอเค ครั้งหนึ่ง Larry เคยถ่ายภาพแม่ ซึ่งมันก็เป็นภาพธรรมดาๆ ภาพที่แม่คืออยู่ที่ประตูกระจกเลื่อน และถือถาดเงินที่ใส่ไก่งวงไว้ด้วย พ่อหาว่าเขาถ่ายภาพที่ไม่ค่อยจะเห็นแม่เลย นั่นทำให้พวกเขาเถียงกัน ในสถานะที่ต่างกัน นี่คือแม่ของ Larry ในขณะเดียวกันก็เป็นภรรยาของพ่อ Larry

“แกทำให้พ่อและแม่ดูแก่กว่าที่เรารู้สึกกัน” พ่อของเขาบอกอย่างนั้น

มันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแบบไม่ต้องชี้ชวนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ไม่ว่าจะความตลกร้ายเล็กๆที่แสดงออกในการพูดของพ่อเขา “รูปพวกนี้มันก็แค่ภาพที่แกอยากให้พ่อกับแม่เป็น มันใช่พ่อกับแม่จริงๆซะที่ไหนล่ะ” หรือสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้ง เช่น Larry เคยพูดถึงภาพหนึ่งที่เขาได้ถ่ายขณะที่แม่ของเขาหลับอยู่ มันเป็นซีนที่เขาอยากได้ และก็ตื่นเต้นอยู่ตลอดว่าแม่จะตื่นซะก่อน ซึ่งจริงๆแล้วแม่ก็ไม่ได้หลับจริงๆหรอก ทั้งเขาและแม่ ต่างก็เก็บความลับซึ่งกันและกันไว้ประหนึ่งผู้ร่วมงานที่ดี

ในช่วงเวลานั้น Larry พยายามทำความรู้จักครอบครัวตัวเองอีกครั้ง ผ่านมุมมองในวัยกลางคนนั้น กับพ่อแม่ของเขาในบั้นปลายชีวิต เขาย้อนกลับไปพูดคุยกับพ่อแม่ถึงชีวิตวัยเด็ก การพบรัก งาน การเดินทางของชีวิต และภาพถ่ายเก่าๆ

ในความเป็นผู้ชายด้วยกันระหว่างเขาและพ่อ การย้อนกลับไปค้นหาอดีตของครอบครัว มันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบชีวิตตัวเองและพ่อของเขา จริงๆแล้วมันก็ไม่เชิงเปรียบเทียบเสียทีเดียว แต่มันเหมือนเขาได้ดูตัวเองในตอนที่พ่ออายุเท่าเขา แม้ว่าบริบทของสังคมยุค ’60s และ ’90s จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ Larry เพิ่งจะมีลูกคนแรก แต่พ่อของเขาปาเข้าไป 3 คนแล้วเป็นต้น

นอกจากคนดูจะได้รู้จักครอบครัว Sultan ประหนึ่งงานสารคดีแล้ว เรายังได้เข้าใจวิธีการทำงานของ Larry ผ่านการจดบันทึก ร่างไอเดียและปากคำของเขาเอง นั่นทำให้ยิ่งเข้าใจความรู้สึกต่อผลงาน Pictures from home อย่างละเอียด แตกต่างไปจาก Edition แรก หรือกับหลายๆงานหลายๆศิลปินที่ไม่มีบทความหรือคำอธิบายอะไรมากนัก หรือมีเพียงถ้อยคำที่คนดู ซึ่งเป็นคนนอกจะตีความไปต่างๆนานา

“ผมตระหนักได้ว่า เหนือกว่าฟิล์มที่ถ่ายไปทั้งหมด ภาพดีๆที่เลือกเอาไว้ , ความต้องการต่องานของผมและความหมายที่ไม่ชัดเจนในงาน มันเป็นแรงปรารถนาที่จะถ่ายภาพอย่างแท้จริง ผมอยากจะหยุดเวลาให้พ่อและแม่ได้อยู่แบบนี้ ตลอดไป”  จากครั้งหนึ่ง Larry เคยพูดถึงงานของเขาไว้ และแน่นอน.. มันได้เป็นเช่นนั้นไปแล้ว

ปืนไรเฟิลกับกล้องถ่ายภาพ และภาพถ่ายสงครามที่ถูกเก็บงำกว่า 50 ปีของ Tony Vaccaro

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าเราข้ามประเด็นเรื่องสงคราม แล้วหันมาคุยกันในเชิงศิลปะถ่ายภาพแล้ว นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการถ่ายภาพ (จริงๆจะว่าไป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดการก้าวกระโดดในหลายๆวงการของโลก เพราะมันคือการพยายามกลับมายืนหยัดใหม่ของมนุษยชาติ) มันคือจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีการถ่ายภาพ และความรู้ด้านการถ่ายภาพของช่างภาพที่ลงตัว

ในยุคที่กำเนิดกล้องถ่ายภาพ 35mm ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพกพากล้องไปไหนก็ได้ ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ซึ่งก่อนหน้านั้น กล้องถ่ายภาพเป็นเครื่องมือที่ไม่เอื้อให้คนแบกมันไปไหนต่อไหนได้ง่ายๆ ถ่ายได้ไม่กี่ภาพ และยังไม่สามารถเก็บภาพที่มีการเคลื่อนไหวมากๆได้ด้วย

ภาพถ่ายสงครามในยุคก่อนหน้า จึงทำได้เพียงแค่การเซ็ตขึ้นมา (Staged) เพื่อให้เห็นบรรยากาศของสงคราม แต่มันขาดความเป็นจริงที่เกิดในขณะนั้น เรื่องราวในขณะนั้น

นอกจากการปฏิวัติวงการภาพข่าวของเอเจนซี่ช่างภาพ Magnum ในช่วงทศวรรษที่ 1940s แล้ว ยังมีช่างภาพอีกหลายคนที่นำพาให้เกิดงาน แนวทางใหม่ของการถ่ายภาพในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

ในขณะที่ Robert Capa ช่างภาพผู้ให้กำเนิดเอเจนซี่ Magnum อันยิ่งใหญ่และเป็นผู้พลิกวงการการถ่ายภาพข่าวสงครามโดยการเข้าไปถ่ายภาพปฏิบัติการหาดโอมาฮาในวัน D-Day นั่นเพียงในฐานะของช่างภาพที่กองทัพอนุญาตให้เข้าร่วมในเหตุการณ์เฉพาะวันนั้นเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเสี่ยงตายมากพอแล้ว

แต่สำหรับ Tony Vaccaro หนุ่มน้อยวัย 21 ปี เขานำพาตัวเองไปไกลกว่านั้น การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทหารของกองทัพเพื่อร่วมรบ คือการพาตัวเองเข้าไปถ่ายภาพท่ามกลางสนามรบโดยไม่มีใครห้ามได้อย่างแท้จริง และนี่คือการถ่ายภาพสงครามที่ยังไม่เคยมีใครได้เข้าใกล้ความตายได้มากไปกว่าเขา

Tony Vaccaro ในวัย 21 ปี

จะว่าไม่มีใครห้ามก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว กองทัพสั่งห้ามให้ถ่ายรูปในระหว่างรบ แม้ว่าจะเป็นทหารก็ตาม และกล้องถ่ายรูปจะถูกทำลายทิ้งเสียด้วย แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่จะเหนี่ยวรั้งให้ Tony ไม่ออกไปถ่ายภาพได้

18 มิถุนายน 1944 วันแรก หรือวัน D-Day ที่เหล่าทหารยกพลขึ้นหาดนอร์มังดี Tony ไม่ยี่หระต่อกฏเกณฑ์ที่ว่าไป ระหว่างที่นั่งเรือเข้าไปในสนามรบนั้น เขาซ่อนกล้องไว้ในเสื้อกันฝน วางเลนส์กล้องผ่านรูกระดุมที่เขาฉีกให้เป็นรูใหญ่มากพอออกมา และใช้วิธีกะๆเฟรมภาพ กดถ่ายไปเรื่อยๆเอาแทน

ไม่มีใครรู้ว่าบนชายหาดนั้น พวกเขาจะเจอความโหดร้ายเพียงใด ท่ามกลางห่ากระสุนที่หนักหน่วงราวพายุ มีศพทหารเกลื่อนกลาดหลายพันศพ กลิ่นของศพเหล่านั้นผสมปนเปกับกลิ่นดินปืน และคลื่นลมทะเล กลายเป็นกลิ่นเฉพาะที่เขาเรียกมันว่า “กลิ่นของสงคราม” เขาได้กลิ่นนั้นแทบจะทันทีที่เหยียบย่างลงไปบนหาดนอร์มังดี

Tony ฝ่าพัน ถากดายทุกย่างก้าวในสมรภูมิรบด้วยปืนไรเฟิลประจำตัวในฐานะทหารราบ และเก็บเกี่ยวซากปรักหักพังแห่งสงครามผ่านเลนส์กล้องประจำตัวของเขาในฐานะศิลปินไปพร้อมๆกัน

Argus C3 เป็นเพียงกล้องที่ราคาถูก ที่เขาซื้อมาในราคา $47 เมื่อตอนอายุ 18 ปี คุณภาพไม่ได้ดีอย่างกล้องไฮเอนท์ในยุคนั้นเช่น Leica ที่ช่างภาพมืออาชีพใช้ๆกัน มันเป็นเพียงกล้องเลนส์พลาสติกที่มีคุณสมบัติหนึ่งที่ผ่านเกณฑ์ในการอยู่ในสนามรบได้ก็คือ “ความแข็งแกร่ง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับพื้นที่นี้

Tony ในปัจจุบันกับกล้อง Argus C3 ตัวเดิม

สิ่งที่ Tony ไม่ได้เตรียมการไว้อีกหนึ่งสิ่ง คือเขาไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการล้างฟิล์มระหว่างสงคราม เพราะคิดเอาไว้อย่างเดียงสาว่าเมื่อไปถึงนอร์มังดี เมื่อถึงเวลาพักรบคงจะมีร้านล้างฟิล์มสักร้านอยู่ในเมืองบ้าง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว.. สงครามโหดร้ายเกินไปกว่าความนึกคิดของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมากนัก ที่นอร์มังดีนี้…ตึกรามบ้านช่องร้านค้าถูกทำลายไปหมดสิ้นพร้อมๆกับการโจมตี แต่ระหว่างที่เขาก้าวเท้าผ่านเข้าไปในซากเมืองนั้น เขาก็พบกับซากร้านล้างฟิล์มที่ถูกระเบิดพังจนไม่เหลือชิ้นดี เขาพยายามรื้อค้นซากเหล่านั้นจนเจอเคมีสำหรับล้างฟิล์ม และค่อยๆโกยเคมีเหล่านั้นรวบรวมมาเก็บไว้

ตกดึกคืนนั้น ท่ามกลางความมืดของท้องฟ้ายามสงครามที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ Tony ใช้เคมีที่เก็บมาได้ ล้างฟิล์มด้วยอุปกรณ์ที่มีใกล้ๆตัว เช่น หมวกทหารแทนอ่าง ตากฟิล์มเหล่านั้นไว้กับกิ่งต้นไม้ใกล้ๆ เช้าวันต่อมา เขาพบว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ภาพที่ปรากฏบนฟิล์ม 10 ม้วนแรกนั้น คือหน้าประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการถ่ายภาพไปตลอดกาล

งานภาพสงครามของ Tony จับเอา “ห้วงเวลาแห่งความตาย” ได้อยู่หมัด และสามารถเล่ารายละเอียดของสงครามนั้นๆได้อย่างยอดเยี่ยมโดยที่ไม่มีการจัดฉากเพื่อถ่าย ทุกภาพเกิดขึ้นจริงแบบ Real-time แม้ว่าจะมีช่างภาพคนอื่นๆในสงครามอีกหลายต่อหลายคน แต่พวกเขามักนิยมการจัดฉากอยู่บ้างเพื่อให้ได้ภาพสวยงามอย่างที่ต้องการ แต่ Tony ปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง

ตลอด 272 วันในสงครามครั้งนั้น เขาถ่ายภาพไปกว่า 8,000 ภาพ และกองทัพไม่เคยใช้ภาพของเขาสำหรับเป็นหลักฐานหรือชิ้นงานเกี่ยวกับสงครามอย่างเป็นทางการเลย เพียงเพราะเห็นว่าเขาเป็นเพียงหนุ่มน้อยวัย 21 ที่ไม่รู้ประสีประสาเท่านั้น หลังจากสิ้นสุดสงครามโลก Tony ก็หันมาทำงานเป็นช่างภาพอย่างจริงจัง ปี 1950 เขาเริ่มทำงานให้กับ Life Magazine และนิตยสารแฟชั่นหัวใหญ่ๆอีกหลายฉบับในเวลาต่อมา

ด้วยทัศนคติของเขาต่อสงครามอันโหดร้าย Tony ตัดสินใจที่จะไม่เผยแพร่งานของเขา ปิดประตูล็อคงานเหล่านั้นไว้และมุ่งมั่นจะสร้างสรรค์เพียงงานภาพถ่ายที่สวยงามแทนที่ภาพถ่ายที่หดหู่เหล่านั้นแทน

จนกระทั่งกลางยุค  ’90s หรือ 50 ปีต่อมา ภาพกว่า 8,000 ภาพของเขาก็ถูกนำออกมาสู่สายตาชาวโลก ถูกตีพิมพ์และออกแสดงมากมายจนกระทั่งปัจจุบันที่เขาอายุเฉียด 100 เข้าไปทุกที

ต่อคำถามของนักข่าวรุ่นเหลนที่ว่า เขาคิดว่าอนาคตของการถ่ายภาพในโลกนี้จะเป็นเช่นใด? Tony บอกไว้ว่า ทุกวันนี้การถ่ายภาพเป็นเรื่องที่ต้องการความรวดเร็วเข้าไปทุกที การถ่ายภาพจะความหมายสักอย่างต่อเมื่อมันเป็นงานที่ถูกตั้งเป้าหมายไว้ แน่นอนว่าในอนาคต การถ่ายภาพต้องมีเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นมากๆ เพียงแต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าช่างภาพใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจจะถ่ายน้อยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนรุ่น Tony ใช้เวลามากๆกับสิ่งนั้น อย่างเช่นเขาใช้เวลาหลายอาทิตย์ขลุกอยู่กับ Picasso เป็นต้น ซึ่งการที่ได้ใช้เวลา ช่างเป็นความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 เสียจริง

“ภาพถ่ายมันคือโอกาส ถ้าคุณกินนอนอยู่กับกล้อง คุณจะได้เห็นว่าอะไรที่โลกมอบให้คุณมาบ้าง”

 

 

 

Arne Svenson นำความโรคจิตมาเป็นศิลปะได้อย่างไร ?

ต้นปี 2013 Arne Svenson หันเลนส์เทเลจากบ้านตนเองในนิวยอร์คเข้าหาหน้าต่างเพื่อนบ้านที่อยู่อพาร์ตเม้นต์ฝั่งตรงกันข้าม ถ่ายสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เพื่อนมนุษย์กระทำ ​ภาพของเขาเลียนแบบภาพวาดด้วยการใช้แสง สี และการวางเฟรม ขับให้สิ่งธรรมดาสามัญเหล่านั้นดูสวยงามเกินกว่าสิ่งที่ผู้ชมรับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน Continue reading “Arne Svenson นำความโรคจิตมาเป็นศิลปะได้อย่างไร ?”

เก็บตก พาเดินชมงานเพนท์ติ้ง 3 สไตล์ ใน 3 แกลลอรี่

เคยไหม เดินเข้าแกลลอรี่แล้วจบออกมาด้วยการเอามือเกาหัวออกมาว่า เอ๊ ไม่เห็นเข้าใจเลย

วันก่อนเรามีโอกาสได้เดินชมงานแถวย่านเจริญกรุง ที่ทั้งสามแกลลอรี่สามารถเดินต่อกันได้ แล้วบังเอิญว่าทั้งสามงานนั้น เป็นงานเพนท์ติ้งเหมือนกันพอดี แต่แต่ละงานนั้นก็มีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน

วันนี้เราเลยมารีวิวงานให้ฟังกัน พร้อมทั้งอธิบายอย่างคร่าวๆว่างานแต่ละงานมีที่มาที่ไปยังไง ทำไมศิลปินถึงเลือกใช้วิธีนำเสนอแบบนี้ แล้วมันมีความหมายว่าอย่างไรกันบ้างนะ Continue reading “เก็บตก พาเดินชมงานเพนท์ติ้ง 3 สไตล์ ใน 3 แกลลอรี่”

การกักเก็บยุคสมัยผ่านผู้คนของ Dorothea Lange

แม้จะผ่านมากว่าแปดสิบปีแล้ว ภาพ Migrant Mother ของ Dorothea Lange ยังคงร่วมสมัยและคงมนตร์ขลังไว้ครบถ้วน มันพาตัวเองเข้าเป็นหนึ่งในภาพที่สำคัญที่สุดเท่าที่มีการถ่ายภาพ แลงก์ทำได้อย่างไร อะไรนำพาให้เธอถ่ายภาพ ชีวิตของเธอผกผันไปถึงจุดที่ถ่ายภาพนั้นได้อย่างไร ภาพของเธอบอกเล่าอะไร และโดยชีวิตของเธอเองบอกเล่าอะไรแก่เรา
Continue reading “การกักเก็บยุคสมัยผ่านผู้คนของ Dorothea Lange”

ศิลปะเยียวยาชีวิต กับใจที่แตกสลายของ Robert Frank

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Robert Frank คือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในโลกของศิลปะภาพถ่ายยุคใหม่ ในวัยที่ล่วงเลยมาถึง 94 ปีแล้ว เขาผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งในหน้าที่การงาน และชีวิตส่วนตัวที่หนักหนาไม่แพ้กัน

Continue reading “ศิลปะเยียวยาชีวิต กับใจที่แตกสลายของ Robert Frank”