Daido Moriyama กับภาพสตรีทสีที่หาดูยาก!

ในยุค 1950 – 1970 ในฝั่งของอเมริกา ประวัติศาสตร์การถ่ายภาพสตรีทได้ปักหลักว่ายุคโมเดิร์นแห่งการถ่ายภาพสตรีทได้เกิดขึ้นจากผู้ชายที่ชื่อ Robert Frank แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ฝั่งเอเชีย ก็ได้กำเนิดงานสตรีทขาวดำที่ดิบ เถื่อน ตึงเครียด หยาบ แต่เต็มไปด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน มันเป็นความขัดแย้งของสองวัฒนธรรมที่ถูกสื่อผ่านงานสตรีทของ Daido Moriyama และเขาคือผู้ถูกบันทึกชื่อไว้แล้วในประวัติศาสตร์บทหนึ่งของการถ่ายภาพสตรีท

บังเอิญที่เราได้เห็นภาพชุด “In Color” ในบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจของทาง DOMUS ที่เขียนโดย Beatrice Zamponi ซึ่งต้องขอขอบคุณทาง Carmen Figini และ Beatrice Zamponi สำหรับการอนุญาตให้เผยแพร่บทความนี้ในเวอร์ชั่นภาษาไทย

Daido Moriyama กับภาพชุด “In Color”

จากบทสัมภาษณ์ใน DOMUS

โดย Beatrice Zamponi

Daido Moriyama ช่างภาพที่ชอบทำงานคนเดียว และใช้สัญชาตญาณ ความดิบ ความอยาก ความกล้า ในงานของ Daido ไม่มีตรรกะใดๆ ไม่ได้พินิจพิจารณา มันเป็นแค่งานที่ตอบสนองความต้องการของเขา ถ้ามองเข้าไปในงานของเขาดีๆแล้ว จะดูเหมือนว่า มันเปรียบเสมือนสัตว์ป่าที่ออกล่าอาหารอย่างบ้าคลั่งและไร้จุดหมาย

สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเขา นั่นคือประสบการณ์การสัมผัสกับความซับซ้อนของธรรมชาติมนุษย์ในโลกใบนี้ เมื่อ Daido อยู่บนท้องถนน เขาไม่ได้อยากถ่ายทอดอารมณ์ของผู้คนผ่านภาพถ่ายประหนึ่งนักข่าว แต่เขาต้องการถ่ายทอดตัวของเขาเองลงไปต่างหาก งานของเขาเป็นการสื่อผ่านความรู้สึกที่แท้จริง

domus-08_Daido-Moriyama_color-1970sM-B-5-2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

เขาเกิดเมื่อปี 1938 ในเมืองใกล้ๆโอซาก้า เขาเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วเดินทางเข้ามายังโตเกียวตั้งแต่ยังอายุน้อย ด้วยความตั้งใจที่จะเลี้ยงชีพด้วยอาชีพถ่ายภาพ เขาสมัครเข้าทำงานที่เอเจนซี่ Vivo และก็ได้พบกับช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล Eiko Hosoe และ Shomei Tomatzu ซึ่งทั้งสองคนนี้ ได้กลายมาเป็นครูของ Daido อีกด้วย เขามองเห็นว่า ช่วงนั้นประเทศอยู่ท่ามกลางการฟื้นตัวจากสงคราม ซึ่งมันเต็มไปด้วยการเข้ามาของวัฒนธรรมอเมริกันที่แทบจะกลืนกินประเทศ

Daido เริ่มสนใจในทุกสิ่งอย่างที่มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างความหัวโบราณและความสมัยใหม่ในญี่ปุ่น เขาเสาะหาประสบการณ์อย่างกระหาย ซึ่งนั่นทำให้มุมมองของเขาดำดิ่งลึกลงไป และสายตาของศิลปินมันช่างเปล่งประกายเย้ายวนราวความวาววับของมอเตอร์ไซด์เท่ๆ หรือไม่ก็ริมฝีปากของหญิงสาว

domus-02_Daido-Moriyama_color-1970s041-035-2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

ความเจ๋งที่สุดของงาน Daido นั่นคือ งานของเขาทั้งมัว เกรนแตก ตกเฟรม บิดเบี้ยว เบลอ ซึ่งมันอาจจะทำให้ดูไม่เข้าใจหรือเกือบจะดูน่ารำคาญเอาได้ แต่ในความคลุมเคลือนั้น ภาพของ Daido กลับไม่ได้สูญเสียสารที่ต้องการจะสื่อ กลับตรงข้ามเสียด้วยซ้ำ ที่มันมีพลังในการสื่อสารมหาศาลไปถึงผู้ชม

ภาพขาวดำของเขา โด่งดังไปทั่วโลก ภาพที่คอนทราสจัด เกรนแตก แทบไม่มีโทนสีเทากลาง แต่วันนี้ งานที่นำมาโชว์ เป็นงานภาพสีในชื่อชุดว่า “In Color” ซึ่งแสดงอยู่ที่ Galleria Franca Sozzani ในกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี มีการจัดแสดงภาพ 130 ภาพที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน ตั้งแต่ช่วงยุค 1960s จนถึงช่วงต้นยุค 1980s ผู้ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการจัดครั้งนี้คือ Skira และ Rizzoli จากอเมริกา และในเดือนมีนาคม 2016 นี้ นิทรรศการนี้จะย้ายไปจัดต่อที่ Fondazione Fotografia ในเมืองโมเดน่า ประเทศอิตาลี

domus-10_Daido-Moriyama_color-1970s_058-2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

Beatrice Zamponi : งานขาวดำกับงานภาพสีของคุณ มีอะไรที่มันแตกต่างกันบ้าง?

Daido Moriyama : งานขาวดำของผม เป็นงานที่ผมนำเสนอด้วยความกล้า มันมาจากข้างในลึกๆ ความกดดันลึกๆที่ผมไม่สามารถอธิบายหรือสื่อสารด้วยคำพูดหรือการกระทำได้ ในขณะที่งานภาพสี ผมรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ผมเสนอมันตามความเป็นจริงที่เห็น รวมไปถึงความสวยงามที่จับต้องได้ ซึ่งมันไม่มีได้ซีเรียสเหมือนกับขาวดำ ผมมักมองหาสีที่เขานิยมๆกัน อะไรที่มันมาเร็วไปเร็ว ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ดึงดูดใจผู้คนในชั่วระยะเวลานึง

domus-11_Daido-Moriyama_color-1970sT-001_2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

Beatrice Zamponi : สัญชาตญาณในการถ่ายภาพของคุณที่สร้างงานออกมา ทำให้เห็นถึงภาพภายในจิตใจและมุมมอง ในความหมายนึงมันเปรียบเสมือนการแต่งบทกลอน “Haiku” (บทกลอนสั้นๆของญี่ปุ่น มีสามบรรทัด) คุณคิดเห็นยังไง?

Daido Moriyama : งานภาพสตรีทของผม เป็นการจับภาพในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งมันก็คงเหมือนลักษณะของการแต่งบทกลอน “Haiku” ในความหมายของมันก็มีการเชื่อมโยงกัน เวลาที่ผมถ่ายภาพ ผมกดถ่ายในทันทีตามสัญชาตญาณสิ่งมีชีวิต ซึ่งจริงๆแล้วการตัดสินใจกดถ่ายภาพนั้น มันมาจากข้อมูลต่างๆในหัว ประสบการณ์ สิ่งต่างๆเหล่านี้มันไม่สามารถคาดเดาได้เลย ผลของงานที่ได้ มันเหมือนภาพ “เดจาวู” ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว กลมกลืนกันกับความรู้สึกของช่างภาพและความรู้สึกของผู้ชม

Beatrice Zamponi : อีกอย่างหนึ่งที่ดูจะเชื่อมโยงกับบทกลอน “Haiku” คือในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง เสมือนบทเพลงที่นำพาทั้งหมดของชีวิตคุณ อย่างที่รู้กันดีว่าชีวิตในวัยเด็กของคุณ คุณชื่นชอบงานประพันธ์ของ Beat Generation (งานประพันธ์ที่พูดถึงวัฒนธรรมอเมริกันในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) , On the Road ของ Jack Kerouac. งานเหล่านี้มีบทบาทอย่างไรกับคุณบ้าง?

Daido Moriyama : บางอย่างในนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปเลย ตอนที่ผมเด็กๆ เพราะงานของพ่อทำให้ที่บ้านจะต้องย้ายที่อยู่บ่อย ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มันเกี่ยวข้องกับการเดินทาง ผมเดินทางไกลๆและไปทั่วทั้งญี่ปุ่น พอๆกับระยะที่เดินทางไปทั่วโลกได้ การเดินทางมันแทบจะไม่เคยมีเป้าหมายเลย แต่มันเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา ซึ่งมันทำให้ผมเสมือนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือของ Kerouac เลย เราแทบจะรู้สึกเหมือนกัน คิดเหมือนกัน สิ่งที่เขาส่งผ่านภาพต่างในหัวเขาผ่านตัวหนังสือออกมาถึง

domus-01_Daido-Moriyama_color-1970s_052_2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

Beatrice Zamponi : ที่ที่คุณชอบไปเดินเรื่อยๆ มักจะเป็นในเมือง หรือที่แปลกๆตามถนนของโตเกียว ทำไมคุณถึงชอบที่เหล่านี้?

Daido Moriyama : ในเมืองมันมีทุกอย่าง เรื่องตลก เรื่องร้ายๆ คำพูด เรื่องเพศ มันเพอร์เฟคเลย เป็นที่ๆรวมเอากิเลสของผู้คนมารวมกัน มันยังคงมีความเป็นตัวตนผมอยู่ในนั้นเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีๆ ผู้คน แฟชั่น ตึกราบ้านช่องที่เปลี่ยนแปลง แต่มันก็เป็นแค่ภายนอก จิตวิญญาณมันก็คงเหมือนเดิม นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมงานของผมบางครั้งถึงยังเหมือนว่าทำซ้ำสิ่งเดิม

Beatrice Zamponi : อย่างเช่นว่า มีรูปหมาจรจัดที่คุณถ่ายเอาไว้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มันคือการถ่ายตัวตนของคุณ อย่างนั้นหรือเปล่า?

Daido Moriyama : หมามันจะมองเห็นทุกอย่างเป็นขาวดำ และงานของผมส่วนใหญ่ก็เป็นภาพขาวดำ แต่มันก็ไม่ใช่มุมมองของผมทั้งหมดหรอก บางครั้งถ้าผมเข้าไปอยู่ในตรอกแคบๆ ผมก็จะมองเป็นเสมือนแมลงที่มองไปรอบๆด้าน แต่ยังไงสัตว์ที่ผมชอบก็มักจะเป็นหมาป่า เพราะผมบอกได้เลยว่าความรู้สึกผมข้างในมันคล้ายกับหมาป่า เวลาที่ผมอยู่ท่ามกลางผู้คน ผมวางท่าทีเหมือนนักล่าที่พยายามค้นหาอย่างจริงจัง

Beatrice Zamponi : “พิธีชงชา นับได้ว่าเป็นการพบปะกันที่ไม่เหมือนใคร เพราะถึงแม้ว่าเจ้าบ้านและแขกจะเป็นคนเดิมที่เคยเจอกันแล้ว แต่เมื่อต้องมาเจอกันใหม่ มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต” นี่เป็นคำพูดของ Yamanoue Soji ศิษย์ของปรมาจารย์ด้านชาอันเลื่องชื่อ Sen no Rikyu ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันเป็นคำอธิบายหลักปรัชญาของคุณเช่นกัน มันดูจะเป็นอย่างนั้นมั๊ย?

Daido Moriyama : ช่วงเวลาและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือจุดเริ่มต้นของงานผม ไม่มีช่วงเวลาใดที่เทียบได้กับของใคร แม้แต่คุณจะทำซ้ำสิ่งเดิมๆก็ตาม การถ่ายภาพทำให้ผมสามารถอธิบายความปัจเจกในการมีชีวิตอยู่ของผม อะไรที่ผมรู้สึกถึงช่วงเวลาที่แตกต่างจากคนอื่น มันเป็นความรู้สึกถึงประสบการณ์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

Beatrice Zamponi : งานภาพถ่ายของคุณ ทำให้ชาวญี่ปุ่นได้รู้จักนั้น เป็นการปฏิวัติวงการโดยหันเล่าเรื่องเหมือนกับการเขียนไดอารี่ การถ่ายภาพกลายเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่คุ้นเคยที่สุดและเล่าเรื่องธรรมดาๆที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ซึ่งมันก็สื่อความหมายของ “ปัจเจก” ภาษาแบบนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ภาพถ่ายมันมีชีวิตชีวามากกว่า ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น?

Daido Moriyama : ผมถ่ายภาพหลายๆอย่างที่คนอื่นๆอาจจะมองข้าม สิ่งเหล่านี้ทำให้งานของผมโดนใจผู้คน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวส่วนตัวของผมก็ตาม แต่มันก็เป็นความจริงที่แตกต่างที่สามารถเข้าใจกันได้ในภาพเดียวกัน

domus-P041-045_2
Daido Moriyama, Color, 1970 circa. Courtesy of Galleria Carla Sozzani, Milano

 

Beatrice Zamponi : ทุกวันนี้การถ่ายภาพของคุณเปลี่ยนไปมั๊ย?

Daido Moriyama : สิ่งที่แตกต่างออกไปก็แค่กล้องเท่านั้น ผมใช้กล้องเล็กๆ กล้องดิจิตอลคุณภาพต่ำ ผมชอบภาพที่คุณภาพต่ำในสมัยนี้ เวลาที่ผมเข้าไปในที่คนเยอะๆ และคนเหล่านั้นก็อยู่ใกล้ๆผม ผมจะใช้กล้องถ่ายภาพที่มีฟอร์แมตภาพแนวนอน ซึ่งส่วนใหญ่มันจะถ่ายภาพแบบออโต้หมด เมื่อเร็วๆนี้เอง ผมทำงานซีรีย์ใหม่ เป็นภาพในแนวตั้ง ซึ่งมันทำให้ดูแตกต่างไปเลย เพราะผมต้องคิดเยอะขึ้น

Beatrice Zamponi : คุณคิดยังไงกับวงการภาพถ่ายในอนาคต? คุณเองเป็นที่รู้จักกันดีว่า คุณเป็นคนที่มีประสบการณ์การอัดภาพเองแบบดั้งเดิม คุณคิดเห็นยังไงกับเทคโนโลยีอนาลอค มันจะถูกลืมไปหมดหรือเปล่า?

Daido Moriyama : มันยังคงอยู่นะ เพราะยังมีคนที่ยังเชื่อในสิ่งนั้นมากๆ และยังคงสืบต่อความรู้นั้นต่อไป และผมประทับใจมากกับแนวทางของคนเหล่านั้น ผมเองไม่ได้ทำอย่างนั้น เพราะปัญหาของผมเองที่เกี่ยวกับขั้นตอนการถ่ายภาพของผม ซึ่งตอนนี้ผมต้องหันมาทำงานด้วยดิจิตอลแทน แต่ตราบเท่าที่มันยังมีกล้องอยู่บนโลก ผมก็ยังคงถ่ายภาพต่อไป ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับผม

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s