ช่างภาพสตรีทภาพสีในยุคคลาสสิค สอนอะไรเราบ้าง?

บทความ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

ในประวัติศาสตร์การถ่ายภาพ ภาพสีเริ่มต้นในวงกว้างจริงๆก็คงต้องนับกันที่ยุค ’50s หรือประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้ว จุดเริ่มต้นมันก็ต้องเริ่มกันที่ Kodak Kodachrome ฟิล์มสไลด์สีที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง ด้วยสีสันที่จัดจ้านเต็มอิ่ม คมชัด ซึ่งตัวมันเองก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองมาหลายสิบปีก่อนจะได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น

ในหมู่ศิลปินช่างภาพด้วยแล้ว ยุค ’50s ไม่มีใครให้การยอมรับการถ่ายภาพสีสักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าพูดถึงการถ่ายภาพสตรีทในยุคคลาสสิค ช่วงปี 1930s เป็นต้นมาอย่างปู่อองรี Henri Cartier-Bresson เอง ก็ไม่มีใครใช้ฟิล์มสีกันเลยทั้งๆที่มันก็ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว เอาจริงๆมีคนพูดถึงในเชิงศิลปะภาพถ่ายด้วยซ้ำว่ามันบดบังเนื้อหาหรือใจความของงานศิลปะไปซะหมด แต่มันก็ยังมีประเด็นของเทคโนโลยีฟิล์มสีในยุคนั้นมาเป็นปัจจัยสำคัญด้วย นั่นทำให้ช่างภาพสตรีทไม่สามารถใช้มันได้ถนัดนัก ไม่ว่าจะด้วยความไวแสงที่ต่ำมาก (เช่น ISO 10 , 25) หรือราคาที่แพง

Saul Leiter , Ernst Haas , Fred Herzog  ยันไปถึง William Eggleston รายชื่อเหล่านี้ต่างเป็นช่างภาพสตรีทระดับตำนานที่ใช้ฟิล์มสีสร้างสรรค์งานในยุคที่ถัดมาจาก Henri Cartier-Bresson กันทั้งนั้น จะเรียกว่าพวกเขาคือคนที่นำเอางานในยุคเริ่มต้นของคลาสสิคมาพัฒนาต่อ และใส่สีลงไปอย่างงดงาม

วันนี้เราอยากวิเคราะห์เอาแก่นของช่างภาพทั้ง 4 คน แปลงเป็นบทสรุปที่น่าสนใจให้พวกเราได้เรียนรู้จากช่างภาพเหล่านี้กัน

 

Saul Leiter

ในยุคที่ภาพสีดูเป็นเรื่องไร้สาระ Saul หลงรักในความไร้สาระนั้น ฟิล์มสไลด์ที่ถูกใส่กรอบฟิล์มมาอย่างเรียบร้อยแล้วจากแล็ปล้างฟิล์ม Kodak แม้ว่าในหลายสิบปีต่อมา เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ปฏิวัติวงการถ่ายภาพด้วยภาพสีของเขา แต่ Saul ไม่เคยมองแบบนั้นเลย เขาเชื่อว่า สิ่งที่เขาถ่าย มีคนเคยทำมาก่อนแล้วทั้งนั้น เพียงแต่คนเหล่านั้นอาจจะเป็นกลุ่มเล็กๆที่ไม่มีใครค้นพบ และเขาก็ไม่เคยแคร์ว่าคนจะมองงานเขาว่าอย่างไร

Saul โดดเด่นเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพด้วยเลนส์ Tele เขาใช้เลนส์ตั้งแต่ระยะ 50 mm. ยันไปถึงระยะ 150 mm ด้วยการจัดองค์ประกอบที่เว้าแหว่ง แต่เฟรมนั้นกลับเติมเต็มไปด้วยส่วนเสี้ยวของสีนั้นสีนี้อย่างละนิด นั่นอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นจิตรกรมาก่อน เขาดึงระยะภาพที่ไกลออกไปมาบรรจบกับระยะภาพใกล้ๆให้เป็นระนาบเดียวกันอย่างลงตัว แม้ว่าในยุคเริ่มต้นของ Saul งานของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ในความแปลกประหลาดนั้นว่าไม่มีแก่นสาร แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป งานที่ไม่มีแก่นสารนั้นได้รับการพิสูจน์ถึงคุณค่าในตัวของมัน

เรามักจะยกตัวอย่างของการแนะนำเรื่องการใช้เลนส์กับงานถ่ายสตรีทเสมอๆว่า ผู้ที่เริ่มต้นเรียนรู้ ควรเริ่มด้วยเลนส์ระยะประมาณ 35 mm ก่อน นั่นเพื่อการฝึกฝนการจัดองค์ประกอบภาพที่ดี เพราะเลนส์ระยะนี้กว้างพอจะสามารถจัดองค์ประกอบต่างๆให้ “เติมเต็ม” ในภาพได้สวยงามง่าย และเรียนรู้ที่จะเข้าใจระยะใกล้-ไกล โดยไม่ขี้เกียจที่จะเดินเข้าเดินออกหา Subject แต่เมื่อพัฒนาการจัดวางองค์ประกอบภาพที่ดีแล้ว Saul Leiter คือตัวอย่างแรกที่น่าสนใจในการใช้เลนส์ระยะอื่นๆ

 

Ernst Haas

ในช่วงเวลาต้น 1950s Haas เริ่มต้นพัฒนางานภาพของตัวเองสู่ภาพสี ในยุคที่ฟิล์มสไลด์ Kodachrome เริ่มได้รับความนิยม  ปี 1953 งานภาพนิวยอร์คของเขา ได้กลายเป็นภาพชุดแรกที่ถ่ายด้วยสีที่ถูกตีพิมพ์ใน LIFE Magazine ผลงานของ Haas โดดเด่นในยุคนั้นมากจนได้รับการทาบทามทั้ง LIFE เอง หรือแม้แต่เอเจนซี่ระดับโลกอย่าง Magnum Photos เขาคือสมาชิกรุ่นแรกต่อจากกลุ่มที่ก่อตั้งอย่าง Robert Capa , David “Chim” Seymour เลยทีเดียว

เขามักทดลองเทคนิคแปลกๆใหม่ๆในงาน จนทำให้ผลงานส่วนใหญ่มักจะดูเป็นภาพ “เหนือจริง” ทั้งการสะท้อนกระจก , การใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำเพื่อให้ได้ภาพเบลอ , การจัดองค์ประกอบภาพที่ทำให้สิ่งนั้นดูเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม , มองหา “เส้น” ,  “รูปทรง”ที่ซ่อนอยู่ในสิ่งใหญ่ๆ ฯลฯ เช่นเดียวกับช่างภาพสตรีทในยุคเดียวกันอีกมากมาย Ernst Haas ใช้สายตาที่เป็นจิตรกร มองเข้าไปในงานถ่ายภาพ นั่นทำให้ภาพของเขาเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่งดงาม

 

Fred Herzog

ในยุค 1950s ที่โลกของภาพถ่ายมีทั้ง Saul Leiter มีทั้ง Ernst Haas ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แคนาดา Fred Herzog กำลังง่วนอยู่กับอาชีพช่างภาพในแล็ปด้านการแพทย์ โดยมีงานอดิเรกคือการออกไปถ่ายภาพบนท้องถนน ด้วยการเข้าถึงสื่อต่างๆที่ลำบากในสมัยนั้น Herzog ไม่เคยได้เรียนรู้งานภาพถ่ายร่วมสมัยสักเท่าไหร่ งานที่ถ่ายชีวิตผู้คนทั่วไปบนท้องถนนแบบดิบๆ หรือ Street Photography ซึ่งกำลังก่อตัวเป็น Contemporary Photography ในยุคนั้น นั่นทำให้เขาถ่ายทุกอย่างไปตามความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้นเอง

การเลือกถ่ายภาพสีของเขา มีเพียงเหตุผลง่ายๆคือ ในยุคที่ช่างภาพเลือกถ่ายด้วยขาวดำ จำเป็นจะต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง แต่ในยุคของ Kodachrome รุ่งเรือง เขาทำเพียงแค่ถ่ายแล้วส่งไปให้แล็ปของ Kodak จัดการเท่านั้น ทำให้เป็นเรื่องที่สะดวกกว่าสำหรับเขา

สิ่งที่ Herzog คำนึงมากที่สุดในการถ่ายภาพคือ ช่วงเวลาที่จะได้แสงสวย , ทิศทางของแสง , พื้นหลัง (Background) ว่ามันรกเกินไปหรือเปล่า เขาเชื่อว่าภาพที่สวย มันเกิดจากแสงที่พอดี หรือพื้นหลังที่ช่วยขับให้ภาพดูโดดเด่น  นอกจากนี้การถ่ายทุกอย่างที่ตัวเองสนใจ ก็เป็นการค้นหาตัวตนอย่างนึง เขามีฟิล์มสไลด์เก็บไว้มากกว่า 80,000 ภาพ และฟิล์มสีอีก 30,000 ภาพ (เทียบกับดิจิตอลสมัยนี้ก็อาจจะต้องคูณสัก 20) และไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าความชอบของตัวเอง เพราะ Fred Herzog คือช่างภาพคนเดียวในกลุ่มนี้ ที่ไม่มีใครรู้จักเขาและเห็นงานของเขาเลยในยุค 1950s จนกระทั่งอีก 50 ปีถัดมา

 

William Eggleston

ที่สุดแห่งช่างภาพที่ขับเคลื่อนวงการไปสู่ภาพสีในยุค ’70s จริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นชื่อนี้ บางคนก็เรียกเขาว่า “เจ้าพ่อแห่งการถ่ายภาพสี” และอาจจะดูเป็นตลกร้ายที่ “เจ้าพ่อแห่งการถ่ายภาพสี” กลับตาบอดสี.. แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงวัย 78 ปีแล้ว แต่ Eggleston เจ้าพ่อผู้ที่ตาบอดสีก็ยังไม่เคยหยุดถ่ายภาพเลยสักวันเดียว และนี่ควรเป็นสิ่งแรกที่เราได้เรียนรู้จากเขา

ปู่อองรี Henri Cartier-Bresson คือไอดอลของเขา แม้ว่าปู่อองรีจะเคยบอกกับเขาว่า ไม่เข้าใจว่าทำไม Eggleston ถึงถ่ายภาพสี เพราะภาพสีมันช่างไร้สาระอะไรประมาณนั้นก็ตาม แต่เขาก็ไม่เคยจะแคร์

เขามีเพื่อนเป็นช่างภาพร่วมรุ่นในระดับตำนานทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Lee Friedlander , Diane Arbus , Garry Winogrand เป็นต้น ซึ่งต่างเป็นช่างภาพที่มีชื่อเสียงในยุค ’70s พวกเขาเหล่านี้ต่างแลกเปลี่ยนงานกัน ช่วยเหลือกัน วิพากษ์กันเสมือนการเป็นสมาคม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ การเกาะกลุ่มกันช่วยเหลือในกลุ่มที่มีนิสัยใจคอแบบเดียวกัน อาจจะรูปแบบงานไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียวนัก จะช่วยให้พากันพัฒนางานได้เป็นอย่างดี

งานของ Eggleston ทรงอิทธิพลต่อศิลปินหลากหลายแขนงในช่วงเวลาต่อมา แม้แต่ในวงการภาพยนตร์ ผู้กำกับอย่าง David Lynch คือหนึ่งในผลพวงนั้น อะไร? ทำให้งานของเขาน่าสนใจ

ในยุคที่งานของเขาโด่งดัง ช่วงปลายยุค ’70s กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเหตุผลอะไรที่งานที่ดูน่าเบื่อแบบนี้ ถึงได้แสดงใน MoMa ที่นิวยอร์คได้? ในยุคนั้นผู้คนต่างอยากเห็นงานที่เนื้อหาโดดเด่น เข้มข้น แสดงออกทางการเมือง แต่งานของ Eggleston ไม่มีอย่างที่ว่านี้เลย แต่กลับเต็มไปด้วยวัตถุสิ่งของเรียบๆง่ายๆที่รายล้อมไปด้วยสีสัน ในยุคที่ผู้คนไม่ได้สนใจการให้สีในภาพถ่ายขนาดเขา “โลกนี้มันเป็นโลกที่มีสีอยู่แล้ว และผมก็เห็นมันในแบบนั้น” เขาเคยกล่าวเอาไว้

การเลือกฟอร์มของวัตถุ จัดเฟรมภาพให้เต็ม การเลือกมุมภาพให้ดี แล้วเล่นกับสี แสง เงา นั่นคือเนื้อหาสำคัญของภาพถ่ายของ Eggleston

 

บทสรุป

  • การจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าคุณจะใช้เลนส์ระยะไหนก็ตาม เพียงแต่การเริ่มต้นเรียนรู้ที่เลนส์ระยะ 35 mm จะช่วยให้คุณทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
  • พูดถึงการจัดองค์ประกอบภาพแล้ว เรื่อง Figure to ground ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน (คลิกอ่านย้อนหลังได้ที่นี่)
  • ทดลองเทคนิคอะไรที่คุณไม่เคยลองไปเรื่อยๆ แม้ว่ามันจะล้มเหลว ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้อะไรเลย
  • มองหาอะไรที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันที่คุณเดินผ่านไปมาแต่ไม่เคยสนใจ อย่าเพียงแค่จับภาพที่คุณเห็นอยู่แล้วในทุกๆวัน
  • ถ่ายภาพให้เยอะเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็ต้องถ่ายภาพทุกวัน (อย่างตั้งใจ)
  • พยายามหาเพื่อนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ นิสัยใจคอคล้ายๆกัน แลกเปลี่ยน ถกเถียงกันอย่างจริงใจ อย่าเพียงแค่ชมกันไปมา แต่ควรมองหาจุดที่จะช่วยกันพัฒนาได้
  • เรียนรู้งานศิลปะด้านอื่นๆประกอบด้วย เพลง , หนังสือ หรือแม้แต่การวาดภาพ ที่ช่างภาพที่เล่าให้ฟังทั้ง 4 คน ต่างก็เป็นจิตรกรด้วยกันทั้งนั้น
  • เนื้อหาที่น่าสนใจ เป็นอีกหัวใจนึงของภาพสตรีท แต่เนื้อหาที่น่าสนใจไม่ใช่มีแค่เพียง Subject ที่โดดเด่น ท่าทางแปลกๆ ตลกๆเท่านั้น การสร้างภาพให้น่าสนใจอาจจะมาจากการมองหา สี แสง หรือวัตถุธรรมดาๆแต่วางมุมมองให้น่าสนใจก็เป็นได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s