ของฝากชาวเนิร์ด ขั้นตอนเริ่มบำเพ็ญเพียรถ่ายสตรีท

บทความ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

Website : artytphotography.com

กว่า 2 ปีจากที่เราเริ่มต้นก้าวเข้าสู่สังเวียนการถ่ายสตรีทอย่างจริงจัง มันทำให้เราค้นพบความชอบในสิ่งๆนึงอย่างบ้าคลั่ง นำไปสู่ความเนิร์ดพอจะมาทำบล็อก สยาม.มนุษย์.สตรีท แต่การตกหลุมรักนี้ก็ไม่ใช่แค่เพียงเพราะมันเป็นการถ่ายภาพที่สนุก หรือการได้ภาพในแบบที่เราชอบเท่านั้น แต่มันยังเป็นการเปิดโลก เปิดหูเปิดตาด้วยการดันตูดตัวเองให้ลุกขึ้น ฝ่าฟันแดดร้อนๆ ฝนตกๆของกรุงเทพ ก้าวเดินออกไปตามท้องถนน คอยสังเกตพฤติกรรมผู้คนทั้งคนปกติ คนไม่ปกติ คนรวย คนจน บ้านช่อง ตึกรา เศษขยะ ฝาท่อ เสาไฟ ต้นไม้ หมา แมว นก หนู แมลงสาป… ดูไปทุกหย่อมหญ้าที่เราไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงมัน และทั้งหมดนั้นก็ต่อยอดไปสู่การเสพงานศิลปะอื่นๆอีกมากมาย การตีความที่หลากหลาย ไม่ใช่การมองศิลปะเป็นแค่เปลือกสวยงามหรือตีกรอบให้มันอย่างที่แล้วๆมา

เราแบกคำถามในหัวเยอะแยะก่อนหน้าจะเริ่มต้นถ่ายสตรีทว่า “อะไรคือการถ่ายภาพสตรีทกันแน่?” เรายอมรับว่าเป็นคนนึงที่ไม่เข้าใจมันเลยในตอนแรก และพยายามยังไงก็ทำไม่ได้สักทีจนท้อไปหลายรอบ เพราะเราไม่สามารถจับต้นชนปลายถูกว่า ภาพไหนคือภาพสตรีท ภาพไหนคือภาพที่ดี และภาพที่ดีมันต้องทำยังไง จนกระทั่งความอยากจะทำลายคำถามเหล่านั้นทิ้งมีสูงแล้วก็เลยเริ่มต้นลองสมัครเข้าไป Workshop กับทาง Street Photo Thailand ดูสักที กะว่าถ้ามันยังไม่เข้าใจอีก ก็คงเลิกสนใจ เพราะอาจจะไม่ใช่ทางของเราที่จะถ่ายภาพแนวนี้

ในที่สุด หลังจากได้เรียนรู้บางอย่างที่เป็นการเปิดกะโหลกใน Workshop เราเริ่มต้นศึกษาและฝึกฝนมันต่อมาอย่างจริงจัง ตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมา เราก็ค้นพบว่า การถ่ายสตรีทมันไม่ใช่แค่การถ่ายรูปธรรมดาตามท้องถนนอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่มันเป็นการศึกษาศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัย ศิลปะแขนงอื่นๆ เรียนรู้เรื่องราวของมนุษย์ จิตวิทยา เรื่องราวทางสังคม ประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นข้อมูลให้สายตาและหัวสมองของเรา บังคับนิ้วให้กดชัตเตอร์จับภาพในจังหวะนั้นๆเอาไว้ โดยสาระสำคัญก็คือ… มันต้องสื่อสาร ผ่านการตีความออกมาจากภายในจิตใจ มุมมอง ตัวตนของเรา ไม่ใช่เพียงการแสดงความคิดหรือถ่ายภาพตามคนอื่น

© 2015 , APR ภาพแรกหลังจาก Workshop การถ่ายสตรีทกับ Street Photo Thailand
© 2015 , MAY ภาพแรกที่ได้เข้าไปในกรุ๊ป Observe Street Fight ใน Flickr เป็นภาพที่ทำให้เริ่มจับทิศทางการถ่ายภาพสตรีทได้มากขึ้น
© 2015 , JULY ภาพแรกที่รู้สึกว่าเริ่มตีความจากภายในตัวเราเอง และสื่อสารมันออกมาผ่านภาพได้จริงๆ

กุญแจสำคัญที่สุดในการพัฒนางานสำหรับเราก็คือ “วินัย” เราว่าทุกอย่างในโลกที่มนุษย์ทำได้ดี มันต้องเกิดจากการมีวินัยเสมอ การฝึก การเรียน อะไรก็ตามมันต้องใช้เวลาและความตั้งใจเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งมันถูกบดปั่นโขลกให้เข้าเนื้อด้วยคำว่า “วินัย ” จนเกิดเป็นการพัฒนา

บทความวันนี้ ก็เลยอยากจะแชร์สิ่งที่ควรปฏิบัติ เป็นไอเดียที่มาจากประสบการณ์การฝึกถ่ายภาพสตรีทของเราตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ยันถึงทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ ถึงแม้ว่าเราจะเขียนบล็อก สยาม.มนุษย์.สตรีท มาเป็นปีๆแล้ว แต่ยังไม่เคยได้แชร์ประสบการณ์จากตัวเองอย่างจริงๆจังๆเลย

 

กูเกิ้ลไม่ใช่ทุกอย่าง

ก่อนจะเปิดประตูบ้านแล้วเดินออกไปถ่ายภาพสตรีทกัน สิ่งสำคัญคือเราควรจะต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายสตรีทที่ดีซะก่อน นี่คือปัญหาแรกของเราจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อเราไม่มี Input ที่ดีเลย..แล้วเราจะไปถ่ายให้มันดีได้ยังไงล่ะ?.. แล้วข้อมูลจะเอามาจากไหน?

กูเกิ้ลคือทางออกของทุกคน ถ้าเราลองค้นหาคำว่า “Street Photography” โดยปกติในการกูเกิ้ลดูอะไรก็ตาม จะพบว่าใน 1 หน้าของกูเกิ้ลนั้น มันมีทั้งข้อมูลที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพปะปนกันไป ปัญหาคือ..แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลไหนมีคุณภาพ?

กุญแจสำคัญของเราที่ทำให้งมไปได้ถูกทางคือ “ชื่อช่างภาพ” เมื่อเรารู้จักช่างภาพที่ควรศึกษาแล้ว นี่จะเป็นแสงไฟนำทางให้เราเดินไปได้ถูกทางมากขึ้นเรื่อยๆ Henri Cartier-Bresson , Elliot Erwitt , Garry Winogrand , Alex Webb , Martin Parr , Matt Stuart  ฯลฯ ชื่อศิลปินเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรางมไปได้ถูกทางมากขึ้นในตอนแรก จากนั้นถึงจะเริ่มต่อยอดไปสู่คนอื่นๆ แน่นอนว่ามันจะไม่หลุดออกนอกถนนไปไหนไกลแล้ว เพราะงานของศิลปินเหล่านี้คือเส้นถนนหลักของการเรียนรู้การถ่ายภาพสตรีทที่มีคุณภาพ เราจะเริ่มเข้าใจว่างานแบบไหนที่โอเคและไม่โอเค หรือเราชอบสไตล์ของใคร และไม่ชอบสไตล์ของใคร

© 2015 , APR งานช่วงแรกๆที่เกิดจากการเรียนรู้งานของ Martin Parr ซึ่งเรารู้สึกชอบเป็นพิเศษ และพยายามฝึกฝนไปในทางนั้นดู

 

 

อ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด

ถ้าคุณไม่ใช่คนที่ชอบอ่านหนังสือ.. ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะข้อดีของ หนังสือภาพ ก็คือ..มันเป็นภาพซะเป็นส่วนใหญ่ อย่างน้อยที่สุดการดูภาพไปสักพัก เราก็จะอยากอ่านสิ่งอื่นในเล่มนั้นประกอบเองแหล่ะนะ ซึ่งข้อมูลในหนังสือเองจะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีคิดงานของศิลปินแต่ละคนมากขึ้นด้วย

แล้ว…ทำไมต้องดู หนังสือภาพ? ในโลกที่ออนไลน์เต็มไปด้วยภาพงานของทุกศิลปิน มีเหตุผลอะไรที่ยังมาเปิด หนังสือภาพ ราคาแพงๆกันอีก? มีช่างภาพรุ่นใหม่หลายๆคนก็แสดงจุดยืนด้วยซ้ำว่าหนังสือภาพมันหมดยุคแล้วนะ แพงด้วย ดูบนเวบเอาซิวะ…

 

เอาจริงๆแล้ว เราเสพงานทั้งสองทางนะ.. การหาข้อมูลเบื้องต้นจากออนไลน์ ช่วยให้เราหาข้อมูลได้กว้างกว่าก็จริง ส่วนภาพงานก็จะเห็นรวมๆได้ว่าศิลปินคนนั้นๆมีงานไปทางทิศไหน แต่สำหรับเราแล้ว.. หนังสือภาพ มันทรงพลัง และสร้างแรงบันดาลใจให้เราอย่างมหาศาล ที่สำคัญมันให้ข้อมูลเชิงลึกในแบบที่ออนไลน์ไม่มี หรือ…แม้แต่คุณจะจับมันสแกนเป็นไฟล์แล้วก็ตาม เพราะมันคือศิลปะอีกแขนงที่ถูกผลิตให้สอดคล้องจากงานภาพที่ศิลปินผลิตขึ้น จะว่าไปก็คล้ายๆการที่เราเดินเข้าไปชมนิทรรศการภาพ ไปชมแกลอรี่ ซึ่งการจัดไฟ การวางเส้นทางการเดินชม ก็เป็นศาสตร์ที่ช่วยสร้างอารมณ์ของงาน ดังนั้นเมื่อศิลปินจะทำหนังสือภาพ ทั้งการคัดเลือกภาพ , การร้อยเรียงภาพ การ Edit ภาพ  , การทำ Art Work ของเล่มเพื่อให้สื่อสารได้ตรงกับสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อสาร , การเลือกกระดาษที่เหมาะกับงาน (ซึ่งเราจับ ลูบ คลำ ดมมันได้) , การเขียนคำนำ หรือ การเนื้อหาที่เกี่ยวกับงานชิ้นนั้น , การเช็คคุณภาพการปริ๊นท์ภาพ ศิลปินหลายๆคนกล่าวไว้ว่า “ภาพ” จะไม่ใช่ “ภาพ” ถ้ามันยังไม่ถูกปริ๊นท์ออกมา ความทรงพลังของภาพจะยังไม่ปรากฏ ถ้ามันอยู่แต่เพียงหน้าจอ

สรุปก็คือการดู  การอ่าน คิด วิเคราะห์ตามให้เยอะๆ ทั้งออนไลน์ ทั้งหนังสือภาพ เป็นการ Input ข้อมูลเข้าไป คือการสร้างห้องสมุดภาพไว้ในหัวเราเอง เมื่อเราจะถ่ายภาพ คลังทั้งหมดนั่นก็จะถูกนำมาใช้ทันที

**  ตัวอย่างหนังสือภาพที่ให้อารมณ์แตกต่างอย่างมากเมื่อเปิดหนังสือ แทนการดูบนเวบ The Suffering of Light ไบเบิ้ลแห่งการสตรีทโดย Alex Webb

 

มีเวลาว่างสักวันละ 3-4 ชั่วโมงมั๊ยครับ?

อย่างที่พูดเอาไว้เรื่อง “วินัย” เรื่องแรกคือวางแผนกำหนดเวลาให้ตัวเองก่อน เริ่มจากคิดว่าตัวเองมีเวลาในหนึ่งสัปดาห์มากน้อยแค่ไหน เช่น อย่างเราเองจะล็อคเอาไว้เลยว่าวันจันทร์เป็น 1 วันแน่ๆที่ต้องออกไปถ่ายรูป ถ้ามากกว่านั้นก็ยิ่งดี การถ่ายภาพในแต่ละครั้ง อาจจะใช้เวลาสัก 3-4 ชั่วโมงแล้วแต่ความสะดวก ให้มันมีระยะเวลานานพอแบบไม่ต้องรีบๆเร่งๆ

หรือที่ในช่วงปีที่ผ่านมา เราจับกลุ่มกับเพื่อนๆน้องๆทำโปรเจค 52 Weeks on Street คือการถ่ายสตรีทแล้วคัดเลือกภาพที่ดีที่สุด 1 ภาพต่อสัปดาห์ เพราะฉะนั้นทุกค่ำคืนวันอาทิตย์ก็ต้องขุดหารูปมาส่งกันให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อันนี้ก็เป็นการสร้างวินัยให้ตัวเองอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ

ออกกำลังกายยังต้องวอร์มอัพ แซนวิชเซเว่นยังต้องเวฟก่อน การถ่ายภาพก็เช่นกัน ช่วงเวลาที่แนะนำคือบ่ายๆไปแล้วจนถึงเย็น เพราะแสงจะไม่แรงเกินไป ถ้าโชคดีช่วงบ่ายคล้อยเย็นก็อาจจะได้แสงที่สวยที่สุดของวันด้วย

© 2017 , JAN ภาพเมื่อต้นปี ซึ่งอยู่ในโปรเจค 52 Weeks on Street ด้วย เราเชื่อว่าการได้ภาพสตรีท นอกจากดวงแล้ว มันต้องพยายามผลักดันตัวเองในแต่ละสัปดาห์ด้วย

 

ถ่ายภาพห่วยๆมาเยอะๆ

อย่าเพิ่งงงว่า มาชวนกันถ่ายภาพห่วยๆกันทำไม? ลองปฏิบัติตามนี้ดูก่อน…

..ลองหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมา

..เปิดเข้าไปดูรูปที่ถ่ายเก็บๆไว้ในมือถือ

..จากนั้นลองบรรจงเลือกรูปที่คิดว่าสวยที่สุด ชอบที่สุดออกมาสัก 3 รูป.. ให้เวลา 1 นาที ติ๊กต่อกๆๆ

..หมดเวลา!!

เอาล่ะ..ทีนี้ลองพิจารณาดูว่า กว่าจะได้รูปภาพทั้ง 3 รูป มันจมอยู่ท่ามกลางทะเลรูปอันกว้างใหญ่บนมือถือขนาดไหน บางคนก็อาจจะต้อง Scroll จนมือหงิกกันไปเลยทีเดียว เห็นอะไรจากสิ่งนี้มั๊ย?…

“เราต้องถ่ายภาพไม่น้อยเลย เพื่อจะได้ภาพที่เราชอบสักรูป?” นี่ขนาดเรายังไม่ได้ตั้งใจพัฒนาฝีมือตัวเองเลยนะ.. เพราะฉะนั้นนั่นหมายความว่า ในโอกาสได้ภาพที่ดีอันน้อยนิดนั้น เราจะต้องผลิตภาพห่วยๆออกมามหาศาลเช่นกัน จริงๆเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร มีช่างภาพระดับมาสเตอร์ตั้งแต่อดีตกาลยันปัจจุบัน ก็พูดถึงประเด็นนี้กันมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Henri Cartier-Bresson , Robert Capa , Garry Winogrand , Martin Parr  ฯลฯ

99.99% คือความล้มเหลว คือข้อความที่มาสเตอร์เหล่านั้นพูดเอาไว้..

เมื่อออกไปถ่ายภาพแล้ว ก็จงพยายามถ่ายให้เยอะที่สุดเท่าที่เราจะคิดได้ (หมายถึง คิดพิจารณาทุกสิ่งอย่างรอบตัวที่เดินไป แล้วเก็บทุกโอกาสที่เกิดขึ้น) อย่างเราเอง ถึงเราจะใช้ฟิล์มถ่าย แต่ก็จะใช้วิธีกำหนดจำนวนฟิล์มที่ใช้เอาไว้ เช่น ต้องใช้ให้ได้อย่างน้อย 3 ม้วนต่อครั้งที่ออกไป เป็นต้น เพื่อมีหลักในการพยายามคิดให้ได้มากที่สุด ถ้าให้แนะนำก็อาจจะดูเวลากลับบ้านว่า เราได้ถ่ายไปมากแค่ไหน แต่…อย่าคาดหวังว่าการออกไปถ่ายรูปแล้วจะได้รูปที่ดีแน่ๆ ถึงแม้ว่าจะถ่ายเยอะแค่ไหน ก็ใช่ว่ามันจะได้รูปนะ เพราะการถ่ายสตรีทมันอาศัยดวง 50% และฝีมือ 50% ซึ่งนั่นล่ะคือความสนุกของมัน

 

© 2016 , JAN จากการไปบำเพ็ญเพียรสตรีทที่พาราณสี เราใช้ฟิล์มไปราวๆ 45 ม้วน ซึ่งได้ภาพที่ดีจริงๆน้อยมากๆ เพียง 1-2 ภาพที่แข็งแรง

 

โปรดลืมฉันไปก่อน

กลับมาบ้าน สำหรับบางคนจะมีข้อแนะนำว่าให้ทิ้งภาพที่ถ่ายเอาไว้ก่อนสักพัก อาจจะ 2-3 วัน เพื่อจะได้ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เห็นมา Garry Winogrand ใช้วิธีทิ้งฟิล์มที่ถ่ายเอาไว้เป็นปีๆก่อนจะล้างฟิล์มออกมาดู ทุกวันนี้ที่แกตายไปหลายสิบปี ฟิล์มหลายพันม้วนของแกก็ยังไม่ได้ถูกล้างเลย เหตุผลของการพักเอาไว้ก่อนเพราะคนเราก็มักจะเข้าข้างตัวเอง คือไอ้ตอนถ่ายนี่กะว่าแม่งดีแน่ๆ หรือบางทีกดดูตอนที่ถ่ายได้ เชี่ยย..เจ๋งสัด พอผ่านไปสัก 2-3 วันกลับมาดูใหม่..ไม่ได้เรื่องเลยว่ะ อันนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก ซึ่งเราแนะนำเลยว่าสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะ “ลืม” ซีนที่เราไปถ่ายมาซักพักแล้วค่อยเอามาพิจารณา

 

ฆ่ามันให้ตาย!!

ช่วงเวลาการคัดภาพ เป็นช่วงเวลาที่ต้องใจแข็งที่สุด และเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะทำให้ก้าวข้ามศักยภาพตัวเองได้มากน้อยแค่ไหนด้วย เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราเองได้เท่าตัวเราเองอีกแล้ว สิ่งที่ขวางกั้นการพัฒนาคือ “การเข้าข้างตัวเอง” ว่างานนี้มันดีพอแล้ว

บางครั้ง..ภาพที่ดูใกล้เคียงกัน อันนี้ก็เสียดาย อันโน้นก็ดี ยิ่งต้องสามารถจัดการมันให้เด็ดขาด (เป็นเรื่องยากจริงๆ ทุกวันนี้ก็เจอปัญหานี้ตลอด) ถ้าภาพที่ดี มันมักจะทรงพลังจนเรารู้สึกว้าว! ขึ้นมาเองโดยไม่ลังเล แต่ถ้ามันก้ำกึ่งๆ แสดงว่ามันเป็นภาพเกรด B หรือ C ก็อาจจะต้องพิจารณามันอย่างรอบคอบทั้งสองด้าน ว่าเราชอบมันเพราะอะไร และไม่ชอบมันเพราะอะไร เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็จงเลือกว่าภาพนี้ควรอยู่ในอัลบั้มงานของเราในระดับไหน หรืออยู่ในถังขยะกันแน่ … บ่อยๆที่เราจะใช้วิธีตีกรอบ เช่น ลองคิดว่าถ้าเราเลือกได้แค่เดือนละ 1 ภาพที่ดีที่สุด เราจะเลือกภาพไหน? ที่เหลือทิ้ง! เมื่อเรากล้าทิ้งมันได้ จะเห็นว่า เออ.. จริงๆมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นนี่หว่า

“ภาพที่ดี กาลเวลาจะทำอะไรมันไม่ได้ เมื่อเราย้อนกลับมาดูภาพนั้นมันจะยังคงรู้สึกเหมือนวันแรกที่เราดู”

 

มีความสุข

สุดท้ายของสุดท้าย…การถ่ายสตรีทแม้ว่าจะต้องผลักดันตัวเองเพื่อให้เกิดการพัฒนา แต่ปลายทางของมันกลับไม่ใช่การแข่งขันเอาชนะเอาเป็นเอาตาย หรือต้องได้รูปที่คนไลก์มหาศาล แต่..เราจะแฮปปี้มีความสุขไปแล้วตั้งแต่เราได้ออกเดิน พิจารณาสิ่งต่างๆรอบตัว หยิบกล้องขึ้นมาถ่าย นั่นคือแก่นของการถ่ายสตรีทที่แท้จริง ถ้าการถ่ายสตรีททำให้คุณเป็นทุกข์…หยุดซะ วางกล้อง แล้วเลิกสนใจมันไปเถอะ

 

นี่ก็ยาวพอแล้วล่ะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ย่อยให้สั้นๆมาได้อ่านได้คิดกัน มันอาจจะยังไม่ได้เป็นเชิงลึกมากนัก ถ้ามีเวลาจะเขียนต่อไปเรื่อยๆในด้านต่างๆ หวังว่าจะมีประโยชน์กับมือใหม่หลายๆคนนะ สวัสดี…

 

 

One thought on “ของฝากชาวเนิร์ด ขั้นตอนเริ่มบำเพ็ญเพียรถ่ายสตรีท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s