Sergio Larrain ช่างภาพหัวใจอิสระ กับ Valparaiso งานสุดโรแมนติกจากคนไกลบ้าน

บทความ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (SUN)

ปี 1991 หนังสือภาพ Valparaiso ของ Sergio Larrain ช่างภาพอดีตหนึ่งในสมาชิกของ Magnum Photos ถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว และปัจจุบันมันกลายเป็นหนังสือภาพที่นักสะสมงานศิลปะภาพถ่ายต้องมีไว้ครอบครองให้ได้สักเล่มหนึ่งจนราคาสูงลิบลิ่ว

Valparaiso ไม่ใช่แค่เพียงหนังสือภาพทั่วๆไป แต่มันถูกผสมผสานด้วยบทกวีและจิตวิญญาณของเขาลงไปในนั้น คำว่า “จิตวิญญาณ” ไม่ได้ดูเป็นการใช้คำฟุ่มเฟือยจนเกินไปสำหรับหนังสือของ Sergio เพราะมันเป็นการแสดงออกจากก้นบึ้งของความคิดถึงบ้าน กลิ่นลมทะเล แสงแดดยามบ่ายคล้อย ความไร้เดียงสาของเด็กน้อย อย่างซื่อสัตย์

Sergio Larrain เกิดในซานทิเอโก ประเทศชิลีเมื่อปี 1931 เขาเป็นคนสมถะและรักธรรมชาติ ปี 1949 ระหว่างที่เขาเรียนเกี่ยวกับป่าไม้ที่ Berkeley แคลิฟอร์เนีย เขาได้ไปเห็นกล้อง Leica ที่วางขายอยู่หน้าร้านกล้องร้านหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เขาอยากได้เอามากๆจนต้องยอมเอาฟลุ้ทของตัวเองมาแลก รวมๆกับเงินค่าจ้างล้างจานในร้านอาหารอีกจำนวนหนึ่ง ความอยากได้กล้อง Leica นั้นเขากล่าวเอาไว้ในบทสัมภาษณ์หนึ่งว่าไม่ได้เกี่ยวพันกับความอยากถ่ายรูปของเขานัก เพียงแต่เขาคิดว่าเจ้าสิ่งนี้คือวัตถุที่งดงามที่เขาสามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยการซื้อมา นั่นนับว่าเป็นกล้องตัวแรกในชีวิตเขาโดยที่ไม่เคยคิดเลยว่า.. นี่จะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับอาชีพอย่างจริงจังของเขา

ผลงานของ Sergio เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นๆ โดยในปี 1956 MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ค นำภาพของเขาไปจัดแสดง ยิ่งทำให้เขาเจิดจรัสจนเข้าตา Henri Cartier-Bresson ผู้ก่อตั้งเอเจนซี่ Magnum Photos และช่างภาพชื่อดังแห่งยุคโมเดิร์น Henri รีบดึงตัว Sergio เข้าร่วมกลุ่มในทันที

งานถ่ายภาพแรกๆของเขาใน Magnum Photos เป็นงานภาพที่เกี่ยวข้องกับวงการมาเฟีย ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมหลายคดี ชื่อเสียงของเขาก็ได้มาจากความล้มเหลวในการตามล่าตัวของตำรวจ แต่ด้วยภาพของเขา ทำให้คดีนี้ถูกปิดได้

แม้ว่านับวัน Sergio จะยิ่งโดดเด่นในวงการถ่ายภาพ แต่ในขณะเดียวกัน นั่นกลับยิ่งขัดกับตัวตนของเขามากขึ้นทุกทีๆ เขาเป็นคนค่อนข้างสันโดษมาแต่ไหนแต่ไร สมัยที่เขาอยู่ที่ชิลีบ้านเกิดนั้น เขาเช่าบ้านอยู่คนเดียวอยู่หลายปี รักความสงบและไม่ยอมให้ใครมารบกวน ซึ่งทุกครั้งหลังจากการทำงานอันยาวนานในต่างแดน เขาจะกลับบ้านเกิดเมือง Valparaiso ที่ที่ทำให้จิตใจเขาสงบลงได้เสมอ

เขามักจะเก็บภาพเมื่อกลับบ้านในแบบของเขาซึ่งแตกต่างจากโจทย์ที่ได้รับในงาน ภาพเด็กๆบนถนนของซานทิเอโก้ คือองค์ประกอบที่โดดเด่นในงานของเขา เป็นดั่งภาพสะท้อนตัวตนของ Sergio ภาพเด็กผู้หญิงสองคนกำลังลงบันได เป็นดั่งภาพมนต์สะกดที่ทำให้เขาหลงใหลใน Valparaiso

นานวันๆ ความรวดเร็วในงานภาพข่าว กลับยิ่งทำลายความรักและความมุ่งมั่นที่เขามีต่อการถ่ายภาพมากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยมีความสุขมากนักกับการเป็นช่างภาพข่าว ดังจดหมายที่เขาได้ระบายกับ Henri Cartier-Bresson ผู้ที่ชักพาเขาเข้าสู่เอเจนซี Magnum Photos ว่า “มันเป็นปัญหาของตลาด ที่ต้องได้ตีพิมพ์ ต้องได้เงิน”

โลกแห่งทุนนิยมหมุนเร็วและย่างกลายไปทุกแห่งหนบนโลก ไม่เว้นแม้แต่บ้านเมืองที่เขารัก ดั่งบันทึกหน้าหนึ่งในหนังสือที่กล่าวว่า Valparaiso หนึ่งในเมืองแห่งบทกวีที่งดงามบนโลกใบนี้ แต่ความจน การละทิ้งจากบ้าน และการกระทำที่ไม่ดีของผู้คน กำลังกัดกร่อนบ่อนทำลาย ด้วยทัศนคติแห่งผู้ล่าดั่งเช่นธุรกิจ ปรสิตแห่งการสูบเลือดเนื้อของภาษี การสูญเสียหัวใจแห่งรักแท้ เรากำลังพรากความงดงาม ความสอดประสานของผู้คนที่ถูกบดบังด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

ในที่สุดในช่วงยุค 1970s เพียงไม่ถึงสิบปี เขาก็เดินออกจากวงการถ่ายภาพรวมถึงการเป็นสมาชิกภาพของ Magnum Photos และใช้ชีวิตเงียบๆเป็นจิตรกรที่บ้านเกิดของเขาอย่างเรียบง่าย

ยุค 1980s สาวน้อยชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งทำงานอยู่ใน Magnum Photos ชื่อว่า Agnes Sire ได้ค้นพบภาพที่แสนเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของ Sergio ในแฟ้มภาพของออฟฟิศ Magnum Photos ซึ่งเธอไม่เคยรู้จักเขามาก่อน และมันคือจุดกำเนิดที่ทำให้เธอส่งจดหมายไปหา Sergio เพื่อโน้มน้าวให้เขาได้ทำหนังสือภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ในที่สุด Valparaiso เวอร์ชั่นแรกก็ถูกตีพิมพ์ในปี 1991 วางขายในฝรั่งเศส ด้วยการรวบรวมเอาภาพถ่ายในช่วงปี ’50-60s ซึ่งมันกลายเป็นหนังสือภาพที่ต้องสะสมไปในแทบจะทันทีที่ออกวางตลาด ด้วยเพราะ Sergio เสมือนจอมยุทธที่ไร้ตัวตน น่าค้นหา และเสน่ห์ในงานของเขาที่แสนจะโรแมนติก

ไม่นานหลังจากนั้น Sergio เริ่มรวบรวมงานภาพวาดที่เขาวาด บทกวีของ Pablo Neruda กวีชาวชิลีชื่อดังที่เขียนให้เขาโดยเฉพาะ จดหมายความในใจที่เขาระบายกับเพื่อน เช่น Henri Cartier-Bresson ภาพถ่ายที่เขาถ่ายเพิ่มเติทเพื่ออธิบายความรู้สึกของเขา ซึ่งนำมามาร้อยเรียงและเรียบเรียงใหม่ด้วยตัวเอง

แต่เวอร์ชั่นนี้กลับไม่เคยได้รับการตีพิมพ์จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในปี 2012 …และจนถึงวันนี้ ปี 2017 ที่หนังสือภาพ Valparaiso เวอร์ชั่นความในใจของ Sergio ได้ถูกตีพิมพ์จริงๆเสียที

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s