AN ALIEN TALK WITH KANRAPEE

กันต์รพี โชคไพบูลย์ คือช่างภาพหนุ่มที่เชื่อในมนุษย์ต่างดาว

หมิงบอกเรื่องนี้กับเราแบบไม่ขัดเขิน บอกว่าเขาเห็นสิ่งมีชีวิตนอกโลกมาตั้งแต่วัยที่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ บอกอีกว่าเขาศึกษาเรื่องยูเอฟโอไปพร้อมๆ กับการเรียนทำหนัง ก่อนจะทิ้งมันออกไปจากหัวดื้อๆ แล้วหันมาจับกล้องถ่ายภาพ

การถ่ายภาพสตรีททำให้หมิงกลับจากนอกโลกแล้วเดินทางเข้าไปในตัวเอง แต่ยิ่งเดินทางลึกลงไปเท่าไหร่ ยิ่งเหมือนค้นหามันไม่เจอ เขาตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตและทำงานนิวยอร์กเป็นเวลา 2 ปี แล้วกลับมาพร้อมกับผลงานซีรีส์ภาพถ่ายที่ทำให้ใครหลายคนต้องสะดุด ไม่ใช่เพราะเทคนิคการถ่าย สไตล์ที่ดูเซอร์เรียล หรือการสาดแฟลชที่เป็นเอกลักษณ์นั่น แต่มันคือเรื่องราวที่อยู่ในภาพที่ดูมีสไตล์เหล่านั้น

ยูเอฟโอ มนุษย์ต่างดาว หนังไซไฟ…

“ทำไมกูถ่ายแต่อะไรอย่างนี้วะ” หมิงพูดถึงการกลับไปเจอตัวเองในภาพถ่ายของเขา

เราไม่ได้เจาะจงมาคุยกับเขาเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรอก แต่เราอยากชวนคนรุ่นใหม่เจ้าของผลงานน่าจับตาคนนี้คุยเรื่องการค้นพบตัวเองผ่านการถ่ายภาพ ผ่านประสบการณ์ ผ่านการตกตะกอนชีวิต อะไรบ้างที่ทำให้ชายคนหนึ่งถ่ายทอดตัวเองออกมาเป็นผลงานภาพถ่ายที่ชวนให้คิดถึงมนุษย์ต่างดาวได้

เรื่องเล่าต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่คือชีวิต และคือศิลปะ ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่

E2164316-BA5E-44AE-ACBA-9E2681990964

การถ่ายภาพกับมนุษย์ต่างดาว สนใจเรื่องไหนก่อนกัน

มนุษย์ต่างดาวก่อนครับ มันจะดูฟุ้งซ่านไปหรือเปล่าไม่รู้ แต่เป็นเรื่องที่ผมชอบตั้งแต่ 8 ขวบ ถ้าจำไม่ผิดคือมีป้าผมเอาหนังสือเล่มหนึ่งที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวมาให้ผม ทีนี้วันหนึ่งมีข่าวว่ามีพระรูปหนึ่งติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ พ่อก็ชวนผมไปดูด้วยกันที่วัดในจังหวัดลำพูน ไปในทุ่งนาเลยนะ จำภาพตอนนั้นได้ว่าคนเยอะมาก มีนักข่าวมีคนเต็มไปหมด ผมขี่หลังพ่อแล้วก็มองขึ้นไปบนฟ้า เห็นเหมือนเป็นแสงที่เหมือนเป็นดาว แต่มันวิ่งไวมาก วูบผ่านไป แล้วผมก็บอกว่านั่นไงๆ แล้วนักข่าวก็มารุมถามผมว่าอยู่ไหนๆ แต่ไม่มีใครเห็น มีผมเห็นคนเดียว จริงๆ ผมควรจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วแหละ แต่ตอนประมาณ ป. 6 ผมได้เห็นมันอีกทีตอนไปงานศพอากง ก็นั่งอยู่หลังรถกระบะ แล้วก็เห็นภาพเดียวกับตอนเด็ก ทำให้ผมย้อนคิดไปถึงแสงที่เราเคยเห็นตอนเด็กๆ ตอนนั้นเข้าสู่ยุคของอินเตอร์เน็ตพอดี คราวนี้ผมก็เลยศึกษาเรื่องพวกนี้จริงจัง ถือว่าเนิร์ดพอสมควร

มันเป็นแค่ความสนใจ หรือมันแบบไปสู่ความเชื่อว่ามันมีอยู่จริงๆ

พอไปศึกษาก็ยิ่งเชื่อว่ามันมีจริง เพราะเราเห็นมั้ง เห็นไอ้ไฟดวงนั้น มันเลยทำให้เกิดการตั้งคำถามว่ามนุษย์คืออะไรวะ แล้วก็เราก็เลยสนใจมาเรื่อยๆ แล้วก็บวกกับชอบดูหนังไซไฟอยู่แล้ว ช่วงเข้าเรียนมหา’ลัยนี่เนิร์ดหนักเลย เพราะมีพี่คนหนึ่งที่สนิทเขาก็ชอบเรื่องนี้เหมือนกัน ก็เลยคุยกันอยู่สองคน แล้วผมเรียนนิเทศศาสตร์ด้วยไง อาจารย์ให้ไปทำหนังสารคดี ผมก็เลือกทำเรื่องนี้ ตั้งชื่อว่า ‘คนจิตอวกาศ’ พี่ที่ผมสนิทเขาก็บอกว่า มึงคิดมึงพูดเรื่องนี้เยอะๆ เขาเรียกว่า ‘อจินไตย’ นะเว้ย ก็เลยเป็นที่มาของชื่อโปรเจกต์ที่ผมทำอยู่

การเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวดูเป็นสิ่งที่ไม่คูลเลยสำหรับเด็กมหา’ลัย รึเปล่านะ

ผมก็พยายามไปแบบบอกคนอื่น แต่รู้สึกว่าอืม ทุกคนก็ไม่เห็นด้วยกับเราเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังมีคนที่เชื่อเหมือนผมไง ผมก็เลยโอเค แต่ก็สงสัยนะว่าคนในประเทศเราจะมีคนชอบเรื่องพวกนี้บ้างหรือเปล่า ก็ไปศึกษาดูจนเจอว่าในประเทศไทยมีชมรมชื่อว่ายูเอฟโอเขากะลา แล้วที่เซอร์ไพรส์คือมารู้ว่า พีท ทองเจือ ก็เชื่อเรื่องนี้เหมือนกัน ฟินเลยนะว่า เฮ้ย! ไม่ใช่กูคนเดียวที่เชื่ออะไรแบบนี้

มีคนบอกว่าบ้าไหม

ผมว่าบางคนก็คงคิด มึงแม่งเพ้อเจ้อ เมาหรือเปล่า อะไรอย่างนี้ แต่ผมไม่สนใจ ไม่รู้จะไปสนใจทำไมเพราะเราเห็นจริงๆ เออ มันมีอีกครั้งหนึ่งที่ผมเห็นนะ แล้วผมไม่ได้เห็นคนเดียวด้วย ตอนนั้นผมบ้าถ่าย landscape ก็ชวนเพื่อนสามสี่คนไปถ่ายดาว แล้วทุกคนก็เห็นเหมือนกับที่ผมเห็นตอนเด็กๆ แต่อันนี้เป็นแบบสองดวงที่วิ่งๆ ผมบอกว่านั่นไง กูบอกแล้วว่ามีจริง แล้วทุกคนก็คิดว่าใช่นะเพราะว่ามันไม่ใช่ดาว แล้วมันก็ไม่ได้เป็นเครื่องบินแน่นอน เครื่องบินมันไม่มีทางหักแบบอย่างนี้รวดเร็ว เวลาเครื่องบินเลี้ยวมันก็ต้องค่อยๆ ใช่ไหม แต่อันนี้คือมันหัก แล้วมันก็หายพรึ่บไปเลย

กลับจากยานมาคุยเรื่องเส้นทางศิลปะและการถ่ายภาพบ้าง เริ่มสนใจได้ยังไง

ผมเกิดที่เชียงใหม่ เป็นคนเชียงใหม่ ตอนแรกเราก็ไม่รู้ตัวเองว่าชอบอะไรนะ ตอนที่เข้ามหา’ลัยก็ยังไม่รู้ว่าชอบอะไรนอกจากมนุษย์ต่างดาว แต่ก็เลือกเรียนนิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยพายัพ มีวิชาถ่ายรูป เราก็ไปลงเรียน แล้วเราก็รู้สึกชอบการถ่ายรูป มันทำให้ผมนึกถึงการประกวดถ่ายรูปครั้งแรกของผมสมัยเรียนอยู่ ม.3 ตอนงานประกวดถ่ายรูปวันวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน อาจารย์เห็นผมชอบเอากล้องพ่อมาถ่ายรูป ก็เลยส่งกล้องดิจิตอลคอมแพ็กให้ผมไปถ่าย แล้วก็ได้รางวัลที่ 1 มา

โจทย์การประกวดถ่ายภาพครั้งแรกในชีวิตคือ…

โจทย์คือถ่ายรูปเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในงานวันวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน แค่นั้นเลย (หัวเราะ) เราก็ไปถ่ายอะไรของเราไปเรื่อย จำได้ว่าเขาให้เลือกส่ง 3 รูป รูปหนึ่งผมขึ้นไปอยู่ชั้น 2 แล้วก็ถ่ายมุมกดลงมาเห็นเด็กกำลังทำการทดลอง อีกรูปเราถ่ายเด็กที่แต่งตัวชุดวิทยาศาสตร์น่าจะกำลังไปแสดงอะไรสักอย่าง ตอนที่เขาเดินผ่านบ้านทรงไทยเล็กๆ พอดี แล้วอีกรูปก็ไปถ่ายคนกำลังผ่าตัดกบ ถ่ายแบบโคตรใกล้เลย ส่ง 3 รูปนี้ไปแล้วก็ได้ที่ 1 ทำให้ย้อนนึกกลับไปเออกูชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่ตอนนั้นเหมือนกันนะ แต่ตอนที่เรียนนิเทศฯ ผมก็ไม่ได้ลงถ่ายรูปเป็นตัวหลักครับ แต่ไปลงเรียนโฆษณา เรียนฟิล์ม ไปตามประสา แต่ช่วงนั้นก็ไปเข้าชมรมถ่ายรูป ไปทริปถ่ายรูปบนเขากับเพื่อน ถ่ายแนวแคนดิด แนวสแนป ทำโปรดักชั่นเฮ้าส์รับจ๊อบถ่ายรูปกับเพื่อนๆ พี่ๆ ช่วงนั้นสนุกมากเลยนะ รู้สึกหาเงินได้เอง ผมเริ่มมาอย่างนั้น

จากช่างภาพถ่ายรูปรับปริญญา มาสู่การถ่ายสตรีทได้ยังไง

มันสะกิดใจตอนที่ผมไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย 6 เดือนหลังจบมหาวิทยาลัย พอไปถึงที่โน่นก็ไปเข้ามิวเซียมเข้าแกลเลอรี่ แล้วก็ไปเห็นงานภาพถ่ายที่ เฮ้ย ทำไมมันสวยมากเลยวะ อยากถ่ายได้แบบนี้ ผมก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองละว่าที่ผ่านมาเราถ่ายอะไรอยู่ ทำไมภาพมันออกมาสวย แต่มันเป็นภาพที่คนอื่นก็ถ่ายแบบเราได้ อืม พอกลับมาไทยก็ไปเจองานของรุ่นพี่คนหนึ่งชื่อพี่บาส เขาเป็น 1 ในสมาชิกสตรีทโฟโต้ไทยแลนด์ ซึ่งผมรู้สึกว่ารูปอะไรวะทำไมมันเท่อย่างนี้ ก็เลยทักไปถามพี่เขา ทำให้รู้ว่าภาพถ่ายแบบนี้เรียกว่าสตรีทโฟโต้ เขาก็โยนเว็บไซต์สตรีทโฟโต้มาให้ผมดู แล้วผมก็เข้าไปอยู่ในกลุ่มสตรีทโฟโต้ไทยแลนด์ แล้วก็เริ่มลองถ่ายสตรีทตั้งแต่ตอนนั้น ตั้งแต่ประมาณปลายปี 2013

E040358D-B250-4ABA-9B73-410F5ACC66BC

แปลว่าเพิ่งรู้จักคำว่าสตรีทโฟโต้ ณ เวลานั้น

ตอนนั้นแค่แยกออกว่าสตรีทโฟโต้คืออะไร ใช้เวลานานเหมือนกันนะครับ มันเหมือนมีเส้นบางๆ ว่าสตรีทโฟโต้มันคือการแคนดิดหรือเปล่า กว่าจะรู้ว่ามันคือการถ่ายในที่สาธารณะ การไม่จัดฉาก แล้วก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์ใช้เวลาประมาณ 5 เดือนเลยนะ กว่าจะเข้าใจผมก็ต้องดูงานเยอะ ออกไปถ่ายเยอะๆ แล้วก็เอารูปให้พี่บาสช่วยคอมเมนต์ ผมก็เรียนรู้จากกรุ๊ปสตรีทโฟโต้ไทยแลนด์นี่แหละครับ

นิยามการถ่ายภาพสตรีทว่าอะไร

ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันคือตัวเองอะ พอเราค้นหาไปเรื่อยๆ มันรู้สึกว่า เราใช้ตัวเอง ใช้ความรู้สึก ใช้สิ่งที่เราชอบ ใช้สิ่งที่เราเป็น แล้วเราก็ถ่ายรูปออกมา สุดท้ายมันคือตัวเรา ผมก็ไม่รู้ว่าอธิบายแบบนี้มันจะเก็ทขนาดไหนนะ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

สตรีทโฟโต้ไม่ได้คืออะไรเลยเว้ย มันคือตัวช่างภาพเองนี่แหละ ที่อยากจะเล่าเรื่องราวอะไรออกมา

ทำให้คุณเลือกสร้างงานที่มาจากความชอบของตัวเอง สิ่งที่อินมากๆ

ใช่ครับ แต่กว่าผมจะเจอจริงๆ ก็ตอนไปนิวยอร์ก ก่อนหน้านั้นผมก็เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์อยู่เชียงใหม่บ้าง รับงานกรุงเทพฯ บ้าง มีงานชิ้นหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนในการถ่ายงานของผมเหมือนกัน คือตอนไปถ่ายงานให้ F.A.C.T Collective ผมไปเป็นหนึ่งใน creative collaboration ที่เขารวบรวมคนที่มีความถนัดแต่ละสาขาเข้ามาทำงานด้วยกัน ผมก็ได้อยู่ในพาร์ตของการทำ visual ก็ต้องมาตีความว่าคืออะไร ถ่ายทำไม งานนั้นทำให้วิธีการถ่ายของผมก็ต้องคิดเยอะขึ้นไปอีก เมื่อก่อนสีฟ้าเราก็คิดว่ามันคือสีฟ้า แต่งานนี้มันทำให้เราลึกมาก สีฟ้าคืออะไร สีนี้คืออะไร เป็นตัวแทนของอะไร เหมือนเราได้อะไรจากตรงนั้นมาโดยที่เราไม่รู้ตัวเหมือนกัน หลังจากงานนั้นผมก็ไปนิวยอร์ก

อะไรที่ทำให้คิดขึ้นมาว่า เฮ้ย ฉันไม่ควรอยู่ที่นี่ ฉันควรไปที่อื่น

คือผมอยากสำเร็จอะไรสักอย่างหนึ่งอะ แล้วตอนนั้นอินกับการถ่ายสตรีทมาก อยากไปถ่ายรูป อยากไปถ่ายสตรีทที่นิวยอร์ก ตอนนั้นรู้สึกว่าช่างภาพตำนานหลายๆ คนมาจากนิวยอร์ก เราดูหนังก็เห็นหนังที่ถ่ายหรือเกี่ยวกับนิวยอร์ก จริงๆ นิวยอร์กนี่เป็นช้อยส์แรกๆ ก่อนที่ผมจะไปออสเตรเลียอีก พอมีจังหวะไปเลยคิดว่าจะไปเรียน แค่นั้นเลย แต่พอไปถึงที่โน่นก็มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราได้ทำงานเลย

This slideshow requires JavaScript.

ทำไมถึงคิดว่า ไม่เรียนแล้วก็ได้

ช่วงที่ผมเรียนภาษา 6 เดือน โชคดีมากที่ได้ไปอยู่บ้านกับเพื่อนคนไทยหลายๆ คนที่ชอบงานศิลปะ นักวาดภาพประกอบ รุ่นน้องสองสามคนที่เล่นดนตรี แล้วอีกคนก็เต้น ทุกคนแม่งทำงานศิลปะหมดเลย เราก็เห็นว่าแต่ละคนก็ไม่ได้เรียนจริงจัง แล้วเผอิญช่วงนั้นผมได้งานเป็นฟรีแลนซ์ให้กับบริษัท fashion branding company บวกกับค่าใช้จ่ายที่มันสูงมากด้วย ผมเลยตัดสินใจเทคคอร์สสั้นๆ ไปลงเวิร์กชอปหาความรู้จากตรงนั้นแทน

ได้ไปเวิร์กชอปกับใครบ้าง

ที่ประทับใจที่สุดคือ ผมไปเทคเวิร์กชอปกับช่างภาพที่ผมชอบมาก คือ Dirty Harrry กับ Gus Powell ครับ แล้วพอจบเวิร์กชอปเราก็มีคอนแทกกัน เขาก็ชวนผมออกไปถ่ายรูปนอกรอบ เชี่ย Dirty Harrry ชวนกูไปถ่ายรูป ได้ไปกินข้าวผัดกะเพรากัน ได้เป็นเพื่อนกัน ทุกวันนี้ก็ยังคุยกัน ส่วน Gus Powell เขาก็เป็นคนที่ให้โอกาสเรา เคยเอางานให้ผมทำด้วย เป็นงานถ่ายแฟชั่น backstage อะไรอย่างนี้ ซึ่งแบบตอนนั้นมันดีใจมากนะ

การได้ไปเจอซูเปอร์ไอดอล มีผลกับงานคุณยังไง

มันเปลี่ยนวิธีการถ่ายรูปของผมไปเลย ช่วงนั้น ผมไม่รู้ตัวเองว่าผมถ่ายสตรีทเพราะอะไร พยายามหาตัวเองว่ามันคืออะไรวะ ในแบบของเรา ที่จะไม่เหมือนคนอื่น ที่จะเป็นตัวเราที่สุด ผมเลยทำโปรเจกต์ 365 วัน คือออกไปถ่ายรูปทุกวัน แล้วก็เลือกเอารูปที่ดีที่สุดในแต่ละวันโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ผมก็ต้องทำทุกวันเพราะมีคนเห็น จนวันที่ 300 ผมปรินต์ภาพปึกนึงประมาณ 200 กว่าภาพเลยมั้ง แล้วไปให้ dirty harrry ตอนเวิร์กชอป บอกเขาว่ายูช่วยดูงานให้ไอหน่อยได้ไหม ไอไม่รู้ว่าแบบไอกำลังมองหาอะไรอยู่จริงๆ แล้วก็เขาก็เลือกรูปให้ผมเป็นสองกอง บอกว่ากองนี้มันคือยูที่สุด ส่วนอีกกองทิ้งไปเลย แล้วก็หยุดทำไอ้โปรเจกต์ 365 วันได้แล้ว จะทำไปทำไมในเมื่อตอนนี้คุณก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร

รู้อยู่แล้วว่ามันคืออะไร แปลว่าอะไร

รู้อยู่แล้วว่าหาอะไร ตัวคุณอยู่ในรูปกองนี้แล้ว ผมก็เหมือนแบบปิ๊ง สว่าง หลังจากนั้นก็รู้สึกว่า social network นี่โคตรมีผลเลย เพราะบางทีเราลงบางรูปที่เรารู้สึกว่าเราชอบ แต่แม่งไม่มีคนไลก์ เราก็จะรู้สึกว่า เหี้ย ภาพนี้แม่งไม่ดีแน่นอน เหมือนเอายอดไลก์หรือเอาคนอื่นมาตัดสิน ซึ่งพอเราไปดูไอ้ก้อนนี้ที่เขาเลือกไว้ให้ มันคือภาพที่เราไม่สนใจอะไรละ ถ่ายแบบที่เราชอบหมดเลย แล้วเขาก็บอกว่าเขาชอบรูปผมมาก ผมก็เลยยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้น

ในก้อนนั้นที่เขาเลือกออกมา มันมีอะไรอยู่

มันเป็นรูปที่ไม่ได้เป็นรูปที่พีคสำหรับหลายๆ คนเลยครับ แล้วก็ไม่ได้เป็นรูปที่ถ่ายยากเลย แต่มัน capture อะไรบางอย่างที่มัน emotional ผมเข้าใจแล้วว่ารูปที่ดีมันต้องมีเรื่องราวที่อยู่ในภาพ ภาพที่มันตลก ภาพที่เป็นแก๊ก มันเหมือนเป็นภาพที่ถ่ายยากแค่นั้น แต่ไม่ได้แปลว่ามันอะไร สุดท้ายก็จะหายไป วันนี้เราตลก แต่พรุ่งนี้เราตื่นมาเราก็ไม่ขำแล้ว แต่ภาพที่มันมี story มันทำให้เรากลับมาดูมันเรื่อยๆ ดูอีกกี่ทีเราก็จะคิดถึงเรื่องราวของมัน

story ในภาพถ่ายของกันต์รพี มันเป็นเส้นเรื่องเดียวกันไหม

สิ่งที่เห็นคือ ทำไมกูถ่ายแต่อะไรอย่างนี้วะ (หัวเราะ) มันเป็นภาพที่ดู abstract มาก แต่สำหรับผมมันเป็นมันมีความหมายอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับยูเอฟโอ มนุษย์ต่างดาว หรือไซไฟที่ตัวเองชอบ มีความดาร์กๆ หน่อย ผมรู้สึกว่ามุมมองในการถ่ายภาพมันสะสมมาจากสิ่งที่เราชอบจริงๆ นะ อะไรที่เราดูเยอะๆ มันก็เป็นเหมือนภาพสต็อกในหัวเรา อย่างเรื่องยูเอฟโอก็เหมือนกัน เป็นเรื่องที่อยู่ในหัวเราตลอด พอเราออกไปเจออะไรที่เป็นซีนที่เราอิน เราก็จะถ่ายเก็บไว้ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้เลยว่ากูถ่ายไปทำไมนะ แต่พอมาย้อนดูภาพเก่าๆ ของตัวเองก็เริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น

เจอตัวเองในภาพที่ตัวเองถ่าย?

ใช่ ผมรู้สึกว่ามันมีอยู่แล้ว ถ้าทุกคนลองกลับไปดูภาพเก่าๆ ที่เคยถ่าย Dirty เขาก็แนะนำผมว่าการที่เราดองรูปไว้นานๆ น่ะ พอเราย้อนกลับมาดูภาพพวกนั้นอีกที มันจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราตั้งคำถามว่าเราถ่ายมันไปทำไม บางทีไม่ได้เป็นรูปที่พีคเลยนะ แต่เพราะประสบการณ์หรือสิ่งที่เราเจอ เราโตขึ้น พอเรามาเห็นอีกทีมันอาจจะมีอะไรที่ connect ให้เรากลับไปเจอตัวตนของตัวเองก็ได้

จากที่เจอตัวเองตอนนั้น เลยกลายมาเป็นภาพชุด ‘อจินไตย’ ใช่ไหม

ใช่ครับ มันเกิดจากการที่เราเจอตัวเอง เราก็ดึงรูปที่เป็นตัวเราออกมารวมกัน แล้วก็ออกไปถ่ายเพิ่ม ชื่อ ‘อจินไตย’ มันก็มาจากพี่คนที่ผมสนิทตอนเรียนมหาลัยนั่นแหละ เขาบอกว่า เวลาเราเนิร์ดหรือหมกมุ่นกับอะไรมากๆ อะ ศาสนาพุทธเรียกว่าอจินไตย คำนี้มันเหมือนอยู่ในหัวเราตลอดเวลา พอไปหาความหมายของมันจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันคือ ‘การที่เราไม่ต้องคิดในเรื่องที่เราหาคำตอบไม่ได้’ ในมุมมองผม ผมรู้สึกว่ามันย้อนแย้งนะ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง จะห้ามให้เราไม่คิดเรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้อยู่ดี เลยใช้ชื่องานชุดนี้ว่าอจินไตย

A346E5BF-087B-4781-BDA5-E9FEB674D211

This slideshow requires JavaScript.

วิธีคิดแบบนี้มันยังเป็นการถ่ายภาพสตรีทอยู่ไหม รู้สึกว่ามันแทบจะเป็น conceptual art แล้วนะ

ผมว่ามันต่อยอดมาจากการถ่ายสตรีทมากกว่า เหมือนที่พี่ซัน (อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล) บอกว่า ภาพสตรีทมันพาเราไปเจอการถ่ายภาพแขนงอื่นๆ แบบ comtemporary art หรือ conceptual art ผมว่าจริงนะ แล้วพอเรายิ่งมีคอนเซปต์ในการถ่ายก็ยิ่งใช่ มันคือการเอาทักษะของการถ่ายรูปสตรีทนั่นแหละมาประยุกต์ แต่มันต้องเริ่มจากหาตัวเราเองให้เจอก่อน

หลังบรรลุเรื่องตัวเอง นอกจากเกิดงานชุด ‘อจินไตย’ เกิดอะไรขึ้นกับคุณอีกบ้าง

ตอนที่ทำอจินไตย ผมเร่งตัวเองมาก อยากให้ซีรีส์นี้มันจบแล้วออกมาเป็นโฟโต้บุ๊ก แล้วพอเราเร่งผมรู้สึกว่ามันเละ ตอนนี้ก็เลยพักการทำโฟโต้บุ๊กอจินไตยไว้ก่อน แต่ก็ยังถ่ายต่อนะครับ แค่ไม่ได้คิดว่ามันจะจบเมื่อไหร่ แล้วผมก็ได้โอกาสไปงานประกวดภาพถ่ายสตรีท Miami street photography festival ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุดของสตรีทโฟโต้ แล้วนั่นก็ทำให้ผมได้เจอกับพี่คนหนึ่ง เขาใส่ฟันทอง แล้วผมอยากขอถ่ายรูปเขามาก ในที่สุดก็เลยตัดสินใจลองเข้าไปคุย ชมฟันทองเขา แล้วลองขอถ่ายรูปเขาดู ตอนนั้นผมใส่เลนส์ที่มัน macro ที่สุดเลย ซึ่งเขาก็ยอมให้ผมถ่ายนะ และดูภูมิใจในฟันของตัวเองมากๆ เหตุการณ์นี้เปลี่ยนความคิดอะไรบางอย่างของผม รู้สึกว่าเวลาเราอยากได้อะไร เราก็เข้าไปขอดิ

แปลว่า นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณสื่อสารกับ subject ก่อนถ่ายภาพ

ใช่ ครั้งแรกเลย แล้วพอหลังจากงานนั้น กลับมาเมืองไทย ผมเริ่มมองเห็นความแตกต่างมากๆ ระหว่างนิวยอร์กกับบ้านเรา เรื่องที่ผมเคยมองข้าม อย่างเช่น ความเชื่อหรือกลุ่มคนธรรมดาๆ ผมสนใจคนพวกนี้มากขึ้น ผมรู้สึกว่าแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ของเขา แล้วเขาก็เป็นตัวเขาจริงๆ ผมอยากออกไปถ่ายรูปคนเหล่านี้ ซึ่งกลับมาไทยแล้วเหมือนผมอยู่ใน comfort zone ที่ผมสามารถเดินเข้าไปขอถ่ายเขา คุยกับเขาด้วยภาษาเดียวกัน ไม่เหมือนที่นิวยอร์กหรือไมอามี่ที่ผมต้องก้าวออกมาสองสามก้าว

สนใจอะไรในคนธรรมดา

อาจจะเป็นแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งในตัวเขา แต่ผมรู้สึกอยากจะถ่ายจุดนั้นของเขา อาจจะเป็นจุดที่เขารู้สึกไม่ได้มั่นใจในตัวเองก็ได้ ยกตัวอย่างยามคนหนึ่งที่ผมไปคุยชื่อลุงทวี แกใส่ชุดสีน้ำเงิน แล้วข้างหลังก็เป็นเก้าอี้น้ำเงิน สีมันสวยดีผมเลยเข้าไปคุย สักพักลุงก็พันบุหรี่ ผมก็เริ่มถ่ายบุหรี่ คุยกับเขาไปด้วย บอกลุงว่าไม่ต้องสนใจผมนะ ผมแค่อยากถ่ายรูป แล้วพอเขายิ้มนี่แหละครับผมได้เจอฟันหลอของลุงเขา ตอนนั้นมันคือรอยยิ้มที่จริงใจมากเลยนะ ลุงเขาอาจจะไม่มั่นใจ แต่สำหรับผม เขาสวยในแบบที่เขาเป็นอย่างนี้ ผมก็แค่อยากจะถ่ายอะไรแบบนี้

This slideshow requires JavaScript.

งานชุดนี้ชื่อว่าอะไร

ยังไม่มีชื่อเลย ถ่ายไปเรื่อยๆ ผมว่าประเทศเราแม่งโคตรเซอร์เลยนะ เป็นประเทศที่เซอร์เรียลมากๆ แล้วมันก็มีอะไรหลายๆ อย่างให้ช่างภาพหยิบยกมาเล่นเยอะ คนไทยหลายคนอาจจะมองว่าบ้านเราถ่ายอะไรยาก เพราะมันรก แต่เราว่าเราถ่ายความรกให้มันสวยได้นะ รู้สึกอย่างนั้น ถ้ารกก็เข้าไปใกล้สิ หรือไม่งั้นก็ถ่ายมุมอื่น สำหรับผม ที่นี่มันมีเรื่องอะไรให้เล่นเยอะ เรื่องของ culture ที่มีแค่ประเทศเราที่เดียวที่เป็นแบบนี้ ก็เอามาเล่นได้ ซึ่งผมก็กำลังเก็บไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายมันจะรวมออกมาเป็นยังไง แต่ก่อนกลับไปนิวยอร์กก็พยายามถ่ายให้เยอะที่สุด ออกไปถ่ายรูปทุกวันที่มีเวลาว่าง55D02D01-46E8-4C70-88F9-1BA9917A9DAD

ทุกวันนี้เวลาออกไปถ่ายภาพ ยังมีคำถามกับตัวเองอีกไหม

บางทีก็มีนะ แต่รู้สึกว่าเรามั่นใจในงานของเรามากขึ้น แล้วก็เราไม่ได้สนใจสิ่งภายนอกแล้ว สนใจแค่ตัวเราคิดยังไงกับงานเราแค่นั้นเอง สนใจว่าเราซื่อสัตย์กับงานตัวเองขนาดไหน เรา ผมก็ดูศิลปินหลายๆ คนที่เขาซื่อสัตย์กับงานตัวเอง เขาจะทำอะไรก็ได้ จะถ่ายอะไรก็ได้ มันก็จะออกมาเป็นอะไรที่ดีเสมอ มันอาจจะไม่ต้องดีสำหรับคนอื่น แต่มันดีสำหรับตัวเองก็พอ ผมรู้สึกอย่างนั้นนะ

งานคุณตอนนี้ เราว่ามันไปไกลกว่าภาพถ่ายสตรีทแล้วนะ

ผมคิดว่ามันคืองานศิลปะนะ จริงๆ การถ่ายรูปทุกแนวมันคืองานศิลปะอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะสื่อสารศิลปะที่ออกมาจากตัวตนของเราได้แค่ไหน อย่างผมกลับมานั่งดูงานตัวเองก็รู้สึกว่างานเราโตขึ้นนะ เวลาที่เราอยู่กับอะไรนานๆ ไอ้สิ่งนั้นมันก็จะโตไปกับเราด้วย งานผมมันก็เป็นแบบนั้น อย่างที่บอกว่าสุดท้ายมันก็คือตัวเอง

สำหรับคุณ การถ่ายสตรีท มีคุณค่ายังไงนอกจากการเป็นงานอดิเรก

ผมรู้สึกว่าทุกคนที่ถ่ายสตรีท เราจะสนุกกับการออกไปหาอะไรบางอย่าง คนถ่ายสตรีทที่ผมเห็นหลายคนเขาก็ไม่ได้เป็นช่างภาพ แต่เป็นวิศวกร เป็นหมอ ฯลฯ ผมเจอคนหลากหลายอาชีพมาก การถ่ายสตรีทมันทำให้พวกเราพาตัวเองออกไปเจออะไรอีกหลายอย่าง

บางคนทั้งชีวิตไม่เคยออกไปเดินข้างนอกนานๆ เลย แต่พอมาถ่ายสตรีทแล้วทำให้เขาได้พาตัวเองออกไปเจอสังคม ออกไปเจอโลกใบอื่น ออกไปเจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่เออ สนุกดีว่ะ ผมรู้สึกว่าไอ้สิ่งนี้มันคือเสน่ห์ หลายคนก็น่าจะคิดเหมือนกันใช่ไหมล่ะ

6D7C39CB-1232-44C3-B41C-DDEDCB32D0BBติดตามงานภาพถ่ายของหมิงได้ที่ www.facebook.com/kanrapeeaphotographer และอินสตาแกรม kanrapee.photo

ภาพถ่ายบทสัมภาษณ์: อัษฎาวุธ บุญฤทธิ์ศักดิ์

Advertisements

อดีตคนทำนิตยสาร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทคอนเทนต์ขนาดเล็ก หล่อเลี้ยงชีวิตด้วยงานบรรณาธิการ งานคิด และงานเขียนอิสระ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.