Month: January 2019

ความสำคัญของสีหน้าและท่าที ในงานอันทรงพลังของ W.Eugene Smith

ในช่วงประมาณ 5 ปีที่แล้ว ที่เราได้หันมาถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มอย่างจริงจัง การได้ดูงานของ  W.Eugene Smith เป็นสิ่งที่กระทบใจเป็นอย่างมาก ซึ่ง ณ เวลานั้น แม้ว่าจะยังไม่ได้พินิจพิเคราะห์ลงไปว่าเหตุผลใดที่งานของ Smith ถึงได้มีพลังมากมายนัก ทั้งๆที่ส่วนใหญ่ก็เป็นภาพผู้คนเหมือนเช่นช่างภาพคนอื่นๆทั่วไป

เมื่อปีก่อน (2018) เราได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการภาพถ่ายที่ชื่อว่า “A Life in Photography” ของ W.Eugene Smith ที่โตเกียว อีกครั้ง..ที่งานของเขาได้ทำหน้าที่ส่งพลังงานบางอย่างให้กับเรา และมันยิ่งทรงพลังเป็นอย่างมาก เมื่อได้ชมผ่านงานปริ๊นท์ขนาดใหญ่

งานส่วนใหญ่ของเขา มักเป็นงานภาพชุดแบบ Photo Essay หรือความเรียงด้วยภาพ มีแก่นเป็นเรื่องราวสักเรื่องหนึ่งที่จะถูกเล่าผ่านภาพชุดหลายๆภาพเรียงกัน ผลงานตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นไป โดยเฉพาะผลงานในนิตยสาร Life ถือว่าเป็นผลงานสร้างชื่อมากมาย บรรยากาศอันน่าหดหู่ หม่นหมอง มืดหม่น แต่เราอาจพบเห็นความหวังอันริบหรี่ บางเบา ที่ได้ส่องผ่านออกมาผ่านสายตาของมนุษย์สักคู่หนึ่ง นั่นอาจจะเรียกว่าเป็นเสน่ห์ในงานของเขาก็เป็นได้

ปี 1948 ผลงานที่ชื่อว่า “Country Doctor” หรือ หมอบ้านนอก อันว่าด้วยเรื่องของคุณหมอ Earnest Ceriani ที่เป็นหมอ “เพียงคนเดียว” ที่ทำการดูแลผู้คนละแวก Kremmling รัฐ Colorado ราวๆ 2,000 คนอันห่างไกลจากความเจริญทั้งมวล รวมถึงโรงพยาบาลใหญ่ที่ต้องเดินทางออกไปถึง 115 ไมล์ เรื่องราวทั้งหมดถูกตีแผ่ผ่านความยากลำบากและทุกข์เข็นของทั้งหมอและชาวบ้านเมื่อยามเจ็บป่วย เป็นการตีแผ่ความขาดแคลนสาธารณสุขที่ดีของอเมริกาในยุคกลางศตวรรษที่ 20 ไปสู่สายตาผู้คนผ่านนิตยสาร Life อันถือว่าเป็นสื่อที่ทรงพลังอย่างมากในยุคนั้น

ภาพระหว่างการเดินเท้าไปหาชาวบ้านเพื่อรักษา ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล ท่ามกลางเมฆหมอกที่หม่นราวกับกำลังบรรยายความรู้สึกภายในหัวสมองของคุณหมอออกมา นี่น่าจะเป็นภาพแรกที่เราได้รู้จักกับผลงานของ Eugene Smith แม้ว่าจะยังไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับภาพนี้ แต่มันก็ดึงดูดให้เราตามหาเรื่องราวทั้งหมดของคนในภาพ

1*kWiEBGvjmTQZalgQnDjyhg.jpeg

หรือภาพที่คุณหมอกำลังรักษาเด็กน้อยที่ถูกม้าดีดเข้าที่บริเวณตา แต่คุณหมอก็ทำได้เพียงเย็บแผลนั้นและต้องบอกให้ครอบครัวทราบว่า เด็กน้อยได้เสียดวงตานั้นไปแล้ว ที่แย่ไปกว่านั้น..เธอจำเป็นต้องเดินทางไกลไปที่ตัวเมือง Denver ที่ห่างออกไปเป็นร้อยไมล์ เพื่อผ่าตัดเอาตาที่เสียออกไปด้วย

1*hy8JJacL_JCsPR_dcdSGDQ.jpeg

ทั้งภาพชุดและบทความนั้น เขาใช้เวลาเกือบเดือนเก็บเกี่ยวทุกเรื่องราวที่เข้าไปสั่นสะเทือนใจผู้คนอเมริกาอย่างมาก และแม้ว่าจะผ่านไปถึงกว่า 70 ปีแล้ว สายตาในแต่ละภาพของคุณหมอ Ceriani ก็ยังเจ็บปวดไม่เคยสร่างซาและจางหายไป

อีกโปรเจคที่น่าสนใจ หลายๆคนพูดว่านี่คือ Masterpiece ของเขาด้วยซ้ำไป และผู้คนมักจะเห็นภาพของ Smith จากในชุดนี้บ่อยครั้ง นั่นคือภาพชุด “Pittsburgh” (1955-1956)  ความสำคัญของโปรเจคนี้ มันเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทางที่ Smith ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Life เพราะทางนิตยสารไม่เห็นด้วยกับวิธีการเสนอผลงานของเขา ความขัดแย้งนั้น ทำให้เขาตัดสินใจเดินออกมาจากที่นั่น

a6a703596af1b4a28a6b0b23c7eddfcb.jpg

Smith ไปที่ Pittsburgh อย่างสิ้นหวัง ดั่งความมืดหม่นในผลงานของเขา แม้ว่าปีนั้นจะเป็นปีแรกที่เขาได้เข้าร่วมกับเอเจนซี่ Magnum แต่เขาไม่มีทั้งงาน ทั้งเงิน แถมยังดื่มเหล้าอย่างหนัก ลูกป่วย ครอบครัวแตกแยก แม่ตาย มันเป็นห้วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต และที่นี่เป็นเพียงความหวังสุดท้ายของเขา

Pittsburgh หรือเรียกกันว่า เมืองแห่งอุตสาหกรรมเหล็ก โชคเข้าข้าง Smith เมื่อ Stefan Lorant อดีตบรรณาธิการของนิตยสารชื่อดังของเยอรมัน ได้จ้างเขาถ่ายงานเพื่อทำหนังสือฉลองครบรอบ 200 ปีของเมือง Pittsburgh ด้วยเวลา 2-3 อาทิตย์ในการถ่ายตามบรีฟคร่าวๆของ Lorant เพื่อนำเสนอมุมมองต่อเมืองที่เปลี่ยนไปของ Pittsbergh ยุคใหม่ มันทำให้ต่ออายุชีวิตของ Smith ออกไป และนำมาซึ่งผลงานอันคลาสสิคอีกชิ้นของเขา

Lorant เคยสัมภาษณ์เอาไว้ว่า จริงๆแล้วงานชิ้นนี้เขาตั้งใจจะว่าจ้าง Elliot Erwitt ก่อนเป็นคนแรก แต่ก็นั่นแหล่ะ… สายลมแห่งโชคชะตามักพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของบางคน เฉกเช่นที่ได้เปลี่ยนแปลง Eugene Smith ไปตลอดกาล

งานภาพชุด Pittsburgh ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 12 ของอเมริกา การแสดงออกซึ่งความย้อนแย้งของชีวิตในเมืองนี้ ด้วยการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมมากมาย ก่อให้เกิดการขยายตัวของสังคม แต่ในขณะเดียวกันมันก็เปลี่ยวเหงา อ้างว้าง เต็มไปด้วยเกลียดชัง แต่ถูกโอบอุ้มด้วยความรัก ในขณะที่ตึกราเจริญงอกงาม ก็ผุพังเน่าสลายไปกับโลกอุตสาหกรรม

Eugene Smith ใช้เวลา 2-3 อาทิตย์แรกตามบรีฟงานที่ว่าไว้ แต่สุดท้าย..เขาก็ไม่พึงพอใจกับผลงานของเขาเลย จนเวลาเนิ่นนานออกไปถึง 1 ปีเต็ม ภาพกว่า 1,700 ภาพ นำมาคัดสรร เล่าเรียงใหม่จนกลายเป็นงานชิ้นประวัติศาสตร์ของเขาอีกครั้ง

งานอีกโปรเจคที่อยากพูดถึง ซึ่งนับเป็นงานชิ้นสุดท้ายของ Eugene Smith และมันเป็นงานที่ป่าวประกาศออกไปทั่วโลกถึงการมีอยู่ของปีศาจร้าย “Minamata” (1971-1973) อีกครั้งที่เขาบรรยายความหม่นหมอง มืดหม่นของมนุษย์ออกมาเป็นภาพถ่าย ผ่านสายตาแห่งความหวังอันริบหรี่

เหตุการณ์อันเลวร้ายเริ่มขึ้นในปี 1956 เมื่อโรงงานอุตสาหกรรม Chisso Corporationในเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Minamata ส่วนหนึ่งของ Kyushu ประเทศญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารปรอทลงสู่ทะเลมาอย่างยาวนาน ปีศาจร้ายเริ่มไหลผ่านจากน้ำมือมนุษย์ สู่น้ำทะเล จากน้ำทะเล สู่ปลาอันเป็นอาหารของคนทั้งเมือง จากปลา..จึงย้อนกลับเข้าสู่สายธารเลือดของมนุษย์ด้วยกัน ผลของมันเริ่มงอกเงย ความเลวร้ายเข้าปกคลุมเมืองทั้งเมือง ผู้คนนับพันเริ่มล้มป่วยอย่างรุนแรง บ้างก็ตาบอด บ้างก็หูหนวก บ้างก็เสียขา เสียแขน จนกลายเป็นโรคที่รู้จักกันในชื่อว่า “มินามาตะ”

6vx3q4an47g01.jpg

Eugene Smith พาภรรยาคนที่สอง Aileen Mioko Smith ลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ปุ่น มาด้วยกันที่เมืองนี้เพื่อทำงานชิ้นนี้ ความตั้งใจแรกที่เขาจะใช้เวลาราวๆ 3 เดือนในการเก็บเกี่ยวเรื่องราวทั้งหมด แต่มันก็เริ่มยาวนานขึ้นๆ จากเดือนเป็นปี จากปีก็นำพาทั้งคู่ยาวถึง 3 ปีในเมืองที่เขาเป็นคนแปลกถิ่นนั้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับทั้งภาครัฐและเอกชน

ปี 1972 นิตยสาร Life ตีพิมพ์ภาพอันทรงพลังของ Smith เป็นการประกาศให้โลกได้รับรู้เป็นครั้งแรกถึงปีศาจร้ายที่เกาะกินผู้คนตาดำๆนับพันๆชีวิตบนเกาะแห่งนี้ แต่นั่น..ก็ไม่ได้ทำให้มีผลอะไรมากในพื้นที่ที่เกิดผลร้าย และแม้ว่า Smith จะเอาตัวเข้าไปพัวพันมากถึงเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านแล้วก็ตาม กลับยิ่งมีผลร้ายต่อตัว Smith เองที่ถูกจับจ้องจากผู้มีอิทธิพล หมายจะเอาชีวิตเขา

จนถึงปัจจุบันนี้ ผลจากการกระทำนั้น ยังคงส่งผลจากผู้ป่วยรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง กว่า 40 ปี รัฐบาลและโรงงาน Chisso มีการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นั้นน้อยมาก แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่โลกทั้งโลกได้รับรู้ก็ตาม

( มีการประกาศในปลายปี 2018 จะมีการสร้างภาพยนตร์ที่มี W.Eugene Smith เป็นตัวเอก และดำเนินเรื่องผ่านช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์โรค Minamata โดยมี Johny Depp แสดงเป็น W.Eugene Smith )

งาน Photo Essay ของ Eugene Smith ทั้ง 3 งานนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา พวกมันบอกเล่าอะไร สอนอะไรเราบ้างในเชิงศิลปะ?

สิ่งที่เราจับต้องได้เสมอๆ ซึ่งโดดเด่นอย่างมากในงานภาพของ Smith นั้น คือการที่เขาได้จับเอาจังหวะของ “สีหน้า” (Expression) และ “ท่าที” (Reaction) ในเสี้ยววินาทีที่ Subject นั้นบอกเล่าความในใจของพวกเขาออกมาจนหมดเปลือก ผ่านภาษากายที่โต้ตอบกลับต่อเรื่องราว ณ เวลานั้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดๆอธิบายความรู้สึก ดั่งนักสืบที่ขุดเค้นเอาความจริงที่อยู่ลึกเข้าไปในหัวใจอันอ้างว้าง ให้ปรากฏออกมาในเฟรมภาพเพียงเฟรมเดียว

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เราได้บอกเอาไว้ในทั้ง 3 โปรเจคของเขา นั่นคือ “เวลา” เมื่อสิ่งที่เขาต้องการนั้น เป็นการแสดงออกจากข้างในที่แท้จริง ปฏิกิริยาที่เกิดจากเรื่องราวนั้นๆที่เขาสนใจ มันไม่ใช่การโพสท่าทาง (Posing) แต่มันคือการแสดงออกของมนุษย์ที่ไม่มีใครสามารถกำกับมันได้ “เวลา” จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่มีใครบอกได้ว่าเขาต้องใช้มันสักเท่าไหร่? และมีเพียง Smith เท่านั้นที่กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่ง เฝ้าสังเกตและเก็บเกี่ยวเสี้ยววินาทีที่เขาต้องการออกมาให้ได้เท่านั้น

Advertisements

Pictures of home ความรักที่จะคงอยู่กับเราตลอดไป

ถ้าให้พูดถึงงานภาพชุดประเภท Family Project ในโลกนี้ที่ดีๆ คงหยิบยกมาพูดกันได้ไม่รู้จบ แม้ว่ามันดูเป็นงานที่ Personal เอามากๆ แต่ถึงกระนั้นก็กลับเป็นงานที่คนทั่วไปสัมผัสมันได้ง่ายด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ในแง่ของวัฒนธรรมทั้งโลกฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ก็ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างในความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว งานฝั่งตะวันออกมักจะโดนใจเราๆซึ่งเป็นคนเอเชียได้ง่ายดายกว่ามาก แต่งานในฝั่งตะวันตกก็ใช่ว่าจะไม่มีงานที่ “Touch” คนหัวดำอย่างเราๆกันเลยเสียทีเดียว

ปี 1992 เป็นครั้งแรกของงานที่ชื่อว่า “Pictures of home” ของ Larry Sultan ถูกตีพิมพ์ มันขายหมดไปอย่างรวดเร็วพร้อมคำชมล้นหลาม และก็กลายเป็นงานโฟโต้ขึ้นหิ้งที่ถูกพูดถึงเสมอมา แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2009

25 ปีนับจากการตีพิมพ์ครั้งแรก ภรรยาของ Larry ได้ให้ทางสำนักพิมพ์ MACK ตีพิมพ์ Pictures of home อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สองที่ถูกตีพิมพ์ หลังการรอคอยจากแฟนๆมายาวนาน

Edition นี้มันถูกเรียบเรียงใหม่ด้วยการผสมผสานด้วยสื่อที่หลากหลาย ตั้งแต่บทความ บทสัมภาษณ์ งานภาพถ่ายของเขาเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟุตเทตจากหนังครอบครัวที่ถูกถ่ายโดยพ่อของ Larry ซึ่งถูกใส่เข้ามาเพิ่มเติมเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆของครอบครัว Sulton ให้ชัดเจนที่สุดตามแรงบันดาลใจแรกของ Larry เอง

ณ บ้านพัก Desert Community ใกล้ย่านปาล์มสปริงส์ บ้านพักหลังเกษียณของพ่อและแม่ของ Larry อันเป็นจุดกำเนิดของงานชุดนี้ เขาเริ่มโปรเจคนี้ตั้งแต่ปี 1982 ครั้งที่เขาไปเยี่ยมพ่อแม่ที่นั่น ในค่ำคืนนั้นแทนที่พวกเขาจะนั่งดูหนังที่เช่ามาด้วยกัน แต่พวกเขากลับค้นเอาฟุตเทตเก่าๆของครอบครัวที่ถ่ายกันไว้ออกมาดู ซึ่งไม่ได้เห็นกันมานานหลายปีดีดัก

ฟุตเทต 30 ปีที่ถูกบันทึกเอาไว้ ช่างดูเต็มไปด้วยความหวัง มันอัศจรรย์กว่าความเป็นจริงของชีวิต ทำให้เขาเริ่มคิดถึงโปรเจคที่มีพ่อแม่ของเขาอยู่ในนั้น ในวัย 30 กลางๆและสถานภาพความสัมพันธ์อันยาวนานนั้นทั้งรู้สึกปลอดภัย อุ่นใจเมื่อเขาได้อยู่กับพ่อแม่อีกครั้ง เขาจึงเริ่มคิดว่า ที่ใด? ที่เขาจะเริ่มโปรเจคนี้ดี และแน่นอน…ว่ามันต้องเป็นบ้านพักย่านปาล์มสปริงส์นี้

“แกถ่ายรูปไปเป็น 20-30 ม้วน เพื่อรูปที่แกชอบรูปสองรูป มันไม่ทำให้แกลำบากใจเหรอ?” “ไม่เลยครับ ผมชอบถ่ายภาพ แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รูปแย่ๆก็ตาม” Larry ตอบพ่อของเขาไป

ประเด็นจริงๆแล้วรูปส่วนใหญ่ที่ Larry เลือก มักจะเป็นตัวสร้างความปวดหัวซะมากกว่ารูปที่ทิ้งซะอีก เพราะเขากลัวว่ารูปเหล่านี้จะทำให้พ่อรู้สึกไม่โอเค ครั้งหนึ่ง Larry เคยถ่ายภาพแม่ ซึ่งมันก็เป็นภาพธรรมดาๆ ภาพที่แม่คืออยู่ที่ประตูกระจกเลื่อน และถือถาดเงินที่ใส่ไก่งวงไว้ด้วย พ่อหาว่าเขาถ่ายภาพที่ไม่ค่อยจะเห็นแม่เลย นั่นทำให้พวกเขาเถียงกัน ในสถานะที่ต่างกัน นี่คือแม่ของ Larry ในขณะเดียวกันก็เป็นภรรยาของพ่อ Larry

“แกทำให้พ่อและแม่ดูแก่กว่าที่เรารู้สึกกัน” พ่อของเขาบอกอย่างนั้น

มันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแบบไม่ต้องชี้ชวนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ไม่ว่าจะความตลกร้ายเล็กๆที่แสดงออกในการพูดของพ่อเขา “รูปพวกนี้มันก็แค่ภาพที่แกอยากให้พ่อกับแม่เป็น มันใช่พ่อกับแม่จริงๆซะที่ไหนล่ะ” หรือสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้ง เช่น Larry เคยพูดถึงภาพหนึ่งที่เขาได้ถ่ายขณะที่แม่ของเขาหลับอยู่ มันเป็นซีนที่เขาอยากได้ และก็ตื่นเต้นอยู่ตลอดว่าแม่จะตื่นซะก่อน ซึ่งจริงๆแล้วแม่ก็ไม่ได้หลับจริงๆหรอก ทั้งเขาและแม่ ต่างก็เก็บความลับซึ่งกันและกันไว้ประหนึ่งผู้ร่วมงานที่ดี

ในช่วงเวลานั้น Larry พยายามทำความรู้จักครอบครัวตัวเองอีกครั้ง ผ่านมุมมองในวัยกลางคนนั้น กับพ่อแม่ของเขาในบั้นปลายชีวิต เขาย้อนกลับไปพูดคุยกับพ่อแม่ถึงชีวิตวัยเด็ก การพบรัก งาน การเดินทางของชีวิต และภาพถ่ายเก่าๆ

ในความเป็นผู้ชายด้วยกันระหว่างเขาและพ่อ การย้อนกลับไปค้นหาอดีตของครอบครัว มันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบชีวิตตัวเองและพ่อของเขา จริงๆแล้วมันก็ไม่เชิงเปรียบเทียบเสียทีเดียว แต่มันเหมือนเขาได้ดูตัวเองในตอนที่พ่ออายุเท่าเขา แม้ว่าบริบทของสังคมยุค ’60s และ ’90s จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ Larry เพิ่งจะมีลูกคนแรก แต่พ่อของเขาปาเข้าไป 3 คนแล้วเป็นต้น

นอกจากคนดูจะได้รู้จักครอบครัว Sultan ประหนึ่งงานสารคดีแล้ว เรายังได้เข้าใจวิธีการทำงานของ Larry ผ่านการจดบันทึก ร่างไอเดียและปากคำของเขาเอง นั่นทำให้ยิ่งเข้าใจความรู้สึกต่อผลงาน Pictures from home อย่างละเอียด แตกต่างไปจาก Edition แรก หรือกับหลายๆงานหลายๆศิลปินที่ไม่มีบทความหรือคำอธิบายอะไรมากนัก หรือมีเพียงถ้อยคำที่คนดู ซึ่งเป็นคนนอกจะตีความไปต่างๆนานา

“ผมตระหนักได้ว่า เหนือกว่าฟิล์มที่ถ่ายไปทั้งหมด ภาพดีๆที่เลือกเอาไว้ , ความต้องการต่องานของผมและความหมายที่ไม่ชัดเจนในงาน มันเป็นแรงปรารถนาที่จะถ่ายภาพอย่างแท้จริง ผมอยากจะหยุดเวลาให้พ่อและแม่ได้อยู่แบบนี้ ตลอดไป”  จากครั้งหนึ่ง Larry เคยพูดถึงงานของเขาไว้ และแน่นอน.. มันได้เป็นเช่นนั้นไปแล้ว