Category: แนะแนว . Tutorial

88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 3

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกโดยปริยาย การต่อสู้เชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยก็พลอยจะได้ผลประโยชน์ร่วมไปด้วย เดิมทีที่ในยุคก่อนนั้นยุโรปเป็นศูนย์กลางของศิลปะโลกมายาวนาน นับตั้งแต่สงครามก่อเกิด ไม่ได้ทำให้เพียงตึกราบ้านช่อง ผู้คนล้มตาย หรือเศรษฐกิจพังทะลายได้เท่านั้น แต่การพยายามเอาชนะทางศิลปะของโลกใหม่อย่างอเมริกาตลอดช่วงครึ่งศตวรรษแรกก็สัมฤทธิ์ผลอย่างชัดเจนตามมาด้วย

แม้ MoMA จะเป็นตัวแทนนักแข่งศิลปะโลกจากอเมริกาที่ชัดเจนที่สุด พวกเขาต้องเอาชนะคู่แข่งเจ้าเหรียญทองหลายร้อยสมัย ทั้ง ภาพวาด (Painting) , งานปั้น (Sculpture) ฯลฯ จากยุโรป โดยอาศัยอาวุธสมัยใหม่ที่สุดคือ ศิลปะภาพถ่าย (Photography) เข้าท้าชิง แต่กระนั้นการเมืองภายในของ MoMA เองก็เป็นอุปสรรคของการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน กว่าแนวทางที่ได้ชื่อว่า Contemporary Art จะส่องแสงเจิดจรัสขึ้นมาในโลก ก็ล่วงเลยมาถึงยุค 1960s

กลับมาในส่วนของแผนกภาพถ่ายของ MoMA ในปี 1962 หลังการทำงานหน้าที่สำคัญของ Edward Steichen กว่า 15 ปี เขาปั้นช่างภาพหน้าใหม่ให้กับวงการอย่าง Robert Frank, Elliott Erwitt, Harry Callahan, Todd Webb, W.Eugene Smith , Esther Bubley และ Lucien Clergue ให้เจิดจรัสในโลกศิลปะช่วงทศวรรษที่ 50 ไปแล้ว ก็ได้เวลาที่เขาขอลงจากตำแหน่งแม่ทัพของทีมที่ดุเดือดที่สุดในวงการศิลปะยุคใหม่

Edward Steichen และ John Szarkowski ในปี 1964

การวางตัวตายตัวแทนจึงไม่ใช่เรื่องขอไปทีสำหรับ Steichen แต่มันคือการวางรากฐานสำคัญของชัยชนะทางศิลปะภาพถ่ายของอเมริกาต่อไปอีกยาวนาน แน่นอนว่าเขามีคนที่อยู่ในใจแล้ว นั่นคือ John Szarkowski (จอห์น ชาร์คอฟสกี) ช่างภาพหนุ่มไฟแรงที่กวาดรางวัลมามากมาย ขณะนั้น John อายุได้ 36 ปี กำลังเป็นคนหนุ่มไฟแรง หัวก้าวหน้าทางศิลปะ และผลงานหนังสือภาพที่เขาตีพิมพ์เอง 2 เล่ม “The Idea of Louis Sullivan” (1956) และ “The Face of Minnesota” (1958) ก็ได้รับผลตอบรับอย่างดีถึงกับเคยขึ้น Best-seller ของ The New York Times อยู่หลายสัปดาห์

The Face of Minnesota งานของ John Szarkowski

John Szarkowski มีแนวทางที่แตกต่างไปจากช่างภาพในยุคนั้นที่มักมองสิ่งต่างๆที่พัฒนาจากงาน Painting เป็นหลัก ความงดงามที่เหมือนจิตรกรรม ในขณะที่ John มองอะไรที่ค่อนข้างเป็นงาน Fine Art ที่แสดงอัตลักษณ์ของศิลปินออกมา เน้นแรงขับจากความรู้สึกข้างในตัวตนมากกว่าความงามตามทฤษฏีศิลปะทั่วไป

พูดง่ายๆคือ John ค่อนข้างเบื่อหน่ายกับงานศิลปะที่สื่อสารออกมาโต้งๆ โดยไม่ผ่านมุมมองส่วนตัวของศิลปิน จะเรียกว่าตรงข้ามกับ Steichen ที่มองคอนเซปใหญ่ๆ ไกลๆ เช่น The Family of Man ที่เป็นงานนิทรรศการระดับ World Concept จนทำให้ MoMA มีคนเข้ามาชมหลายล้านคน แต่ความแตกต่าง ตรงข้ามระหว่างเขาทั้งสองคนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเกินคาดเดาอะไรของ Steichen เลย เพราะความแตกต่างนั่นต่างหาก..ที่เขามองเห็นและวาดหวังจะให้ John เปลี่ยนแปลง MoMA แบบสุดโต่งอยู่แล้ว

John เคยพูดถึงหน้าที่ที่เขารับมอบหมายต่อจาก Steichen ว่า “เราสองคนอาจจะรับผิดชอบงานในตำแหน่งเดียวกัน แต่มันเป็นช่วงยุคสมัย ช่วงเวลาที่ต่างกันมาก ซึ่งนั่นก็หมายความว่า งานของผมกับเขา..มันก็แทบจะไม่ได้เหมือนกันหรอก”

ถ้าจะนำเอาคำพูดที่อมตะใดๆมาอธิบายตัวตน John Szarkowski ต่อการรับผิดชอบงานใน MoMA ของเขา ก็คงต้องใช้ประโยคที่ว่า “ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา” เพราะในขณะที่ Steichen นำพา MoMA ไปถึงขีดสุดของโลกศิลปะภาพถ่าย และเขาเองก็รู้ตัวว่าเริ่มแก่เกินไปจะนำพา MoMA ให้โต้คลื่นลมคลื่นน้ำลูกโตแห่งยุคสมัยได้ การมองเห็นมุมมองที่แตกต่างในตัว John Szarkowski จึงนับว่าเป็นการตัดสินใจที่แหลมคมยิ่ง

ความแตกต่างระหว่าง John Szarkowski และ Edward Steichen อีกจุดหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือ John มีวาทศิลป์ในการบรรยายถึงคอนเซปของงานแต่ละงาน ซึ่งเขาได้นำพาเอาโลกของภาพถ่าย ผสมกลมกลืนไปกับงานศิลปะเชิงภาพอื่นๆ (Visual Arts) อันเป็นการอธิบายศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ให้คนทั่วไปได้รู้จักและเข้าใจ ซึ่งต้องอาศัยความอดทนและมุ่งมั่นต่อการอธิบายสิ่งที่จับต้องไม่ได้เหล่านี้

สิ่งแรกๆที่ John Szarkowski ตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางของ MoMA เมื่อเข้ามารับตำแหน่งนั่นคือ การปรับลดจำนวนนิทรรศการภาพที่ออกแนวศิลปะเชิงวิชาการจนเกินไป แล้วแทนที่ด้วยงานที่ศิลปินมีแนวทางส่วนตัว มีความปัจเจก ซึ่งมันก็แสดงออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่งานนิทรรศการแรกที่เขาจัด นั่นคือ Five Unrelated Photographers แค่ชื่อนิทรรศการก็บ่งบอกถึงความต้องการของเขาอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ช่างภาพอเมริกันทั้ง 5 คน กับงานที่ไม่มีเนื้อหาหรือความหมายต่อการเชื่อมโยงกันใดๆกันทั้งสิ้น ไม่มีธีมหลัก ไม่มีสิ่งที่ต้องพูดเกี่ยวกัน

ส่วนหนึ่งในนิทรรศการภาพ Five Unrelated Photographers ปี 1963

ในทางกลับกัน ความเป็นอิสระของศิลปิน คือเนื้อหาสำคัญที่ John Szarkowski ต้องการจากช่างภาพทั้ง 5 อันได้แก่ Ken Heyman , George Krause , Jerome Liebling , Minor White และ Garry Winogrand

ปี 1966 John ประกาศรับงานของช่างภาพหน้าใหม่เพื่อทำนิทรรศการครั้งสำคัญ งานนิทรรศการนี้มองหาช่างภาพหน้าใหม่ที่มุ่งมั่นในงานภาพถ่าย “สารคดี” โดยเป็นผลงานที่ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องใหญ่โต เรื่องปฏิวัติสังคม เรื่องระดับชาติอะไร แต่เพียงแค่มีมุมมองส่วนตัว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใหม่มากในเวลานั้น

การเปิดรับแนวทางและสไตล์ใหม่ๆของ John Szarkowski ที่จับต้องได้มากอีกอย่างหนึ่งนั่นคือคำว่า “Snapshot” ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการในยุคสมัยของเขา มันถูกบัญญัติในหมู่ผู้สนใจงานศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยว่า คือการสื่อสารทางศิลปะภาพถ่ายผ่านมุมมองของ “มนุษย์” ทั่วไป. John กล่าวว่า “ช่างภาพในยุคสมัยใหม่ ต่างนำพางานสารคดีไปสู่ความเป็นตัวเองมากขึ้น สารคดีไม่ได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อปฏิรูปชีวิต แต่เพื่อให้เราได้รู้จักชีวิต”

และมุมมองของ “มนุษย์” ทั่วไปที่ทำให้เราได้รู้จักชีวิตนั้น ก็กลายเป็นผลงานของช่างภาพอย่าง Diane Arbus , Lee Friedlander และ Gary Winogrand ช่างภาพสารคดีหน้าใหม่ที่กำลังจะพาโลกของภาพถ่ายไปสู่หมุดหมายครั้งใหญ่ ภายใต้นิทรรศการที่ชื่อว่า “New Documents”

New Documents เป็นนิทรรศการภาพในตำนานวงการศิลปะยุคใหม่นิทรรศการหนึ่ง เพราะมันทำให้โลกได้รู้จักกับช่างภาพหน้าใหม่ทั้ง 3 ที่ได้เปลี่ยนโลกของการถ่ายภาพร่วมสมัยให้หลุดไปจากกรอบเดิมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กล่าวได้ว่า แนวทางการถ่ายภาพร่วมสมัย โดยเฉพาะแบบอเมริกันนั้นชัดเจนที่สุดจากจุดนี้ (รวมไปถึงการถ่ายภาพสตรีทในปัจจุบันด้วยเช่นกัน)

รอยต่อแห่งงานภาพสารคดียุคเก่าและยุคใหม่ มาบรรจบกันในยุคของ John Szarkowski อย่างมีนัยนะ เขาเป็นผู้นำพางานของ Eugène Atget บุคคลที่เป็นต้นน้ำของงานสารคดีและงานภาพสตรีทที่ถูกลืมเลือนมาครึ่งศตวรรษ John ตอบรับการนำเสนองาน Atget ของ Berenice Abbott ผู้ซึ่งต่อสู้ ผลักดันงานของ Atget มาตั้งแต่เขาเสียชีวิตไปเมื่อปี 1927 จนปี 1968 การพยายามนั้นก็เป็นผลสำเร็จ ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ผลงานระดับมาสเตอร์พีชของ Eugène Atget

รวมถึงการเสียชีวิตของ Walker Evans ในปี 1975 ผู้ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักปฏิวัติวงการภาพถ่ายสารคดีแห่งยุคสมัย (และเขาคือคนที่ได้รับอิทธิพลจากงานของ Eugène Atget มาตั้งแต่ Atget เสียชีวิตใหม่ๆ)

ความก้าวหน้าในงานภาพถ่ายสารคดีอีกก้าวที่ John นำพาไปอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือ การนำเสนอผลงานภาพถ่ายสารคดีที่เป็นภาพสี ในปัจจุบันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาเกินจะหยั่งถึงว่า เหตุใด? ภาพถ่ายสีจึงเป็นเรื่องใหม่ในงานสารคดี? นั่นเพราะภาพลักษณ์ของงานภาพถ่ายสารคดีคือความจริงจัง ความเป็นมืออาชีพอย่างมาก ซึ่ง ณ เวลานั้น การถ่ายภาพสีเป็นเรื่องของงานโฆษณา งานในสตูดิโอ ดูเป็นความขัดแย้ง ไปกันไม่ได้เชิงภาพลักษณ์ของงาน

แต่ในท้ายที่สุด John ก็ได้พาเอางานของ Ernst Haas , Helen Levitt และแน่นอนที่สุด.. William Eggleston เจ้าพ่อแห่งการถ่ายภาพสีในโลกศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเราจะพูดถึงกันในตอนถัดไป (ถ้ามีโอกาสเขียนต่ออีก)

Advertisements

ความสำคัญของสีหน้าและท่าที ในงานอันทรงพลังของ W.Eugene Smith

ในช่วงประมาณ 5 ปีที่แล้ว ที่เราได้หันมาถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มอย่างจริงจัง การได้ดูงานของ  W.Eugene Smith เป็นสิ่งที่กระทบใจเป็นอย่างมาก ซึ่ง ณ เวลานั้น แม้ว่าจะยังไม่ได้พินิจพิเคราะห์ลงไปว่าเหตุผลใดที่งานของ Smith ถึงได้มีพลังมากมายนัก ทั้งๆที่ส่วนใหญ่ก็เป็นภาพผู้คนเหมือนเช่นช่างภาพคนอื่นๆทั่วไป

เมื่อปีก่อน (2018) เราได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการภาพถ่ายที่ชื่อว่า “A Life in Photography” ของ W.Eugene Smith ที่โตเกียว อีกครั้ง..ที่งานของเขาได้ทำหน้าที่ส่งพลังงานบางอย่างให้กับเรา และมันยิ่งทรงพลังเป็นอย่างมาก เมื่อได้ชมผ่านงานปริ๊นท์ขนาดใหญ่

งานส่วนใหญ่ของเขา มักเป็นงานภาพชุดแบบ Photo Essay หรือความเรียงด้วยภาพ มีแก่นเป็นเรื่องราวสักเรื่องหนึ่งที่จะถูกเล่าผ่านภาพชุดหลายๆภาพเรียงกัน ผลงานตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นไป โดยเฉพาะผลงานในนิตยสาร Life ถือว่าเป็นผลงานสร้างชื่อมากมาย บรรยากาศอันน่าหดหู่ หม่นหมอง มืดหม่น แต่เราอาจพบเห็นความหวังอันริบหรี่ บางเบา ที่ได้ส่องผ่านออกมาผ่านสายตาของมนุษย์สักคู่หนึ่ง นั่นอาจจะเรียกว่าเป็นเสน่ห์ในงานของเขาก็เป็นได้

ปี 1948 ผลงานที่ชื่อว่า “Country Doctor” หรือ หมอบ้านนอก อันว่าด้วยเรื่องของคุณหมอ Earnest Ceriani ที่เป็นหมอ “เพียงคนเดียว” ที่ทำการดูแลผู้คนละแวก Kremmling รัฐ Colorado ราวๆ 2,000 คนอันห่างไกลจากความเจริญทั้งมวล รวมถึงโรงพยาบาลใหญ่ที่ต้องเดินทางออกไปถึง 115 ไมล์ เรื่องราวทั้งหมดถูกตีแผ่ผ่านความยากลำบากและทุกข์เข็นของทั้งหมอและชาวบ้านเมื่อยามเจ็บป่วย เป็นการตีแผ่ความขาดแคลนสาธารณสุขที่ดีของอเมริกาในยุคกลางศตวรรษที่ 20 ไปสู่สายตาผู้คนผ่านนิตยสาร Life อันถือว่าเป็นสื่อที่ทรงพลังอย่างมากในยุคนั้น

ภาพระหว่างการเดินเท้าไปหาชาวบ้านเพื่อรักษา ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล ท่ามกลางเมฆหมอกที่หม่นราวกับกำลังบรรยายความรู้สึกภายในหัวสมองของคุณหมอออกมา นี่น่าจะเป็นภาพแรกที่เราได้รู้จักกับผลงานของ Eugene Smith แม้ว่าจะยังไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับภาพนี้ แต่มันก็ดึงดูดให้เราตามหาเรื่องราวทั้งหมดของคนในภาพ

1*kWiEBGvjmTQZalgQnDjyhg.jpeg

หรือภาพที่คุณหมอกำลังรักษาเด็กน้อยที่ถูกม้าดีดเข้าที่บริเวณตา แต่คุณหมอก็ทำได้เพียงเย็บแผลนั้นและต้องบอกให้ครอบครัวทราบว่า เด็กน้อยได้เสียดวงตานั้นไปแล้ว ที่แย่ไปกว่านั้น..เธอจำเป็นต้องเดินทางไกลไปที่ตัวเมือง Denver ที่ห่างออกไปเป็นร้อยไมล์ เพื่อผ่าตัดเอาตาที่เสียออกไปด้วย

1*hy8JJacL_JCsPR_dcdSGDQ.jpeg

ทั้งภาพชุดและบทความนั้น เขาใช้เวลาเกือบเดือนเก็บเกี่ยวทุกเรื่องราวที่เข้าไปสั่นสะเทือนใจผู้คนอเมริกาอย่างมาก และแม้ว่าจะผ่านไปถึงกว่า 70 ปีแล้ว สายตาในแต่ละภาพของคุณหมอ Ceriani ก็ยังเจ็บปวดไม่เคยสร่างซาและจางหายไป

อีกโปรเจคที่น่าสนใจ หลายๆคนพูดว่านี่คือ Masterpiece ของเขาด้วยซ้ำไป และผู้คนมักจะเห็นภาพของ Smith จากในชุดนี้บ่อยครั้ง นั่นคือภาพชุด “Pittsburgh” (1955-1956)  ความสำคัญของโปรเจคนี้ มันเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทางที่ Smith ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Life เพราะทางนิตยสารไม่เห็นด้วยกับวิธีการเสนอผลงานของเขา ความขัดแย้งนั้น ทำให้เขาตัดสินใจเดินออกมาจากที่นั่น

a6a703596af1b4a28a6b0b23c7eddfcb.jpg

Smith ไปที่ Pittsburgh อย่างสิ้นหวัง ดั่งความมืดหม่นในผลงานของเขา แม้ว่าปีนั้นจะเป็นปีแรกที่เขาได้เข้าร่วมกับเอเจนซี่ Magnum แต่เขาไม่มีทั้งงาน ทั้งเงิน แถมยังดื่มเหล้าอย่างหนัก ลูกป่วย ครอบครัวแตกแยก แม่ตาย มันเป็นห้วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต และที่นี่เป็นเพียงความหวังสุดท้ายของเขา

Pittsburgh หรือเรียกกันว่า เมืองแห่งอุตสาหกรรมเหล็ก โชคเข้าข้าง Smith เมื่อ Stefan Lorant อดีตบรรณาธิการของนิตยสารชื่อดังของเยอรมัน ได้จ้างเขาถ่ายงานเพื่อทำหนังสือฉลองครบรอบ 200 ปีของเมือง Pittsburgh ด้วยเวลา 2-3 อาทิตย์ในการถ่ายตามบรีฟคร่าวๆของ Lorant เพื่อนำเสนอมุมมองต่อเมืองที่เปลี่ยนไปของ Pittsbergh ยุคใหม่ มันทำให้ต่ออายุชีวิตของ Smith ออกไป และนำมาซึ่งผลงานอันคลาสสิคอีกชิ้นของเขา

Lorant เคยสัมภาษณ์เอาไว้ว่า จริงๆแล้วงานชิ้นนี้เขาตั้งใจจะว่าจ้าง Elliot Erwitt ก่อนเป็นคนแรก แต่ก็นั่นแหล่ะ… สายลมแห่งโชคชะตามักพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของบางคน เฉกเช่นที่ได้เปลี่ยนแปลง Eugene Smith ไปตลอดกาล

งานภาพชุด Pittsburgh ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 12 ของอเมริกา การแสดงออกซึ่งความย้อนแย้งของชีวิตในเมืองนี้ ด้วยการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมมากมาย ก่อให้เกิดการขยายตัวของสังคม แต่ในขณะเดียวกันมันก็เปลี่ยวเหงา อ้างว้าง เต็มไปด้วยเกลียดชัง แต่ถูกโอบอุ้มด้วยความรัก ในขณะที่ตึกราเจริญงอกงาม ก็ผุพังเน่าสลายไปกับโลกอุตสาหกรรม

Eugene Smith ใช้เวลา 2-3 อาทิตย์แรกตามบรีฟงานที่ว่าไว้ แต่สุดท้าย..เขาก็ไม่พึงพอใจกับผลงานของเขาเลย จนเวลาเนิ่นนานออกไปถึง 1 ปีเต็ม ภาพกว่า 1,700 ภาพ นำมาคัดสรร เล่าเรียงใหม่จนกลายเป็นงานชิ้นประวัติศาสตร์ของเขาอีกครั้ง

งานอีกโปรเจคที่อยากพูดถึง ซึ่งนับเป็นงานชิ้นสุดท้ายของ Eugene Smith และมันเป็นงานที่ป่าวประกาศออกไปทั่วโลกถึงการมีอยู่ของปีศาจร้าย “Minamata” (1971-1973) อีกครั้งที่เขาบรรยายความหม่นหมอง มืดหม่นของมนุษย์ออกมาเป็นภาพถ่าย ผ่านสายตาแห่งความหวังอันริบหรี่

เหตุการณ์อันเลวร้ายเริ่มขึ้นในปี 1956 เมื่อโรงงานอุตสาหกรรม Chisso Corporationในเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Minamata ส่วนหนึ่งของ Kyushu ประเทศญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารปรอทลงสู่ทะเลมาอย่างยาวนาน ปีศาจร้ายเริ่มไหลผ่านจากน้ำมือมนุษย์ สู่น้ำทะเล จากน้ำทะเล สู่ปลาอันเป็นอาหารของคนทั้งเมือง จากปลา..จึงย้อนกลับเข้าสู่สายธารเลือดของมนุษย์ด้วยกัน ผลของมันเริ่มงอกเงย ความเลวร้ายเข้าปกคลุมเมืองทั้งเมือง ผู้คนนับพันเริ่มล้มป่วยอย่างรุนแรง บ้างก็ตาบอด บ้างก็หูหนวก บ้างก็เสียขา เสียแขน จนกลายเป็นโรคที่รู้จักกันในชื่อว่า “มินามาตะ”

6vx3q4an47g01.jpg

Eugene Smith พาภรรยาคนที่สอง Aileen Mioko Smith ลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ปุ่น มาด้วยกันที่เมืองนี้เพื่อทำงานชิ้นนี้ ความตั้งใจแรกที่เขาจะใช้เวลาราวๆ 3 เดือนในการเก็บเกี่ยวเรื่องราวทั้งหมด แต่มันก็เริ่มยาวนานขึ้นๆ จากเดือนเป็นปี จากปีก็นำพาทั้งคู่ยาวถึง 3 ปีในเมืองที่เขาเป็นคนแปลกถิ่นนั้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับทั้งภาครัฐและเอกชน

ปี 1972 นิตยสาร Life ตีพิมพ์ภาพอันทรงพลังของ Smith เป็นการประกาศให้โลกได้รับรู้เป็นครั้งแรกถึงปีศาจร้ายที่เกาะกินผู้คนตาดำๆนับพันๆชีวิตบนเกาะแห่งนี้ แต่นั่น..ก็ไม่ได้ทำให้มีผลอะไรมากในพื้นที่ที่เกิดผลร้าย และแม้ว่า Smith จะเอาตัวเข้าไปพัวพันมากถึงเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านแล้วก็ตาม กลับยิ่งมีผลร้ายต่อตัว Smith เองที่ถูกจับจ้องจากผู้มีอิทธิพล หมายจะเอาชีวิตเขา

จนถึงปัจจุบันนี้ ผลจากการกระทำนั้น ยังคงส่งผลจากผู้ป่วยรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง กว่า 40 ปี รัฐบาลและโรงงาน Chisso มีการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นั้นน้อยมาก แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่โลกทั้งโลกได้รับรู้ก็ตาม

( มีการประกาศในปลายปี 2018 จะมีการสร้างภาพยนตร์ที่มี W.Eugene Smith เป็นตัวเอก และดำเนินเรื่องผ่านช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์โรค Minamata โดยมี Johny Depp แสดงเป็น W.Eugene Smith )

งาน Photo Essay ของ Eugene Smith ทั้ง 3 งานนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา พวกมันบอกเล่าอะไร สอนอะไรเราบ้างในเชิงศิลปะ?

สิ่งที่เราจับต้องได้เสมอๆ ซึ่งโดดเด่นอย่างมากในงานภาพของ Smith นั้น คือการที่เขาได้จับเอาจังหวะของ “สีหน้า” (Expression) และ “ท่าที” (Reaction) ในเสี้ยววินาทีที่ Subject นั้นบอกเล่าความในใจของพวกเขาออกมาจนหมดเปลือก ผ่านภาษากายที่โต้ตอบกลับต่อเรื่องราว ณ เวลานั้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดๆอธิบายความรู้สึก ดั่งนักสืบที่ขุดเค้นเอาความจริงที่อยู่ลึกเข้าไปในหัวใจอันอ้างว้าง ให้ปรากฏออกมาในเฟรมภาพเพียงเฟรมเดียว

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เราได้บอกเอาไว้ในทั้ง 3 โปรเจคของเขา นั่นคือ “เวลา” เมื่อสิ่งที่เขาต้องการนั้น เป็นการแสดงออกจากข้างในที่แท้จริง ปฏิกิริยาที่เกิดจากเรื่องราวนั้นๆที่เขาสนใจ มันไม่ใช่การโพสท่าทาง (Posing) แต่มันคือการแสดงออกของมนุษย์ที่ไม่มีใครสามารถกำกับมันได้ “เวลา” จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่มีใครบอกได้ว่าเขาต้องใช้มันสักเท่าไหร่? และมีเพียง Smith เท่านั้นที่กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่ง เฝ้าสังเกตและเก็บเกี่ยวเสี้ยววินาทีที่เขาต้องการออกมาให้ได้เท่านั้น

หรือนี่คือการผลัดใบใหม่ของวงการภาพสตรีท?

อีกไม่กี่วันก็จะข้ามผ่านพ้นปี 2018 ไปอีกแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าเรากำลังได้เดินทางผ่าน 20 ปีแรกของศตวรรษที่ 21 ในอีกไม่ช้า ทั้งๆที่ผ่านมาเรายังคงผลิตซ้ำสิ่งต่างๆจากศตวรรษที่  20 ออกมาไม่ขาดสาย ประหนึ่งว่าเราไม่สามารถสร้างสิ่งใดๆที่ดีไปกว่า หรือก้าวข้ามมันสมองของผู้คนเมื่อร้อยปีก่อนหน้านี้ได้สักที

ยิ่งวงการศิลปะด้วยแล้ว เราคงเห็นการรีไซเคิลความคิดกันอย่างไม่หยุดหย่อน ดั่งคำพูดที่ถูกอ้างถึงอยู่สม่ำเสมอว่า “ไม่มีอะไรที่มนุษย์สามารถคิดมาได้ใหม่หมดจดอีกแล้ว” นั่นหมายถึงเรากำลังเดินตามรอยเท้าผู้คนในรอบร้อยปีอย่างเป็นวัฏจักรอย่างนั้นหรือ? 

วงการภาพสตรีทก็เป็นงานศิลปะร่วมสมัยชนิดหนึ่งที่อาจจะอยู่ในวังวนนี้ไม่ต่างกัน ที่ในปีนี้เรารู้สึกได้ถึงการเวียนวนมาถึงปลายทางของยุคสมัย อาจจะไม่มีใครเลยที่เคยสถาปนาไว้หรอกว่าในยุคสมัยนี้คือยุคสมัยใด? ยุคทองหรือยุคมืดของวงการถ่ายภาพที่แร้นแค้นที่สุดนี้ (แน่นอนว่ายังไม่มีช่างภาพคนใดทำเงินเลี้ยงตัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากการถ่ายภาพสตรีท หรือบางคนก็อาจจะทำได้ต่อเมื่อ..ตัวได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว) 

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา วงการภาพถ่ายสตรีทดูจะร้อนแรงมากที่สุดจนเป็นที่จับตาในวงการศิลปะโดยรวม ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คงจะเป็น Matt Stuart ช่างภาพสตรีทชื่อดังตั้งแต่ต้นยุค 2000 ก็ได้เข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกช่างภาพเอเจนซี่ชื่อดังที่สุดของโลกอย่าง Magnum Photos เมื่อปี 2017 นั่นหมายถึงช่างภาพทุกแขนงต่างก็มองเห็นถึงความสำคัญของการถ่ายภาพแนวทางนี้อยู่ไม่น้อยเลย

งานที่มีชื่องานหนึ่งของ Matt Stuart

แต่ความเหนื่อยล้าของเทรนศิลปะก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ในช่วงปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นความอ่อนแรงของเทรนการถ่ายภาพสตรีทมากทีเดียว อาจจะด้วยความตีบตันที่ไม่มีงานใหม่ๆของศิลปิน หรือแม้แต่ศิลปินหน้าใหม่ที่ทำงานได้น่าสนใจมากพอก็เป็นได้ หรืออีกในที… การถ่ายภาพสตรีทกำลังผลัดใบไปสู่สิ่งใหม่?

iN-PUBLIC คือกลุ่มช่างภาพสตรีททรงอิทธิพลอย่างมากตั้งแต่ต้นยุค 2000s ดั่งที่กล่าวถึง Matt Stuart หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนี้ ก็ได้กลายเป็นสมาชิกของกลุ่มช่างภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกศิลปะร่วมสมัย นั่นหมายความว่าผลงานของ iN-PUBLIC ย่อมทรงพลังพอจะเขย่าโลกศิลปะร่วมสมัยในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมานี้

อะไรที่ทำให้ iN-PUBLIC ทรงอิทธิพล? นั่นอาจจะเพราะเป็นความถูกที่ถูกเวลาด้วย เมื่อปี 2000 โลกได้เกิดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล นั่นคือ “อินเตอร์เน็ต” ถ้าเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคใดก็ตามในศตวรรษที่ 20 เราจะพบว่าการเติบโตของศิลปะร่วมสมัยจะเติบโตแบบ “ปัจเจก” คือทวีปใครทวีปมัน อเมริกาก็พยายามโตในแบบตัวเอง ยุโรปก็พยายามโตในแบบตัวเอง การ Crossover ทางวัฒนธรรมอาจจะไม่ได้มีให้เห็นมากนัก นั่นเป็นเพราะระยะทางของสองทวีปนี้ช่างห่างไกลกัน การแลกเปลี่ยนใดๆย่อมเกิดได้ยาก  

งานของ David Gibson

แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น… โลกถูกเชื่อมโลกเข้าโดยทันที การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกิดขึ้นทันทีทันใด งานภาพสตรีทก็เช่นกัน.. iN-PUBLIC เป็นกลุ่มแรกที่เป็นการรวมตัวของช่างภาพสตรีทจากแต่ละมุมโลกเข้าไว้ด้วยกัน สมาชิก iN-PUBLIC สามารถสื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ตข้ามโลก และรวมไปถึงผู้คนทั่วโลกก็ได้เสพงานของพวกเขาในทันทีทันใดด้วย ทำให้การขัดเกลาผลงานในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นจากคนละมุมโลกกลายเป็นผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนรุ่นใหม่ 

ถ้าถามช่างภาพสตรีทในยุค 10 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าทุกคนก็คงได้รับอิทธิพลจากผู้คนกลุ่มนี้กันถ้วนหน้า ด้วยความสดใหม่ ตื่นตาตื่นใจ กลืนกินง่ายอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่…เมื่อความสดใหม่เดินทางมาถึงความเป็นแมส (Mass) อันหมายถึงเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้ นั่นก็ทำให้มันถูกตั้งอยู่ใน Safe Zone จนไม่อยากขยับตัวไปไหนอีก ไม่อยากจะถูกวิพากษ์ไปมากกว่านี้.. มันจึงเริ่มขาดความ “ร่วมสมัย” ลงไปทุกทีๆ

แม้ว่าในทุกๆปี iN-PUBLIC จะพยายามดึงเอาสมาชิกใหม่ๆเข้ามาร่วมทีม แม้แต่ช่างภาพสตรีทของไทยที่ทำชื่อเสียงอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้อย่าง ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ ก็ได้เข้าไปร่วมกลุ่มเช่นกัน และสมาชิกอีกหลายคนที่เป็นเสมือน “เลือดใหม่” ให้กับ iN-PUBLIC ที่น่าสนใจ ดูเหมือนพวกเขาต้องการการถ่ายเลือดใหม่ไปแทนที่เลือดเก่า อย่างเช่น Charalampos Kydonakis หรือ Dirty Harry 

งานของ ทวีพงษ์ ประทุมวงษ์

ในรอบไม่กี่ปีนี้ มีการวิพากษ์ต่อผลงานของกลุ่ม iN-PUBLIC อันเคยตั้งสถานภาพตนเองไว้ว่าคือ “บ้านของภาพสตรีท” (Home of Street photography) ถ้ากลับไปย้อนมองจากหนังสือภาพ 10 Years of iN-PUBLIC ซึ่งเป็นหนังสือภาพเล่มแรกของกลุ่มที่วางขายกันเองเมื่อปี 2010 จะพบว่า Nick ได้พูดถึงก่อนการก่อตั้ง iN-PUBLIC ถึงการเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่มีที่ทางของ Street Photography ดังนั้นการพยายามบัญญติการถ่ายภาพสตรีทเอาไว้ว่ามันหมายถึงอะไร? (ถ่ายภาพในที่สาธารณะ เกิดขึ้นจริง ไม่จัดฉาก และบอกเล่าอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ไม่เหมือนใคร) อย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ จึงช่วยให้พวกเขามีที่ทางมากขึ้นในวงการภาพถ่าย เพราะที่ผ่านมาเกือบร้อยปี ก็ไม่มีใครพูดถึงว่า Street Photography เท่ากับ หรือควรทำ หรือไม่ควรทำอย่างไร? ซึ่งนั่นเอง..อาจจะเป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้ iN-PUBLIC ยืดติดอยู่กับคำว่า “Street Photography” ในแบบที่เคยสร้างสรรค์เอาไว้

หนังสือภาพ 10 Years of iN-PUBLIC ที่ยังหลงเหลือของ Nick ที่ล่าสุดเทขายโล๊ะสต็อค

เมื่อใดก็ตามที่การวิพากษ์ได้เกิดขึ้น นั่นสมควรจะเป็นสัญญาณที่ดีของงานศิลปะร่วมสมัยว่ามันกำลังทำการสังคายนาผลงานเพื่อนำไปสู่สิ่งใหม่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่การวิพากษ์ไม่ทำให้ผู้สร้างงานศิลปะนั้นเคลื่อนไหวและยังยึดเหนี่ยวจุดเดิม นั่นแปลว่าศิลปะนั้นๆกำลังถูก “ปฏิวัติ” โดยคนกลุ่มใหม่ที่มีความคิดไปข้างหน้าตามการหมุนของแกนโลก

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Nick พยายามรักษาที่มั่นของคำว่า “Street Photography” เมื่อปีก่อน เขาเคยรู้สึกถึงการที่ผู้คนไม่เข้าใจคำว่า Street Photography ในแบบที่เขาวาดไว้ จนกระทั่งพยายามสร้างแคมเปญที่ชื่อว่า #CANPUBPHOTO อันมาจาก Candid Public Photograph เพื่อรองรับการถ่ายภาพสตรีทในแบบของพวกเขา ที่เดิมทีก็คือ Street Photography นั่นแหล่ะ.. แต่ Nick มองว่ามันถูกกลืนกินด้วยความหมายที่แตกต่างออกไปจนเกินเยียวยา จึงเหมือนเปิดแผ่นดินขึ้นใหม่ซะเลย

แน่นอนว่าแคมเปญนั้นมันไม่ได้ผลหรอก… เขาพยายามอยู่ได้ไม่นานนัก ทุกอย่างก็เงียบหายไป การที่ Nick พยายามทำนั้น ถือว่าเป็นการวิพากษ์งานศิลปะแบบหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่ผลของมันก็คือตกไป..  Street Photography เริ่มแปรเปลี่ยนไปอีกครั้งหรือ? เฉกเช่นต้นศตวรรษที่ 20 ที่ Street Photography มันก็เคยแปลได้ว่าเป็นคนถ่ายภาพให้นักท่องเที่ยวอยู่ริมถนนชองอลิเซ่นั่นแหล่ะ

สัญญาณที่มีมาอย่างต่อเนื่องภายใน iN-PUBLIC ก็มาถึงจุดแตกหัก เมื่อความไม่ลงรอยในความเห็นระหว่าง Blake Andrews หนึ่งในสมาชิกยุคแรกของ iN-PUBLIC กับ Nick Turpin ผู้ก่อตั้ง iN-PUBLIC ในกรณีที่มีการโหวตภาพ Picture of the Month ภายในกลุ่มประจำเดือนตุลาคม 2018 ที่ทางกลุ่มจัดขึ้น ผลปรากฏว่าภาพหนึ่งที่ถูกเลือกเป็นของ Blake Andrews เป็นการถ่ายด้วยไอโฟนในโหมด Pano ซึ่งทำให้เกิดเอฟเฟคประหลาดขึ้นในภาพ 

Blake Andrews / Aug 2018

ในความเห็นของ Nick นั้น ถือว่าภาพนี้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เห็นพ้องต้องกันมาโดยตลอดของกลุ่มว่าจัดอยู่ในหมวด Street Photography ซึ่งเขาถือว่าตัวเองและกลุ่ม iN-PUBLIC ได้ทำหน้าที่อย่างหนักเพื่อสร้างความหมายนี้ให้ออกไปยังวงกว้าง จะเรียกได้ว่าผู้คนหันมารู้จักภาพสตรีทในทศวรรษนี้ก็จากการกำหนดทิศทางของเขาและ iN-PUBLIC 

ผมสร้าง iN-PUBLIC มาเพราะผมเห็นว่าภาพสตรีทมีวิธีการที่แตกต่างจากภาพถ่ายประเภทอื่นๆด้วยตัวของมันเอง สิ่งสำคัญคือการสังเกตในขณะที่ภาพของ Blakeใช้ไอโฟนถ่ายด้วยโหมด Pano นั้น มันทำให้เกิดการเพี้ยน บิดเบือนของภาพ จริงๆผมก็ชอบภาพนะ แต่ผมไม่คิดว่านี่คือภาพสตรีทแต่อย่างใด” 

จากประโยคแสดงความคิดเห็นของ Nick เราจะสามารถเห็นความ Conservative (ปกป้องความคิดดั้งเดิม) ที่ย้อนแย้งอยู่ในการถ่ายภาพร่วมสมัย…. แน่นอนว่ามันไปด้วยกันไม่ได้ เสมือนจับเอาคู่ตรงข้ามมาอยู่ด้วยกัน เป็นเรื่องปกติที่เมื่อสิ่งใดได้รับการยอมรับในวงกว้างอย่างยาวนาน ได้เริ่มถูกท้าทายด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่  การถกเถียงนั้นย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพราะถ้ามันไม่เปลี่ยนแปลง… Street Photography เองนั่นแหล่ะก็จะเป็นสิ่งที่ตายไปซะเอง

และในกรณีนี้… คนที่ยอมตายจาก iN-PUBLIC ไปก็คือ Nick Turpin และ Nils Jorgsensen สมาชิกดั้งเดิมของกลุ่ม iN-PUBLIC โดยเฉพาะ Nick ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งอย่างแท้จริง นั่นย่อมทำให้วงการภาพถ่ายต้องหันมามองเหตุการณ์ในครั้งนี้

อะไรคือความเห็นที่แตกต่างในการถกเถียงครั้งนี้??  Nick ซึ่งมีหลักการยึดถือ “ความจริง” ที่เกิดขึ้นในภาพว่ามันต้องเป็น “ความจริงที่เป็นไปได้” หมายถึงต่อให้ทุกอย่างในภาพสตรีทจะดูเหนือจริงยังไง แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่การตกแต่ง แก้ไข เราทำหน้าที่เพียงผู้จับภาพและไม่บิดเบือนมัน

จากคำจำกัดความภาพสตรีทในความหมายของ Nick จึงเห็นแย้งที่ว่า เอฟเฟคในภาพของ Blake คือการตกแต่ง แก้ไข บิดเบือน แต่… ถ้าเราพูดถึงการโต้แย้งนี้ มันเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัยเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆถูกนำมาใช้ เช่น การใช้ Flash ซึ่งไม่ใช่แสงธรรมชาติ แต่เป็นแสงที่เกิดขึ้นจากคนถ่ายแล้วไปมีผลต่อภาพ เป็นต้น

บทสรุปของเรื่องนี้จะอยู่ที่ตรงไหน? ก่อนหน้านี้การเข้ามาของ Charalampos Kydonakis หรือ Dirty Harry ก็เกิดการถกเถียงคล้ายๆกัน บางภาพของ Dirty Harry ที่ดูเหมือนการเซ็ทเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวเองเข้าไปอยู่ในภาพ หรือแม้แต่การตกแต่งโทนสีภาพอย่างหนักนั้น จะยังอยู่ในกรอบดั้งเดิมของ iN-PUBLIC มั๊ย ซึ่งในครั้งนั้นก็มีการยอมถอยคนละก้าวอยู่เหมือนกัน 

งานของ Dirty Harry ที่ถูกพาดพิงอย่างมากในช่วงนั้น

แล้วถ้าวันนี้?.. ในวันที่ iN-PUBLIC ไม่มี Nick Turpin อีกต่อไป ความหมายของการถ่ายภาพสตรีทจะเปลี่ยนไปอีกแค่ไหน? การยอมรับใหม่ๆกำลังจะเกิดขึ้น เรากำลังจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆของภาพสตรีท? หรืออีกในที.. ภาพสตรีทอาจจะถูกกลืนกินกลับไปเป็นเพียง “Photography” เฉยๆที่ไม่มีคำจำกัดความเหมือนเดิม ดั่งเช่นที่ Garry Winogrand ช่างภาพสตรีทระดับมาสเตอร์ ผู้ไม่เคยอยากให้ใครเรียกว่าช่างภาพสตรีทเคยกล่าวไว้

ผมก็แค่ถ่ายภาพอะไรที่ผมเห็นว่ามันดูจะถ่ายได้น่ะ


สงครามในชีวิตของ Abbas Attar และมุมมองของเขาต่อเรื่องราวเหล่านั้น

“Abbas Attar ถ่ายทอดไม่เพียงแค่เรื่องราว แต่สิ่งที่เขาทำคือการถ่ายทอดมุมมองที่เขามีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการปฏิวัติในอิหร่าน สู่แอฟริกา เม็กซิโก เลบานอน อีรัก ซาอุดิอาระเบีย อัฟกานิสถาน เคนย่า ปาเลสไตน์ และอีกหลายๆประเทศ…. แอบบาสถ่ายทอดมุมมองของสงครามชีวิตจากทั่วโลก”

Continue reading “สงครามในชีวิตของ Abbas Attar และมุมมองของเขาต่อเรื่องราวเหล่านั้น”

88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 2

จริงๆ ตั้งใจว่าจะเขียนเล่าบทความนี้ต่อกันในเวลาไม่นานเท่าไหร่ แต่กลายเป็นว่าต้องใช้เวลาถึง 1 ปีในการเขียนตอนที่ 2 ต่อมา  Continue reading “88 ปีเส้นทางศิลปะภาพถ่ายใน MoMA พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตอนที่ 2”

บลูมเบิร์กกับชานาริน และเรื่องราวในภาพถ่ายที่เกิดจากการ ‘ตีความ’ ใหม่

Adam Broomberg (1970) กับ Oliver Chanarin (1971) พบกันครั้งแรกในแอฟริกาใต้สมัยพวกเขายังเป็นเด็กวัยรุ่น ก่อนจะแยกย้ายกันไปเรียนคนละทาง  Continue reading “บลูมเบิร์กกับชานาริน และเรื่องราวในภาพถ่ายที่เกิดจากการ ‘ตีความ’ ใหม่”

ทำไม.. เราจึงต้องลงประกวดแข่งขันกันในงานศิลปะ?

วันก่อนเพิ่งได้ดูหนังอินเดียเรื่อง Dangal ไป หนังว่าด้วยเรื่องความฝันอันล้มเหลว ในการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกกีฬามวยปล้ำมาให้ประเทศอินเดียของพระเอก สิ่งนี้เองทำให้เขาเปลี่ยนคาดหวังทั้งหมดทั้งมวลมาที่ตัวลูกๆ  Continue reading “ทำไม.. เราจึงต้องลงประกวดแข่งขันกันในงานศิลปะ?”

Martha Rosler ,or what it means to be an activist artist

ย้อนกลับไปในยุค 70s บรู๊กลินคือพื้นที่ที่ฮิปปี้ออกมาไฮปาร์กต่อต้านการส่งทหารไปเวียดนามและเฟมินิสต์เกรี้ยวกราดเผายกทรมุดหมายแรกของ Martha Rosler อยู่ที่นั่น งานแสดงครั้งแรกของเธอคือการถ่ายเอกสารภาพคอลลาจล้อเลียนที่เธอทำเองแจกในงานประท้วง  Continue reading “Martha Rosler ,or what it means to be an activist artist”

The Mexican Suitcase การค้นพบฟิล์มภาพสงครามที่สาบสูญไป 70 ปี!

บทความ โดย อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล (Sun)

ปลายปี 2007 กล่องเก่าๆ 3 ลังได้เดินทางจากเม็กซิโกมาถึง ICP หรือ (the International Center of Photography) สถาบันการถ่ายภาพชื่อดังของนิวยอร์ค มันไม่ใช่แค่การเดินทางของลังธรรมดาๆทั่วไป แต่มันเป็นการเดินทางอันยาวนาน ลึกลับ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การถ่ายภาพครั้งหนึ่งของโลก Continue reading “The Mexican Suitcase การค้นพบฟิล์มภาพสงครามที่สาบสูญไป 70 ปี!”

ไม่มีที่สำหรับคำว่า “อาจจะ”..จากปากคำที่สูญหายของ Henri Cartier-Bresson

จาก Henri Cartier-Bresson ’There are no maybe’ โดย New York Times 

และ Henri Cartier-Bresson: The Modern Century โดย MoMA

แปลโดย ภาสินี ประมูลวงศ์ Continue reading “ไม่มีที่สำหรับคำว่า “อาจจะ”..จากปากคำที่สูญหายของ Henri Cartier-Bresson”